ศาลฎีกา

ชี้ชะตา “หมอเกศ” ศาลฎีกานัดพิพากษา 4 มี.ค. คดีวุฒิการศึกษาฉาว

ชี้ชะตา “หมอเกศ” ศาลฎีกานัดพิพากษา 4 มี.ค. คดีวุฒิการศึกษาฉาว

ชี้ชะตา “หมอเกศ” ศาลฎีกานัดพิพากษา 4 มี.ค. คดีวุฒิการศึกษาฉาว กำลังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย หลังจากนางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือที่รู้จักกันในนาม “หมอเกศ” สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับวุฒิการศึกษาที่อาจเข้าข่ายหลอกลวงประชาชน หากศาลตัดสินว่าผิดจริง เธออาจต้องพ้นจากตำแหน่ง สว. ทันที และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งอีกด้วย

คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 โดยอ้างอิงตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 77 (4) ซึ่งระบุว่าผู้สมัครต้องไม่หลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณสมบัติ ความรู้ หรือชื่อเสียงเพื่อจูงใจให้เลือกตั้ง ศาลฎีการับคำร้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ ลต. สว. 11/2568 และได้มีการไต่สวนพยานหลักฐานจากทั้งสองฝ่ายมาอย่างต่อเนื่อง

ชี้ชะตา “หมอเกศ” ศาลฎีกานัดพิพากษา 4 มี.ค. คดีวุฒิการศึกษาฉาว: รายละเอียดสำคัญ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ได้ออกประกาศนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 5 ศาลฎีกา คำวินิจฉัยครั้งนี้ถือเป็นที่สุด ไม่สามารถอุทธรณ์ได้ หากศาลเห็นว่ามีความผิด “หมอเกศ” จะต้องพ้นจากตำแหน่ง สว. ทันที และอาจถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามที่ กกต. ร้องขอ

ประเด็นหลักของคดีวุฒิการศึกษาฉาวนี้ อยู่ที่วุฒิการศึกษาระดับปริญญาโทของ “หมอเกศ” ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจไม่ตรงตามที่ประกาศไว้ในการสมัคร สว. ผู้ร้องจาก กกต. ยืนยันว่ามีพยานหลักฐานชัดเจนที่แสดงถึงการหลอกลวง ขณะที่ฝ่ายผู้คัดค้านโต้แย้งว่าวุฒิการศึกษาดังกล่าวถูกต้องและผ่านการรับรองแล้ว

ความคืบหน้าของคดีและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศาลได้สอบปากคำพยานบุคคลและตรวจสอบเอกสารหลักฐานอย่างละเอียด ทั้งจากฝ่าย กกต. และฝ่าย “หมอเกศ” การนัดพิพากษาครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทุกฝ่ายจับตา

  • ผลหากผิด: พ้นจากตำแหน่ง สว. ทันที เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
  • ผลหากไม่ผิด: “หมอเกศ” ดำรงตำแหน่งต่อไปได้ตามปกติ
  • ความสำคัญ: คดีนี้เป็นตัวอย่างในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว. ให้โปร่งใส
  • วันที่สำคัญ: 4 มี.ค. 2569 เวลา 14.00 น.

นอกจากนี้ คดีชี้ชะตา “หมอเกศ” ศาลฎีกานัดพิพากษา 4 มี.ค. คดีวุฒิการศึกษาฉาว ยังสะท้อนปัญหาความน่าเชื่อถือของวุฒิการศึกษาในวงการเมืองไทย ซึ่งเคยมีกรณีคล้ายคลึงกันหลายครั้ง เช่น คดีวุฒิปลอมของนักการเมืองคนอื่นๆ ที่สร้างความฮือฮาในสังคม

“หมอเกศ” เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในฐานะแพทย์และนักกิจกรรมด้านสุขภาพ เธอได้รับเลือกเป็น สว. จากกลุ่มผู้สมัครที่มีคุณสมบัติหลากหลาย แต่ประเด็นวุฒิการศึกษากลับกลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกขุดคุ้ย จนนำไปสู่การยื่นคำร้องจาก กกต. ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระในการกำกับดูแลการเลือกตั้ง

ผู้สังเกตการณ์การเมืองมองว่าคำพิพากษาครั้งนี้จะมีผลต่อภาพลักษณ์ของ สว. ชุดปัจจุบัน และอาจกระตุ้นให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งอื่นๆ มากขึ้น เพื่อความโปร่งใสในระบบประชาธิปไตย

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนใจผู้สมัครทุกคนให้ตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวให้ครบถ้วนก่อนลงสนามเลือกตั้ง เพราะความผิดพลาดเพียงน้อยนิดอาจนำมาซึ่งผลเสียร้ายแรง หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการของคดีนี้ สามารถเข้าร่วมรับฟังคำพิพากษาได้ที่ศาลฎีกา หรือติดตามข่าวสารจากสื่อที่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่พลาดทุกอัปเดต

สุดท้าย คำพิพากษาจะออกมาเป็นอย่างไร ต้องรอวันที่ 4 มี.ค. นี้เท่านั้น!

