ลูกช้างป่า

“สุชาติ” เสียใจ “จิ๋วไทรโยค” ลูกช้างพลัดหลงจากไปแล้ว

“สุชาติ” เสียใจ “จิ๋วไทรโยค” ลูกช้างพลัดหลงจากไปแล้ว

ถือเป็นข่าวที่สร้างความโศกเศร้าให้กับคนรักสัตว์ทั่วประเทศ เมื่อได้ทราบข่าวการจากไปอย่างสงบของ “น้องจิ๋วไทรโยค” ลูกช้างป่าพลัดหลงโขลง ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความดูแลอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่อุทยานและทีมสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาโดยตลอด โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

บทส่งท้ายแด่ “จิ๋วไทรโยค” ลูกช้างพลัดหลงจากไปแล้ว

เหตุการณ์ครั้งนี้ย้ำเตือนให้เราเห็นถึงความสำคัญของสัตว์ป่า ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ใหญ่หรือสัตว์เล็ก ทุกชีวิตล้วนมีค่าและต้องการการดูแล นายสุชาติได้กล่าวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ตนเองได้รับแจ้งข่าวในช่วงเช้ามืด และรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก เพราะทุกคนต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อหวังให้ลูกช้างตัวนี้รอดชีวิตและกลับคืนสู่ป่าได้ แต่เมื่อ “จิ๋วไทรโยค” ลูกช้างพลัดหลงจากไปแล้ว สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการระลึกถึงและนำบทเรียนนี้ไปปรับใช้ในการดูแลสัตว์ป่าตัวอื่นๆ ต่อไป

ความพยายามของเจ้าหน้าที่อุทยานและทีมสัตวแพทย์ที่ช่วยดูแลน้องจนถึงวาระสุดท้ายนั้นถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แม้ว่าผลลัพธ์จะไม่ได้เป็นไปตามที่หวังไว้ แต่ความตั้งใจจริงของพวกเขาก็สะท้อนถึงหัวใจของคนทำงานอนุรักษ์ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ นายสุชาติยังได้ขอบคุณประชาชนและบรรดาพ่อช้างแม่ช้างในโลกออนไลน์ที่คอยส่งกำลังใจมาให้น้องจิ๋วอย่างต่อเนื่อง

  • สรุปเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งสำคัญ
  • บทบาทของรัฐมนตรีในการดูแลสัตว์ป่า
  • ความสำคัญของการเฝ้าระวังสัตว์ป่าบาดเจ็บ

จากกรณีของ “จิ๋วไทรโยค” ลูกช้างพลัดหลงจากไปแล้ว ในครั้งนี้ นายสุชาติได้ฝากเน้นย้ำถึงเจ้าหน้าที่อุทยานทั่วประเทศให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นสัตว์ป่าไม่ว่าจะขนาดใหญ่หรือเล็กได้รับบาดเจ็บ ขอให้รีบเข้าช่วยเหลือและพยาบาลอย่างเร่งด่วน เพื่อเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตและนำพวกเขากลับคืนสู่ธรรมชาติที่ควรจะเป็น

สุดท้ายนี้ เราขอร่วมไว้อาลัยให้กับการจากไปของน้องจิ๋ว และหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการตื่นตัวในการดูแลและอนุรักษ์สัตว์ป่าในเมืองไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้มีสัตว์ป่าตัวไหนต้องเผชิญกับชะตากรรมที่โดดเดี่ยวเช่นนี้อีก

ที่มา – “สุชาติ” เสียใจ “จิ๋วไทรโยค” ลูกช้างพลัดหลงจากไปแล้ว ขอบคุณช่วยกันดูแลจนวาระสุดท้าย

พบลูกช้างป่าวัย 1 ปี ล้มตายติดบ่วงเชือก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวรักธรรมชาติและสัตว์ป่า วันนี้มีเรื่องเศร้าที่ทำให้หัวใจเราหดหู่ไปเลย เมื่อ พบ “ลูกช้างป่า” วัย 1 ปี ล้มตายริมหนองน้ำ ข้อเท้าซ้ายขาหน้า มีบ่วงเชือกรัดแน่น ในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงและเป็นเครื่องเตือนใจถึงภัยคุกคามที่สัตว์ป่าต้องเผชิญจากมนุษย์ มาฟังรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ

พบ “ลูกช้างป่า” วัย 1 ปี ล้มตายริมหนองน้ำ ข้อเท้าซ้ายขาหน้า มีบ่วงเชือกรัดแน่น

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 (คงพิมพ์ผิดจาก 2569 ในข่าวต้นทางนะครับ) เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าหลุมจังหวัด จากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ได้รับแจ้งเหตุพบซากลูกช้างป่า นอนจมอยู่ในหนองน้ำบริเวณป่าคลองยาง หมู่ 7 ต.คลองตะเกรา อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าธรรมชาติที่ลูกช้างตัวน้อยน่าจะมาเล่นน้ำหรือหาอาหาร

