ศาลยกฟ้อง

ดราม่าโรงแรมหรูอิตาลี นักท่องเที่ยวฟ้องโรงแรมไม่เสิร์ฟน้ำฟรี สุดท้ายศาลยกฟ้อง

เพื่อนๆ เคยเจอเหตุการณ์ที่น่าเหลือเชื่อจากการไปเที่ยวไหมครับ? ล่าสุดมีประเด็นใหญ่ที่น่าสนใจจากต่างประเทศ เกี่ยวกับ ดราม่าโรงแรมหรูอิตาลี นักท่องเที่ยวฟ้องโรงแรมไม่เสิร์ฟน้ำฟรี สุดท้ายศาลยกฟ้อง ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากสำหรับคนชอบท่องเที่ยวและผู้ประกอบการร้านอาหารครับ

จุดเริ่มต้นของ ดราม่าโรงแรมหรูอิตาลี นักท่องเที่ยวฟ้องโรงแรมไม่เสิร์ฟน้ำฟรี สุดท้ายศาลยกฟ้อง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่โรงแรมซาสซองเฮอร์ (Hotel Sassongher) โรงแรมระดับ 5 ดาวในแคว้นโดโลไมต์ ประเทศอิตาลี เมื่อนักท่องเที่ยวสาวคนหนึ่งตัดสินใจฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายสูงถึง 100,000 บาท โดยอ้างว่าเธอถูกละเมิดสิทธิผู้บริโภคเพราะโรงแรมไม่ยอมเสิร์ฟน้ำประปาฟรีให้เธอ แต่กลับบังคับให้สั่งน้ำแร่แทน

มุมมองที่ขัดแย้งกันของนักท่องเที่ยวและโรงแรม

เธอให้เหตุผลว่า น้ำเป็นสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน ไม่ต่างจากบริการอื่นๆ เช่น ผ้าปูเตียงหรือสบู่ในห้องพัก แต่ในมุมของโรงแรมเอง การทำธุรกิจมีต้นทุนและกฎหมายรองรับ ซึ่งในอิตาลีไม่มีข้อบังคับว่าร้านอาหารหรือโรงแรมต้องบริการน้ำประปาฟรี

  • นักท่องเที่ยว: มองว่าเป็นเรื่องของสิทธิผู้บริโภคที่ควรได้รับน้ำดื่มสะอาดฟรี
  • ทางโรงแรม: ยึดตามหลักการทำธุรกิจและกฎหมายอิตาลีที่ไม่บังคับให้ต้องเสิร์ฟน้ำประปา

ท้ายที่สุด ศาลฎีกาของอิตาลีได้ตัดสินให้โรงแรมชนะคดี โดยชี้ชัดว่า ดราม่าโรงแรมหรูอิตาลี นักท่องเที่ยวฟ้องโรงแรมไม่เสิร์ฟน้ำฟรี สุดท้ายศาลยกฟ้อง ครั้งนี้เป็นการยึดตามข้อกฎหมายที่ไม่มีการกำหนดเรื่องน้ำฟรีไว้อย่างชัดเจน ทำให้ทางโรงแรมมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะให้หรือไม่ให้บริการส่วนนั้น

เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า การท่องเที่ยวในแต่ละประเทศมีวัฒนธรรมและข้อบังคับที่ต่างกันครับ อย่างในอังกฤษหรือเวลส์อาจจะมีกฎหมายที่บังคับให้สถานบริการต้องเสิร์ฟน้ำฟรี แต่ที่อิตาลีเขาไม่ได้มีกติกานั้น การเตรียมตัวและศึกษาข้อมูลก่อนไปเที่ยวจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและประหยัดงบในการเดินทางของเรานั่นเองครับ คุณมีความเห็นอย่างไรบ้างครับกับประเด็นนี้? ลองคอมเมนต์มาพูดคุยกันได้เลย!