ที่มา – ชี้ชะตา “หมอเกศ” ศาลฎีกานัดพิพากษา 4 มี.ค. คดีวุฒิการศึกษาฉาว

ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระกรณีเอกวิทย์รับทอง

ข่าวใหญ่ในวงการยุติธรรมไทย เมื่อ ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ เพื่อตรวจสอบกรณีสุดร้อนแรงของนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. ที่ถูกกล่าวหาว่ารับสินบนทองคำมูลค่า 246 บาท จาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือที่รู้จักกันในนาม “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คดีนี้เชื่อมโยงกับการช่วยเหลือในคดีเว็บพนันออนไลน์ที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ หากคุณกำลังตามข่าวการเมืองและการทุจริต ลองมาดูรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลยครับ

ศาลฎีกา ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ อย่างไรและทำไม

เรื่องนี้เริ่มต้นจาก พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย อดีตลูกน้องคนสนิทของบิ๊กโจ๊ก ได้เดินทางยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เพื่อขอให้ศาลฎีกาดำเนินการเอาผิดนายเอกวิทย์ จากพฤติกรรมรับสินบนทองเพื่อช่วยเหลือบิ๊กโจ๊กในคดีเว็บพนันออนไลน์ ประธานวุฒิสภาที่ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาเห็นว่า มีเหตุอันควรสงสัย จึงส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกา

ศาลฎีกาจึงอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 236 ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 49 และ 50 แต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจำนวนไม่น้อยกว่า 7 คน แต่ครั้งนี้ตั้งถึง 9 คนเลยทีเดียว เพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริง ทำความเห็นเรื่องทุจริตต่อหน้าที่ จงใจใช้อำนาจขัดกฎหมาย หรือฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง นี่คือตัวอย่างของระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งในประเทศไทยครับ

รายชื่อคณะผู้ไต่สวนอิสระที่ศาลฎีกาตั้งขึ้น

  • 1. นายชวลิต อิศรเดช
  • 2. นายเผดิม เพ็ชรกูล
  • 3. นายอธิคม อินทุภูติ
  • 4. นายสาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
  • 5. นายอดิศร ไชยคุปต์
  • 6. นายสัญจัย จันทร์ผ่อง
  • 7. ศาสตราจารย์ไผทชิต เอกจริยกร
  • 8. ศาสตราจารย์ศักดา ธนิตกุล
  • 9. ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ

คณะนี้ประกอบด้วยบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือสูง ทั้งนักกฎหมาย ผู้พิพากษาเกษียณ และนักวิชาการชั้นนำ คาดว่าจะทำงานอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน

พื้นหลังคดีที่นำไปสู่การที่ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ

ย้อนกลับไป บิ๊กโจ๊กหรือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เป็นตำรวจชื่อดังที่เคยมีบทบาทสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรม แต่ล่าสุดติดคดีเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย ส่วนนายเอกวิทย์ในฐานะกรรมการ ป.ป.ช. ถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือโดยรับทองคำ 246 บาท ซึ่งอาจหมายถึงน้ำหนักหรือมูลค่า แต่ไม่ว่าจะเท่าไหร่ มันคือประเด็นทุจริตที่ไม่ยอมให้เกิดขึ้น พ.ต.อ.ภาคภูมิที่ยื่นเรื่องนี้ เคยเป็นลูกน้องใกล้ชิด จึงน่าจะรู้ข้อมูลลึกๆ ทำให้เรื่องนี้หนักแน่น

การที่ ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ แสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมไทยมีกลไกป้องกันการทุจริตของผู้มีอำนาจสูงสุด ไม่เว้นแม้แต่กรรมการ ป.ป.ช. ที่มีหน้าที่ปราบปรามคนอื่น นี่คือจุดแข็งที่ทำให้ประชาชนมั่นใจในกระบวนการมากขึ้น

กระบวนการไต่สวนจะเป็นอย่างไรต่อไป

หลังตั้งคณะแล้ว จะมีการเรียกพยาน เอกสารหลักฐาน สอบปากคำนายเอกวิทย์และผู้เกี่ยวข้อง จากนั้นทำรายงานความเห็นส่งศาลฎีกา หากพบผิดจริง อาจนำไปสู่การวินิจฉัยอาญาหรือปลดจากตำแหน่ง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด คาดว่าจะมีความคืบหน้าในไม่ช้า

ในมุมมองส่วนตัว กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการทุจริตไม่ว่าจะรูปแบบไหน ก็จะถูกตรวจสอบได้ สังคมไทยกำลังก้าวสู่ความโปร่งใสมากขึ้น หากเราร่วมกันติดตามและแสดงออก

คุณคิดเห็นอย่างไรกับกรณี ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ครั้งนี้? มาร่วม讨论ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนสังคมที่โปร่งใสยิ่งขึ้นครับ!

ที่มา – ศาลฎีกา ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ กรณี “เอกวิทย์” รับสินบนทอง “บิ๊กโจ๊ก” 246 บาท

“ศรีสุวรรณ” ร้อง กกต.ปทุมธานี จี้สอบ สส.ประชาชน เขต 8 แจกของ

การเมืองไทยหลังเลือกตั้ง总是มีประเด็นร้อนให้ติดตาม ล่าสุด “ศรีสุวรรณ” ร้อง กกต.ปทุมธานี จี้สอบผู้สมัคร สส.ประชาชน เขต 8 แจกของหลังเลือกตั้ง กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ประชาชนให้ความสนใจ เพราะอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสุจริตของการหาเสียง นายศรีสุวรรณ จรรยา ที่มีชื่อเสียงในการร้องเรียนเรื่องการทุจริตการเลือกตั้ง ได้เคลื่อนไหวอีกครั้งเพื่อให้เกิดความโปร่งใส

“ศรีสุวรรณ” ร้อง กกต.ปทุมธานี จี้สอบผู้สมัคร สส.ประชาชน เขต 8 แจกของหลังเลือกตั้ง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำกลุ่มบุคคลากรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจเพื่อความโปร่งใส เดินทางยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปทุมธานี โดยผ่านผู้อำนวยการการเลือกตั้งจังหวัด เพื่อขอให้สืบสวนและไต่สวนผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคประชาชน เขตเลือกตั้งที่ 8 จังหวัดปทุมธานี ที่มีการแจกเครื่องดื่มและเสื้อยืดหาเสียงเพื่อ "ขอบคุณ" คะแนนเสียงจากประชาชนหลังวันเลือกตั้ง