เมื่อทีมเจ้าหน้าที่รีบไปตรวจสอบ พบว่าน่าเวทนาสุดๆ ลูกช้างป่าเพศผู้อายุประมาณ 1 ปี เสียชีวิตแล้ว โดยที่ข้อเท้าซ้ายขาหน้า ติดบ่วงเชือกดักสัตว์รัดแน่นจนเนื้อเยื่อถูกบาดเจ็บลึก แผลนั้นอักเสบหนัก ส่งผลให้ติดเชื้อและช็อกจนล้มตาย สภาพดวงตาที่ปิดสนิทยังคงทำให้นึกถึงความเจ็บปวดก่อนสิ้นใจเลยครับ

ขั้นตอนการตรวจสอบและจัดการซากลูกช้างป่า

นายเอกชัย แสนดี หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ไม่รอช้า รีบประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าตะเกียบ เพื่อเก็บพยานหลักฐานที่เกิดเหตุ จากนั้นเรียกทีมสัตวแพทย์จากศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 2 (กระบกคู่) มาช่วยผ่าพิสูจน์ พบชัดเจนว่าสาเหตุมาจากบ่วงดักสัตว์ที่มนุษย์ตั้งไว้เพื่อล่าสัตว์ป่าอื่นๆ แต่ลูกช้างตัวน้อยโชคร้ายไปติด

หลังจากเก็บตัวอย่างอวัยวะต่างๆ ไปวิเคราะห์ตามขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว ก็ขออนุมัติจากพนักงานสอบสวนเพื่อฝังกลบซากลูกช้างป่าตามหลักวิชาการ ณ จุดเกิดเหตุ เพื่อไม่ให้เป็นอาหารของสัตว์ร้ายอื่นๆ เหตุการณ์นี้ทำให้หัวหน้าเขตฯ ออกมาเรียกร้องให้นักล่าหยุดพฤติกรรมทันที เพราะผิดกฎหมายแน่นอน!

ทำไมบ่วงเชือกถึงเป็นภัยร้ายต่อสัตว์ป่า

บ่วงเชือกหรือกับดักแบบนี้ ถูกใช้ลักลอบล่าสัตว์ป่ามานาน โดยเฉพาะในป่าใกล้ชุมชน นอกจากช้างแล้ว ยังคร่าชีวิตเสือ นกกระยาง และสัตว์ป่าอื่นๆ อีกมาก ในประเทศไทย ช้างป่ามีจำนวนลดลงเหลือประมาณ 4,000-5,000 ตัวเท่านั้น จากเดิมหลายหมื่นตัว ปัญหาหลักมาจากการบุกรุกป่า การล่า และอุบัติเหตุจากกับดักแบบนี้ครับ

  • อันตรายจากบ่วงเชือก: รัดจนขาดเลือด อักเสบ ติดเชื้อภายใน 1-2 สัปดาห์
  • พื้นที่เสี่ยง: เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ป่าทั้งหมด 1,576 ตารางกิโลเมตร ใน จ.ฉะเชิงเทรา สระแก้ว บุรีรัมย์
  • กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 โทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท สำหรับการตั้งกับดัก ถ้าคร่าชีวิตช้างโทษหนักกว่านั้น
  • สถิติ: ปีละหลายสิบตัวที่สัตว์ป่าตายจากกับดักทั่วประเทศ

น่าเสียดายที่ลูกช้างป่าตัวนี้ต้องจากไปก่อนวัยอันควร ถ้าไม่มีบ่วงเชือก มันอาจเติบโตเป็นช้างตัวใหญ่ที่ช่วยสืบสานพันธุ์ได้นะครับ

เราจะช่วยปกป้องช้างป่าและสัตว์ป่าได้อย่างไร

เป็นกันเองแบบนี้ เราชาวไทยทุกคนช่วยได้ครับ! ถ้าทุกคนตื่นตัว ปัญหานี้จะลดลง

  • แจ้งเบาะแสกับดักสัตว์ป่า โทร 1362 หรือกรมอุทยานฯ
  • ไม่ซื้อเนื้อสัตว์ป่าหรือหนังช้าง
  • สนับสนุนโครงการปลูกป่าและเฝ้าระวังจาก NGO อย่าง Wildlife Friends Foundation
  • แชร์ข่าวเพื่อสร้างกระแสสังคม

ส่วนตัวผมคิดว่า เหตุการณ์ พบ “ลูกช้างป่า” วัย 1 ปี ล้มตายริมหนองน้ำ ข้อเท้าซ้ายขาหน้า มีบ่วงเชือกรัดแน่น นี้เป็นสัญญาณเตือนร้ายแรง มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน ถ้าเราไม่เปลี่ยน สัตว์ป่าจะสูญพันธุ์หมดเกลี้ยง ลองนึกภาพป่าไทยไม่มีช้างสิครับ น่าเศร้าแค่ไหน!

CTA: มาช่วยกันปกป้องสัตว์ป่าด้วยการแชร์บทความนี้ และถ้าพบกับดักผิดกฎหมาย รีบแจ้งเจ้าหน้าที่เลยนะครับ ทุกการกระทำเล็กๆ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่!

