รัสเซีย

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธหลายลูกลงทะเลตะวันออก เกาหลีใต้จับตาใกล้ชิด

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธหลายลูกลงทะเลตะวันออก เกาหลีใต้จับตาใกล้ชิด เป็นข่าวร้อนที่สร้างความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้ง กองทัพเกาหลีใต้รายงานว่า เช้าวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน เกาหลีเหนือได้ทดสอบยิงขีปนาวุธวิถีโค้งไม่ทราบประเภทหลายลูก จากเมืองซินโพ ลงสู่ทะเลตะวันออก หรือทะเลญี่ปุ่น เวลาประมาณ 06:10 น. ตามเวลาท้องถิ่น ถือเป็นการทดสอบที่ถี่ขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความกังวลให้กับนานาชาติ

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธหลายลูกลงทะเลตะวันออก เกาหลีใต้จับตาใกล้ชิด

หลังจากเหตุการณ์นี้ ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ประกาศเรียกประชุมความมั่นคงฉุกเฉินทันที และยกระดับการเฝ้าระวังสูงสุด เพื่อเตรียมรับมือการยิงเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้น เกาหลีใต้กำลังจับตาด้วยระบบเรดาร์และดาวเทียมอย่างใกล้ชิด เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและประเมินความเสี่ยง

สาเหตุเบื้องหลังการทดสอบขีปนาวุธ

นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่าการทดสอบครั้งนี้เป็นสัญญาณปฏิเสธไมตรีจากเกาหลีเหนือต่อเกาหลีใต้ แม้เกาหลีใต้จะพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ โดยเคยแสดงความเสียใจต่อเหตุโดรนพลเรือนรุกล้ำน่านฟ้าเมื่อเดือนมกราคม แต่คิม โยจอง น้องสาวผู้นำคิม จองอึน เคยชมในช่วงแรก อย่างไรก็ตาม เดือนนี้ท่าทีเปลี่ยนไป เกาหลีเหนือประกาศว่าเกาหลีใต้คือ “รัฐศัตรูที่เป็นปฏิปักษ์มากที่สุด” สอดคล้องกับวาทกรรมของคิม จองอึน

นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังเร่งพัฒนากองทัพเรือ โดยคิม จองอึน ตรวจเยี่ยมการทดสอบขีปนาวุธร่อนจากเรือพิฆาต “ชเว ฮยอน” ขนาด 5,000 ตัน ซึ่งเป็นหนึ่งใน 2 ลำที่เปิดตัวปีที่แล้ว ข้อมูลจากภาพดาวเทียมเผยว่า กำลังสร้างเรือพิฆาตเพิ่ม 2 ลำที่ท่าเรือนัมโพ โดยได้รับความช่วยเหลือจากรัสเซีย เพื่อตอบแทนที่เกาหลีเหนือส่งทหารและกระสุนช่วยรุกรานยูเครน

  • เทคโนโลยีขีปนาวุธขั้นสูงจากรัสเซีย
  • การพัฒนาเรือพิฆาตขนาดใหญ่รวดเร็วผิดปกติ
  • ละเมิดมติคว่ำบาตรสหประชาชาติ
  • เพิ่มขีดความสามารถนิวเคลียร์

ผลกระทบต่อภูมิภาคและนานาชาติ

การกระทำของเกาหลีเหนือไม่เพียงข่มขู่เกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังกระทบญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ที่มีฐานทัพในพื้นที่ สถานการณ์ตึงเครียดนี้เกิดท่ามกลางความขัดแย้งโลก เช่น สงครามยูเครน ซึ่งรัสเซียเป็นพันธมิตรเกาหลีเหนือ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจนำไปสู่การแข่งขันทางอาวุธในเอเชียตะวันออก

เกาหลีใต้ตอบโต้ด้วยการเสริมแกร่งระบบป้องกันภัยทางอากาศ และประสานงานกับพันธมิตร ขณะที่สหประชาชาติอาจหารือมาตรการใหม่เพื่อกดดันเกาหลีเหนือ ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงจากพันธมิตรรัสเซีย-เกาหลีเหนือที่กำลังเปลี่ยนสมดุลอำนาจ ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพื่อเข้าใจทิศทางความมั่นคงโลก

อย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณเห็นว่ามีประโยชน์ และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธหลายลูกลงทะเลตะวันออก เกาหลีใต้จับตาใกล้ชิด

รัสเซียโจมตียูเครนครั้งใหญ่ โดรนเกือบ 700 ลำ ดับ 18 ศพ

รัสเซียโจมตียูเครนครั้งใหญ่ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 โดยกองทัพอากาศยูเครนรายงานว่ารัสเซียใช้โดรนถึง 659 ลำ และขีปนาวุธ 44 ลูก โจมตีหลายเมืองทั่วประเทศ สร้างความสูญเสียอย่างหนัก มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย และบาดเจ็บกว่า 100 ราย เหตุการณ์นี้ถือเป็นหนึ่งในการโจมตีที่รุนแรงที่สุดในปีนี้

รัสเซียโจมตียูเครนครั้งใหญ่: รายละเอียดการโจมตี

การโจมตีเกิดขึ้นในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนเช้าวันพฤหัสบดี โดยครอบคลุมพื้นที่สำคัญหลายแห่ง เช่น กรุงเคียฟ, คาร์คิฟ, โอเดสซา, ดนีโปร และซาปอริซเซีย รัสเซียใช้อาวุธหลากหลายทั้งโดรน Shahed ที่ผลิตในอิหร่าน และขีปนาวุธพิสัยไกล เพื่อถล่มโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่พลเรือน นายอันดรี ซิบีฮา รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “การก่อการร้ายครั้งใหญ่” ที่มุ่งเป้าพลเรือนโดยตรง