ที่มา – ดราม่าโรงแรมหรูอิตาลี นักท่องเที่ยวฟ้องโรงแรมไม่เสิร์ฟน้ำฟรี สุดท้ายศาลยกฟ้อง

ยกฟ้อง “จ่านิว-โบว์-โตโต้-ลูกเกด” คดีไล่ คสช.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้มีข่าวดีจากศาลอาญาที่หลายคนรอคอย นั่นคือ ยกฟ้อง “จ่านิว-โบว์-โตโต้-ลูกเกด” พร้อมพวกจำเลยรวม 17 คน ในคดีชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล คสช. เมื่อปี 2561 แต่ศาลก็สั่งลงโทษปรับคนละ 200 บาทเล็กน้อย เนื่องจากใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ขออนุญาต เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงสมดุลระหว่างสิทธิเสรีภาพและการบังคับใช้กฎหมายเลยนะครับ มาดูรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลย

ยกฟ้อง “จ่านิว-โบว์-โตโต้-ลูกเกด” คดีไล่รัฐบาล คสช. แต่ปรับ 200 บาท

คดีนี้หมายเลขดำ อ.1308/2562 โจทก์คือพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 ฟ้องจำเลย 18 คน (ตอนหลังเหลือ 17 เพราะ 1 คนเสียชีวิต) ในข้อหากระทำผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 กรณีชุมนุมระหว่าง 21-22 พฤษภาคม 2561 ของกลุ่ม “คนอยากเลือกตั้ง” เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล คสช. จัดการเลือกตั้งทันที เนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปี รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 สถานที่ชุมนุมคือบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และหน้าองค์การสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินกลาง

จำเลยส่วนใหญ่ให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัว ยกเว้นนายอานนท์ นำภา และนายเอกชัย หงส์กังวาน ที่ถูกคุมขังก่อนหน้านี้ครับ

เกิดอะไรขึ้นในวันฟังคำพิพากษา

วันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 910 ศาลอาญา มีนัดฟังคำพิพากษา แต่ทนายของจำเลยที่ 9 (นายประจิณ ฐานังกรณ์) และที่ 14 (นายวิเศษณ์ สังขวิศิษฏ์) ยื่นขอเลื่อนเพราะจำเลยป่วยหนัก (ความดันโลหิตสูง นอนติดเตียง) ศาลเห็นว่าคดีนานมานี้แล้ว จึงสั่งให้นำตัวทั้งสองมาที่ศาล เวลา 14.00 น. โดยให้อยู่ห้องควบคุม ส่วนนายพุทไธสิงห์ พิมพ์จันทร์ จำเลยที่ 15 เสียชีวิตไปแล้ว ศาลจึงจำหน่ายคดีออกจากสารบบ

รายชื่อจำเลยที่เกี่ยวข้องกับยกฟ้อง “จ่านิว-โบว์-โตโต้-ลูกเกด”

  • นายสิรวิชญ์ หรือ จ่านิว เสรีธิวัฒน์ (จำเลยที่ 1)
  • นายเอกชัย หรือ เอก หงส์กังวาน (ที่ 2)
  • นายอานนท์ นำภา ทนายความ (ที่ 3)
  • น.ส.ณัฏฐา หรือ โบว์ มหัทธนา (ที่ 4)
  • นายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ (ที่ 5)
  • น.ส.ศรีไพร นนทรีย์ (ที่ 6)
  • นายวันเฉลิม กุนเสน (ที่ 7)
  • นายธนวัฒน์ พรมจักร (ที่ 8)
  • นายประจิณ ฐานังกรณ์ (ที่ 9)
  • นายประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ (ที่ 10)
  • นายปิยรัฐ หรือ โตโต้ จงเทพ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ที่ 11)
  • น.ส.ชลธิชา หรือ ลูกเกด แจ้งเร็ว อดีต ส.ส.ปทุมธานี พรรคประชาชน (ที่ 12)
  • นายนิกร วิทยาพันธุ์ (ที่ 13)
  • นายวิเศษณ์ สังขวิศิษฏ์ (ที่ 14)
  • นายคีรี ขันทอง (ที่ 16)
  • นายประสงค์ วางวัน (ที่ 17)
  • นายภัทรพล จันทรโคตร (ที่ 18)

เหตุผลของศาลในการยกฟ้อง “จ่านิว-โบว์-โตโต้-ลูกเกด”

หลังพิจารณาพยานหลักฐานทั้งสองฝ่าย ศาลเห็นว่าการชุมนุมเป็นไปด้วยวิธีสงบ ปราศจากอาวุธ ตามสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง มีเจตนาชัดเจนเรียกร้องให้ คสช. จัดเลือกตั้ง ไม่สืบทอดอำนาจ ผู้ชุมนุมขออนุญาตชุมนุมถูกต้องแล้ว ไม่มีเจตนาสร้างความรุนแรง แตกแยก หรือก่อวุ่นวาย ไม่ใช่ม็อบจัดตั้งหรือเกณฑ์มา จราจรติดขัดเกิดจากตำรวจนำแผงเหล็กมากั้นเองเพื่อความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงตาม พ.ร.บ.การโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2502 แต่พยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักพอพิสูจน์ความผิดหนัก ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง แต่สั่งปรับจำเลยทั้ง 17 คน คนละ 200 บาท!