ที่มา – พบ “ลูกช้างป่า” วัย 1 ปี ล้มตายริมหนองน้ำ ข้อเท้าซ้ายขาหน้า มีบ่วงเชือกรัดแน่น

ข่าวดี “แม่เปิ้ล” ตกลูกเชือกใหม่ “น้องกุมภา” สมาชิกที่ 71

ข่าวดี “แม่เปิ้ล” ตกลูกเชือกใหม่ “น้องกุมภา” สมาชิกตัวที่ 71 ณ ป่าซับลังกา เป็นข่าวที่ทำให้คนรักช้างป่าและการอนุรักษ์สัตว์ป่าตื่นเต้นไปทั่วประเทศ! ลูกช้างน้อยตัวนี้เกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางผืนป่าอุดมสมบูรณ์ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา จังหวัดลพบุรี ถือเป็นสัญญาณบวกที่ยืนยันความสำเร็จของโครงการคืนช้างสู่ธรรมชาติในพระราชดำริ

ข่าวดี “แม่เปิ้ล” ตกลูกเชือกใหม่ “น้องกุมภา” สมาชิกตัวที่ 71 ณ ป่าซับลังกา

แฟนเพจเฟซบุ๊กของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา ได้โพสต์ภาพน่ารัก ๆ ของ น้องกุมภา ลูกช้างป่าเพศเมียวัยเพียง 7 วัน ซึ่งเป็นทายาทลำดับที่ 6 ของ แม่เปิ้ล ช้างตัวที่เคยได้รับการคืนสู่ป่าตามโครงการดังกล่าว น้องกุมภาถือเป็นสมาชิกใหม่ลำดับที่ 71 ของฝูงช้างในพื้นที่นี้ สะท้อนให้เห็นว่าช้างที่เคยถูกมนุษย์เลี้ยงดู สามารถปรับตัวเข้ากับธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นายอรรณพ บัวนวล หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา เปิดเผยว่า น้องกุมภาสุขภาพแข็งแรงดี แม่อย่างแม่เปิ้ลดูแลอย่างใกล้ชิด การเกิดลูกช้างตัวใหม่นี้เป็นหลักฐานชัดเจนว่าป่าซับลังกาเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับช้างไทย โดยเฉพาะภูมิประเทศแบบ ‘ก้ามปูหุบเขา’ ที่ทั้งอุดมสมบูรณ์และปลอดภัยจากภัยคุกคามภายนอก

โครงการคืนช้างสู่ธรรมชาติ: จุดเริ่มต้นสู่ความสำเร็จ

โครงการคืนช้างสู่ธรรมชาติ ริเริ่มจากน้ำพระราชหฤทัยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงห่วงใยช้างไทยซึ่งใกล้สูญพันธุ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติและกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โครงการนี้มุ่งนำช้างบ้านและช้างเร่ร่อนกลับคืนสู่ป่า

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกาถูกเลือกเพราะเป็นพื้นที่ปิดธรรมชาติขนาดใหญ่กว่า 160,000 ไร่ จากการปล่อยช้างตัวแรก ๆ เพียง 6 เชือก ปัจจุบันประชากรช้างเพิ่มเป็น 71 ตัวแล้ว! นี่คือตัวอย่างความสำเร็จในการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน

  • ประโยชน์ต่อช้างไทย: ช่วยเพิ่มจำนวนประชากร ลดการล่าเถื่อน
  • บทบาทของชุมชน: ชาวบ้านรอบพื้นที่ได้รับการฝึกอบรม ร่วมเฝ้าระวัง
  • ระบบนิเวศ: ช้างช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ สร้างสมดุลป่า

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีช่วยติดตาม เช่น อุปกรณ์ GPS คอช้าง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสุขภาพและพฤติกรรมได้อย่างใกล้ชิด ข่าวดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องลูกช้างตัวใหม่ แต่เป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนหันมาสนับสนุนการอนุรักษ์

อนาคตของช้างไทยหลังข่าวดีนี้

การเกิดของน้องกุมภา ย้ำว่าการฟื้นฟูป่าต้องไปคู่กับการคุ้มครอง หากไม่มีโครงการนี้ ช้างไทยอาจเหลือน้อยกว่า 4,000 ตัวในป่า ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้โดยบริจาคให้มูลนิธิ หรือหลีกเลี่ยงการซื้อผลิตภัณฑ์จากงาช้าง

ในฐานะคนรักธรรมชาติ ข่าวดี “แม่เปิ้ล” ตกลูกเชือกใหม่นี้ทำให้ผมเชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังมีหวังในการรักษาสมบัติล้ำค่าอย่างช้างเอเชียเอาไว้ ชวนทุกท่านติดตามข่าวสารจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา และสนับสนุนโครงการอนุรักษ์เพื่อลูกหลานไทยในอนาคต!