ผลกระทบในกรุงเคียฟและเมืองอื่นๆ

ในกรุงเคียฟ เมืองหลวง มีผู้เสียชีวิต 4 ราย รวมถึงเด็กชายวัย 12 ปีที่ถูกพบใต้ซากอาคารพังถล่ม ผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 48 ราย แรงระเบิดใกล้ไซต์ก่อสร้างทำให้คนงาน 6 รายบาดเจ็บ 2 ในนั้นอาการสาหัส ต้องผ่าตัดด่วน

  • โอเดสซา: เสียชีวิต 8 ราย จากอาคารพักอาศัยที่ถูกโดรนโจมตีก่อน แล้วยิงขีปนาวุธซ้ำ หอพักนักศึกษาสถาบันดนตรีแห่งชาติเสียหายหนัก นักศึกษา 5 รายบาดเจ็บ
  • ดนีโปร: เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 34 ราย
  • ซาปอริซเซีย: เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย
  • คาร์คิฟ: ได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่รายละเอียดยังไม่ชัดเจน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นานหลังรัสเซียประกาศหยุดยิงชั่วคราว 32 ชั่วโมง เนื่องในเทศกาลอีสเตอร์ของคริสต์ศาสนานิกายออร์โธดอกซ์ แต่ความสงบนั้นอยู่ได้เพียงชั่วครู่ ก่อนที่การสู้รบจะกลับมาดุเดือดอีกครั้ง

การตอบโต้จากผู้นำยูเครน

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประณามรัสเซียอย่างรุนแรง โดยระบุว่า “รัสเซียเลือกเดิมพันด้วยสงคราม” และเหตุการณ์รัสเซียโจมตียูเครนครั้งใหญ่นี้พิสูจน์ว่าโลกไม่ควรผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย เซเลนสกีเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรเพิ่มการสนับสนุนด้านอาวุธป้องกันอากาศยาน เพื่อรับมือการโจมตีแบบนี้ในอนาคต

สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อมาเกือบ 3 ปี ได้สร้างความเสียหายมหาศาล การโจมตีด้วยโดรนจำนวนมากแสดงถึงกลยุทธ์ใหม่ของรัสเซียที่พยายามท่วมท้นระบบป้องกันของยูเครน ยูเครนสามารถสกัดกั้นโดรนได้บางส่วน แต่ปริมาณที่มากเกินไปทำให้ระบบรับมือล้นมือ สถานการณ์นี้ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องหลบภัยในที่หลบภัยใต้ดิน และกระทบชีวิตประจำวันอย่างหนัก

นอกจากนี้ การโจมตีโครงสร้างพลเรือนยังถูกมองว่าเป็นความผิดต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติได้ออกแถลงการณ์ประณาม และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายเคารพการหยุดยิงเพื่อปกป้องพลเรือน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์รัสเซียโจมตียูเครนครั้งใหญ่ครั้งนี้บ่งชี้ว่าการเจรจาสันติภาพยังคงยากลำบาก รัสเซียดูเหมือนจะเพิ่มความกดดันเพื่อบังคับให้ยูเครนยอมจำนน แต่ยูเครนยืนยันจะต่อสู้จนกว่าจะได้เอกราชและดินแดนคืน

สำหรับผู้อ่านที่สนใจติดตามพัฒนาการของสงครามนี้ อย่าลืมติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุด และแบ่งปันบทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้สังคมไทยรับรู้สถานการณ์โลก

ที่มา – รัสเซียโจมตียูเครนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของปีนี้ โดรนเกือบ 700 ลำ ขีปนาวุธ 44 ลูก ดับ 18 ศพ

รัสเซียกระหน่ำยิงโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับ 14 ศพ

รัสเซียกระหน่ำยิงโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับ 14 ศพ เป็นข่าวร้ายที่สะเทือนใจทั่วโลกอีกครั้ง ทางการยูเครนเปิดเผยว่ารัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศด้วยโดรนและขีปนาวุธใส่หลายพื้นที่ทั่วประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 14 ราย และบาดเจ็บอีกมากมาย เกิดขึ้นทันทีหลังช่วงหยุดยิง 32 ชั่วโมงเนื่องในวันอีสเตอร์ของคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์

รัสเซียกระหน่ำยิงโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับ 14 ศพ

การโจมตีครั้งนี้รุนแรงมาก โดยเฉพาะในเมืองท่าหลักอย่างโอเดซา นายเซอร์เก ลีซัค หัวหน้าฝ่ายบริหารทหารเมืองโอเดซารายงานผ่านเทเลแกรมว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 7 ราย ขณะที่ในกรุงเคียฟ นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีแจ้งว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย รวมถึงเด็กชายวัย 12 ปีด้วย แรงระเบิดกลางดึกทำให้อาคารที่พักอาศัยและรถยนต์เพลิงไหม้ หน้าต่างกระจกแตกกระจาย โดยเฉพาะเขตโปดิลสกี เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งช่วยเด็กๆ ออกจากซากอพาร์ตเมนต์ 18 ชั้นที่โดรนพุ่งชนตรง นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 3 รายในภูมิภาคดนีโปรเปโตรวสค์

รัสเซียกระหน่ำยิงโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับ 14 ศพ: การป้องกันของยูเครน