รายละเอียดพฤติกรรมที่ถูกกล่าวหา

หลังจากวันเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ ผู้สมัครคนดังกล่าวได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมภาพถ่ายตัวเองและทีมงานลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในเขต 8 โดยระบุว่า "วันนี้ผมได้ไปพบพี่น้องปทุมธานี เขต 8 เพื่อกล่าวขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบให้ผมด้วยตัวเอง พร้อมนำเสื้อทีมไมค์ฯ ไปมอบเป็นที่ระลึกแทนคำขอบคุณจากใจ…" ในภาพปรากฏชัดเจนว่ามีการแจกลังเครื่องดื่ม เสื้อยืดสีส้มที่มีโลโก้พรรคประชาชนและหมายเลขผู้สมัคร 6 ให้กับประชาชนหลายสิบคน ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ซึ่งนายศรีสุวรรณมองว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกถึงเจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย

แม้ว่าขณะนี้โพสต์และภาพดังกล่าวจะถูกลบออกจากเพจแล้ว แต่กลุ่มของนายศรีสุวรรณได้บันทึกภาพหน้าจอ (แคปเจอร์) ไว้ครบถ้วน ถือเป็นความผิดที่สำเร็จรูปแล้ว ไม่ใช่แค่เจตนา

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: มาตรา 73 (1) พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.

ประเด็นสำคัญคือการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายฝ่าฝืน มาตรา 73 (1) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งห้ามผู้สมัครหรือบุคคลใดกระทำการเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยวิธีการจัดทำ ให้ สัญญา หรือเตรียมให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่คำนวณเป็นเงินได้ แม้จะอ้างว่าเป็นการ "ขอบคุณ" แต่หากเกิดหลังเลือกตั้งและมีลักษณะคล้ายการซื้อโหวตย้อนหลัง ก็นับเป็นการทุจริตได้

กฎหมายนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาความสุจริต เที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง ป้องกันไม่ให้ผู้สมัครใช้ทรัพย์สินแลกเปลี่ยนคะแนนเสียง ซึ่งเป็นปัญหาค้างคาในวงการเมืองไทยมานาน

โทษรุนแรงที่อาจตามมา

  • สำหรับผู้สมัคร: ผิดมาตรา 158 โทษจำคุก 1-10 ปี หรือปรับ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี
  • สำหรับพรรคการเมือง: หากหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารรู้เห็นเป็นใจหรือละเลย ตามมาตรา 132 วรรคสาม กกต. ต้องเสนอศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหาร

นายศรีสุวรรณย้ำว่า หากการสืบสวนของกกต. พบความจริงตามที่ร้อง กกต. ต้องเสนอศาลฎีกาพิจารณาทันที เพื่อไม่ให้เป็นเยื่อไหม้

กรณี “ศรีสุวรรณ” ร้อง กกต.ปทุมธานี จี้สอบผู้สมัคร สส.ประชาชน เขต 8 แจกของหลังเลือกตั้ง นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ในการกำกับดูแลการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในเขตปทุมธานีที่เป็นพื้นที่การเมืองร้อนแรง พรรคประชาชนซึ่งเป็นพรรคใหม่ที่กำลังมาแรง อาจได้รับผลกระทบหากพิสูจน์ได้ นอกจากนี้ยังเป็นบทเรียนให้ผู้สมัครทุกพรรคต้องระวังการกระทำหลังเลือกตั้ง เพราะกฎหมายไม่ยอมรับข้ออ้าง "ขอบคุณ" หากมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ในมุมมองของผู้เขียน กรณีนี้เน้นย้ำความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย หากปล่อยผ่านจะยิ่งเปิดช่องให้เกิดการทุจริตซ้ำซาก คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ที่มา – “ศรีสุวรรณ” ร้อง กกต.ปทุมธานี จี้สอบผู้สมัคร สส.ประชาชน เขต 8 แจกของหลังเลือกตั้ง

ศาลฎีกายืนจำคุก 3 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา หนุ่มพนักงานบริษัท คดี ม.112

เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวใหญ่ในวงการกฎหมายที่สร้างความสนใจให้กับสังคมไทย นั่นคือ ศาลฎีกายืนจำคุก 3 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา หนุ่มพนักงานบริษัท คดี ม.112 คดีนี้เกิดจากพฤติกรรมการโพสต์ข้อความในกลุ่มเฟซบุ๊ก ซึ่งถูกตีความว่าหมิ่นสถาบันเบื้องสูง มาดูรายละเอียดกันว่าคดีนี้เป็นอย่างไรบ้าง

ศาลฎีกายืนจำคุก 3 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา หนุ่มพนักงานบริษัท คดี ม.112

คดีดังกล่าวมีจำเลยชื่อนายวุฒิภัทร อายุ 31 ปี อาชีพพนักงานบริษัทในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2563 จำเลยได้แสดงความเห็นในกลุ่มเฟซบุ๊กชื่อ “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” โดยข้อความนั้นถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นพระองค์ผู้ทรงมีพระคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อชาติไทย

พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการเป็นโจทก์ฟ้องใน 2 ข้อหาหลัก คือ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3)

กระบวนการพิจารณาคดีชั้นต่างๆ

  • ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดสมุทรปราการ): พิพากษายกฟ้องข้อหามาตรา 112 แต่ลงโทษตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
  • ศาลอุทธรณ์ภาค 1: แก้คำพิพากษาให้มีความผิดมาตรา 112 จำคุก 5 ปี ลดโทษลงหนึ่งในสามเพราะคำให้การเป็นประโยชน์ เหลือจำคุก 3 ปี 4 เดือน
  • ศาลฎีกา: เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 อ่านคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ฎีกาฟังไม่ขึ้น

