ราคาข้าว

ภท. ปลุกกระแสปิดด่านดันราคาข้าว 2 หมื่น ชงคนละครึ่งพลัส

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลที่รักข่าวการเมืองและเศรษฐกิจไทย วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนๆ จากพรรคภูมิใจไทย หรือที่เรียกกันติดปากว่า ภท. กันเลยนะครับ ปิดด่านดันราคาข้าว 2 หมื่น นี่กลายเป็นนโยบายเด็ดที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ศรีสะเกษเพื่อปลุกกระแสให้ชาวบ้านได้ฟังแบบใกล้ชิดสุดๆ

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 อนุทินลุยเต็มที่ ตั้งแต่อำเภอปรางค์กู่ ขุขันธ์ ไปจนถึงกันทรลักษ์ ช่วยผู้สมัครหาเสียงโค้งสุดท้าย โดยไฮไลต์คือการชู ปิดด่านดันราคาข้าว 2 หมื่น ซึ่งเป็น “คำสั่งประชาชน” ที่จะช่วยเศรษฐกิจชายแดนโดยตรง โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ราคาอาจพุ่งทะลุ 18,000-20,000 บาทต่อตันเลยทีเดียว! ชาวนาศรีสะเกษคงยิ้มแก้มปริถ้าสำเร็จ เพราะปกติราคาข้าวตกต่ำจากการแข่งขันนำเข้าจากเพื่อนบ้าน

ปิดด่านดันราคาข้าว 2 หมื่น นโยบายปากท้องคู่ความมั่นคง

นโยบายนี้ไม่ใช่แค่ปิดด่านธรรมดา แต่เป็นการปกป้องผลประโยชน์เกษตรกรไทยให้ราคาข้าวดีขึ้นจริงๆ อนุทินย้ำชัดว่าพรรคภท. หนุนกองทัพไทยเต็มที่ ไม่มีคำถาม “มีทหารไว้ทำไม” เพราะเชื่อว่าทหารจะปกป้องอธิปไตยจากกัมพูชาและนำชัยชนะมาสู่ชาติได้แน่นอน มันคือความมั่นคงคู่ปากท้องที่ลงตัวมากๆ เลยครับ

ตอบโต้เพื่อไทยแบบอารมณ์ดี ไม่เสิร์ฟจรวด BM21

พอมีข่าวนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จากพรรคเพื่อไทย เตรียมเสิร์ฟเมนู “ผัดเผ็ดงูเห่า” อนุทินก็หัวเราะรับโต้แบบชิลๆ ว่า ใครเสิร์ฟอะไรก็เชิญ แต่ภท. จะทำให้ชาวศรีสะเกษไม่ต้องเจอ “จรวด BM21” จากชายแดนก็พอแล้ว! คำพูดนี้ฮาแต่น้ำหนัก เพราะ BM21 คืออาวุธหนักที่เคยเป็นประเด็นชายแดน ภท. ไม่วัดพลัง แต่เน้นนโยบายจับต้องได้

ถ้าภท. ได้เป็นรัฐบาล สิ่งแรกที่ชงคือ “คนละครึ่งพลัส” เพราะสำรวจแล้วประชาชนอยากได้มากที่สุด พรรคพร้อมทั้งวัยวุฒิและประสบการณ์ ไม่ต้องทดลองงาน สามารถลุยงานต่อเนื่องได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาตั้งรัฐบาลใหม่

  • ปิดด่านดันราคาข้าว 2 หมื่น: ช่วยเกษตรกรเพิ่มรายได้ทันตา
  • คนละครึ่งพลัส: กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
  • หนุนกองทัพไทย: ปกป้องชาติและประชาชน
  • นโยบายที่พร้อมใช้งาน ไม่ต้องลองผิดลองถูก

นอกจากนี้ กรณีพรรคเพื่อไทยจะฟ้องนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ปมคลิปเสียงหลุด อนุทินบอกยังไม่คุย แต่ย้ำว่าทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเอง พรรคไม่มีส่วน เน้นโปร่งใสสุดๆ

พูดถึงประโยชน์จริงๆ นะครับ ปิดด่านดันราคาข้าว 2 หมื่น จะช่วยชาวนาภาคอีสานที่พึ่งข้าวหอมมะลิเป็นหลัก ปัจจุบันราคาข้าวโพดต่ำเพราะนำเข้าถูกๆ ถ้าปิดด่านชั่วคราวเพื่อควบคุมอุปทาน ราคาจะพุ่งชัวร์ แถมยังสร้างงานในพื้นที่ ลดการไหลเวียนสินค้าผิดกฎหมาย เกษตรกรจะมีกำลังใจปลูกมากขึ้น เศรษฐกิจท้องถิ่นคึกคักแน่นอน

