ราชกิจจานุเบกษาวันนี้

ราชกิจจาฯ เผย ขยายสถานการณ์ฉุกเฉินนราธิวาส 3 เดือน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวอัพเดทสำคัญจากราชกิจจานุเบกษาที่หลายคนรอคอย นั่นคือ ราชกิจจาฯ เผย ขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจ.นราธิวาส-อ.สุไหงโก-ลก ออกไปอีก 3 เดือน เพื่อรับมือกับสถานการณ์รุนแรงที่ยังคงเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ ข่าวนี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เรามาดูรายละเอียดกันแบบชัดๆ กันเลยครับ

ราชกิจจาฯ เผย ขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจ.นราธิวาส-อ.สุไหงโก-ลก ออกไปอีก 3 เดือน

ตามประกาศ 3 ฉบับที่ราชกิจจาฯ เผยแพร่ มีการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตจังหวัดนราธิวาส (ยกเว้นบางอำเภอ) จังหวัดปัตตานี (ยกเว้นบางอำเภอ) และจังหวัดยะลา (ยกเว้นบางอำเภอ) ออกไปอีก 3 เดือน เหตุผลหลักคือยังมีเหตุการณ์รุนแรงที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยประชาชน และการดำรงชีวิตปกติ เช่น การก่อวินาศกรรม การซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ และการพบแหล่งหลบซ่อนอาวุธของกลุ่มผู้ไม่หวังดี

รายละเอียดพื้นที่ที่ขยาย:

  • จังหวัดนราธิวาส: ยกเว้นอำเภอยี่งอ อำเภอสุไหงโก-ลก อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน
  • จังหวัดปัตตานี: ยกเว้นอำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอมายอ อำเภอไม้แก่น อำเภอทุ่งยางแดง อำเภอกะพ้อ และอำเภอแม่ลาน
  • จังหวัดยะลา: ยกเว้นอำเภอเบตง อำเภอยะหา อำเภอรามัน อำเภอกาบัง และอำเภอกรงปินัง

การขยายเวลานี้มาจากอำนาจตามมาตรา 5 และ 11 ของ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 โดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ลงนามเมื่อ 11 เมษายน 2569 เพื่อให้การแก้ปัญหามีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

กรณีพิเศษอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส

นอกจากนี้ ยังมีประกาศใหม่กำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงใน อำเภอสุไหงโก-ลก เป็นเวลา 3 เดือนเช่นกัน หลังจากก่อนหน้านี้ยกเลิกแล้วแต่สถานการณ์ยังรุนแรง กลุ่มผู้ก่อเหตุใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิต ทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่และประชาชนแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินเสนอแนะให้กลับมาใช้มาตรการพิเศษนี้เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้ได้เร็วที่สุด

ประกาศอื่นที่ยังคงมีผลบังคับใช้

ราชกิจจาฯ ยังยืนยันให้ประกาศเก่าๆ ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามสถานการณ์ฉุกเฉินยังคงมีผลต่อไป เช่น ประกาศตั้งแต่ปี 2548 การจัดตั้งหน่วยงานพิเศษ การกำหนดอำนาจนายกฯ แทนรัฐมนตรี ฯลฯ เพื่อความต่อเนื่องในการปฏิบัติงานป้องกันและระงับเหตุรุนแรง

สถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ยังคงน่ากังวล แม้จะมีพัฒนาการดีขึ้นในบางพื้นที่ แต่เหตุการณ์ยิงถล่ม ลอบวางระเบิดยังเกิดบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางกฎหมายอย่าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจสอบ จับกุม และป้องกันภัย

สำหรับพี่น้องที่อาศัยในพื้นที่ สามารถติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐและปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัย เช่น หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง รายงานเหตุต้องสงสัย และสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ

จากมุมมองของผม การตัดสินใจ ราชกิจจาฯ เผย ขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจ.นราธิวาส-อ.สุไหงโก-ลก ออกไปอีก 3 เดือน นี้เป็นเรื่องจำเป็นในระยะสั้น เพื่อรักษาความมั่นคง แต่รัฐบาลควรเร่งเจรจาสันติภาพและพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ควบคู่ไปด้วย เพื่อแก้ปัญหาจากรากเหง้าให้ยั่งยืน คุณคิดเห็นอย่างไรกับมาตรการนี้? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจข่าวการเมือง-ความมั่นคง!

ที่มา – ราชกิจจาฯ เผย ขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจ.นราธิวาส-อ.สุไหงโก-ลก ออกไปอีก 3 เดือน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารและเครื่องราชให้ 3 นายทหาร

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวที่น่าประทับใจจากราชกิจจานุเบกษาเลยทีเดียว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้ 3 นายทหาร ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการเชิดชูเกียรติยศให้กับวีรบุรุษที่อุทิศตนเพื่อชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

ประกาศนี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา โดยสำนักนายกรัฐมนตรีแจ้งว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษแก่ข้าราชการทหารสังกัดกระทรวงกลาโหม จำนวน 3 ราย ซึ่งทั้งหมดเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุฉุกเฉิน นับเป็นพระราชกรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้ครอบครัวและเพื่อนๆ ของพวกเขาได้รับความปลอบประโลม

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้ 3 นายทหาร

มาดูรายละเอียดกันเลยครับ สำหรับยศทหารที่พระราชทานนั้น แบ่งตามหน่วยงานดังนี้

กองทัพบก

  • ร้อยโท ภูวิวัฒน์ คำสง พระราชทานยศเป็น พลตรี ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2568
  • ร้อยโท อภิชาติ ผาพันธุ์ พระราชทานยศเป็น พลตรี ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2568