ศาลฎีกาให้เหตุผลว่าข้อความที่โพสต์เป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 อย่างชัดเจน ถ้อยคำเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อราชวงศ์จักรี ลดพระเกียรติยศ และกระทบความรู้สึกของประชาชนที่ยังน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ นอกจากนี้ยังอาจก่อความแตกแยกในสังคมและกระทบความมั่นคงของรัฐ มิใช่การแสดงความเห็นโดยสุจริต การติชมอย่างเป็นธรรม หรือความเห็นทางวิชาการ

หลังคำพิพากษา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวนายวุฒิภัทรไปคุมขังที่เรือนจำกลางสมุทรปราการทันที คดีนี้กลายเป็นตัวอย่างสำคัญในยุคดิจิทัลที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่แสดงความเห็นเสรี แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย

มาตรา 112 คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ระบุว่า “ผู้ใดใส่ความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” กฎหมายนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นหลักยึดเหนี่ยวของชาติ

ในยุคソーเชียลมีเดีย คดีมาตรา 112 เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการโพสต์ คอมเมนต์ หรือแชร์เนื้อหาที่ถูกตีความว่าหมิ่นฯ จากข้อมูลสถิติในช่วงปี 2563-2568 มีคดีจำนวนมากที่เกิดจากแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Facebook, Twitter (X) และ TikTok ผู้ที่ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่เป็นบุคคลทั่วไปที่อาจไม่รู้ตัวว่าคำพูดของตนข้ามเส้นกฎหมาย

คดี ศาลฎีกายืนจำคุก 3 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา หนุ่มพนักงานบริษัท คดี ม.112 นี้ แสดงให้เห็นว่าศาลพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยดูเจตนา บริบท และผลกระทบต่อสังคม ไม่ใช่แค่คำพูดอย่างเดียว การที่ไม่รอลงอาญา ย้ำถึงความร้ายแรงของการกระทำ

นอกจากนี้ ยังมีคู่ขนานกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่ลงโทษการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จหรือบิดเบือนเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำให้โทษหนักขึ้น

บทเรียนจากคดีนี้สำหรับผู้ใช้โซเชียลมีเดีย

  • ตรวจสอบข้อความก่อนโพสต์เสมอ หลีกเลี่ยงคำที่อาจตีความในแง่ลบต่อสถาบัน
  • เข้าใจสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่ต้องเคารพกฎหมายและสถาบันหลัก
  • หากไม่แน่ใจ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญกฎหมายก่อนแชร์
  • ใช้โซเชียลให้เกิดประโยชน์ สร้างสรรค์สังคมที่สามัคคี

คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าอินเทอร์เน็ตไม่ใช่พื้นที่ไร้กฎเกณฑ์ การแสดงความเห็นต้องรับผิดชอบต่อสังคมและชาติ ความเคารพในพระมหากษัตริย์คือค่านิยมหลักของคนไทยที่ควรยึดมั่น

คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? แสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์ในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้บทเรียนดีๆ กันนะครับ

ที่มา – ศาลฎีกายืนจำคุก 3 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา หนุ่มพนักงานบริษัท คดี ม.112

“เท้ง” เข้าพรรคประชาชน ขอประชุมก่อนเปลี่ยน กก.บห.

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ“เท้ง” เข้าพรรคประชาชน เพื่อขอประชุมหารือก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ หลังจากที่มีข่าวลือหนาหูเรื่องการเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ยกชุดหรือไม่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางดราม่าคดีจาก ป.ป.ช. ที่ชี้มูลอดีต ส.ส. 44 คนจากพรรคก้าวไกล ซึ่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง” เป็นหนึ่งในนั้น หากศาลฎีกาตัดสินรับฟ้อง อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อตำแหน่งหัวหน้าพรรคและผู้นำฝ่ายค้านในสภา

“เท้ง” เข้าพรรคประชาชน ขอประชุมก่อน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้สมัครนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคฯ ณ อาคารอนาคตใหม่ทันทีทันใด ผู้สื่อข่าวต่างรุมถามว่า “วันนี้จะประชุมกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ครับ?” เท้งตอบสั้นๆ ว่า “มาคุยงานปกติ” เมื่อถูกถามต่อยอดถึงเรื่องการเปลี่ยนทีมบริหารพรรคยกชุดหรือไม่ เท้งก็กล่าวว่า “รอคุยกันก่อน ยังไงเดี๋ยวลงมาให้สัมภาษณ์” คำตอบนี้ทำให้ทุกคนจับตาไปที่การประชุมภายในพรรคว่าจะมีมติอะไรออกมาบ้าง

ปมคดี ป.ป.ช. ชี้มูล 44 ส.ส. ที่เป็นจุดเริ่มต้น

ก่อนหน้านี้เมื่อวาน นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ว่าช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน จะมีการประชุมใหญ่ของพรรค และมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคทั้งชุด ข่าวนี้จุดประกายความสนใจเพราะเกี่ยวเนื่องกับคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดนายณัฐพงษ์และอดีต ส.ส. พรรคก้าวไกลอีก 43 คน ในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง คดีนี้เกิดจากกรณีที่ ส.ส. กลุ่มนี้รับเงินเดือนและสวัสดิการหลังพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ และย้ายมาอยู่พรรคก้าวไกล ป.ป.ช. ส่งฟ้องศาลฎีกาแล้ว หากศาลประทับรับฟ้อง ผู้ถูกฟ้องจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ซึ่งเท้งในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน (พรรคที่สืบทอดจากก้าวไกล) ก็อยู่ในข่ายเสี่ยง ทำให้เกิดคำถามใหญ่ “เท้ง เข้าพรรคประชาชน เพื่อเตรียมปรับโครงสร้างพรรคหรือไม่?”