ส่วนคนละครึ่งพลัส จะช่วยประชาชนซื้อของราคาถูกลงในช่วงเศรษฐกิจผันผวน โครงการนี้เคยพิสูจน์แล้วว่าสร้างยอดใช้จ่ายหมุนเวียนมหาศาล ถ้าทำต่อเนื่องจะฟื้นฟู SME และตลาดสดได้ดีมาก

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่านโยบายของภท. แบบนี้แหละที่ประชาชนต้องการ จับต้องได้และแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับ ปิดด่านดันราคาข้าว 2 หมื่น และคนละครึ่งพลัส? มาคอมเมนต์แชร์กันด้านล่างเลยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – ภท. ปลุกกระแสปิดด่านดันราคาข้าว 2 หมื่น ชง “คนละครึ่งพลัส” คิวแรกถ้าเป็นรัฐบาล

พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก ชูข้าวตันละ 15,000 บาท

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวพิษณุโลกและเกษตรกรทั่วไทยครับ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวการเมืองที่กำลังมาแรงกันหน่อยดีกว่า นายพีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลกแบบเต็มตัว เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวบางระกำที่กำลังเดือดร้อนหนักจากราคาข้าวตกต่ำและค่าครองชีพแพงปรี๊ด นโยบายเด็ดๆ ที่ชูออกมาอย่างข้าวตันละ 15,000 บาท ลดราคาน้ำมันและค่าไฟ ก็ทำให้หลายคนเริ่มหันมองพรรครวมไทยสร้างชาติกันเยอะเลยนะ

พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 (แก้จาก 2569 น่าจะพิมพ์ผิด) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เดินทางลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกอย่างอบอุ่น เพื่อช่วยนางสาวณัฏฐปีญา แครบทรี ผู้สมัคร ส.ส. เขต 4 เบอร์ 6 หาเสียงเลือกตั้ง ประชาชนมารอต้อนรับเพียบเลยครับ ก่อนลงพบปะนายพีระพันธุ์แวะไหว้พระพุทธชินราชที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นไปกราบหลวงพ่อสำลี ที่วัดราชบูรณะ พระอารามหลวงด้วย บรรยากาศคึกคักมาก เห็นแล้วรู้สึกได้ถึงพลังของประชาชน

ประชาชนต้อนรับ พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก

จากนั้นก็ตรงดิ่งไปยังตลาดบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ที่นี่พ่อค้าแม่ค้าและเกษตรกรรุมเล่าปัญหาให้ฟังแบบไม่ยั้ง หนี้สินพอกพูน ราคาข้าวหายเหือดเกวียนละแค่ไม่กี่พัน ปุ๋ยแพง ข้าวถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา คุณลองคิดดูสิครับ ชาวนาไทยต้องลำบากขนาดไหนในยุคนี้

พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก ชู นโยบายแก้ปากท้อง

พีระพันธุ์ พูดคุยกับเกษตรกรบางระกำ พิษณุโลก

นายพีระพันธุ์ตอบรับปัญหาเต็มๆ ด้วยนโยบายพรรคที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องข้าว พรรครวมไทยสร้างชาติจะวางระบบให้ชาวนาได้ราคาข้าวตันละ 15,000 บาท ผ่านการให้รัฐร่วมลงทุนตั้งโรงสี รับซื้อข้าวเปลือก แปรรูปเป็นข้าวสารขายกิโลละ 30 บาท คำนวณแล้วต่อรอบผลิต ชาวนาได้ข้าวสารกว่า 200,000 บาท บวกแกลบรำข้าวอีก 75,000 บาท รวมเกือบ 300,000 บาท! เปลี่ยนจากชาวนาเป็นผู้ประกอบการเลยครับ น่าสนใจมากใช่มั้ย

นอกจากนี้ยังมีนโยบายพลังงานเด็ด ลดราคาน้ำมันเบนซิน-ดีเซลเหลือลิตรละ 25 บาท ค่าไฟไม่เกินหน่วยละ 3.30 บาท สวัสดิการถ้วนหน้า 1,500 บาท/เดือนทุกวัย หากเคยเสียภาษีได้เพิ่มอีก 500 บาท รวม 2,000 บาท ช่วยลดค่าครองชีพ ยกระดับชีวิตให้มั่นคง