กองทัพอากาศยูเครนแสดงศักยภาพได้ดี โดยใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ยิงสกัดหรือทำลายขีปนาวุธรัสเซีย 31 ลูก และโดรน 636 ลำ "ศัตรูเปิดโจมตีสองระลอก ใช้ขีปนาวุธภาคพื้นดิน ขีปนาวุธจากอากาศ และโดรน" แถลงการณ์ระบุ แสดงให้เห็นว่ายูเครนมีระบบป้องกันอากาศที่แข็งแกร่ง แม้จะเผชิญการโจมตีหนักหน่วง

ทางฝั่งรัสเซีย นายเวเนียมิน คอนดราเยฟ ผู้ว่าการภูมิภาคคราสโนดาร์ รายงานเด็กเสียชีวิต 2 ราย (อายุ 5 และ 14 ปี) จากโดรนยูเครนโจมตีเมืองตูอัปเซ แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายยังโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง สงครามที่ก้าวสู่ปีที่ 5 นี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบง่ายๆ แม้มีการเจรจาสันติภาพโดยสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง แต่หยุดชะงักเพราะทรัมป์หันไปโฟกัสตะวันออกกลาง

ผลกระทบและสถานการณ์โดยรวม

ยูเครนยืนยันต้องการหยุดยิงถาวรก่อนเจรจา แต่รัสเซียยืนกรานต้องมีข้อตกลงสันติภาพก่อน ทำให้ยูเครนตำหนิรัสเซียขาดความจริงใจ การโจมตีครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณว่ารัสเซียไม่สนใจหยุดยิงชั่วคราว สร้างความกังวลให้ประชาชนยูเครนที่ต้องหลบภัยในที่หลบภัยใต้ดินทุกคืน

  • ผู้เสียชีวิตหลัก: โอเดซา 7 ราย, เคียฟ 4 ราย, ดนีโปร 3 ราย
  • ยูเครนยิงตก: ขีปนาวุธ 31 ลูก, โดรน 636 ลำ
  • เกิดหลังหยุดยิงอีสเตอร์ 32 ชม.
  • รัสเซียเสียหายจากโดรนยูเครนเช่นกัน

สงครามยืดเยื้อนี้ไม่เพียงทำลายโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังคร่าชีวิตพลเรือนจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กๆ ผู้บริสุทธิ์ สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าการเจรจาสันติภาพจำเป็นเร่งด่วน เพื่อยุติวงจรความรุนแรง

ในมุมมองของเรา สงครามนี้กำลังกลายเป็นหายนะมนุษยธรรมที่ยั่งยืน หากไม่มีการแทรกแซงจากนานาชาติอย่างจริงจัง อนาคตของยูเครนและรัสเซียจะยิ่งมืดมน ชวนผู้อ่านติดตามข่าวสารล่าสุดและแสดงความคิดเห็นด้านล่าง: คุณคิดว่าสันติภาพจะมาถึงเมื่อไหร่?

ที่มา – รัสเซียกระหน่ำยิงโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับ 14 ศพ

ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐต่อเวลายกเว้นคว่ำบาตรซื้อน้ำมันรัสเซีย

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนจากต่างประเทศที่กำลังเป็นกระแส นั่นคือ ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐฯ ต่อเวลา ยกเว้นคว่ำบาตร หวังซื้อน้ำมันรัสเซียเพิ่ม กระจายความเสี่ยงพลังงาน คุณรู้ไหมว่าทำไมฟิลิปปินส์ถึงต้องทำแบบนี้ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ราคาน้ำมันผันผวนหนักมาก โดยเฉพาะหลังจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้สหรัฐฯ คว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียเต็มรูปแบบ

ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐฯ ต่อเวลา ยกเว้นคว่ำบาตร หวังซื้อน้ำมันรัสเซียเพิ่ม กระจายความเสี่ยงพลังงาน

รัฐบาลฟิลิปปินส์กำลังร้องขอให้สหรัฐอเมริกาขยายเวลามาตรการยกเว้น (waiver) เพื่อให้สามารถนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียได้ต่อไป เจ้าหน้าที่เผยว่ากำลังรอคำตอบ และมั่นใจว่าจะได้ขยายเวลาเพิ่ม เพราะเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์กระจายแหล่งพลังงาน ไม่ใช่การพึ่งพาแค่ที่เดียว ฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด กำลังเผชิญปัญหาราคาพลังงานแพงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก

ก่อนหน้านี้ เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำสหรัฐฯ โฮเซ มานูเอล โรมัลเดซ ได้เจรจากับวอชิงตันเพื่อขอ waiver นี้ โดยเน้นว่าฟิลิปปินส์ไม่ได้สนับสนุนการบุกรุกของรัสเซีย แต่จำเป็นต้องมีแหล่งพลังงานราคาถูกเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

กลยุทธ์กระจายความเสี่ยงพลังงานของฟิลิปปินส์

นอกจากรัสเซียแล้ว ฟิลิปปินส์ยังมองหาแหล่งนำเข้าอื่นๆ เพื่อลดความเสี่ยง โดยมีแผนดังนี้

  • โคลอมเบีย: ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในอเมริกาใต้ ราคาแข่งขันได้
  • อาร์เจนตินา: เพิ่มกำลังการส่งออกน้ำมันดิบ
  • แคนาดา: แหล่งน้ำมันทรายคุณภาพสูง มั่นคง
  • สหรัฐอเมริกา: แม้ราคาสูงแต่เชื่อถือได้

การกระจายแบบนี้ช่วยให้ฟิลิปปินส์ไม่ต้องพึ่งพาแหล่งเดียว เช่นตะวันออกกลางที่เคยผูกขาด ทำให้เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่ง ก็ไม่กระทบหนักเกินไป