พรรคประชาชนก่อตั้งขึ้นหลังพรรคก้าวไกลถูกสั่งยุบเมื่อไม่นานมานี้ โดยเท้งก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ด้วยนโยบายต่อต้านเผด็จการและปฏิรูปโครงสร้างอำนาจเก่า การเมืองไทยช่วงนี้กำลังเข้มข้น โดยเฉพาะฝ่ายค้านที่ต้องรักษากำลังพลให้แข็งแกร่ง หากหัวหน้าพรรคต้องพ้นตำแหน่ง อาจกระทบการนำเสนอนโยบายในสภาและการต่อสู้กับรัฐบาล

  • ผลกระทบหากศาลรับฟ้อง: หัวหน้าพรรคหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ผู้นำฝ่ายค้านสั่นคลอน
  • การประชุมใหญ่พรรค: มี.ค.-เม.ย. อาจเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุดเพื่อความคล่องตัว
  • บทบาทเท้ง: ยังยืนยันมาทำงานปกติ แสดงถึงความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม
  • สถานการณ์พรรคฝ่ายค้าน: พรรคประชาชนคือหัวหอกสำคัญในการตรวจสอบรัฐบาล

อนาคตพรรคประชาชนจะเป็นอย่างไร

จากที่ติดตามมา พรรคประชาชนมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งจากกลุ่มผู้สนับสนุนก้าวไกลเดิม การปรับเปลี่ยน กก.บห. อาจเป็นกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อรับมือความไม่แน่นอนทางการเมือง ไม่ว่าจะศาลตัดสินอย่างไร พรรคก็ต้องมีแผนสำรอง เช่น เลื่อนคนขึ้นมาแทนที่ได้ทันที ผู้สังเกตการณ์การเมืองมองว่าการที่เท้ง เข้าพรรคประชาชน วันนี้ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น การเตรียมเลือกตั้งท้องถิ่น การผลักดันร่างกฎหมายปฏิรูป และการรวมพรรคฝ่ายค้านให้เหนียวแน่นยิ่งขึ้น การเมืองไทยปีนี้คาดว่าจะเดือดพล่านด้วยคดีความและการต่อสู้ในสภา

สรุปแล้ว เหตุการณ์“เท้ง” เข้าพรรคประชาชน ครั้งนี้เป็นสัญญาณบอกใบ้ว่าพรรคกำลังเตรียมพร้อมรับมือวิกฤต หากคุณเป็นคนติดตามข่าวการเมือง คงเห็นด้วยว่าการปรับโครงสร้างพรรคเป็นเรื่องจำเป็นในยุคนี้ เพื่อไม่ให้การทำงานสะดุดลง สำหรับผมมองว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พรรคประชาชนยังคงเป็นความหวังของประชาชนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? การเปลี่ยน กก.บห. ยกชุดจะช่วยให้พรรคแข็งแกร่งขึ้นหรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดแชร์เพื่อติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตทุกวัน!

ที่มา – “เท้ง” เข้าพรรคประชาชน ขอประชุมก่อน หลังถูกถามเปลี่ยน กก.บห.พรรค ยกชุดหรือไม่

มติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด 44 สส.ก้าวไกล

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่ทุกคนกำลังจับตามอง นั่นคือมติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด 44 สส.ก้าวไกล จากกรณียื่นร่างแก้ไขมาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อ ม.112 ซึ่งถูกมองว่ามีเจตนาเซาะกร่อนและบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์แล้ว โดยชี้ว่าการกระทำนี้ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เรื่องนี้เริ่มต้นจากเมื่อ สส. พรรคก้าวไกล 44 คน นำโดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อปรับปรุงเนื้อหา ม.112 ป.ป.ช. เห็นว่าการเสนอร่างนี้ไม่ใช่แค่สิทธิปกติของ สส. แต่มีเนื้อหาที่ขัดรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ ซึ่งถือเป็นการไม่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

มติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด 44 สส.ก้าวไกล

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้แถลงความคืบหน้า หลังจากไต่สวนข้อเท็จจริงนานนับปี ตั้งแต่กลางปี 2568 ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 รายได้คัดค้านและขอชี้แจงทั้งเป็นหนังสือและด้วยวาจา ป.ป.ช. จึงใช้เวลาพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อความยุติธรรม สุดท้ายมีมติส่งสำนวนทั้งหมดไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ภายใน 30 วัน

เหตุผลหลักคือ การกระทำของทั้ง 44 คนมีเจตนาร่วมกัน ไม่สามารถแยกได้ว่าใครทำอะไรแยกต่างหาก ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 แม้เลขาธิการสภาฯ จะทักท้วงแล้ว แต่ สส. เหล่านี้ยังยืนยันเสนอต่อ นอกจากนี้ยังเอาเรื่องนี้เป็นนโยบายหาเสียง ซึ่งก่อความเสียหายต่อชาติอย่างร้ายแรง

ใครคือ 44 สส.ก้าวไกลที่ถูก ป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด

  • นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (ผู้ริเริ่ม)
  • นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์
  • นายธีรัจชัย พันธุมาศ
  • นายสมชาย ฝั่งชลจิตร
  • และอื่นๆ รวม 44 ราย (รายชื่อเต็มดูในข่าวต้นทาง)

ทั้งหมดถูกกล่าวหาฐานไม่พิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อความเสื่อมเสียต่อตำแหน่ง สส. และขัดมาตรา 219 รัฐธรรมนูญ ประกอบ พ.ร.บ.ปปช. มาตรา 28