คดีนี้เป็นตัวอย่างชั้นดีที่แสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญไทยปกป้องสิทธิชุมนุมอย่างแท้จริง ตราบใดที่ไม่ละเมิดกฎหมายอื่นๆ การปรับ 200 บาทถือว่าน้อยมาก ถือเป็นการเตือนเบาๆ มากกว่าโทษจริง สำหรับนักกิจกรรมยุคใหม่ คงต้องระวังเรื่องขออนุญาตเครื่องเสียงให้ดีละครับ

เห็นด้วยไหมครับกับคำตัดสินนี้? มันยุติธรรมแค่ไหนในมุมมองของคุณ ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจการเมืองได้รับรู้ข่าวดีนี้ด้วยนะครับ! ติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองร้อนๆ ต่อไป

ที่มา – ยกฟ้อง “จ่านิว-โบว์-โตโต้-ลูกเกด” พร้อมพวก คดีไล่รัฐบาล คสช. แต่ลงโทษปรับคนละ 200 บาท

รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท มีผลแล้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกทุกท่าน! วันนี้มีข่าวดีจากรัฐบาลที่เพิ่งมีผลบังคับใช้มาบอกกันครับ นั่นคือ รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท สำหรับผู้เสียหายในคดีอาญาและจำเลยที่ศาลพิพากษายกฟ้องแล้ว มาตรการนี้จะช่วยให้ทุกคนได้รับการชดเชยที่เป็นธรรมมากขึ้น สอดคล้องกับค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ใครที่เคยเจอเรื่องแบบนี้หรือกลัวว่าจะเจอ ต้องอ่านให้จบเลยนะครับ

รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท

รองโฆษกรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 ว่า ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ กฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป การปรับปรุงครั้งนี้เกิดจากความจำเป็นต้องอัปเดตอัตราเยียวยาให้ทันสมัย เพราะเดิมเงินชดเชยน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายจริงในสังคมไทยทุกวันนี้

ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหายที่ถูกละเมิดสิทธิ หรือจำเลยที่ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมแต่สุดท้ายศาลยกฟ้อง ตอนนี้รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาให้สูงขึ้นหลายเท่า เพื่อลดภาระและสร้างความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม มาดูรายละเอียดกันแบบชัดๆ เลยครับ

รายละเอียดรัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท สำหรับผู้เสียหาย

สำหรับ ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากอาชญากรรม มีการปรับเพิ่มดังนี้

  • กรณีผู้เสียหายถึงแก่ความตาย: จากเดิม 30,000-100,000 บาท ปรับเป็น สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท โดยรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้ในวงเงินเดียว ทำให้ครอบครัวผู้เสียหายได้รับการช่วยเหลือแบบครบวงจร
  • กรณีผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย:
  • ค่ารักษาพยาบาล: เพิ่มเป็นไม่เกิน 80,000 บาท (จ่ายตามจริง ไม่เกินเพดาน)
  • ค่าฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ: เพิ่มเป็นไม่เกิน 50,000 บาท
  • ค่าเสียหายอื่นๆ ทางร่างกายหรือจิตใจ: เพิ่มเป็นไม่เกิน 100,000 บาท
  • กรณีสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพ: กำหนดใหม่ สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท

รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท สำหรับจำเลยที่ได้รับการยกฟ้อง

ส่วน จำเลย ที่ถูกดำเนินคดีแต่ศาลพิพากษาว่าไม่ผิด หรือยกฟ้อง ก็ได้รับการคุ้มครองเพิ่มเช่นกัน

  • กรณีจำเลยถึงแก่ความตายจากการถูกดำเนินคดี: ปรับเพดานเป็นสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท
  • กรณีจำเลยไม่ถึงแก่ความตาย:
  • ค่ารักษาพยาบาล: ไม่เกิน 80,000 บาท (จ่ายตามจริง)
  • ค่าฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ: ไม่เกิน 50,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี: ไม่เกิน 30,000 บาท (เช่น ค่าทนาย ค่าเดินทาง)