กองทัพอากาศ

  • พันจ่าอากาศเอก สุขเกษม พรหมพันธ์ชัย พระราชทานยศเป็น นาวาอากาศตรี ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2568

ส่วนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่พระราชทานเป็นกรณีพิเศษนั้น ก็เพื่อเป็นเกียรติยศสูงสุดให้กับวีรชนทั้งสามท่าน ดังนี้

  • พลตรี ภูวิวัฒน์ คำสง ได้รับ ตริตาภรณ์มงกุฎไทย
  • พลตรี อภิชาติ ผาพันธุ์ ได้รับ เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย
  • นาวาอากาศตรี สุขเกษม พรหมพันธ์ชัย ได้รับ เบญจมาภรณ์ช้างเผือก

ทั้งหมดนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2569 ประกาศ ณ วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569 โดยมีนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ สามารถดูเอกสารยศทหารและดูเอกสารเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้ครับ

การ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้ 3 นายทหาร ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเลื่อนยศหรือมอบเครื่องราชธรรมดา แต่เป็นการแสดงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมเมตตา พระองค์ทรงตระหนักถึงความเสียสละของเหล่าทหารที่ปกป้องประเทศในยามวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ สงคราม หรือเหตุฉุกเฉินต่างๆ พวกเขาคือฮีโร่ที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อผองพี่น้องชาวไทย

ในสังคมไทย การได้รับพระราชทานยศและเครื่องราชนี้ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่ครอบครัวจะภูมิใจไปตลอดกาล มันช่วยเยียวยาบาดแผลในใจ และเป็นเครื่องเตือนใจให้คนรุ่นหลังเห็นคุณค่าของการรับใช้ชาติ นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงพระราชปณิธานในการปกครองที่ทรงคำนึงถึงทุกข์สุขของปวงชน โดยเฉพาะครอบครัวทหารที่สูญเสียสมาชิก

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ ถ้าไม่มีทหารกล้าหาญเหล่านี้ ประเทศเราจะปลอดภัยได้อย่างไร? จากเหตุการณ์น้ำท่วม ไฟไหม้ หรือการช่วยเหลือประชาชนในยามภัย พวกเขาคือกำลังสำคัญเสมอมา การพระราชทานครั้งนี้จึงเป็นขวัญกำลังใจให้ทหารทุกคนที่ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ในฐานะคนไทย ผมรู้สึกซาบซึ้งและภาคภูมิใจเหลือเกิน ขอให้หลับเย็นนะครับวีรบุรุษทั้งสาม และขอให้กองทัพไทยเข้มแข็งต่อไป หากคุณมีเรื่องราววีรกรรมทหารที่น่าสนใจ แชร์มาในคอมเมนต์ได้เลยครับ หรือติดตามข่าวราชการและพระราชกรณียกิจเพิ่มเติมที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลดีๆ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้ 3 นายทหาร

โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามีข่าวสำคัญจากราชกิจจานุเบกษาที่เพิ่งเผยแพร่ไปเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 เกี่ยวกับ โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงการรักษาวินัยและความซื่อสัตย์ในกองทัพไทยครับ ข่าวนี้เกี่ยวข้องกับ 1 พลโท และ 4 นายทหารสัญญาบัตร ที่ถูกถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชฯ เนื่องจากกระทำผิดร้ายแรงทั้งคดีอาญาและวินัยทหาร

โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่ลงในราชกิจจานุเบกษา มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามพระราชบัญญัติยศทหาร พ.ศ. 2479 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยอ้างอิงมาตรา 12 และระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรดำรงยศทหาร พ.ศ. 2507 ข้อ 2 และ 4 รวมถึงระเบียบเรียกคืนเครื่องราชาฯ พ.ศ. 2548

รายละเอียดโปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พลโท จักรกริศน์

เริ่มจากกรณีหลักคือ พลโท จักรกริศน์ หรือ ยงยุทธ เจริญโชติกาญจน์ หรือ เหล่าเขตรการ หรือ เหล่าเขตร์การ นายทหารนอกราชการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ถูกถอดยศทหารตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2568 เนื่องจากต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดฉ้อโกงประชาชน คดีสิ้นสุดแล้ว

นอกจากถอดยศแล้ว ยังเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นที่ได้รับ เช่น ประถมาภรณ์ช้างเผือก ประถมาภรณ์มงกุฎไทย ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรมาลา ชื่อของท่านถูกถอนออกจากรายชื่อผู้รับราชการแล้วด้วยครับ ดูเอกสารต้นฉบับที่นี่

การถอดยศแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะยศทหารเป็นเกียรติยศสูงสุด และเครื่องราชอิสริยาภรณ์คือสัญลักษณ์ของความดีความชอบต่อชาติ การถูกเรียกคืนแสดงถึงการสูญเสียเกียรติยศอย่างสิ้นเชิง

นายทหารสัญญาบัตร 4 รายที่ถูกโปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

นอกจากนี้ ยังมีนายทหารสัญญาบัตรอีก 4 รายที่ถูกถอดยศเช่นกัน โดยแบ่งตามสังกัดดังนี้:

  • สังกัดกองทัพบก
    • ร้อยเอก พันธุ์เทพ นกแก้ว: ถอดยศตั้งแต่ 9 ธันวาคม 2568 ผิดวินัยฐานประพฤติชั่วร้ายแรง เรียกคืนจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก และเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย
    • ร้อยตรี กิตติศักดิ์ นามโสม: ถอดยศตั้งแต่ 15 พฤษภาคม 2567 หนีราชการทหาร เรียกคืนเหรียญราชการชายแดนและเหรียญทองช้างเผือก
  • สังกัดกองทัพเรือ
    • เรือโท ลิขิต หรือ ธีวิชญ์ศรุต สำเร็จทรัพย์ หรือ กุลธีร์ธนธรณ์: ถอดยศ 18 กรกฎาคม 2568 ผิดฐานเบียดบังทรัพย์ทุจริต คำพิพากษาถึงที่สุด เรียกคืนจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย เหรียญทองช้างเผือก และเหรียญจักรมาลา
    • เรือโท เอกวัสส์ หรือ สุริยันต์ หรือ เสฎฐวุฒิ ไพศาลอัครพล หรือ ไปแดน: ถอดยศ 3 พฤศจิกายน 2568 ผิดวินัยประพฤติชั่วร้ายแรง เรียกคืนเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย เหรียญทองช้างเผือก และเหรียญจักรมาลา

ทั้ง 4 รายนี้ถูกถอนชื่อจากรายชื่อผู้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์แล้ว ดูเอกสารต้นฉบับที่นี่

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ข่าว โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ นี้สะท้อนถึงกระบวนการยุติธรรมที่เข้มงวด โดยไม่ละเว้นใครแม้แต่ทหารอาชีพ

ในมุมมองของผม การดำเนินการเช่นนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องและจำเป็น เพื่อรักษามาตรฐานจริยธรรมในกองทัพ ซึ่งเป็นเสาหลักของชาติ หากปล่อยไว้จะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชน หากท่านสนใจข่าวการเมืองและทหารเพิ่มเติม อย่าลืมกดติดตามบล็อกของเราและแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันติดตามความโปร่งใสของระบบ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 1 พลโท-4 นายทหารสัญญาบัตร

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ นั่งที่ปรึกษาพิเศษ-ผู้ทรงคุณวุฒิ 60 นาย

วันนี้เรามีข่าวสำคัญจากราชกิจจานุเบกษาที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ นั่นคือ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ นั่งที่ปรึกษาพิเศษ-ผู้ทรงคุณวุฒิ 60 นาย ซึ่งเป็นการยกระดับข้าราชการตำรวจชุดใหญ่ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) การแต่งตั้งครั้งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงการปรับโครงสร้างองค์กรตำรวจให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ นั่งที่ปรึกษาพิเศษ-ผู้ทรงคุณวุฒิ 60 นาย

ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 8 เมษายน 2569 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจจำนวน 60 ราย ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำแหน่งเหล่านี้เป็นบทบาทที่ต้องอาศัยประสบการณ์ยาวนานและความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ การปราบปรามอาชญากรรม และการบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่

ประกาศลงวันที่ 3 เมษายน 2569 โดยมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี การแต่งตั้งครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติยศแก่ผู้รับตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมศักยภาพให้กับ สตช. ในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ เช่น ยาเสพติด อาชญากรรมไซเบอร์ และความมั่นคงสาธารณะ

รายละเอียดการแต่งตั้งและผลกระทบ

ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ล้วนเป็นบุคคลที่มีผลงานโดดเด่น บางรายเคยดำรงตำแหน่งนายพลระดับสูง การนั่งเก้าอี้ที่ปรึกษาพิเศษและผู้ทรงคุณวุฒิ จะช่วยถ่ายทอดความรู้สู่รุ่นใหม่ ทำให้การทำงานของตำรวจไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณสามารถดูรายชื่อเต็มๆ ในเอกสารราชกิจจานุเบกษา เพื่อติดตามชื่อบุคคลที่คุณสนใจ

  • ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษ สตช.: เน้นให้คำแนะนำเชิงยุทธศาสตร์
  • ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สตช.: ช่วยพัฒนานโยบายและการฝึกอบรม
  • มีผลตั้งแต่ 29 มี.ค. 2569: สามารถเริ่มปฏิบัติหน้าที่ทันที

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ตำรวจไทยกำลังปรับตัวรับมือกับปัญหาสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือการดูแลความปลอดภัยในช่วงเลือกตั้ง การมีที่ปรึกษาระดับสูงถึง 60 คน จะช่วยให้ สตช. มีมุมมองที่หลากหลายและทันสมัยยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงพระราชปณิธานในการพัฒนาราชการแผ่นดินให้มั่นคง ผู้ที่ติดตามข่าวการแต่งตั้งข้าราชการจะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบ่อยครั้งเพื่อความคล่องตัว หากคุณเป็นข้าราชการตำรวจหรือผู้สนใจอาชีพนี้ การติดตามข่าวแบบนี้จะช่วยให้เข้าใจทิศทางองค์กรได้ดี

ความสำคัญต่อสังคมไทย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ นั่งที่ปรึกษาพิเศษ-ผู้ทรงคุณวุฒิ 60 นาย ไม่ใช่แค่ข่าวการแต่งตั้งธรรมดา แต่เป็นสัญญาณบวกว่าประเทศไทยกำลังเสริมแกร่งกองทัพประชาชนอย่างตำรวจ ในอนาคต เราอาจเห็นผลงานเด่นๆ จากทีมที่ปรึกษาชุดนี้ เช่น นโยบายใหม่ๆ ในการป้องกันอาชญากรรม

สำหรับผู้อ่านที่อยากรู้ลึกกว่านี้ ลองศึกษาประวัติผู้ถูกแต่งตั้งบางรายที่เคยมีบทบาทสำคัญในคดีดังๆ การมีผู้ทรงคุณวุฒิมากขนาดนี้ จะช่วยลดช่องโหว่ในระบบได้เยอะ