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองในไทยที่รุนแรง โดยเฉพาะประเด็นสถาบันกษัตริย์ที่เป็นเส้นแดง การเสนอแก้ ม.112 ถูกตีความต่างกัน บางฝ่ายเห็นว่าเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่ ป.ป.ช. ชี้ว่าเกินขอบเขตจริยธรรม สส. ต้องยึดมั่นรัฐธรรมนูญ หากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผิด อาจนำไปสู่การสิ้นสุดสถานะ สส. และผลกระทบต่อพรรคก้าวไกล

ในมุมมองของผู้เขียน มติมติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิด 44 สส.ก้าวไกลนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเมืองไทยยังคงต้องเคารพหลักนิติธรรมและสถาบันหลัก หากละเลยอาจนำไปสู่ความแตกแยกยิ่งขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? มันจะส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างไรในอนาคต? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – มติป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา เอาผิดทั้ง 44 สส.ก้าวไกล ยื่นแก้ ม.112 เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบัน

ถอนชื่อผู้สมัคร สส. เขต เพิ่มรวม 20 ราย-จับซื้อเสียงได้แล้ว 2 ราย

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ส.ส. และการออกเสียงประชามติ ถอนชื่อผู้สมัคร สส. เขต เพิ่มรวม 20 ราย-จับซื้อเสียงได้แล้ว 2 ราย กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. แสดงศักยภาพในการปราบปรามทุจริตเลือกตั้งอย่างเข้มข้น โดยล่าสุดศาลฎีกามีคำสั่งถอนชื่อผู้สมัครเพิ่มอีก 2 ราย ทำให้ยอดรวมพุ่งถึง 20 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิดซื้อเสียงได้แล้ว 2 รายในจังหวัดเชียงรายและสุราษฎร์ธานี

ถอนชื่อผู้สมัคร สส. เขต เพิ่มรวม 20 ราย-จับซื้อเสียงได้แล้ว 2 ราย

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ได้แถลงความคืบหน้าด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเลือกตั้ง โดย กกต. ได้ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งชุดเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่ทั่วประเทศมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว มีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ อาสาสมัครฝ่ายปกครอง ผู้ตรวจการเลือกตั้ง และทีม กกต. คอยติดตามผู้สมัคร ผู้ช่วยหาเสียง และหัวคะแนนของทุกพรรคการเมือง เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงกลางคืนยังตั้งจุดตรวจสกัดทั่วประเทศ เพื่อตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมาย รวมถึงหลักฐานการซื้อเสียง นอกจากนี้ยังระดมกวาดล้างผู้มีอิทธิพลและอาวุธปืนที่อาจเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง โดยเชิญบุคคลที่มีข้อมูลมาให้ถ้อยคำ กกต. ยืนยันชัดเจนว่าจะดำเนินการทุกเรื่อง ไม่ปล่อยทิ้งไว้

รายละเอียดการจับกุมซื้อเสียงใน 2 พื้นที่

ผลงานเด่นที่ กกต. โชว์คือการจับกุมผู้กระทำผิด 2 ราย โดยในจังหวัดเชียงราย พบโพยซื้อเสียงกว่า 100 รายชื่อ มูลค่าเงินกว่า 60,000 บาท ส่วนที่สุราษฎร์ธานี พบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 100 รายในลักษณะเตรียมซื้อเสียง ทั้งหมดกำลังสืบสวนขยายผลร่วมกับตำรวจ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ต้องเฝ้าระวังเพิ่ม เช่น สกลนคร และนครศรีธรรมราช โดยส่งชุดข่าวกรองและสืบสวนกว่า 10 ชุดลงพื้นที่หนักขึ้น และรับเรื่องร้องเรียนกว่า 90 เรื่องแล้ว

กรณีตัวอย่างอื่น เช่น ในโซเชียลมีเดียมีการแชร์ภาพกระดานหน้าหน่วยเลือกตั้งที่ติดแผ่นป้ายหาเสียงของนายไผ่ ลิกค์ ผู้สมัคร ส.ส. กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ซึ่ง กกต. ได้ถอดออกและตรวจสอบผู้กระทำผิดทันที

ศาลฎีกาสั่งถอนชื่อผู้สมัคร ส.ส. เขตเพิ่ม 2 ราย

ว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. เปิดเผยว่า ศาลฎีกาสั่งถอนชื่อผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งรวม 20 ราย ล่าสุดเพิ่ม 2 ราย คือ ร้อยตรีพงศภัค ภูริสิทธิพล หมายเลข 3 พรรคไทยก้าวใหม่ เขต 5 นครราชสีมา และนายณัฐนิพัท กองพัทธนันท์ หมายเลข 8 พรรคไทยสร้างไทย เขต 2 ชลบุรี

สำคัญมาก หากประชาชนกาเบอร์ของผู้สมัครที่ถูกถอน บัตรจะเป็นบัตรเสียทันที รวมถึงการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ด้วย หากเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น สู้รบชายแดน อุทกภัย ประธานหน่วยสามารถงดลงคะแนนชั่วคราวได้ และ กกต. 400 เขตพร้อมเต็มที่สำหรับวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. โดยปิดประกาศรายชื่อผู้สมัครและพรรคให้ชัดเจนก่อนเปิดหีบ 08.00 น.