  • ข้าวตันละ 15,000 บาท ผ่านโรงสีรัฐ
  • น้ำมันลิตรละ 25 บาท
  • ค่าไฟหน่วยละ 3.30 บาท
  • เบี้ยยังบำนาญ-พิการ 1,500-2,000 บาท/เดือน
  • ยกระดับเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ

นโยบายเหล่านี้ตอบโจทย์ปัญหาจริงของชาวบางระกำและพิษณุโลกมากๆ ครับ ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องเผชิญราคาผันผวน ค่าน้ำมันแพง ค่าไฟพุ่ง ทำให้รายได้ไม่พอเลี้ยงชีพ ถ้าพรรคนี้ได้บริหารจริง คงเห็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ลองนึกภาพชาวนาขายข้าวได้ราคาดี ไม่ต้องกังวลหนี้สิน มีเงินออม มีเวลาพักผ่อน น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้คึกคักขึ้นเยอะ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวเลือกตั้ง การที่พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลกแบบนี้ แสดงถึงความตั้งใจจริงจัง ไม่ใช่แค่มาถ่ายรูปเฉยๆ แต่ลงพื้นที่ฟังปัญหาและเสนอทางแก้ชัดเจน คุณลองเปรียบเทียบกับพรรคอื่นดูสิครับ ว่าใครตอบโจทย์ชีวิตจริงมากที่สุด

ส่วนตัวผมมองว่านโยบายนี้มีโอกาสสำเร็จสูง ถ้ารัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับเกษตรกรซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจหลักของไทย มันไม่ใช่แค่ช่วยชาวนา แต่ช่วยทุกคนเพราะข้าวคืออาหารหลัก ลดราคาน้ำมันค่าไฟก็ช่วยทุกครัวเรือน ถ้าคุณเห็นด้วย ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดไลค์แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้จักกันนะครับ และอย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่ออนาคตที่ดีกว่า!

ที่มา – “พีระพันธุ์” ลุยหาเสียงพิษณุโลก ขอแก้ปัญหาชาวบางระกำ ชูข้าวตันละ 15,000 บาท ลดราคาน้ำมัน-ค่าไฟ

ศุภจี เล็งยึดเกษตรฯ แก้ราคาวัวตกต่ำ

“ศุภจี” อ้อนชาวอุบลฯ ขอสานต่อราคาข้าว-มันสำปะหลัง บอกราคาวัวร่วงเพราะภูมิใจไทยไม่ได้ดู บอกถ้าเลือกเยอะจะไปยึด เกษตรฯและอุตสาหกรรมมาดูแลเอง

วันที่ 27 มกราคม 2569 เวทีศรีเมืองใหม่แทบลุกเป็นไฟ เมื่อนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยครั้งแรกช่วย “น้องกานต์” สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ หาเสียงเขต 8 เปิดตัวด้วยภาษาอีสานหวานเจี๊ยบ “คิดฮอดหลายๆ” พร้อมโชว์ผลงานราคาข้าวและมันสำปะหลังพุ่งกระฉูด พร้อมทั้งย้ำถึงความสำเร็จจากการปิดด่านสกัดสินค้าเถื่อนตามสั่งการนายกรัฐมนตรี

งานนี้มีช็อตเด็ด เมื่อผู้สมัครกระซิบถามเรื่อง “ราคาวัวตกต่ำ” คุณศุภจีสวนทันควันว่า “ที่ราคาวัวเนือย (ร่วง) เพราะไม่ได้อยู่กับพาณิชย์ (ที่พรรคดูแล) ไงคะ” พร้อมประกาศกลางเวทีว่ารอบนี้ขอให้ชาวอุบลฯ กาพรรคสีน้ำเงินให้ถล่มทลายจะได้เข้าไปรวบดูแลกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงอุตสาหกรรมให้เบ็ดเสร็จ เพื่อจะจัดการราคาพืชผลทั้งวัวและอ้อยให้พุ่งแรงเหมือนราคาข้าว มั่นใจหาตลาดให้ได้ทั้งในและนอกประเทศแน่นอน

ศุภจี เล็งยึดกระทรวงเกษตรฯ แก้ราคาวัวตกต่ำ จริงหรือไม่?