ที่มา – ข่าวดี “แม่เปิ้ล” ตกลูกเชือกใหม่ “น้องกุมภา” สมาชิกตัวที่ 71 ณ ป่าซับลังกา

ระทึก! ลูกช้างแตกฝูง ถูกควายขวิดในทุ่งนา

เกิดเหตุระทึกขวัญ! ลูกช้างแตกฝูง ขณะเจ้าหน้าที่กำลังผลักดันช้างป่าบริเวณรอยต่อสระแก้ว-ฉะเชิงเทรา ทำให้ลูกช้างแตกฝูงวิ่งพลัดเข้าไปในทุ่งนา และถูกควายเผือกขวิดกระเด็น เคราะห์ดีได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ก่อนเจ้าหน้าที่จะเร่งช่วยเหลือและผลักดันกลับเข้าฝูงได้อย่างปลอดภัย

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ชุดผลักดันช้างป่าได้รับแจ้งว่าพบการเคลื่อนที่ของฝูงช้างป่าขนาดใหญ่ประมาณ 25 ตัว เข้ามาในพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน หมู่ 17 บ้านโนนสมพร ตำบลพระเพลิง อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อกับบ้านนาอีสาน ตำบลท่ากระดาน อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา

เนื่องจากฝูงช้างมีจำนวนมาก ทำให้เริ่มเกิดการแตกฝูง เจ้าหน้าที่จึงรีบประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่ให้อยู่แต่ในบ้านเรือนเพื่อความปลอดภัย จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและสามารถควบคุมฝูงช้างได้

ในระหว่างการผลักดัน ลูกช้างแตกฝูงตัวหนึ่งได้พลัดหลงจากฝูง วิ่งเข้าไปในทุ่งนาที่ชาวบ้านเลี้ยงควายเผือกเอาไว้ ทำให้เกิดการปะทะกันขึ้นอย่างกะทันหัน ควายเผือกตัวใหญ่ได้พุ่งเข้าขวิดลูกช้างอย่างรวดเร็ว จนลูกช้างกระเด็นไปตามแรง ส่งผลให้ลูกช้างได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยบริเวณลำคอและก้น แต่ยังสามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ

ขณะเกิดเหตุการณ์ นายจันทร์เพ็ญ แสนภา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 16 บ้านนาอีสาน และนายอุดร จันทร์ทรง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งกำลังลาดตระเวนอยู่ในพื้นที่บ้านนาอีสาน ได้บันทึกภาพวิดีโอเหตุการณ์เอาไว้ได้

นายจันทร์เพ็ญ ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้รับแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ชุดผลักดันช้างป่ากำลังเคลื่อนย้ายฝูงช้างป่าประมาณ 25 ตัว เข้าสู่พื้นที่การเกษตรหมู่ 17 บ้านโนนสมพร ตำบลพระเพลิง อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว มุ่งหน้ามาทางหมู่ที่ 16 บ้านนาอิสาน ตำบลท่ากระดาน อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อ ทำให้ต้องเร่งประกาศเตือนให้ประชาชนระมัดระวังและอยู่ในที่ปลอดภัย

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เข้าควบคุมสถานการณ์อย่างรวดเร็ว จนสามารถนำลูกช้างกลับเข้ารวมกับฝูงได้สำเร็จ จากนั้นจึงได้ร่วมกันผลักดันฝูงช้างกลับเข้าไปในแนวป่าด้านในคูกั้นช้างฝั่งบ้านนาอีสาน

ลูกช้างแตกฝูง ขณะถูกผลักดัน วิ่งเข้าไปในทุ่งนา ถูกควายเผือกขวิดกระเด็น

ปัจจัยที่ทำให้ลูกช้างแตกฝูง

  • ความตื่นตระหนกและความพลุกพล่านของฝูงช้างขนาดใหญ่
  • การถูกผลักดันจากเจ้าหน้าที่
  • ความไม่คุ้นเคยกับพื้นที่การเกษตร
  • การปรากฏตัวของควายเผือกซึ่งเป็นสัตว์ที่ไม่คุ้นเคย

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการช้างป่าอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การมีมาตรการเตือนภัยที่รวดเร็วและการให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติตัวเมื่อเผชิญหน้ากับช้างป่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – ​ลูกช้างแตกฝูง ขณะถูกผลักดัน วิ่งเข้าไปในทุ่งนา ถูกควายเผือกขวิดกระเด็น

น้องข้าวต้ม: ลูกช้างป่า ยังไม่พ้นอันตราย

ทีมสัตวแพทย์ยังคงเฝ้าระวังอาการของ “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง หลังจากพบว่ามีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและแสดงอาการอ่อนแรง สถานการณ์ปัจจุบันยังคงน่าเป็นห่วงและยังไม่พ้นขีดอันตราย

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวากได้รายงานถึงความคืบหน้าในการดูแลรักษาลูกช้างป่าเพศเมียที่ชื่อว่า “ข้าวต้ม” ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ให้การช่วยเหลือเนื่องจากพบว่าอยู่ในสภาพอ่อนแอและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ทีมสัตวแพทย์ได้ติดตามอาการของ น้องข้าวต้ม อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

ในเช้าวันที่ 30 ตุลาคม เวลาประมาณ 06.15 น. น้องข้าวต้ม มีอาการชักเกร็งเนื่องจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อลูกช้าง ทีมสัตวแพทย์ได้รีบเข้าช่วยเหลือและแก้ไขอาการอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งอาการกลับสู่ภาวะปกติและเริ่มกินนมได้ในเวลาต่อมา

แม้ว่า น้องข้าวต้ม จะยังกินนมน้อยกว่าปกติ แต่ก็ยังแสดงความต้องการที่จะกินนม ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี อย่างไรก็ตาม ปัสสาวะยังมีลักษณะขุ่นและอุจจาระเหลวสีเหลือง แสดงว่าระบบทางเดินอาหารยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ทีมสัตวแพทย์จึงได้ให้จุลินทรีย์ชนิดดี (โปรไบโอติก) เพื่อปรับสมดุลในลำไส้อย่างต่อเนื่อง

เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย ทีมสัตวแพทย์ได้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ นอกจากนี้ ยังให้พลาสมาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและเพิ่มโปรตีนในเลือด

สถานะของแผลต่างๆ มีความคืบหน้าไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แผลในช่องปากดีขึ้น แผลบริเวณสะดือแห้งดี แผลบริเวณอวัยวะเพศแห้งดี และแผลถลอกบริเวณต่างๆ กำลังฟื้นตัวดีขึ้น

ทีมสัตวแพทย์ได้ทำการรักษาแผลทุกบริเวณอย่างต่อเนื่องและระมัดระวังเพื่อป้องกันการติดเชื้อ สิ่งที่น่าชื่นใจคือ น้องข้าวต้ม ยังมีกำลังในการถีบตัวลุกขึ้นยืนได้ โดยมีทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่คอยช่วยพยุงตัว แสดงให้เห็นว่ากล้ามเนื้อและระบบประสาทยังทำงานได้ดี อย่างไรก็ตาม การทำกายภาพบำบัดเป็นไปอย่างระมัดระวังและมีข้อจำกัด โดยคำนึงถึงสภาพร่างกายที่ยังอ่อนแอของสัตว์เป็นสำคัญ

ในเวลาประมาณ 22.12 น. น้องข้าวต้ม แสดงอาการอ่อนแรงอีกครั้ง และตรวจพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำอีกครั้ง ทีมสัตวแพทย์ได้ทำการแก้ไขอย่างทันท่วงทีจนระดับน้ำตาลกลับสู่ภาวะปกติ แต่ น้องข้าวต้ม ยังคงแสดงอาการอ่อนแรง จึงได้ให้เกลือแร่เพิ่มเติมและปรับเปลี่ยนชนิดของน้ำเกลือที่ให้เข้าหลอดเลือดดำ หลังจากปรับเปลี่ยนการรักษา พบว่าลูกช้างป่ามีเรี่ยวแรงมากขึ้น แม้จะมีสัญญาณที่ดีขึ้น แต่ น้องข้าวต้ม ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤตและยังไม่พ้นอันตราย

ทีมสัตวแพทย์นำโดย สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวากและศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก, สพ.ญ.มัชฌมณ แก้วพฤหัสชัย หัวหน้าศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 2 (กระบกคู่) และ น.สพ.นภัส เสวกวรรณ นายสัตวแพทย์ กลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ได้เตรียมพร้อมติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบครัน เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอขอบคุณความห่วงใยจากประชาชนที่มีต่อ น้องข้าวต้ม และจะรายงานความคืบหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่อง ขอให้ทุกท่านส่งกำลังใจให้กับ น้องข้าวต้ม และทีมงานที่ทุ่มเทดูแลอย่างต่อเนื่อง

น้องข้าวต้ม: ลูกช้างป่า ยังไม่พ้นอันตราย

ความคืบหน้าอาการล่าสุดของน้องข้าวต้ม ลูกช้างป่าพลัดหลง

สถานการณ์ของ น้องข้าวต้ม ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่า และการทำงานอย่างหนักของทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ขอเป็นกำลังใจให้ น้องข้าวต้ม กลับมาแข็งแรงในเร็ววัน

ที่มา – “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ปัจจุบันยังไม่พ้นอันตราย

สุดเศร้า! น้องซับหวาย ลูกช้างป่าจากไปอย่างสงบ

สุดเศร้า… “น้องซับหวาย” ลูกช้างป่าพลัดหลง ได้จากไปอย่างสงบแล้ว หลังอ่อนเพลียอย่างหนัก เจ้าหน้าที่ทำพิธีส่งวิญญาณตามความเชื่อ

จากกรณีที่ นายสมส่วน รักสัตย์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบลูกช้างป่าพลัดหลง ในสภาพอิดโรย บริเวณไร่มันสำปะหลัง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา ทีมเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบและพบว่าเป็นลูกช้างป่าเพศผู้ อายุราว 2-3 เดือน มีอาการอ่อนเพลียอย่างรุนแรง มีบาดแผลที่เท้าหลัง หาง และสะดือ พบหนอนเจาะแผล สัตวแพทย์ได้รีบทำความสะอาด ให้ยาฆ่าเชื้อ และนำไปดูแลที่หน่วยพิทักษ์ป่าซับหวาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตั้งชื่อให้ว่า “น้องซับหวาย”

ต่อมาวันที่ 23 ตุลาคม ทีมสัตวแพทย์จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 และศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 2 ได้ร่วมกันรักษาและตรวจวินิจฉัยอาการของ น้องซับหวาย อย่างละเอียด พบว่ามีน้ำหนัก 131 กิโลกรัม สูงประมาณ 1 เมตร ผลเอ็กซเรย์ไม่พบความผิดปกติของกระดูกและข้อ แพทย์ได้ให้ยาลดปวด ยาแก้อักเสบ ล้างแผล และเจาะเลือดเพื่อตรวจเพิ่มเติม