นอกจากเพิ่มเงินแล้ว ยังปรับปรุงกระบวนการให้คล่องตัว ลดขั้นตอนยุ่งยาก เพื่อให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินเยียวยาได้เร็วขึ้น รองโฆษกฯ ระบุว่ามาตรการนี้สะท้อนความเสียหายจริง ลดช่องว่างระหว่างกฎหมายกับชีวิตจริงของประชาชน

ทำไมมาตรการนี้ถึงสำคัญมาก? ลองคิดดูครับ ในคดีอาญา ผู้เสียหายอาจต้องเสียค่ารักษา ค่าฝังศพ หรือสูญเสียรายได้ไปนานๆ ขณะที่จำเลยที่บริสุทธิ์อาจต้องเสียเวลา เงินทองไปกับการสู้คดีเป็นปีๆ เดิมเงินเยียวยาแค่หลักหมื่น ไม่พอปิดบาดแผล แต่ตอนนี้สูงสุด 3 แสนบาท ช่วยให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ง่ายขึ้น สร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมไทย

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณถูกทำร้ายจนพิการ ค่ารักษา+ฟื้นฟูอาจเกินแสน ตอนนี้ได้ชดเชยเต็มที่ หรือจำเลยที่ถูกจับโดยไม่มีหลักฐานชัด แต่ต่อมาถูกยกฟ้อง ก็ได้ค่าทนายคืนบางส่วน ช่วยลดความอยุติธรรมทางสังคม

พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ พ.ศ. 2544 เดิมทีมีไว้คุ้มครอง แต่ไม่เคยปรับปรุงนาน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญ ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเจอคดีแบบนี้ สามารถยื่นขอได้ที่สำนักงานคณะกรรมการยุติธรรมกระบวนการทางอาญา (สคย.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แค่เตรียมเอกสารคำพิพากษา ใบเสร็จค่าใช้จ่าย ก็ขอได้ครับ

ในมุมมองผม นี่คือสัญญาณว่ารัฐบาลใส่ใจสิทธิพลเมืองจริงจัง ช่วยเสริมภาพลักษณ์กระบวนการยุติธรรมให้ทันสมัย หากเทียบกับต่างประเทศอย่างสหรัฐฯ หรือยุโรป ที่มีกองทุนเยียวยาผู้เสียหายจากอาชญากรรมมูลค่าสูง ไทยเราก็กำลังตามทันแล้ว

สุดท้าย ถ้าคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับคดีอาญาหรือคำถามเรื่องการขอเงินเยียวยา คอมเมนต์มาพูดคุยกันด้านล่างได้เลยนะครับ! อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ และครอบครัว เพื่อให้ทุกคนรู้สิทธิตัวเอง ติดตามบล็อกเราเพื่อข่าวกฎหมายอัปเดตต่อไปครับ

ที่มา – รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยา ผู้เสียหาย–จำเลยในคดีอาญาที่ยกฟ้อง สูงสุดถึง 3 แสนบาท มีผลใช้บังคับแล้ว

“เอกราช” ซัด “ทุเรศฉิบหาย” ท้าอยากเจอหน้าคณะทำงานพรรคประชาชน

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ การปะทะคารมระหว่างว่าที่ ส.ส. พรรคประชาชน กับคณะทำงานของพรรค ทำให้เกิดดราม่าร้อน ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง โดยเฉพาะประเด็น “เอกราช” ซัด “ทุเรศฉิบหาย” ท้าอยากเจอหน้าคณะทำงานพรรคประชาชน ที่ออกมาวิจารณ์กระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคเอง วันนี้เราจะมาวิเคราะห์เหตุการณ์นี้แบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจบริบททั้งหมด

“เอกราช” ซัด “ทุเรศฉิบหาย” ท้าอยากเจอหน้าคณะทำงานพรรคประชาชน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายเอกราช อุดมอำนวย ว่าที่ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความเดือดดาล หลังจากคณะทำงานพรรคประชาชนออกมาแสดงความผิดหวังต่อการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. โดยเฉพาะกรณีผู้สมัครที่มีคดีติดตัว โดยนายเอกราชระบุชัดเจนว่า “อยากเจอหน้า คณะฯ ไรนี่หน่อย !!? คือบ้าบอ คอแตก หิวแสง” และใช้คำแรง ๆ อย่าง “ทุเรศฉิบหาย” เพื่อตำหนิการวิจารณ์ที่ไม่ให้ความเป็นธรรม