มาตรการภาษีพลังงานล่าสุด

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ สั่งระงับภาษีสรรพสามิตชั่วคราวสำหรับน้ำมันก๊าดและ LPG หลังได้อำนาจพิเศษจากรัฐสภา เพื่อช่วยลดภาระประชาชนที่ใช้ก๊าซหุงต้มทำอาหารและน้ำมันก๊าดสำหรับเรือประมง แต่ทีมเศรษฐกิจคัดค้านการลดภาษีดีเซลและเบนซิน เพราะเชื่อว่าไม่ช่วยลดราคาหน้าปั๊มมากนัก เนื่องจากปัจจัยตลาดโลกกดดันหนัก

รัฐมนตรีคลัง เฟรเดอริก โก ระบุว่า คณะกรรมการประสานงบประมาณเห็นว่าควรใช้มาตรการเฉพาะจุด เช่น สนับสนุนผู้มีรายได้น้อย แทนการลดภาษีกว้างๆ ที่อาจทำรายได้รัฐหายไปมหาศาล

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าฟิลิปปินส์กำลังปรับตัวอย่างรวดเร็วกับวิกฤตพลังงานโลก โดย ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐฯ ต่อเวลา ยกเว้นคว่ำบาตร เป็นก้าวสำคัญในการรักษาความมั่นคง能源 ช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง แม้ GDP ปีนี้คาดว่าจะโต 6% แต่ราคาน้ำมันคือตัวแปรสำคัญ

นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์และลม เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในอนาคต แต่ตอนนี้ยังต้องอาศัยนำเข้าเป็นหลัก การเจรจากับสหรัฐฯ จึงสำคัญมาก หากได้ waiver ต่อ ราคาพลังงานในฟิลิปปินส์น่าจะนิ่งลง

จากมุมมองของผม การตัดสินใจของฟิลิปปินส์นี่ฉลาดมากเลยนะครับ เพราะในโลกที่ geopolitics ส่งผลต่อพลังงานแบบนี้ การกระจายแหล่งนำเข้าและเจรจาทวิภาคีคือกุญแจสำคัญ ช่วยปกป้องประชาชนและเศรษฐกิจได้จริง ถ้าคุณเป็นผู้นำ คุณจะทำยังไง? คอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ! และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศจากเรา เพื่ออัพเดทสถานการณ์โลกแบบเรียลไทม์

ที่มา – ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐฯ ต่อเวลา ยกเว้นคว่ำบาตร หวังซื้อน้ำมันรัสเซียเพิ่ม กระจายความเสี่ยงพลังงาน

กรีนพีซเตือนโครงสร้างเชอร์โนบิลเสี่ยงพังถล่ม

กรีนพีซเตือนโครงสร้าง “เชอร์โนบิล” เสี่ยงพังถล่ม สร้างความตื่นตัวให้ทั่วโลก หลังจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลในยูเครนได้รับความเสียหายจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน หากเกิดการถล่มจริง ฝุ่นกัมมันตรังสีจำนวนมหาศาลอาจฟุ้งกระจายไปทั่วทวีปยุโรป สร้างหายนะครั้งใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิด

กรีนพีซเตือนโครงสร้างเชอร์โนบิลเสี่ยงพังถล่ม

องค์กรกรีนพีซ (Greenpeace) ได้ออกรายงานเตือนภัยระดับหายนะ โดยระบุว่าโครงสร้างป้องกันนิรภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลกำลังอยู่ในสภาพเสี่ยงสูงต่อการพังถล่มแบบไม่สามารถควบคุมได้ สาเหตุหลักมาจากการโจมตีทางอากาศของรัสเซียในปี 2025 ที่ทำให้โดมป้องกันรังสีชั้นนอกเสียหายหนัก

เชอร์โนบิลเป็นสถานที่เกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ เมื่อวันที่ 26 เมษายน 1986 เตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ระเบิด ทำให้กัมมันตรังสีกระจายไปทั่วพื้นที่และหลายประเทศในยุโรป ปัจจุบัน ซากเตาปฏิกรณ์ถูกห่อหุ้มด้วยโครงสร้างสองชั้น คือ “ซาร์โคฟากัส” (Sarcophagus) ซึ่งเป็นโครงสร้างคอนกรีตและเหล็กชั้นในที่สร้างขึ้นอย่างรีบด่วนหลังอุบัติเหตุ และ “New Safe Confinement” หรือโดมป้องกันรังสีชั้นนอกที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย สร้างเสร็จเมื่อปี 2016 เพื่อปกป้องนาน 100 ปี

กรีนพีซเตือนโครงสร้างเชอร์โนบิลเสี่ยงพังถล่มจากสงคราม

อย่างไรก็ตาม กรีนพีซเตือนโครงสร้างเชอร์โนบิลเสี่ยงพังถล่ม เนื่องจากการโจมตีของขีปนาวุธรัสเซีย แม้จะไม่ตกโดนโดมโดยตรง แต่แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นใกล้เคียง (ในรัศมี 200 เมตร) เทียบเท่าแผ่นดินไหวขนาดใหญ่พอที่จะเขย่าโครงสร้างชั้นในที่เสื่อมสภาพมานานให้พังทลายได้

ฌอน เบอร์นี ผู้เชี่ยวชาญนิวเคลียร์อาวุโสของกรีนพีซยูเครน เปิดเผยว่า “ภายในซาร์โคฟากัสมีฝุ่นกัมมันตรังสีเข้มข้นกว่า 4 ตัน และเม็ดเชื้อเพลิงนิวเคลียร์จำนวนมาก หากพังลงมาในตอนที่โดมชั้นนอกยังซ่อมไม่ได้ กัมมันตรังสีจะรั่วไหลออกมาทันที สร้างผลกระทบรุนแรงยิ่งกว่าเดิม”