แม้ว่า น้องซับหวาย จะยังมีอาการอ่อนแรงและกินนมน้อย แต่ทีมสัตวแพทย์ได้ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน เพื่อประคับประคองอาการวิกฤต

ล่าสุด ในช่วงเช้าของวันที่ 24 ตุลาคม ชีวิตเล็กๆ ที่ทุกคนช่วยกันดูแลก็ได้จากไปอย่างสงบ ที่หน่วยพิทักษ์ป่าซับหวาย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ได้จัดพิธีฝังร่างของน้องซับหวายตามประเพณี โดยมีพระครูจันทชัยธรรม เจ้าอาวาสวัดใหม่ชัยมงคล ทำพิธีส่งดวงวิญญาณ

นายสมส่วน รักสัตย์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ กล่าวว่า ชาวบ้านพบลูกช้างป่าเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ได้นำลูกช้างไปที่หน่วยพิทักษ์ป่าซับหวาย และประสานสัตวแพทย์เข้าทำการรักษา คาดว่าสาเหตุการเสียชีวิตของลูกช้างป่า น่าจะมาจากการติดเชื้อบริเวณบาดแผลที่หางและสะดือ

อย่างไรก็ตาม สัตวแพทย์ได้ผ่าพิสูจน์นำชิ้นเนื้อของ น้องซับหวาย ส่งตรวจเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

น้องซับหวาย จากไปอย่างสงบ

การจากไปของน้องซับหวาย สร้างความเสียใจให้กับผู้ที่ช่วยเหลือ

การจากไปของน้องซับหวายเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของชีวิตสัตว์ป่า และความสำคัญของการอนุรักษ์

ที่มา – สุดเศร้า “น้องซับหวาย” ลูกช้างป่าพลัดหลงจากโขลง จากไปอย่างสงบ กลับดาวช้างแล้ว

ลูกช้างป่าพลัดหลง: พบลูกช้างป่าดงใหญ่

เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่เร่งช่วยเหลือ “ลูกช้างป่าพลัดหลง” ที่ได้รับบาดเจ็บ โดยหวังว่าจะสามารถนำลูกช้างกลับคืนสู่โขลงได้ในเร็ววัน สถานการณ์นี้สร้างความห่วงใยให้กับผู้ที่รักสัตว์ป่าเป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบลูกช้างป่าพลัดหลงจากโขลงในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ต.หูทำนบ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ หลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่จึงรุดเข้าตรวจสอบและให้การช่วยเหลือทันที

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าลูกช้างป่าอยู่ในป่ามันสำปะหลังของชาวบ้าน มีบาดแผลที่เท้าหลังซ้ายบวม และสะดือยังไม่แห้ง มีหนองเล็กน้อย สันนิษฐานว่าเพิ่งเกิดได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่ได้ให้การดูแลเบื้องต้น พร้อมประสานสัตวแพทย์เข้าตรวจรักษาอาการบาดเจ็บและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด การช่วยเหลือลูกช้างป่าพลัดหลงเป็นไปอย่างเร่งด่วนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

นายสมส่วน รักสัตย์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า จากการตรวจพบว่าเป็นลูกช้างป่าเพศผู้อายุประมาณ 2-3 เดือน สภาพลูกช้างป่ามีอาการอ่อนเพลีย อิดโรย มีบาดแผลที่หาง เท้าหลังซ้าย และพบแผลที่สะดือ

สัตวแพทย์ได้ทำการตรวจสอบ ทำความสะอาดแผล ให้ยาฆ่าเชื้อ และเคลื่อนย้ายช้างไปรักษาที่หน่วยพิทักษ์ป่าซับหวาย ต.หูทำนบ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ การดูแลรักษาสุขภาพของลูกช้างเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้

ลูกช้างป่าพลัดหลง: การช่วยเหลือและอนาคต

เบื้องต้นคาดว่า ลูกช้างป่าน่าจะพลัดหลงจากโขลงแม่ช้างที่อาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามร่องรอยของโขลงแม่ช้าง เพื่อช่วยเหลือลูกช้างให้กลับคืนสู่ธรรมชาติได้อย่างปลอดภัย การกลับคืนสู่โขลงเป็นเป้าหมายหลักในการช่วยเหลือครั้งนี้

ความสำคัญของการอนุรักษ์ช้างป่า

เหตุการณ์ลูกช้างป่าพลัดหลงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ช้างป่าและพื้นที่ป่าที่พวกมันอาศัยอยู่ การบุกรุกพื้นที่ป่าและการล่าสัตว์เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของช้างป่า การปกป้องช้างป่าจึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

  • การอนุรักษ์พื้นที่ป่า: รักษาพื้นที่ป่าให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของช้างป่า
  • การป้องกันการล่า: ป้องกันการล่าช้างป่าเพื่อเอางาหรือส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
  • การให้ความรู้: สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ช้างป่า

การดูแลลูกช้างป่าพลัดหลงครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความพยายามในการอนุรักษ์ช้างป่าของประเทศไทย เราหวังว่าลูกช้างจะกลับคืนสู่โขลงได้อย่างปลอดภัย และได้รับการดูแลจากแม่ช้างต่อไป

เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ช้างป่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนองค์กรที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ การลดการใช้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่า หรือเพียงแค่การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับช้างป่าให้ผู้อื่นได้รับรู้ มาร่วมกันปกป้องช้างป่าให้คงอยู่คู่ประเทศไทยตลอดไป

ที่มา – แม่อยู่ไหน “ลูกช้างป่า” พลัดหลงโขลงป่าดงใหญ่ พบบาดเจ็บที่เท้า สะดือยังไม่แห้ง

เปิดผลตรวจสุขภาพ น้องข้าวต้ม เร่งรักษา

ทีมสัตวแพทย์เร่งตรวจสุขภาพ น้องข้าวต้ม ลูกช้างป่าพลัดหลงจากแม่ที่ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เบื้องต้นยังอยู่ในภาวะวิกฤติ เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน และเร่งหาแนวทางการรักษาอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 คณะสัตวแพทย์จากหลายหน่วยงาน ทั้งจากสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า, สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง), มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ร่วมกับนายสัตวแพทย์ชำนาญการ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก และศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ร่วมกันเข้าทำการตรวจสุขภาพและวางแผนการรักษา น้องข้าวต้ม อย่างละเอียด

คณะทำงานประกอบด้วย น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า, สพ.ญ.ลักษณา ประสิทธิชัย นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง), สพ.ญ.กานต์พิชชา หาญอาษา นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง), สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร นายสัตวแพทย์ชำนาญการ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก และศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก, ผศ.สพ.ญ.ดร.สุภาเพ็ญ ศรีพิบูลย์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน, สพ.ญ.สุธีรานันท์ พิพิธวนิชธรรม คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

ทีมสัตวแพทย์ได้นำเครื่องเอกซเรย์มาตรวจรักษา น้องข้าวต้ม ลูกช้างป่าพลัดหลงที่ถูกส่งตัวมายังศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก เพื่อตรวจอาการบาดเจ็บอย่างละเอียด การตรวจรักษาอาการบาดเจ็บของน้องข้าวต้มนานกว่า 2 ชั่วโมง และดูแลอย่างใกล้ชิด หลังจากนั้นทีมสัตวแพทย์จะมีการประชุมเพื่อสรุปผลการเอกซเรย์และการตรวจรักษา

สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก กล่าวว่า ได้จัดเตรียมสถานที่และทีมสัตวแพทย์ให้พร้อม เพื่อให้การดูแล น้องข้าวต้ม เป็นไปอย่างสะดวกสบายที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวนและมีฝนตก

น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า เปิดเผยผลการตรวจสุขภาพเบื้องต้น พบว่ามีบาดแผลตามลำตัว โดยเฉพาะบริเวณสะโพก และแผลถลอกบริเวณขาหน้าขวา นอกจากนี้ยังมีรอยถลอกบริเวณข้อเท้าเนื่องจากการลงน้ำหนัก

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยืนของลูกช้าง พบว่าแผ่นรองเท้าทั้ง 4 ข้างบางมาก เล็บยาวงอกเกินออกมา ซึ่งเป็นลักษณะผิดปกติ สันนิษฐานว่า น้องข้าวต้ม ไม่ได้ยืน 4 ขาตั้งแต่กำเนิด และเอ็นข้อเท้ามีลักษณะงอพับคล้ายคลึงกับลูกม้า นอกจากนี้ยังพบบาดแผลติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศและสะดือ

ถึงแม้ว่าโดยรวม น้องข้าวต้ม จะมีสุขภาพที่ดีและกินนมได้เยอะ แต่ยังไม่สามารถประคองตัวในการเดินได้ คาดการณ์ว่าบาดแผลตามตัวเกิดจากการประคับประคองจากฝูงช้าง เพื่อช่วยให้ลูกช้างช่วยเหลือตัวเองได้

เปิดผลตรวจสุขภาพ น้องข้าวต้ม เร่งรักษา

เป้าหมายหลักในขณะนี้คือการช่วยชีวิต น้องข้าวต้ม ให้รอดพ้นจากภาวะวิกฤตและลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน การตัดสินใจนำมาดูแลโดยทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิดถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ข้อมูลพื้นฐานของการดูแลสัตว์ชนิดนี้มีความสำคัญยิ่งต่อการวินิจฉัยของทีมแพทย์

หลวงปู่สาคร ซึ่งมีความเมตตาต่อช้างในพื้นที่และติดตามช้างมาโดยตลอด สามารถให้ประวัติของฝูงช้างได้ ทำให้ทราบว่าแม่ช้างเป็นใครและพบเจอลูกช้างเมื่อไหร่ ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการดูแลและเตรียมความพร้อมในการรักษา

การดูแล น้องข้าวต้ม อย่างใกล้ชิด

ดังนั้นการได้รับข้อมูลจากหลวงปู่สาคร อาจารย์ประถม ชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู รวมถึงคำแนะนำจากคุณหมอหลายท่าน จึงมีส่วนช่วยอย่างมากในการดูแล น้องข้าวต้ม