นายเอกราชยืนยันถึงหลักกฎหมายสำคัญอย่าง Presumption of Innocence หรือหลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เขาชี้แจงว่ากฎหมายคุกคามทางเพศที่ตัวเขาเองมีส่วนร่างมา ไม่ได้มีไว้เพื่อตีตราผู้อื่น และในกรณีนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้ยกฟ้องแล้ว ดังนั้นพรรคไม่สามารถตัดสินแทนศาลได้ เขายังย้ำว่าพรรคมีกลไกตรวจสอบเรื่องคุกคามทางเพศอย่างเข้มงวดที่สุด ไม่เคยละเลยประเด็นนี้เลย

บริบทของดราม่า “เอกราช” ซัด “ทุเรศฉิบหาย”

ดราม่านี้เกิดจากคณะทำงานพรรคที่วิจารณ์ว่าพรรคคัดเลือกผู้สมัครที่มีคดีคุกคามทางเพศ ซึ่งนายเอกราชมองว่าเป็นการชี้หน้าโทษโดยไม่มีมูล และเรียกร้องให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว หลังโพสต์ดังกล่าวแพร่สะพัด นายเอกราชก็ได้ลบโพสต์ออกไปแล้ว แต่เรื่องราวยังคงเป็นที่พูดถึงในโซเชียลมีเดีย

เรามาดูประเด็นสำคัญกันแบบ breakdown:

  • หลักกฎหมาย Presumption of Innocence: คุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาจนกว่าจะพิสูจน์ผิด เป็นพื้นฐานสิทธิมนุษยชน
  • กระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร: พรรคประชาชนมีระบบกรองรอบด้าน โดยเฉพาะเรื่องความรุนแรงทางเพศ
  • การลบโพสต์: แสดงถึงความรับผิดชอบ แม้จะเดือดดาลในตอนแรก

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความขัดแย้งภายในพรรคที่อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ก่อนเลือกตั้ง โดยเฉพาะในยุคที่ประเด็นคุกคามทางเพศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การโต้เถียงแบบนี้ทำให้แฟนการเมืองหลายคนตั้งคำถามถึงความสามัคคีของพรรคประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญกฎหมายที่เห็นด้วยกับนายเอกราช ว่าการตีตราผู้สมัครที่มีคดีเก่าแต่ศาลยกฟ้อง อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิ หากพรรคนำไปใช้ในการตัดสินใจคัดเลือก อย่างไรก็ตาม คณะทำงานที่วิจารณ์ก็มีเหตุผลของตัวเองในการเรียกร้องความโปร่งใสมากขึ้น

ในมุมกว้างขึ้น การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยดราม่าคล้าย ๆ กันนี้ ซึ่งมาจากความกดดันในการคัดเลือกผู้สมัครที่ต้องสมบูรณ์แบบ แต่ในทางปฏิบัติ คดีเก่า ๆ ที่ศาลตัดสินแล้วควรได้รับการเคารพ หากพรรคประชาชนจัดการเรื่องนี้ได้ดี จะช่วยเสริมภาพลักษณ์พรรคที่ยึดหลักกฎหมาย

สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์ “เอกราช” ซัด “ทุเรศฉิบหาย” ท้าอยากเจอหน้าคณะทำงานพรรคประชาชน สอนให้เห็นว่าการสื่อสารภายในพรรคต้องระมัดระวังมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดที่อาจลุกลาม

คุณคิดอย่างไรกับดราม่าครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวัน เพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – “เอกราช” ซัด “ทุเรศฉิบหาย” ท้าอยากเจอหน้าคณะทำงานพรรคประชาชน

ศาลปกครองกลาง ยกฟ้องคดี กสทช. ไม่แต่งตั้งไตรรัตน์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมืองและโทรคมนาคม วันนี้เรามีข่าวฮอตที่หลายคนรอคอย นั่นคือ ศาลปกครองกลาง ยกฟ้องคดี กสทช. ที่มีมติไม่แต่งตั้ง “ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล” ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เรียกได้ว่าปิดคดีนี้แบบชัดเจนเลยทีเดียว เหตุผลหลักคือกระบวนการสรรหาที่ กสทช. ไม่เห็นด้วยนั้น เป็นการตัดสินใจที่ชอบด้วยกฎหมายซะด้วยซ้ำ มาดูรายละเอียดกันแบบละเอียดยิบเลยนะครับ

ศาลปกครองกลาง ยกฟ้องคดี กสทช. มีมติไม่แต่งตั้ง “ไตรรัตน์” นั่งเลขาธิการ กสทช.