  • การป้องกันทุจริต: ชุดเคลื่อนที่เร็วและจุดตรวจกลางคืน
  • พื้นที่เสี่ยง: เชียงราย สุราษฎร์ธานี สกลนคร นครศรีธรรมราช
  • ผลกระทบถอนชื่อ: บัตรเสียหากกาเบอร์ผู้สมัครที่ถูกตัดสิทธิ์
  • ความพร้อม: ทุกเขตเลือกตั้งพร้อม 100%

การเลือกตั้งครั้งนี้ กกต. แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความสุจริต ป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียงที่เป็นปัญหาเรื้อรังของไทย ถอนชื่อผู้สมัคร สส. เขต เพิ่มรวม 20 ราย-จับซื้อเสียงได้แล้ว 2 ราย ถือเป็นสัญญาณดีที่ประชาชนควรสนับสนุน โดยให้ความสำคัญกับการลงคะแนนอย่างมีสติ

สำหรับผู้สนใจ สามารถติดตามข่าวสารการเลือกตั้งเพิ่มเติมและตรวจสอบสิทธิ์ได้ที่เว็บไซต์ กกต. อย่าลืมไปใช้สิทธิ์ในวันพรุ่งนี้เพื่ออนาคตที่โปร่งใส!

ที่มา – ถอนชื่อผู้สมัคร สส. เขต เพิ่มรวม 20 ราย-จับซื้อเสียงได้แล้ว 2 ราย

ศาลฎีกาสั่งถอน 22 ผู้สมัคร สส. 14 พรรค ไม่ใช้สิทธิเลือกตั้ง

ศาลฎีกา สั่งถอน 22 รายชื่อ ผู้สมัคร สส. จาก 14 พรรค เหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไทยล่าสุด เมื่อศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ออกคำสั่งถอนชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวน 22 ราย จากพรรคการเมืองถึง 14 พรรค เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันเลือกตั้งที่ผ่านมา สิ่งนี้สะท้อนถึงความเข้มงวดของกฎหมายเลือกตั้งที่กำหนดให้ผู้สมัครต้องปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัด

ศาลฎีกา สั่งถอน 22 รายชื่อ ผู้สมัคร สส. จาก 14 พรรค เหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ตามรายงานเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวเผยว่า ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ได้เผยแพร่ประกาศคำสั่งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ โดยให้ถอนชื่อผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อทั้ง 22 ราย ออกจากรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สาเหตุหลักมาจากการที่ผู้สมัครเหล่านี้ละเลยไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นข้อบังคับสำคัญตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 151 ที่ระบุชัดเจนว่าผู้สมัครต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง มิฉะนั้นจะเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในครั้งถัดไป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการตรวจสอบข้อมูลจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่พบว่าผู้สมัครบางรายไม่ได้ไปลงคะแนน ทำให้ถูกเพิกถอนสิทธิ์ การตัดสินของศาลนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อตัวผู้สมัครเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องด้วย โดยพรรคเล็กๆ หลายพรรคได้รับผลกระทบหนักเพราะสูญเสียลำดับในบัญชีรายชื่อ

รายชื่อผู้สมัคร สส. ที่ถูกศาลฎีกาสั่งถอน

นี่คือรายชื่อผู้สมัครทั้ง 22 รายที่ถูกถอนชื่อ แบ่งตามพรรคและลำดับในบัญชีรายชื่อ:

  • 1. นายวุฒิไกร ศรีจันไชย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ลำดับที่ 49
  • 2. น.ส.วาเลน ชื่นโชคสันต์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ลำดับที่ 64
  • 3. นาวาอากาศเอกปริญ ไชยเสวกวิ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ลำดับที่ 53
  • 4. นายเปี่ยมศักดิ์ คุณากรประทีป ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยก้าวใหม่ ลำดับที่ 40
  • 5. นายวิชัย แซ่เตีย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยพร้อม ลำดับที่ 4
  • 6. นายกัมชัย อภิโชครตนกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยธรรม ลำดับที่ 7
  • 7. น.ส.พนัชกร ตุลานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ลำดับที่ 38
  • 8. นายปรัชวินทร์ ภาสย์วชิรานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยพร้อม ลำดับที่ 7
  • 9. ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ลำดับที่ 31
  • 10. น.ส.ชัญญพัชร์ โมอินทร์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชน ลำดับที่ 3
  • 11. น.ส.วริสรา พังงา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครักชาติ ลำดับที่ 18
  • 12. นายเทวภัทร พรมเอี่ยม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครักชาติ ลำดับที่ 21
  • 13. นายพร้อมพณ ทินวงศ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปวงชนไทย ลำดับที่ 26
  • 14. นายเศรษฐศิษฏ์ ณุวงค์ศรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ลำดับที่ 3
  • 15. นายธนวิชญ์ พานแก้ว ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปวงชนไทย ลำดับที่ 23
  • 16. สิบตรีสมยศ นุริตานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ลำดับที่ 17
  • 17. นายวชิรชัย คงชัย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปวงชนไทย ลำดับที่ 22
  • 18. นายเลิศบุตร บูรณะคุณาภรณ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ลำดับที่ 98
  • 19. นายพุทธชาติ ช่วยราม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ลำดับที่ 10
  • 20. นายชญาศักดิ์ พูลทรัพย์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยชนะ ลำดับที่ 20
  • 21. นายสมชาติ อ่อนประดิษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคฟิวชัน ลำดับที่ 9
  • 22. นายชัยนครินทร์ ศรีกุลโรจน์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรวมไทย

สาเหตุและผลกระทบจากการไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้สมัคร

กฎหมายเลือกตั้งกำหนดให้ผู้สมัคร สส. ทุกคนต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบต่อประชาธิปไตย หากฝ่าฝืนจะถูกเพิกถอนชื่อทันที คำสั่งศาลฎีกาครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้พรรคการเมืองคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบถ้วนมากขึ้น ผลกระทบที่ตามมาคือ พรรคเหล่านี้ต้องปรับบัญชีรายชื่อใหม่ ส่งผลต่อกลยุทธ์หาเสียงและโอกาสในการได้ที่นั่ง สส. ในสภา

นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประชาชนทั่วไปที่มองข้ามการไปเลือกตั้ง เพราะแม้แต่ผู้สมัครเองยังถูกบทลงโทษหนักเช่นนี้ การเลือกตั้งคือหัวใจของประชาธิปไตย การไม่ไปโหวตอาจทำให้เสียสิทธิสำคัญในอนาคต

ในมุมมองของผู้เขียน คำสั่งนี้ช่วยยกระดับคุณภาพผู้สมัคร สส. ให้สูงขึ้น และกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิเลือกตั้ง หากคุณเป็นสมาชิกพรรคหรือสนใจการเมือง อย่าลืมตรวจสอบสิทธิของตัวเองก่อนเลือกตั้งครั้งหน้า!