แม้ว่าสถานการณ์ของน้องข้าวต้มจะยังน่าเป็นห่วง แต่ด้วยความทุ่มเทของทีมสัตวแพทย์และความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้องข้าวต้มจะสามารถกลับมาแข็งแรงและใช้ชีวิตในป่าได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง เราทุกคนขอส่งกำลังใจให้น้องข้าวต้มและทีมงานทุกท่าน

ที่มา – เปิดผลตรวจสุขภาพ “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง เร่งหาแนวทางการรักษา

“น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าผิดปกติแต่กำเนิด

ทีมสัตวแพทย์เร่งดูแล “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลงที่ทองผาภูมิ พบภาวะโครงสร้างร่างกายผิดปกติแต่กำเนิด ข้อเท้าหน้าทั้งสองข้างมีลักษณะผิดรูป

วันที่ 23 กันยายน 2568 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เปิดเผยผลการตรวจสุขภาพ “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าเพศเมียแรกเกิดที่พลัดหลงจากแม่ในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี โดยพบภาวะโครงสร้างร่างกายผิดปกติแต่กำเนิดหลายจุด แม้ไม่พบการแตกหักของกระดูก

ทีมสัตวแพทย์ที่เข้าร่วมการดูแลและวินิจฉัยอาการของ “พังข้าวต้ม” ประกอบด้วย น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า, สพ.ญ.ลักษณา ประสิทธิชัย นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ, สพ.ญ.กานต์พิชชา หาญอาษา นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร นายสัตวแพทย์ชำนาญการ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก และศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก, ผศ.สพ.ญ.ดร.สุภาเพ็ญ ศรีพิบูลย์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และสพ.ญ.สุธีรานันท์ พิพิธวนิชธรรม คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

จากการตรวจร่างกายเบื้องต้น ณ ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก พบว่า “พังข้าวต้ม” มีอายุประมาณ 1 สัปดาห์ น้ำหนัก 118 กิโลกรัม ข้อเท้าหน้าทั้งสองข้างมีลักษณะผิดรูป ไม่สามารถเหยียดตรงได้ และมีอาการเจ็บเมื่อสัมผัสบริเวณสะโพก

ผลการวินิจฉัยเชิงลึกด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ ได้แก่ เอกซเรย์: ไม่พบการแตกหักของกระดูก โดยภาพรวมกระดูกเรียงตัวปกติ ยกเว้นบริเวณสะโพกที่ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ชัดเจน; อัลตราซาวด์: พบความผิดปกติของเส้นเอ็นบริเวณข้อเท้าหน้า และพบการอักเสบลักษณะก้อนเลือด (Hematoma) ที่สะโพกขวา และมีการเจาะเลือดส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินสุขภาพและโรคสำคัญ

คณะสัตวแพทย์สรุปว่าอาการดังกล่าวเกิดจากภาวะโครงสร้างร่างกายผิดปกติแต่กำเนิด ประกอบกับภาวะร่างกายที่อ่อนแอและความพยายามเอาตัวรอดในธรรมชาติ อาจส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บเพิ่มเติม

เบื้องต้นได้มีการฉีดยาลดปวดและลดอักเสบ พร้อมวางแผนการรักษาระยะยาว โดยเน้นการให้อาหารเสริมโภชนาการควบคู่กับการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อฟื้นฟูให้ลูกช้างสามารถยืนและเคลื่อนไหวได้ในอนาคต หากอาการไม่ดีขึ้นตามที่คาด ทีมสัตวแพทย์จะดำเนินการตรวจซ้ำอีกครั้ง

“น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง พบภาวะโครงสร้างร่างกายผิดปกติแต่กำเนิด

ลำดับเหตุการณ์การช่วยเหลือ “น้องข้าวต้ม”

  • วันที่ 21 กันยายน เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงูได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบลูกช้างป่าเพศเมียในสภาพอ่อนแรงและบาดเจ็บ จึงเข้าช่วยเหลือและตั้งชื่อว่า “ข้าวต้ม” เนื่องจากได้ป้อนน้ำข้าวต้มเพื่อให้พลังงาน
  • วันที่ 22 กันยายน กรมอุทยานฯ เคลื่อนย้ายลูกช้างไปยังศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก โดยมีทีมสัตวแพทย์ดูแลตลอดการเดินทาง

ด้านแม่ช้าง เจ้าหน้าที่รายงานว่าได้กลับเข้าฝูงแล้ว และฝูงช้างได้เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เดิมไปไกลหลายกิโลเมตร

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้กำชับให้ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ดูแล “น้องข้าวต้ม” ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยและโอกาสฟื้นตัวแข็งแรงโดยเร็วที่สุด ข่าวการช่วยเหลือ “น้องข้าวต้ม” สร้างความประทับใจให้กับคนรักสัตว์เป็นอย่างมาก และเป็นกำลังใจให้ทีมสัตวแพทย์ในการดูแลอย่างเต็มที่

การดูแล “น้องข้าวต้ม” เป็นภารกิจที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและ Passion เป็นอย่างมาก ต้องขอบคุณทีมงานทุกท่านที่ช่วยเหลือชีวิตน้อยๆ นี้ครับ

ที่มา – “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง พบภาวะโครงสร้างร่างกายผิดปกติแต่กำเนิด

Scroll to top