เรื่องราวเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2566 เมื่อ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ซึ่งขณะนั้นเป็นรองเลขาธิการและรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง โดยฟ้อง น.พ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. และคณะกรรมการ กสทช. ทั้งหมด ว่ามีมติในการประชุมครั้งที่ 5/2566 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2566 ไม่เห็นชอบให้แต่งตั้งเขาเป็นเลขาธิการ กสทช. โดยอ้างว่าเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย

แต่ล่าสุด วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาออกมาแบบชัดๆ เลยว่า ยกฟ้อง! ศาลให้เหตุผลว่าคณะกรรมการ กสทช. ซึ่งเป็นเสียงข้างมาก มีมติไม่เห็นชอบเพราะไม่พอใจกับกระบวนการสรรหาที่ประธานเสนอมา มตินี้มีน้ำหนัก มีเหตุผลเพียงพอ และไม่ใช่การกระทำผิดกฎหมาย แถมยังไม่ใช่การละเมิดต่อนายไตรรัตน์ด้วย ศาลเลยตัดสินยกฟ้องทั้งคดี

กระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. ที่เป็นจุดถกเถียง

ก่อนหน้านี้ การสรรหาเลขาธิการ กสทช. เป็นเรื่องใหญ่โต เพราะตำแหน่งนี้สำคัญมาก ดูแลนโยบายกระจายเสียง โทรทัศน์ โทรคมนาคมทั้งประเทศ กระบวนการต้องโปร่งใสตาม พ.ร.บ. กสทช. แต่ในครั้งนี้ ประธาน กสทช. เสนอชื่อนายไตรรัตน์ แต่กรรมการส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เพราะมองว่ากระบวนการสรรหามีปัญหา เช่น การคัดเลือกไม่เป็นธรรม หรือขาดคุณสมบัติบางประการ (รายละเอียดศาลไม่ได้ลงลึก แต่ยืนยันว่ามีเหตุผลรับฟังได้)

  • วันที่ 7 มี.ค. 2566: ประชุม กสทช. ครั้งที่ 5/2566 มีมติไม่เห็นชอบ
  • ต่อมา: นายไตรรัตน์ยื่นฟ้องศาลปกครองกลาง
  • 18 ก.พ. 2569: ศาลพิพากษายกฟ้อง

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของ กสทช. ที่ต้องอาศัยเสียงข้างมากในการตัดสินใจสำคัญๆ ถ้ากรรมการไม่เห็นด้วย ก็ต้องเคารพมติส่วนรวมครับ

ผลกระทบต่อวงการโทรคมนาคมไทย

หลังจากนี้ กสทช. คงต้องเร่งสรรหาเลขาธิการคนใหม่ให้ได้เร็วๆ เพราะตำแหน่งว่างมานาน ส่งผลต่อการดำเนินนโยบายต่างๆ เช่น การประมูลคลื่น 5G ต่อยอด การกำกับดูแล OTT หรือแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง Netflix, YouTube ที่กำลังมาแรง ผู้ประกอบการอย่าง True, AIS, DTAC คงลุ้นกันตัวโก่ง ว่าคนใหม่จะมาทิศทางไหน

ส่วนตัวผมคิดว่า คำตัดสินนี้ดีแล้วนะครับ มันยืนยันหลักธรรมาภิบาลในการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐ ไม่ใช่ให้ใครคนใดคนหนึ่งครองอำนาจเดี่ยวๆ กสทช. ต้องทำงานเป็นทีมเพื่อประโยชน์ประชาชน

แล้วเพื่อนๆ ล่ะคิดยังไงกับคดีนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยสิครับ หรือถ้าอยากติดตามข่าวอัปเดตเรื่อง กสทช. และโทรคมนาคม สมัครรับข่าวสารจากบล็อกเราได้เลยวันนี้!

สุดท้าย คำตัดสินนี้ช่วยเสริมความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของศาลปกครองได้อีกขั้นหนึ่ง

ที่มา – ศาลปกครองกลาง ยกฟ้องคดี กสทช. มีมติไม่แต่งตั้ง “ไตรรัตน์” นั่งเลขาธิการ กสทช.