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ศาลฎีกา สั่งถอน 22 รายชื่อ ผู้สมัคร สส. จาก 14 พรรค เหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ศาลสั่งถอนชื่อก้องเกียรติ พรรคกล้าธรรม สส.

วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อน ๆ มาอัปเดตกันครับ เรื่อง สั่งถอนชื่อ “ก้องเกียรติ” พรรคกล้าธรรม ออกจากรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. นครศรีธรรมราช เขต 7 หลังจากมีประวัติคดีลักทรัพย์เมื่อ 20 ปีก่อน เรื่องนี้ศาลฎีกาตัดสินชัดเจน ยกคำร้องอุทธรณ์ของนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ทำให้ต้องหลุดจากสนามเลือกตั้งไปเรียบร้อย

สั่งถอนชื่อ “ก้องเกียรติ” พรรคกล้าธรรม ออกจากผู้สมัคร สส. ปมโดนคดีลักทรัพย์ 20 ปีก่อน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2569 ที่สำนักงาน กกต. มีรายงานว่าศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำร้องของนายก้องเกียรติ ซึ่งเป็นผู้สมัครหมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 7 โดยยึดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (10) ประกอบ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 42 (12) ที่ห้ามผู้เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต

รายละเอียดคดีลักทรัพย์ที่เป็นประเด็น

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2542 หรือ 20 กว่าปีก่อน นายก้องเกียรติถูกดำเนินคดีที่ สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี คดีหมายเลข 1462/2542 ข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี คดีแดง 3673/2542 พิพากษาจำคุก 6 เดือน ปรับ 1,500 บาท แต่รอลงอาญา 2 ปี และคุมประพฤติ 1 ปี ซึ่งนายก้องเกียรติปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วนแล้ว

แม้เวลาจะผ่านไปนาน แต่ กกต. ตรวจสอบหลังได้รับร้องเรียนจากประชาชน พบข้อมูลจากตำรวจ ศาล และสำนักงานคุมประพฤติสอดคล้องกัน ข้อมูลในใบสมัคร ส.ส. ชื่อ-นามสกุล บ้านเรือนตรงกับจำเลยเป๊ะ แม้นายก้องเกียรติจะอ้างว่าเอกสารถูกเผา ไม่ยืนยันตัวบุคคลได้ แต่ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานชัดเจน ข้ออ้างเรื่องคดีอาวุธปืนหรือลงโทษจำเลยอื่นไม่รับฟัง

  • ข้อมูลสอดคล้อง: ชื่อ-วันเกิด-ที่อยู่ตรงกับคดี
  • คำพิพากษาชัด: ลักทรัพย์กลางคืน เพียงนายก้องเกียรติคนเดียว
  • ถึงที่สุด: ไม่อุทธรณ์ และปฏิบัติโทษครบ
  • กฎหมายห้าม: ไม่ว่าจะเก่าแค่ไหน ถ้าคุณสมบัติขาด ต้องถอน

ศาลชี้ว่าคำสั่ง กกต. ถอนชื่อชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ สั่งถอนชื่อ “ก้องเกียรติ” พรรคกล้าธรรม เกิดขึ้นจริง สะท้อนความเข้มงวดของระบบเลือกตั้งไทย ที่ไม่ยอมให้ผู้มีประวัติอาชญากรรมเกี่ยวกับทรัพย์มาลงสมัคร ส.ส. แม้จะห่างเหินมานาน

ผลกระทบต่อพรรคกล้าธรรมและการเลือกตั้ง

พรรคกล้าธรรมเสียผู้สมัครหลักในเขตนี้ อาจต้องปรับแผนด่วน ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 7 เป็นเขตสำคัญทางใต้ ประชาชนที่นี่ให้ความสนใจข่าวนี้มาก คดีเก่าแต่กฎหมายยังใช้ได้ แสดงว่าระบบตรวจสอบทำงานดี

สำหรับคนทั่วไปอย่างเรา เรื่องนี้เตือนใจว่าการสมัคร ส.ส. ต้องสะอาด 100% แม้คดีเก่าก็อาจตามหลอกหลอน นอกจากนี้ยังเปิดช่องให้ผู้สมัครอื่นมีโอกาสมากขึ้นในการแข่งขัน

ในมุมมองผู้เขียน การตัดสินแบบนี้เป็นธรรมดีแล้ว เพราะ ส.ส. คือตัวแทนประชาชน ต้องมีคุณธรรมจริยธรรมสูง หากมีประวัติลักทรัพย์ แม้รอลงอาญา กฎหมายก็กำหนดชัดเพื่อปกป้องประชาธิปไตย คุณคิดเห็นยังไง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยครับ หรือติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกนี้เลย!

ที่มา – สั่งถอนชื่อ “ก้องเกียรติ” พรรคกล้าธรรม ออกจากผู้สมัคร สส. ปมโดนคดีลักทรัพย์ 20 ปีก่อน

Scroll to top