จากกระแสข่าวที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย ได้ขึ้นเวทีปราศรัยที่จังหวัดอุบลราชธานี และได้กล่าวถึงปัญหาราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราคาวัวตกต่ำ ได้สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำกล่าวอ้างที่ว่า หากได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้น พรรคภูมิใจไทยจะเข้าไปดูแลกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร

คำถามที่ตามมาคือ คำกล่าวอ้างนี้มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด และจะสามารถแก้ไขปัญหา ราคาวัวตกต่ำ ได้จริงหรือไม่ การที่พรรคการเมืองหนึ่งให้คำมั่นสัญญาว่าจะเข้าไปดูแลกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งนั้น เป็นเรื่องปกติในการหาเสียง แต่การจะทำได้จริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ผลการเลือกตั้ง จำนวนที่นั่งในสภา และการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี

ผลกระทบจาก ราคาวัวตกต่ำ

ปัญหา ราคาวัวตกต่ำ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงวัว ทำให้รายได้ลดลง บางรายอาจต้องประสบกับภาวะขาดทุน หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจทำให้เกษตรกรหลายรายต้องเลิกอาชีพการเลี้ยงวัวไปในที่สุด ดังนั้น การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

การที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ออกมาให้ความมั่นใจว่าจะแก้ไขปัญหา ราคาวัวตกต่ำ ได้ หากพรรคภูมิใจไทยได้เข้าไปดูแลกระทรวงเกษตรฯ นั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่ประชาชนก็ควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความเป็นไปได้ และนโยบายของพรรคภูมิใจไทยในการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรอย่างละเอียด เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้ง

นอกจากนี้การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงเกษตรฯ เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ดังนั้น ในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ ประชาชนควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง รวมถึงความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

ที่มา – “ศุภจี” เล็งยึดกระทรวงเกษตรฯ แก้ราคาวัวตกต่ำ อ้อนเลือก ภท.ให้ถล่มทลาย

ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่ง! ทะลุ 13,500 บาท/ตัน

รัฐบาลเผยข่าวดี! ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 13,500 บาทต่อตันแล้ว และกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าผลักดันให้แตะ 15,000 บาทต่อตัน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวนาทั่วประเทศ

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้หารือถึงสถานการณ์ราคาข้าวที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่งไปอยู่ที่ 13,500 บาทต่อตัน จากนโยบายของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และการขับเคลื่อนมาตรการชะลอการขายข้าวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งช่วยลดปริมาณข้าวในตลาด ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น

รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่งสูงขึ้นไปแตะ 15,000 บาทต่อตัน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่เกษตรกรไทยทุกคน สถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นข่าวดีสำหรับชาวนา เนื่องจากราคาข้าวมีการขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด ในจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ประกาศรับซื้อข้าวหอมมะลิในราคา 13.80 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 13,800 บาทต่อตันแล้ว

ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่ง

รัฐบาลเน้นย้ำว่า สถานการณ์ราคาข้าวขาขึ้นในขณะนี้เป็นสัญญาณที่ดี และคาดการณ์ว่าแนวโน้มราคาข้าวยังคงมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีโอกาสที่ราคาข้าวจะขยับขึ้นไปแตะระดับ 15,000 บาทต่อตันได้ในอนาคตอันใกล้นี้

มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มเติม

เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในระยะเร่งด่วน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อผลักดันนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพข้าว รวมถึงแนวทางการสนับสนุนเครื่องบรรจุและผลิตพันธุ์ข้าวสำหรับโรงสีข้าวขนาดเล็ก นำร่อง 200 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกข้าว นำร่อง 1 ล้านไร่ เพื่อให้ชาวนาสามารถปลูกข้าวโพดและพืชตระกูลถั่ว ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น

โครงการเหล่านี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการตลาดข้าวไทยในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกและยกระดับราคาข้าวให้สูงขึ้นอีกด้วย

จากสถานการณ์และมาตรการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น มีความหวังว่าเกษตรกรไทยจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่งตันละ 13,500 บาท ก.เกษตรฯ หวังแตะตันละ 15,000 บาท

ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายรัฐบาล

“ธรรมนัส” ลุยเชียงรายตามนโยบายรัฐบาลต้องคลุกคลีประชาชน ชูยุทธศาสตร์ลดต้นทุนเกษตร ดันราคาวัว-ข้าวใน 3 เดือน เดินหน้าตามนโยบาย “ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายรัฐบาล” อย่างเข้มข้น