ศาลยกฟ้อง! ปล่อยตัว “แดง ชินจัง” ครบ 5 คดี

ในที่สุดก็เป็นอิสระ! ศาลมีคำสั่งยกฟ้องครบทั้ง 5 คดี ทำให้ “แดง ชินจัง” ได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังถูกกล่าวหาในเหตุระเบิดช่วงการชุมนุมของ กปปส. เมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา

เมื่อเวลา 21.13 น. ของวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นายยงยุทธ บุญดี หรือที่รู้จักกันในนาม “แดง ชินจัง” ผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง วัย 37 ปี ได้รับการปล่อยตัวสู่อิสรภาพ หลังจากศาลอาญาได้มีคำพิพากษายกฟ้องใน 2 คดีที่เหลือ ทำให้คดีความทั้ง 5 คดีที่เขาถูกคุมขังระหว่างพิจารณาสิ้นสุดลง โดยมีครอบครัว เพื่อนฝูง และมวลชนจำนวนหนึ่งมารอให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นตั้งแต่ช่วงเย็น พร้อมเสียงเพลงคนเสื้อแดงที่เปิดคลอตลอดเวลา นับรวมระยะเวลาที่นายยงยุทธถูกคุมขังทั้งสิ้น 415 วัน หรือประมาณ 1 ปี 1 เดือนเศษ

ทันทีที่นายยงยุทธก้าวพ้นประตูเรือนจำ เขาสวมเสื้อสีแดงลายการ์ตูนชินจัง และได้รับการต้อนรับด้วยเพลง “เราคือเพื่อนกัน” จากวงสามัญชน นายยงยุทธได้กล่าวขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุน และกล่าวถึงผู้ต้องขังทางการเมืองที่ยังอยู่ในเรือนจำว่าทุกคนสบายดี จากนั้นจึงได้ถ่ายรูปร่วมกับมวลชนที่มารอให้กำลังใจบริเวณหน้าป้ายเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2567 แดง ชินจัง ถูกคุมขังหลังจากศาลอาญาทยอยมีคำสั่งฟ้องในคดีที่มีมูลเหตุมาจากเหตุระเบิดในช่วงการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. เนื่องจากศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี ข้อมูลจากศูนย์ทนายฯ ระบุว่าทนายความได้ยื่นคำร้องไปทั้งหมด 49 ครั้ง แบ่งเป็นคำร้องขอประกันตัวต่อศาลอาญา 38 ครั้ง และคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวต่อศาลอุทธรณ์ 11 ครั้ง

จนกระทั่งวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีแรกที่เขาถูกฟ้องจากเหตุระเบิดเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2557 ต่อมาในวันที่ 3 กันยายน 2568 ศาลยกฟ้องคดีที่สอง ซึ่งเป็นคดีระเบิดจากเหตุชุมนุมเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2557 และในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ศาลยกฟ้องคดีที่สาม ซึ่งมีเหตุมาจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2557

ศาลยกฟ้อง “แดง ชินจัง” ครบ 5 คดี

ล่าสุดในวันที่ 28 ตุลาคม ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องสองคดีสุดท้าย ซึ่งมีมูลเหตุมาจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2557 และวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2557 ตามลำดับ ทำให้เขาได้รับการปล่อยตัวในวันดังกล่าว เนื่องจากทั้ง 5 คดีที่ แดง ชินจัง ถูกคุมขังในครั้งนี้ ศาลได้พิพากษายกฟ้องทั้งหมดแล้ว

ทำไมคดีของ “แดง ชินจัง” ถึงได้รับความสนใจ?

คดีของ “แดง ชินจัง” ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง และมีการกล่าวหาว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรง อย่างไรก็ตาม ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานอย่างรอบคอบและเห็นว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดเขาได้

การที่ศาลมีคำสั่งยกฟ้องในทุกคดี ถือเป็นเครื่องยืนยันว่ากระบวนการยุติธรรมยังคงมีความศักดิ์สิทธิ์ และสามารถให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนได้ แม้ว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดร้ายแรงก็ตาม

อนาคตของ แดง ชินจัง หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป? เขาจะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ หรือจะยังคงมีบทบาทในการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไป

การปล่อยตัว “แดง ชินจัง” ในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมทางการเมืองในสังคมไทย

ที่มา – ปล่อยตัวแล้ว ศาลยกฟ้อง “แดง ชินจัง” ครบ 5 คดี เหตุระเบิดชุมนุม กปปส. ปี 57

Scroll to top