เซอร์เก ทารากานอฟ ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล ยืนยันว่าสถานการณ์ “อันตรายมาก” โดยบทเรียนจากปี 1986 ชี้ชัดว่าอนุภาคกัมมันตรังสีไม่มีพรมแดน สามารถลอยไปไกลหลายพันกิโลเมตร

  • ความเสี่ยงหลัก: ฝุ่นกัมมันตรังสี 4 ตันฟุ้งกระจาย
  • สาเหตุ: โครงสร้างชั้นนอกเสียหายจากขีปนาวุธ
  • ผลกระทบ: สุขภาพมนุษย์ สิ่งแวดล้อมทั่วยุโรป
  • อุปสรรค: สงครามขัดขวางการรื้อถอนและซ่อมแซม

การรื้อถอนโครงสร้างเก่าเพื่อป้องกันการถล่มเป็นสิ่งจำเป็น แต่แทบเป็นไปไม่ได้ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อ รัสเซียยังคงยิงขีปนาวุธข้ามพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรีนพีซมองว่าเป็น “สงครามนิวเคลียร์” โดยพฤตินัยต่อประชาชนยูเครนและยุโรป

ล่าสุด รัฐบาลฝรั่งเศสประเมินค่าซ่อมโดมป้องกันรังสีสูงถึง 500 ล้านยูโร (ราว 19,000 ล้านบาท) รายงานนี้เผยแพร่ก่อนครบรอบ 40 ปีโศกนาฏกรรมเชอร์โนบิลในเดือนเมษายนพอดี

ผลกระทบหากกรีนพีซเตือนโครงสร้างเชอร์โนบิลเสี่ยงพังถล่มเป็นจริง

หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นหายนะนิวเคลียร์ครั้งที่สอง ส่งผลให้ระดับรังสีในอากาศ อ่างเก็บน้ำ และดินเพิ่มสูง มะเร็งและโรคจากรังสีจะพุ่งปรี๊ด โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ นอกจากนี้ เศรษฐกิจยุโรปจะเสียหายหนักจากการอพยพและทำความสะอาด

กรีนพีซเรียกร้องให้ชาติตะวันตกกดดันรัสเซียหยุดโจมตีพื้นที่นิวเคลียร์ และสนับสนุนยูเครนในการซ่อมแซมเร่งด่วน

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายของพลังงานนิวเคลียร์ท่ามกลางความขัดแย้ง คุณควรติดตามข่าวสารสิ่งแวดล้อมและนิวเคลียร์อย่างใกล้ชิด แบ่งปันบทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดอย่างไรกับความเสี่ยงนี้

ที่มา – กรีนพีซเตือนโครงสร้าง “เชอร์โนบิล” เสี่ยงพังถล่ม กัมมันตรังสีอาจรั่วไหลครั้งใหญ่

ยูเครนลงนาม ข้อตกลงด้านการป้องกันร่วมกับกาตาร์

ยูเครนลงนาม ข้อตกลงด้านการป้องกันร่วมกับกาตาร์ เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการกลาโหมระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ยูเครนและกาตาร์ได้ลงนามข้อตกลงสำคัญนี้ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องเทคโนโลยีต่อต้านขีปนาวุธและระบบอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ซึ่งยูเครนมีประสบการณ์สูงจากการรบกับรัสเซียมานานกว่า 4 ปี

ยูเครนลงนาม ข้อตกลงด้านการป้องกันร่วมกับกาตาร์: รายละเอียดสำคัญ

ข้อตกลงนี้มีลักษณะคล้ายกับที่ยูเครนเพิ่งเซ็นกับซาอุดีอาระเบียเมื่อวันศุกร์ก่อนหน้า กลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียอย่างกาตาร์กำลังมองหาความเชี่ยวชาญจากยูเครนในการรับมือสงครามโดรน ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ระบุชัดเจนว่าข้อตกลงครอบคลุมหลายด้าน เช่น

  • ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการป้องกัน
  • การพัฒนาโครงการร่วมกัน
  • การลงทุนในอุตสาหกรรมกลาโหม
  • การแลกเปลี่ยนความรู้ในการต่อต้านขีปนาวุธและโดรน

ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X หลังประชุมกับตัวแทนกาตาร์ว่า “เราหารือประเด็นที่ช่วยปกป้องชีวิตประชาชนทั้งสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และบรรลุข้อตกลงพันธมิตรด้านกลาโหมอย่างน้อย 10 ปี”

背景ของยูเครนลงนาม ข้อตกลงด้านการป้องกันร่วมกับกาตาร์

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เซเลนสกีเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อแบ่งปันเทคนิคการสกัดกั้นโดรน “ชาเฮด” (Shahed) ที่อิหร่านออกแบบและรัสเซียผลิต ยูเครนฝึกฝนจนเชี่ยวชาญจากการถูกโจมตีต่อเนื่อง 4 ปี โดรนเหล่านี้กำลังถูกอิหร่านใช้โจมตีเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ ทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องการพันธมิตรอย่างยูเครน

ข้อตกลงนี้ไม่เพียงช่วยยูเครนด้านการเงินและเทคโนโลยี แต่ยังเสริมสร้างบทบาทของยูเครนในเวทีโลก แสดงให้เห็นว่าประสบการณ์สงครามกลายเป็นสินทรัพย์มีค่าที่ประเทศร่ำรวยน้ำมันต้องการ ด้านกาตาร์ซึ่งมีงบประมาณกลาโหมมหาศาล จะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ช่วยปกป้องน่านฟ้าจากภัยคุกคามโดรน