ในมุมมองของผม การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสทองสำหรับ สตช. ในการก้าวสู่ยุคดิจิทัล หากนำความเชี่ยวชาญของ 60 ท่านนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประชาชนอย่างเราจะได้รับความปลอดภัยที่ดียิ่งขึ้นแน่นอน คุณคิดเห็นอย่างไร ลองคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ นั่งที่ปรึกษาพิเศษ-ผู้ทรงคุณวุฒิ 60 นาย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศนายพลตำรวจ 60 ราย

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ให้แก่ข้าราชการตำรวจ จำนวน 60 ราย ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการมาด้วยความเรียบร้อยและเป็นผลดีต่อทางราชการ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

การพระราชทานยศครั้งนี้ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดสำหรับข้าราชการตำรวจที่อุทิศตนเพื่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศ ช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกท่านในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ให้แก่ข้าราชการตำรวจ จำนวน 60 ราย

ประกาศนี้ลงนามโดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ณ วันที่ 3 เมษายน 2569 โดยแบ่งยศที่พระราชทานดังนี้

รายชื่อผู้ได้รับพระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล

  1. พลตำรวจโท สมประสงค์ เย็นท้วม เป็น พลตำรวจเอก
  2. พลตำรวจโท โสภณรัชต์ สิงหจารุ เป็น พลตำรวจเอก
  3. พลตำรวจตรี เกษมสันติ อยู่สุขสมบูรณ์ เป็น พลตำรวจโท
  4. พลตำรวจตรี ธรรมนูญ ประยืนยง เป็น พลตำรวจโท
  5. พลตำรวจตรี ธรรมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็น พลตำรวจโท
  6. พลตำรวจตรี นพดล กรึ่งไกร เป็น พลตำรวจโท
  7. พลตำรวจตรี นรินทร์ บูสะมัญ เป็น พลตำรวจโท
  8. พลตำรวจตรี ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ เป็น พลตำรวจโท
  9. พลตำรวจตรี พิทักษ์ ท้วมเกร็ด เป็น พลตำรวจโท
  10. พลตำรวจตรี พิพัฒน์ ชุ่มมณีกูล เป็น พลตำรวจโท
  11. พลตำรวจตรี วรวัฒน์ อมรวิวัฒน์ เป็น พลตำรวจโท
  12. พลตำรวจตรี วีรพล เจริญศิริ เป็น พลตำรวจโท
  13. พลตำรวจตรี วีรวิชญ์ บัวประเสริฐยิ่ง เป็น พลตำรวจโท
  14. พลตำรวจตรี อาซาน จันทร์ศิริ เป็น พลตำรวจโท
  15. พลตำรวจตรี อุกฤษฎ์ ศรีเสือขาม เป็น พลตำรวจโท
  16. พันตำรวจเอก กิตติเชษฐ์ ศักยภาพวิชานนท์ เป็น พลตำรวจตรี
  17. พันตำรวจเอก กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล เป็น พลตำรวจตรี
  18. พันตำรวจเอก กิติพัฒน์ พงศ์พะนัส เป็น พลตำรวจตรี
  19. พันตำรวจเอก จักรภพ ท้าวฤทธิ์ เป็น พลตำรวจตรี
  20. พันตำรวจเอก จิระศักดิ์ เสียมศักดิ์ เป็น พลตำรวจตรี
  21. พันตำรวจเอก ชณพล วันขวัญ เป็น พลตำรวจตรี
  22. พันตำรวจเอก ชยากร เทศะบำรุง เป็น พลตำรวจตรี
  23. พันตำรวจเอก ชัยยศ วรักษ์จุนเกียรติ เป็น พลตำรวจตรี
  24. พันตำรวจเอก เชษฐา เชยชุ่ม เป็น พลตำรวจตรี
  25. พันตำรวจเอก ฐิติภัทร อินทรรักษ์ เป็น พลตำรวจตรี
  26. พันตำรวจเอก ณรงค์เวทย์ โอนสูงเนิน เป็น พลตำรวจตรี
  27. พันตำรวจเอก ดนัย รัตนประเสริฐ เป็น พลตำรวจตรี
  28. พันตำรวจเอก ดามพ์ ทองใบ เป็น พลตำรวจตรี
  29. พันตำรวจเอก ดำเนิน กันอ่อง เป็น พลตำรวจตรี
  30. พันตำรวจเอก ทวีศักดิ์ จินดาศักดิ์ เป็น พลตำรวจตรี
  31. พันตำรวจเอก นพ นรชาญ เป็น พลตำรวจตรี
  32. พันตำรวจเอก บุญชัย ปัญญาธรานุกูล เป็น พลตำรวจตรี
  33. พันตำรวจเอก บุญฤทธิ์ ศรีวิจิตร เป็น พลตำรวจตรี
  34. พันตำรวจเอก เผ่าภากร รามนุช เป็น พลตำรวจตรี
  35. พันตำรวจเอก พงศ์ศักดิ์ สุขอิ่ม เป็น พลตำรวจตรี
  36. พันตำรวจเอก พงษ์พันธ์ จันทรอาภา เป็น พลตำรวจตรี
  37. พันตำรวจเอก พจน์ ฟอร์ตี้ เป็น พลตำรวจตรี
  38. พันตำรวจเอก พัลลภ สุภิญโญ เป็น พลตำรวจตรี
  39. พันตำรวจเอก พีระพงษ์ เหล่าธนาวิน เป็น พลตำรวจตรี
  40. พันตำรวจเอก ไพฑูรย์ อินทรัตน์ชัยกิจ เป็น พลตำรวจตรี
  41. พันตำรวจเอก ภาณุวัฒน์ บัวชาติ เป็น พลตำรวจตรี
  42. พันตำรวจเอก ยุทธนา บุญเมือง เป็น พลตำรวจตรี
  43. พันตำรวจเอก ลือศักดิ์ ดำเนินสวัสดิ์ เป็น พลตำรวจตรี
  44. พันตำรวจเอก วรชาติ รสจันทน์ เป็น พลตำรวจตรี
  45. พันตำรวจเอก วรธัช วิชชุวาณิชย์ เป็น พลตำรวจตรี
  46. พันตำรวจเอก วิเชียร อ่อนฉ่ำ เป็น พลตำรวจตรี
  47. พันตำรวจเอก ศักดิ์สุราษฎร์ ตลับนาค เป็น พลตำรวจตรี
  48. พันตำรวจเอก สมชาย เขียวจักร์ เป็น พลตำรวจตรี
  49. พันตำรวจเอก สมชาย ศรีศรยุทธ์ เป็น พลตำรวจตรี
  50. พันตำรวจเอก สมโภช สุวรรณจรัส เป็น พลตำรวจตรี
  51. พันตำรวจเอก สมิง รอดรัตษะ เป็น พลตำรวจตรี
  52. พันตำรวจเอก สุขทัศน์ พุ่มพันธ์ม่วง เป็น พลตำรวจตรี
  53. พันตำรวจเอก สุทธิศักดิ์ วันที เป็น พลตำรวจตรี
  54. พันตำรวจเอก สุพมาส บัวลาด เป็น พลตำรวจตรี
  55. พันตำรวจเอก สุรัตน์ ส่งเสริม เป็น พลตำรวจตรี
  56. พันตำรวจเอก อนุกูล ดาวลอย เป็น พลตำรวจตรี
  57. พันตำรวจเอก อภิชัย กรอบเพชร เป็น พลตำรวจตรี
  58. พันตำรวจเอก อรรถพล พงษ์สุพรรณ เป็น พลตำรวจตรี
  59. พันตำรวจเอก อิทธิโชค เกิดผล เป็น พลตำรวจตรี
  60. พันตำรวจเอกหญิง บุศรา จงรักชอบ เป็น พลตำรวจตรีหญิง