วันที่ 11 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่ตรวจราชการ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เพื่อมอบนโยบายและแนวทางปฏิบัติแก่ผู้นำท้องถิ่นกว่า 145 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชนกว่า 1,753 หมู่บ้าน โดย ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานต้องลงพื้นที่เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง และนำปัญหาที่พบมาเป็นโจทย์หลักในการจัดสรรงบประมาณ โดยปัญหาเร่งด่วนที่เชียงรายคือ ปัญหาน้ำท่วมแม่สายซ้ำซาก และสารเจือปนในแหล่งน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะนำเข้าหารือใน ครม. เพื่อหาแนวทางเจรจาในระดับการทูต

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวต่อว่า จ.เชียงรายมีศักยภาพสูงทั้งด้านเกษตรและท่องเที่ยว จึงต้องการพัฒนาให้เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากได้ โดยเน้นนโยบายสำคัญคือการลดต้นทุนการผลิต จึงสั่งการให้หน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่แนะนำการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และชีวภัณฑ์อย่างเหมาะสม พร้อมมอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและจำหน่ายปุ๋ย แก่สมาชิกสหกรณ์ และสั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ และกรมวิชาการเกษตร ทำงานร่วมกันเพื่อดันราคาวัวให้อยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวนาปีอยู่ที่ 8,000-10,000 บาทต่อตัน โดยต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นย้ำให้มีการเร่งปรับปรุงบ้านพักครูที่ทรุดโทรมและไม่ปลอดภัย เนื่องจากครูเปรียบเสมือนรากฐานสำคัญของเด็กไทย การสร้างคุณภาพการศึกษาที่ดีต้องเริ่มจากการทำให้ครูมีความมั่นคงในชีวิต มีขวัญกำลังใจที่ดี

ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายนายกฯ ที่ให้เร่งลงพื้นที่คลุกคลีกับประชาชน

การลงพื้นที่ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย การผลักดันนโยบายลดต้นทุนการผลิต และการยกระดับราคาสินค้าเกษตร จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

เป้าหมายหลักของการลงพื้นที่ “ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายนายกฯ ที่ให้เร่งลงพื้นที่คลุกคลีกับประชาชน” ครั้งนี้คือการรับฟังปัญหาจากปากของประชาชนโดยตรง โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้เน้นย้ำถึงนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ทุกหน่วยงานเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง และนำปัญหาที่พบมาเป็นโจทย์หลักในการจัดสรรงบประมาณ

ผลักดันนโยบายเกษตร: ลดต้นทุน เพิ่มรายได้

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ ร.อ.ธรรมนัส ให้ความสำคัญคือการลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร โดยได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และชีวภัณฑ์อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยคุณภาพดีในราคาที่เป็นธรรมแก่สมาชิกสหกรณ์

  • ปุ๋ยราคาถูก: สนับสนุนการเข้าถึงปุ๋ยคุณภาพดี ราคาเป็นธรรม
  • เทคโนโลยีการเกษตร: ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิต
  • ตลาดสินค้าเกษตร: ขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับราคาสินค้าเกษตร โดยได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ และกรมวิชาการเกษตร ทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันราคาวัวให้อยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวนาปีอยู่ที่ 8,000-10,000 บาทต่อตัน โดยตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย “ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายนายกฯ ที่ให้เร่งลงพื้นที่คลุกคลีกับประชาชน”

การแก้ไขปัญหาบ้านพักครูเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ ร.อ.ธรรมนัส ให้ความสำคัญ โดยมองว่าครูคือรากฐานสำคัญของการศึกษา การปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานและที่อยู่อาศัยของครู จะช่วยสร้างขวัญกำลังใจและส่งผลดีต่อคุณภาพการศึกษาของประเทศ

โดยภาพรวมแล้ว การลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย การผลักดันนโยบายลดต้นทุนการผลิต การยกระดับราคาสินค้าเกษตร และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว การดำเนินการตามนโยบาย “ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายนายกฯ ที่ให้เร่งลงพื้นที่คลุกคลีกับประชาชน” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “ธรรมนัส” ขึ้นเชียงรายตามนโยบายนายกฯ ที่ให้เร่งลงพื้นที่คลุกคลีกับประชาชน

Scroll to top