นอกจากนี้ ข้อตกลงยังเปิดโอกาสให้เกิดโครงการร่วม เช่น การผลิตโดรนป้องกันหรือระบบเรดาร์ขั้นสูง ซึ่งอาจขยายไปสู่การค้าอาวุธในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่ายูเครนกำลังใช้ ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ จากสงครามเพื่อสร้างพันธมิตรใหม่ ท่ามกลางความขัดแย้งกับรัสเซียที่ยืดเยื้อ

ผลกระทบและโอกาสจากข้อตกลงนี้

สำหรับภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ข้อตกลงช่วยยกระดับขีดความสามารถป้องกันตัวเอง โดยเฉพาะจากอิหร่านที่เพิ่มการส่งออกโดรนรบ ในขณะที่ยูเครนได้พันธมิตรเศรษฐกิจใหม่ ช่วยลดการพึ่งพาช่วยเหลือจากตะวันตก นักวิเคราะห์เชื่อว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘แกนกลาโหมยูเครน-อ่าวเปอร์เซีย’

อย่างไรก็ตาม มีความกังวลเรื่องการโอนเทคโนโลยีไปยังตะวันออกกลางที่อาจกระทบสมดุลกำลังทหารโลก แต่เซเลนสกียืนยันว่าข้อตกลงมุ่งเน้นการป้องกันตัวเองเท่านั้น

สรุปแล้ว ยูเครนลงนาม ข้อตกลงด้านการป้องกันร่วมกับกาตาร์ เป็นก้าวเชิงยุทธศาสตร์ที่ชนะทั้งสองฝ่าย หากคุณสนใจข่าวการเมืองระหว่างประเทศ แนะนำติดตามต่อเพื่อดูพัฒนาการเพิ่มเติม อย่าลืมแชร์บทความนี้หากเห็นว่ามีประโยชน์!

ที่มา – ยูเครนลงนาม ข้อตกลงด้านการป้องกันร่วมกับกาตาร์

เกาหลีใต้ไฟเขียวนำเข้าน้ำมันรัสเซียหลังสหรัฐผ่อนคว่ำบาตร

ในสถานการณ์วิกฤตราคาพลังงานโลกที่กำลังรุนแรงขึ้น เกาหลีใต้ไฟเขียวนำเข้าน้ำมันรัสเซีย หลังสหรัฐผ่อนคว่ำบาตร ถือเป็นข่าวสำคัญที่สะท้อนถึงการปรับตัวของนโยบายระหว่างประเทศ รัฐบาลเกาหลีใต้ยืนยันว่าได้รับอนุญาตจากสหรัฐอเมริกาให้สามารถนำเข้าพลังงานบางส่วนจากรัสเซียได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน เพื่อบรรเทาความกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง

เกาหลีใต้ไฟเขียวนำเข้าน้ำมันรัสเซีย หลังสหรัฐผ่อนคว่ำบาตร

ยัง กีอุก เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงานของเกาหลีใต้ เปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่าสหรัฐได้ประกาศผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากรัสเซียชั่วคราว ก่อนหน้านี้มีการหารืออย่างละเอียดระหว่างกรุงโซลและวอชิงตัน เพื่อเคลียร์ข้อสงสัยและความไม่ชัดเจนในนโยบายดังกล่าว

ผลจากการเจรจา เกาหลีใต้สามารถดำเนินการซื้อน้ำมันและผลิตภัณฑ์พลังงานจากรัสเซียได้ โดยมีเงื่อนไขหลักคือต้องชำระเงินด้วยสกุลเงินอื่นที่ไม่ใช่ดอลลาร์สหรัฐ และจะไม่ถูกบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรรอง (secondary sanctions) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายให้กับบริษัทเอกชนในเกาหลีใต้

เงื่อนไขสำคัญในการนำเข้าพลังงานรัสเซีย

  • การชำระเงินด้วยสกุลเงินอื่น: ห้ามใช้ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงการเชื่อมโยงกับระบบการเงินอเมริกัน
  • ไม่ถูกคว่ำบาตรรอง: สหรัฐรับประกันว่าจะไม่ลงโทษบริษัทเกาหลีใต้ที่เข้าร่วม
  • จำกัดปริมาณชั่วคราว: เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตราคาน้ำมันโลกที่เกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
  • การตรวจสอบความโปร่งใส: ต้องรายงานรายละเอียดการค้าต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามควบคุมราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยก่อนหน้านี้สหรัฐได้ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียหลายร้อยล้านบาร์เรลแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาพุ่งสูงกระทบเศรษฐกิจสหรัฐและพันธมิตร

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้และตลาดโลก

เกาหลีใต้ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการตัดสินใจนี้ เนื่องจากรัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่มีราคาถูกกว่าแหล่งอื่นในช่วงวิกฤต นอกจากนี้ ยังช่วยลดแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการผลิตในประเทศ ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจหลัก

บนเวทีโลก การผ่อนคลายคว่ำบาตรนี้อาจกระตุ้นให้ประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น หรืออินเดีย หันไปหาพลังงานรัสเซียมากขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มปรับตัวลงในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ามาตรการชั่วคราวนี้อาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองในอนาคต หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ

จากข้อมูลสถิติ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงวิกฤต ซึ่งกระทบผู้บริโภคทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้า净 เกาหลีใต้คาดว่าจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายพันล้านดอลลาร์ หากนำเข้ารัสเซียได้อย่างต่อเนื่อง

อนาคตของนโยบายพลังงานโลก

การตัดสินใจ เกาหลีใต้ไฟเขียวนำเข้าน้ำมันรัสเซีย หลังสหรัฐผ่อนคว่ำบาตร แสดงให้เห็นถึงความสมดุลระหว่างการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงพลังงาน ในยุคที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-รัสเซียรุนแรง รัฐบาลต่างๆ ต้องหาทางออกที่ยั่งยืน เช่น การเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียนหรือกระจายแหล่งนำเข้า

สำหรับผู้อ่านที่สนใจ เราคิดว่านี่เป็นโอกาสให้ไทยติดตามและปรับนโยบายพลังงานของตัวเอง โดยเฉพาะการเจรจากับพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากวิกฤตโลก สุดท้ายแล้ว การเมืองระหว่างประเทศมักกำหนดทิศทางราคาพลังงาน หากคุณมีมุมมองอย่างไร ชวนแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อแจ้งเตือนเพื่อนๆ เกี่ยวกับพัฒนาการสำคัญนี้!