จากรายชื่อข้างต้น พบว่ามีผู้ได้รับยศพลตำรวจเอก 2 ราย พลตำรวจโท 15 ราย พลตำรวจตรี 42 ราย และพลตำรวจตรีหญิง 1 ราย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเลื่อนยศของพันตำรวจเอกที่ทำงานหนักในหน่วยต่างๆ ทั่วประเทศ

ความหมายของ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องผลงาน แต่ยังช่วยเติมเต็มโครงสร้างผู้บังคับบัญชาในสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ต้องรับมือกับอาชญากรรมซับซ้อนและภัยคุกคามทางไซเบอร์

ในมุมมองของผู้เขียน การเลื่อนยศครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อข้าราชการผู้ถวายราชการอย่าง忠誠 และเป็นแรงบันดาลใจให้ตำรวจรุ่นใหม่ๆ พยายามมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ หากคุณสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านฉบับเต็มในราชกิจจานุเบกษาได้เลย

ติดตามข่าวสารราชการและการเลื่อนยศครั้งต่อไปได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ให้แก่ข้าราชการตำรวจ จำนวน 60 ราย

ประกาศ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วหน้าโรงกลั่น 2 บาท/ลิตร มีผลพรุ่งนี้

ประกาศ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วหน้าโรงกลั่น 2 บาท/ลิตร มีผลพรุ่งนี้ เป็นข่าวดีที่หลายคนรอคอย โดยเฉพาะผู้ใช้รถบรรทุก รถโดยสาร และเกษตรกรที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลัก ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศจากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ระบุชัดเจนว่าปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วทั้ง บี 0, บี 7 และ บี 20 ลง 2 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

ประกาศ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วหน้าโรงกลั่น 2 บาท/ลิตร มีผลพรุ่งนี้

การปรับลดราคานี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกผันผวนอย่างหนัก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันในประเทศ ซึ่งเพิ่มภาระค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนธุรกิจ กบง. จึงมีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 เห็นชอบให้ลดราคาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและป้องกันการขาดแคลนน้ำมัน

รายละเอียดการปรับลดราคาน้ำมันดีเซล

ประกาศกำหนดชัดเจนดังนี้

  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 0 ลดลง 2.00 บาทต่อลิตร
  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา บี 7 ลดลง 2.00 บาทต่อลิตร
  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ลดลง 2.00 บาทต่อลิตร

ราคานี้เป็นราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งจะส่งผลต่อราคาขายปลีกที่ปั๊มในที่สุด โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 และคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 15/2562

ผลกระทบต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจ

การลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 2 บาทต่อลิตร จะช่วยลดต้นทุนขนส่งสินค้าและบริการ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวม ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ รถบรรทุก รถตู้โดยสาร และรถแท็กซี่ จะได้ประโยชน์โดยตรง นอกจากนี้ เกษตรกรที่ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรอย่างแทรกเตอร์และรถไถ ก็จะมีค่าใช้จ่ายลดลง ส่งเสริมให้ภาคเกษตรกรรมแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ในมุมมองเศรษฐกิจมหภาค การลดราคานี้ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกกำลังสูง โดยช่วยลดเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนพลังงาน ซึ่งรัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์โลกคลี่คลาย คาดว่าราคาน้ำมันอาจปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ควรติดตามราคาปรับใหม่ที่ปั๊มน้ำมันในวันพรุ่งนี้ เพราะบางพื้นที่อาจมีการปรับช้าบ้าง เนื่องจากระบบกระจายสินค้า สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนเติมน้ำมัน แนะนำให้เลือกใช้น้ำมัน บี 7 หรือ บี 20 ที่เป็นน้ำมันไบโอ ซึ่งไม่เพียงราคาถูกลง แต่ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า

