เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวใหญ่ในวงการกฎหมายที่สร้างความสนใจให้กับสังคมไทย นั่นคือ ศาลฎีกายืนจำคุก 3 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา หนุ่มพนักงานบริษัท คดี ม.112 คดีนี้เกิดจากพฤติกรรมการโพสต์ข้อความในกลุ่มเฟซบุ๊ก ซึ่งถูกตีความว่าหมิ่นสถาบันเบื้องสูง มาดูรายละเอียดกันว่าคดีนี้เป็นอย่างไรบ้าง
ศาลฎีกายืนจำคุก 3 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา หนุ่มพนักงานบริษัท คดี ม.112
คดีดังกล่าวมีจำเลยชื่อนายวุฒิภัทร อายุ 31 ปี อาชีพพนักงานบริษัทในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2563 จำเลยได้แสดงความเห็นในกลุ่มเฟซบุ๊กชื่อ “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” โดยข้อความนั้นถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นพระองค์ผู้ทรงมีพระคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อชาติไทย
พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการเป็นโจทก์ฟ้องใน 2 ข้อหาหลัก คือ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3)
กระบวนการพิจารณาคดีชั้นต่างๆ
- ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดสมุทรปราการ): พิพากษายกฟ้องข้อหามาตรา 112 แต่ลงโทษตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
- ศาลอุทธรณ์ภาค 1: แก้คำพิพากษาให้มีความผิดมาตรา 112 จำคุก 5 ปี ลดโทษลงหนึ่งในสามเพราะคำให้การเป็นประโยชน์ เหลือจำคุก 3 ปี 4 เดือน
- ศาลฎีกา: เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 อ่านคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ฎีกาฟังไม่ขึ้น
ศาลฎีกาให้เหตุผลว่าข้อความที่โพสต์เป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 อย่างชัดเจน ถ้อยคำเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อราชวงศ์จักรี ลดพระเกียรติยศ และกระทบความรู้สึกของประชาชนที่ยังน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ นอกจากนี้ยังอาจก่อความแตกแยกในสังคมและกระทบความมั่นคงของรัฐ มิใช่การแสดงความเห็นโดยสุจริต การติชมอย่างเป็นธรรม หรือความเห็นทางวิชาการ
หลังคำพิพากษา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวนายวุฒิภัทรไปคุมขังที่เรือนจำกลางสมุทรปราการทันที คดีนี้กลายเป็นตัวอย่างสำคัญในยุคดิจิทัลที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่แสดงความเห็นเสรี แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย
มาตรา 112 คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ระบุว่า “ผู้ใดใส่ความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” กฎหมายนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นหลักยึดเหนี่ยวของชาติ
ในยุคソーเชียลมีเดีย คดีมาตรา 112 เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการโพสต์ คอมเมนต์ หรือแชร์เนื้อหาที่ถูกตีความว่าหมิ่นฯ จากข้อมูลสถิติในช่วงปี 2563-2568 มีคดีจำนวนมากที่เกิดจากแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Facebook, Twitter (X) และ TikTok ผู้ที่ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่เป็นบุคคลทั่วไปที่อาจไม่รู้ตัวว่าคำพูดของตนข้ามเส้นกฎหมาย
คดี ศาลฎีกายืนจำคุก 3 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา หนุ่มพนักงานบริษัท คดี ม.112 นี้ แสดงให้เห็นว่าศาลพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยดูเจตนา บริบท และผลกระทบต่อสังคม ไม่ใช่แค่คำพูดอย่างเดียว การที่ไม่รอลงอาญา ย้ำถึงความร้ายแรงของการกระทำ
นอกจากนี้ ยังมีคู่ขนานกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่ลงโทษการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จหรือบิดเบือนเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำให้โทษหนักขึ้น
บทเรียนจากคดีนี้สำหรับผู้ใช้โซเชียลมีเดีย
- ตรวจสอบข้อความก่อนโพสต์เสมอ หลีกเลี่ยงคำที่อาจตีความในแง่ลบต่อสถาบัน
- เข้าใจสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่ต้องเคารพกฎหมายและสถาบันหลัก
- หากไม่แน่ใจ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญกฎหมายก่อนแชร์
- ใช้โซเชียลให้เกิดประโยชน์ สร้างสรรค์สังคมที่สามัคคี
คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าอินเทอร์เน็ตไม่ใช่พื้นที่ไร้กฎเกณฑ์ การแสดงความเห็นต้องรับผิดชอบต่อสังคมและชาติ ความเคารพในพระมหากษัตริย์คือค่านิยมหลักของคนไทยที่ควรยึดมั่น
คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? แสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์ในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้บทเรียนดีๆ กันนะครับ
ที่มา – ศาลฎีกายืนจำคุก 3 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา หนุ่มพนักงานบริษัท คดี ม.112