ที่มา – เกาหลีใต้ไฟเขียวนำเข้าน้ำมันรัสเซีย หลังสหรัฐผ่อนคว่ำบาตร หวังคุมวิกฤตราคาพลังงาน

เซเลนสกีเตือน สงครามอิหร่านยืดเยื้อช่วยปูติน

เซเลนสกีเตือน สงครามอิหร่านยิ่งยืดเยื้อ จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อปูติน ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ออกมาแสดงความกังวลอย่างหนัก เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กำลังลุกลาม สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสงครามในยูเครนของประเทศตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัสเซียใช้โอกาสนี้เร่งโจมตีแนวหน้าตะวันออก

เซเลนสกีเตือน สงครามอิหร่านยิ่งยืดเยื้อ จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อปูติน

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 เซเลนสกีให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า เขารู้สึกไม่ดีเลยกับผลกระทบจากสงครามในอิหร่านที่มีต่อยูเครน โดยระบุว่า “การประชุมทางการทูตและการเจรจาไตรภาคีทั้งหมดถูกเลื่อนออกไปอย่างต่อเนื่อง สาเหตุมาจากสงครามในอิหร่านเท่านั้น” เขาเน้นย้ำว่า สำหรับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แล้ว สงครามที่ยืดเยื้อในอิหร่านคือ “ผลกำไรชัดๆ” เพราะช่วยให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น และสหรัฐฯ ต้องระงับมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียบางส่วน เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนต่อรัสเซีย

เซเลนสกีเตือน สงครามอิหร่านยิ่งยืดเยื้อ จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อปูติน เนื่องจากเศรษฐกิจรัสเซียได้รับแรงหนุนโดยตรง น้ำมันซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของรัสเซีย มีราคาพุ่งทะยานจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ทำให้รายได้รัฐบาลมอสโกเพิ่มขึ้นมหาศาล แม้จะเผชิญ санкцииจากตะวันตกมานานหลายปี นอกจากนี้ สหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ ยังผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน เพื่อป้องกันราคาน้ำมันในประเทศที่สูงเกินไป สถานการณ์นี้ช่วยให้รัสเซียมีเงินทุนสนับสนุนสงครามยูเครนต่อไปได้อย่างไม่สะดุด

  • ราคาน้ำมัน Brent พุ่ง超过 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • การส่งออกน้ำมันรัสเซียเพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน
  • มาตรการคว่ำบาตรสหรัฐฯ ถูกระงับชั่วคราวสำหรับน้ำมันดิบบางประเภท
  • รายได้จากพลังงานช่วยเสริมกำลังทหารรัสเซีย

รัสเซียเร่งโจมตีแนวหน้าตะวันออกของยูเครน

ท่ามกลางความวุ่นวายจากสงครามอิหร่าน รัสเซียไม่รอช้า เริ่มเปิดปฏิบัติการบุกโจมตีครั้งใหญ่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ โอเล็กซานเดอร์ ซีร์สกี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของยูเครน เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า “ด้วยสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ผู้รุกรานรัสเซียเพิ่มแรงกดดันในหลายจุดของแนวหน้า” สถาบันเพื่อการศึกษาสงคราม (ISW) ในวอชิงตันวิเคราะห์ว่า การบุกครั้งนี้ในระดับกองพัน มีขนาดใหญ่กว่าการรุกคืบด้วยยานเกราะเกือบทั้งหมดในช่วงหลายเดือนก่อนหน้า

  • โจมตีด้วยกำลังพลขนาดใหญ่ในดอนบาส
  • ใช้โดรนและขีปนาวุธเพิ่มขึ้น 50%
  • ยูเครนเผชิญแรงกดดันสูงสุดในรอบหลายเดือน
  • ISW คาดการณ์การรุกคืบต่อเนื่องหากไม่ได้รับความช่วยเหลือ

สถานการณ์นี้ทำให้การเจรจาสันติภาพยูเครนหยุดชะงักไปโดยปริยาย เนื่องจากนานาชาติหันไปโฟกัสปัญหาอิหร่านแทน เซเลนสกีเรียกร้องให้ชาติตะวันตกเพิ่มการสนับสนุนทางทหารและการทูต เพื่อไม่ให้ปูตินได้เปรียบจากวิกฤตอื่นๆ

มุมมองอนาคต: สงครามยูเครนจะยืดเยื้อต่อไป?