เคล็ดลับประหยัดน้ำมันดีเซลในยุคนี้

  • ตรวจเช็กระบบเครื่องยนต์สม่ำเสมอ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
  • ขับขี่ด้วยความเร็วคงที่ หลีกเลี่ยงการเร่ง-เบรกบ่อย
  • เลือกยางรถที่เหมาะสมและเช็คแรงดันลมยาง
  • ลดน้ำหนักบรรทุกที่ไม่จำเป็น

การปรับลดราคานี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังคงใส่ใจประชาชนท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก ในฐานะนักวิเคราะห์ ผมมองว่านี่เป็นก้าวแรกที่ดี หากมีการติดตามและปรับมาตรการอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

เรียกร้องให้คุณ: แชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ ที่ใช้รถดีเซลรู้ เพื่อช่วยกันลดภาระค่าครองชีพ! ติดตามอัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดได้ที่นี่

ที่มา – ประกาศ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วหน้าโรงกลั่น 2 บาท/ลิตร มีผลพรุ่งนี้

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย 2 คน

วันนี้เรามีข่าวดีจากราชกิจจานุเบกษาที่น่าประทับใจมากเลยนะครับ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ถึง 2 ราย เป็นพระราชกรุณายิ่งใหญ่ที่แสดงถึงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถในการเชิดชูผู้มีคุณงามความดี

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย

ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 8 เมษายน 2567 (ไม่ใช่ 2569 นะครับ ตามเอกสารจริง) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ทั้ง 2 ราย ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2567 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 7 เมษายน 2567

เครื่องราชอิสริยาภรณ์เหล่านี้ถือเป็นเครื่องราชฯ ชั้นสูงสุดของชาติไทย โดยช้างเผือกเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์และยอดเยี่ยม ส่วนมงกุฎไทยแสดงถึงเกียรติยศอันสูงส่ง ผู้ที่ได้รับต่างเป็นบุคคลที่ทรงคุณวุฒิ ทุ่มเทรับใช้พระองค์อย่างสุดความสามารถ การ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย ครั้งนี้ จึงเป็นการถวายพระเกียรติยศแก่ผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท

รายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

  • ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก
    • ร้อยโทหญิง วราลักษณ์ คนโต
    • ร้อยตรีหญิง ปิยากร ดวงราษี
  • ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย
    • ร้อยโทหญิง วราลักษณ์ คนโต
    • ร้อยตรีหญิง ปิยากร ดวงราษี

ทั้งสองท่านนี้เป็นข้าราชบริพารในพระองค์ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างใกล้ชิด ด้วยความซื่อสัตย์และวิริยะอุตสาหะ ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหาร การดูแล หรือภารกิจพิเศษต่างๆ ที่ต้องใช้ความรอบคอบและความรับผิดชอบสูง การได้รับพระราชทานเครื่องราชฯ ในครั้งนี้ ย่อมเป็นเครื่องยืนยันถึงผลงานอันน่าประทับใจ

หากย้อนดูประวัติศาสตร์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกและมงกุฎไทยก่อตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเชิดชูบุคคลที่มีคุณูปการต่อแผ่นดิน ช้างเผือกมี 9 ชั้น สูงสุดคือจตุรถาภรณ์ช้างเผือก ส่วนมงกุฎไทยก็เช่นกัน ชั้นตริตาภรณ์ถือเป็นชั้นกลางๆ แต่ก็เป็นเกียรติยศที่หาได้ยากมาก ต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบจากคณะกรรมการ

ข่าว โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย นี้ สะท้อนให้เห็นถึงพระราชปณิธานในการส่งเสริมข้าราชการและข้าราชบริพารให้มีคุณธรรมจริยธรรม ในยุคที่สังคมไทยกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย การมีแบบอย่างที่ดีเช่นนี้ย่อมเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่มุ่งมั่นในการรับใช้ชาติและพระมหากษัตริย์ยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีลิงก์ต้นฉบับจากราชกิจจานุเบกษาให้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลิกที่นี่ เพื่อความถูกต้องและครบถ้วน

ในความเห็นส่วนตัว การพระราชทานเครื่องราชฯ ครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเกียรติแก่ผู้รับเท่านั้น แต่ยังเป็นพระราชกรุณาที่แผ่กระจายไปยังครอบครัวและสังคมรอบข้าง สร้างขวัญกำลังใจให้ทุกคนรักและศรัทธาในพระราชอิสรภาพยิ่งขึ้น เชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวพระราชกรณียกิจเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อเผยแพร่ความดีงามให้โลกรู้ครับ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก-มงกุฎไทย 2 ข้าราชบริพารในพระองค์

โปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ราชองครักษ์ในพระองค์

โปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง เป็นข่าวราชการที่น่าสนใจล่าสุดจากราชกิจจานุเบกษา ซึ่งแสดงถึงพระราชประเพณีและการถวายความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์ โดยมีเนื้อหาสำคัญว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรและนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรทั้ง 93 นาย ปฏิบัติราชการในหน้าที่ดังกล่าวต่อไปอีกวาระ

โปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง

พระบรมราชโองการนี้ทรงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 ประกอบพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480 พระราชบัญญัตินายตำรวจราชสำนัก พ.ศ. 2495 และระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายที่กำหนดบทบาทของราชองครักษ์ในการถวายความปลอดภัยและรับใช้พระองค์อย่างใกล้ชิด ราชองครักษ์ในพระองค์ถือเป็นหน่วยงานพิเศษที่มีหน้าที่สำคัญยิ่งในการคุ้มกันพระองค์ท่านและราชวงศ์ โดยผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งต้องมีความจงรักภักดีสูงสุดและมีคุณสมบัติเหมาะสม

การโปรดเกล้าฯ ในครั้งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน สะท้อนถึงพระราชวิสัยในการทรงคัดเลือกบุคลากรที่มีความสามารถเพื่อถวายราชการแผ่นดิน

รายชื่อนายทหารและนายตำรวจที่ได้รับพระราชทาน

รายชื่อแบ่งตามเหล่าทัพและกองทัพตำรวจ ดังนี้

นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารบก จำนวน 55 นาย

  • 1. พลเอก กิตติพงศ์ ชื่นใจชน
  • 2. พลเอก เดชาธร สุขแสง
  • 3. พลเอก ไพศาล หนูสังข์
  • 4. พลเอก ร่มเกล้า ปั้นดี
  • 5. พลเอก อมฤต บุญสุยา
  • 6. พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์
  • 7. พลเอก อุดม แก้วมหา
  • 8. พลโท ชายแดน กฤษณสุวรรณ
  • 9. พลโท ณุดนัย บูรณสมภพ
  • 10. พลโท ธีรพล ศรีเกษม
  • 11. พลโท พงษ์ศักดิ์ เอี่ยมพญา
  • 12. พลโท พงษ์สวัสดิ์ ภาชนะทิพย์
  • 13. พลโท พิจิตร บุญญสุวรรณ
  • 14. พลโท วรเดช เดชรักษา
  • 15. พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ
  • 16. พลโท ศาสตรา ศรีเพ็ญ
  • 17. พลโท สราวุธ ไชยสิทธิ์
  • 18. พลโท เสรี ตรีครุธพันธุ์
  • 19. พลโท อาจิณ ปัทมจิตร
  • 20. พลตรี กิตติ คงหอม
  • 21. พลตรี กิตติ ประพิตรไพศาล
  • 22. พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว
  • 23. พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร
  • 24. พลตรี ณรงค์ฤทธิ ปาณิกบุตร
  • 25. พลตรี ณัฏฐ์ ศรีอินทร์
  • 26. พลตรี ธารา เจนตลอด
  • 27. พลตรี ธวัชชัย วรรณดิลก
  • 28. พลตรี ธีระ ผดุงสุนทร
  • 29. พลตรี นิติ ติณสูลานนท์
  • 30. พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
  • 31. พลตรี ไพบูลย์ จุลภาคี
  • 32. พลตรี เรืองพงษ์ วงษ์ศรีสุข
  • 33. พลตรี เรืองศักดิ์ แก่นกำจร
  • 34. พลตรี ศรัณย์ รอดบุญธรรม
  • 35. พลตรี สมใจ คิดเกื้อการุญ
  • 36. พลตรี สิษฐเศรษฐ์ หิรัณญพงศ์
  • 37. พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์
  • 38. พลตรี สุจินต์ ทรัพย์สิน
  • 39. พลตรี เสกสรรค์ พรหมศักดิ์
  • 40. พันเอก กฤษณ์ สุนสะธรรม
  • 41. พันเอก จรูญ จตุรงค์
  • 42. พันเอก เฉลิมพล นุตรักษ์
  • 43. พันเอก ชาตรี สงวนธรรม
  • 44. พันเอก ชินสรณ์ เรืองศุข
  • 45. พันเอก ฐิติพงษ์ อินวะษา
  • 46. พันเอก ณัฏฐภูมิ หลาวทอง
  • 47. พันเอก ธนิต อิ่มอกใจ
  • 48. พันเอก ธนุตม์ พิศาลสิทธิวัฒน์
  • 49. พันเอก พิเชษฐ์ ชุติเดโซ
  • 50. พันเอก พิพัฒน์ ศรีทองพิมพ์
  • 51. พันเอก ภาณุมาส จีนานุรักษ์
  • 52. พันเอก มีชัย นิลศาสตร์
  • 53. พันเอก ยุทธนาม เพชรม่วง
  • 54. พันเอก รุ่งเพชร คนทัด
  • 55. พันเอก ศตวรรษ อินทร์กง

นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารเรือ จำนวน 18 นาย

  • 56. พลเรือเอก ปรีดิวัฒน์ ดิลกนรนารถ
  • 57. พลเรือโท ธวัชชัย พิมพ์เมือง
  • 58. พลเรือโท พนม ควรประดิษฐ์
  • 59. พลเรือโท สุริยา ภักดีเสนา
  • 60. พลเรือโท อนิรุธ สวัสดี
  • 61. พลเรือตรี ชนก สนทราพรพล
  • 62. พลเรือตรี ชานินท์ ศรียาภัย
  • 63. พลเรือตรี ชเนศร์ สิงหชาญ
  • 64. พลเรือตรี ชัย เกตุวัฒนกิจ
  • 65. พลเรือตรี ชัยยุทธ์ คลังเงิน
  • 66. พลเรือตรี โยธิน ธนะมูล
  • 67. พลเรือตรี ศศิน สวรรคทัต
  • 68. พลเรือตรี ศิริพัฒน์ แพงพันธุ์
  • 69. นาวาเอก เกียรติก้อง ปานทอง
  • 70. นาวาเอก บุญมี แก้วสง่า
  • 71. นาวาเอก ไมตรี บุตรบุรี
  • 72. นาวาเอก ไวพจน์ วีระประเสริฐศักดิ์
  • 73. นาวาเอก อมรศักดิ์ ปัทมปราณี

นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารอากาศ จำนวน 7 นาย

  • 74. พลอากาศตรี เจริญ วัฒนศรีมงคล
  • 75. พลอากาศตรี นรุธ กำเนิดนักตะ
  • 76. พลอากาศตรี พฤทธิ์ ตึกสุอินทร์
  • 77. พลอากาศตรี มณเฑียร หมีโชติ
  • 78. นาวาอากาศเอก ชวภณ ยิ้มพงษ์
  • 79. นาวาอากาศเอก เนาวมรัตน์ ประพัฒน์ทอง
  • 80. นาวาอากาศเอก พรประเสริฐ ผ่านภพ

นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 13 นาย

  • 1. พลตำรวจเอก ธัชชัย ปิตะนีละบุตร
  • 2. พลตำรวจโท พิสิฐ ตันประเสริฐ
  • 3. พลตำรวจโท ยิ่งยศ เทพจำนงค์
  • 4. พลตำรวจโท รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ
  • 5. พลตำรวจโท อิทธิพล อิทธิสารรณชัย
  • 6. พลตำรวจตรี ชัยรพ จุณณวัตต์
  • 7. พลตำรวจตรี โชคชัย งามวงศ์
  • 8. พลตำรวจตรี ชัยยะ เพ็ชรปัญญา
  • 9. พลตำรวจตรี พันธนะ นุชนารถ
  • 10. พลตำรวจตรี วัลลพ จำนงค์อาษา
  • 11. พลตำรวจตรี วิวัฒน์ คำชำนาญ
  • 12. พลตำรวจตรี ศรัญญู ชำนาญราช
  • 13. พันตำรวจเอก เดชาวัต ชาวศรีทอง

รายชื่อทั้งหมดสามารถดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มจากราชกิจจานุเบกษาได้เลยครับ การแต่งตั้งราชองครักษ์ในพระองค์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นระยะ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการถวายงานและรักษาความมั่นคงให้สถาบันพระมหากษัตริย์

ในมุมมองของผม การโปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง ครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความเข้มแข็งของกองทัพไทยและตำรวจที่พร้อมถวายชีวิตเพื่อพระองค์ท่าน เหล่าบุคคลสำคัญเหล่านี้ล้วนมีประวัติการรับใช้ชาติมาอย่างยาวนาน สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้อย่างดี หากคุณสนใจประวัติศาสตร์ราชองครักษ์หรือข่าวราชการเพิ่มเติม ลองคอมเมนต์ด้านล่างหรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ถือเป็นข่าวสำคัญในแวดวงการเมืองไทยล่าสุด ที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนและนักการเมืองจำนวนมาก ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการนี้เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นการแต่งตั้งนายจิรุตม์ วิศาลจิตร เข้ามารับตำแหน่งแทนนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งนายจิรุตม์ วิศาลจิตร เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ตามที่วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบแล้ว เนื่องจากนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ได้พ้นจากตำแหน่งเพราะครบวาระ ทำให้ตำแหน่งว่างลง การแต่งตั้งนี้จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 222 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560

รายละเอียดในพระบรมราชโองการ

ในประกาศระบุชัดเจนว่านายจิรุตม์ วิศาลจิตร มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย การโปรดเกล้าฯ นี้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังกำหนดจัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการในวันที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 10.59 น. ณ ห้องประชุม 201 ชั้น 2 สำนักงาน กกต. เพื่อความเป็นทางการ

บทบาทสำคัญของกรรมการการเลือกตั้ง

คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีหน้าที่หลักในการกำกับดูแลการเลือกตั้งทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งสมาชสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย การมีกรรมการใหม่ที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวดจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต

  • กำกับดูแลกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด
  • รับเรื่องร้องเรียนและทุจริตเลือกตั้ง
  • จัดทำทะเบียนผู้มาใช้สิทธิ์
  • ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งนี้ คาดว่าจะนำประสบการณ์มาปรับใช้ในการทำงานของ กกต. ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น การลงทะเบียนออนไลน์หรือการตรวจสอบผลแบบเรียลไทม์

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ หลังจากการเลือกตั้งใหญ่ครั้งล่าสุดและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรัฐบาล การมีคณะกรรมการชุดใหม่ที่สมบูรณ์ จะช่วยให้การเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับชาติในอนาคตดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ลดข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใสที่มักเกิดขึ้นในอดีต

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงกระบวนการทำงานของรัฐธรรมนูญที่ให้วุฒิสภามีบทบาทในการเสนอชื่อผู้เหมาะสม ซึ่งช่วยให้เกิดความสมดุลในการตรวจสอบอำนาจ ประชาชนควรติดตามการทำงานของนายจิรุตม์ในตำแหน่งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการเลือกตั้งไทยจะยั่งยืนและเป็นธรรม

ในมุมมองของผู้เขียน การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความต่อเนื่องของสถาบันการเมือง หาก กกต. ชุดใหม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประชาธิปไตยได้อย่างมาก แนะนำให้ทุกท่านติดตามข่าวสารจากราชกิจจานุเบกษาและเว็บไซต์ กกต. เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

Scroll to top