จากที่เซเลนสกีเตือน สงครามอิหร่านยิ่งยืดเยื้อ จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อปูติน ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของความขัดแย้งโลก ยูเครนกำลังเผชิญฤดูร้อนที่ยากลำบาก หากไม่ได้รับอาวุธและเงินช่วยเหลือเพิ่ม สถานการณ์อาจ 악화 ในทางกลับกัน รัสเซียมีทรัพยากรจากน้ำมันมาสนับสนุน ทำให้สงครามที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2022 อาจลากยาวเกินคาด

ความเห็นส่วนตัว สถานการณ์ geopolitics แบบนี้เตือนใจว่าปัญหาในจุดหนึ่งของโลก สามารถส่งผลกระทบ domino ไปทั่ว หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการ ลองแสดงความคิดเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญ ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ

ที่มา – เซเลนสกีเตือน สงครามอิหร่านยิ่งยืดเยื้อ จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อปูติน

โรเบิร์ต มุลเลอร์ อดีต ผอ.FBI เสียชีวิต ทรัมป์โพสต์ ‘ดีแล้ว’

โรเบิร์ต มุลเลอร์ อดีต ผอ.FBI เสียชีวิต ด้วยวัย 81 ปี สร้างความตกใจให้กับวงการการเมืองสหรัฐฯ และทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่ออดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความตอบโต้ทันทีบนแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า “ดีแล้วที่ตาย” ซึ่งจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

โรเบิร์ต มุลเลอร์ อดีต ผอ.FBI เสียชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ว่า โรเบิร์ต สวูเนีย มุลเลอร์ ที่ 3 หรือที่รู้จักกันในชื่อบ็อบ ได้จากไปอย่างสงบเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม ครอบครัวออกแถลงการณ์ด้วยความเสียใจระบุว่า “เราขอแจ้งข่าวด้วยความเสียใจอย่างที่สุดว่า บ็อบได้จากไปแล้ว” และขอให้เคารพความเป็นส่วนตัวในช่วงนี้ โดยยังไม่เปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิต

มุลเลอร์เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ FBI ตั้งแต่ปี 2544 จนถึง 2556 ซึ่งเขาได้รับการแต่งตั้งเพียงไม่กี่วันก่อนเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2001 หรือ 9/11 ที่เปลี่ยนโฉมหน้าหน่วยข่าวกรองอเมริกาไปตลอดกาล

ผลงานเด่นสมัยเป็นผู้อำนวยการ FBI

ภายใต้การนำของมุลเลอร์ FBI ได้ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เพื่อต่อสู้กับภัยก่อการร้าย เขาเปลี่ยนองค์กรจากหน่วยสืบสวนอาชญากรรมทั่วไปให้กลายเป็นหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายชั้นนำของโลก ได้รับคำชื่นชมจากทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน

  • ปฏิรูประบบข่าวกรองหลัง 9/11 ทำให้ FBI ประสานงานกับ CIA ได้ดีขึ้น
  • เพิ่มบุคลากรและเทคโนโลยีในการต่อต้าน ISIS และอัลกออิดะห์
  • รักษาความเป็นอิสระของ FBI ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง
  • ขยายบทบาทในการสืบสวนไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ

โรเบิร์ต มุลเลอร์ อดีต ผอ.FBI เสียชีวิต ก่อนทรัมป์โพสต์ทันที

ชื่อของมุลเลอร์ผูกพันกับโดนัลด์ ทรัมป์อย่างลึกซึ้งตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2559 ทรัมป์ชนะฮิลลารี คลินตันอย่างพลิกโฉม แต่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ กล่าวหาว่ารัสเซียแทรกแซงเพื่อช่วยทรัมป์ผ่านการแฮ็กอีเมล DNC และแคมเปญโซเชียลมีเดีย

มุลเลอร์ได้รับแต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษในปี 2561 เพื่อสืบสวน ‘รัสเซียเกท’ รายงานของเขายืนยันว่ารัสเซียแทรกแซงอย่างเป็นระบบ แต่ไม่พบหลักฐานสมรู้ร่วมคิดโดยตรงระหว่างทีมทรัมป์กับรัสเซีย แม้จะมี contact กว่า 100 ครั้ง ทรัมป์เรียกการสืบสวนนี้ว่า ‘witch hunt’ และโจมตีมุลเลอร์ตลอดมา

หลังข่าว โรเบิร์ต มุลเลอร์ อดีต ผอ.FBI เสียชีวิต ทรัมป์โพสต์ทันทีบน Truth Social ว่า “โรเบิร์ต มุลเลอร์ เพิ่งเสียชีวิตไป ดีแล้ว ผมดีใจที่เขาตาย เขาจะได้ไม่สามารถทำร้ายผู้บริสุทธิ์ได้อีกต่อไป!” พร้อมลงชื่อ “ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์” ข้อความนี้ถูกวิจารณ์ว่าไร้ความเมตตาและย้ำถึงความขัดแย้งเก่า

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social หลังข่าวโรเบิร์ต มุลเลอร์ อดีต ผอ.FBI เสียชีวิต
โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social หลังข่าวโรเบิร์ต มุลเลอร์ อดีต ผอ.FBI เสียชีวิต

มรดกของมุลเลอร์ยังคงเป็นที่ถกเถียง บางคนยกย่องความซื่อสัตย์ บางคนมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่สิ่งที่แน่นอนคือเขามีบทบาทสำคัญในการกำหนดยุคสมัยข่าวกรองสมัยใหม่

การจากไปของโรเบิร์ต มุลเลอร์ อดีต ผอ.FBI เสียชีวิต ทำให้เราย้อนนึกถึงยุคที่การเมืองสหรัฐฯ ร้อนระอุด้วยเรื่องรัสเซีย การโพสต์ของทรัมป์แสดงให้เห็นว่าความเกลียดชังนั้นยังไม่จางหาย คุณคิดอย่างไรกับปฏิกิริยานี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างและติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – โรเบิร์ต มุลเลอร์ อดีต ผอ.FBI เสียชีวิต ทรัมป์โพสต์ทันที “ดีแล้วที่ตาย”

Scroll to top