ศาลรัฐธรรมนูญ ล่าสุด

เพื่อไทยไม่หวั่น! คดี “แพทองธาร” มั่นใจนายกฯ ไปต่อ

พรรคเพื่อไทยย้ำ ไม่กังวลคดี “แพทองธาร” ชินวัตร ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย 29 ส.ค. นี้ มั่นใจในเจตนาดีของนายกฯ แม้ผลออกมาไม่เป็นคุณ ก็ยังมี “ชัยเกษม” เป็นตัวสำรอง ปิดทางพรรคร่วมรัฐบาลที่จะเข้ามาเปลี่ยนตัวนายกฯ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดี “แพทองธาร” ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่า สส.เพื่อไทยทุกคนกำลังใจดี ไม่มีใครกังวลหรือหวั่นไหวต่อเรื่องนี้

“เราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้พูดไปนั้น เป็นการรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง และเป็นการประวิงเวลาเพื่อรักษาชีวิตคนไทยในกัมพูชาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เราเชื่อว่าจะได้รับความยุติธรรม และไม่จำเป็นต้องมีแผนสำรอง เพราะเรามั่นใจในเจตนาดีของนายกรัฐมนตรี” นายวิสุทธิ์ กล่าว

นายวิสุทธิ์ยังกล่าวอีกว่า หากเกิดอะไรขึ้น นายกรัฐมนตรีก็ยังคงเป็นของพรรคเพื่อไทย โดยมีนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยรออยู่ ไม่ต้องกังวล คนอื่นต้องรอก่อน และไม่กลัวว่าจะมีการเปลี่ยนขั้ว เพราะทุกวันนี้ก็ยังอยู่กันได้ แม้ว่าเสียงในสภาฯ จะปริ่มน้ำก็ตาม

เมื่อถามถึงโอกาสที่อาจจะมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีเป็นคนจากพรรคร่วมรัฐบาล นายวิสุทธิ์ตอบว่า “ไม่มี วันนี้ พรุ่งนี้ ก็ยังยืนยัน” สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดคือจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ไม่ได้กังวลเรื่องตัวนายกรัฐมนตรี และหากมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี จะดึงพรรคภูมิใจไทยกลับมาร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น คงเป็นไปได้ยาก เพราะวันนี้ไม่ได้คิดถึงเรื่องการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงประเด็นเรื่องคลิปสนทนาที่อาจจะทำให้ความเชื่อมั่นของนายกรัฐมนตรีลดลง จากผลสำรวจโพลที่ออกมา นายวิสุทธิ์ตอบว่า “ถึงจะมีโพลก็จริง แต่ประเทศไม่ได้เสียดินแดน ไม่ได้อ่อนแอ ความสามัคคีของคนในชาติเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะทำให้ประเทศได้รับความเชื่อมั่น และนานาชาติเชื่อมั่นประเทศไทย” เขาไม่อยากให้ไปฟังคนที่ปลุกกระแส หรือไม่ใช่สื่อจริงๆ เพราะจะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเสียหาย

ส่วนการวิเคราะห์ที่ว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะรอดหรือไม่รอดคดี “แพทองธาร” ก็อยู่ต่อไปได้ยากนั้น นายวิสุทธิ์ยืนยันว่า “ไม่ยาก ทำไมต้องยาก ถ้าไม่ผิดจะกลัวอะไร อย่าไปสร้างกระแสให้วุ่นวาย ประเทศจะเดินหน้าได้ด้วยความรักความสามัคคี”

คดี “แพทองธาร”

เพื่อไทยมั่นใจ คดี “แพทองธาร” ไม่กระทบ

สถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้อาจดูเหมือนมีความไม่แน่นอน แต่พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัดและให้ความมั่นใจอย่างเต็มที่ต่อนายกรัฐมนตรี การที่พรรคกล้ายืนยันเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การมี “ชัยเกษม” เป็นตัวเลือกสำรอง ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ แสดงให้เห็นถึงความหนักแน่นของพรรคเพื่อไทยในการสนับสนุนนายกรัฐมนตรี แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับคดี “แพทองธาร” แต่พรรคก็ยังคงเชื่อมั่นในเจตนาดีและความสามารถในการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรี

ที่มา – คดี “แพทองธาร” พื่อไทยไม่หวั่นไหว เชื่อนายกฯ ได้ไปต่อ แม้ผลเป็นลบยังมี “ชัยเกษม”

ประชาชาติตบเท้าให้กำลังใจ”อิ๊งค์” คว่ำงบฯ 69

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงร้อนแรง เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลแสดงออกถึงความสามัคคี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง นำ สส.ประชาชาติ (ปช.) เข้าให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์งบประมาณปี 2569 ที่กำลังถูกพิจารณาอย่างเข้มข้น

ประชาชาติตบเท้าให้กำลังใจ “อิ๊งค์” เจ้าตัวบ่นคิดถึงประชาชน “ไหม” ยันโหวตคว่ำงบฯ 69

น.ส.แพทองธาร หรือ “อิ๊งค์” ได้โพสต์ข้อความที่น่าสนใจในอินสตาแกรมส่วนตัว เป็นคำคมภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ทุกสิ่งที่คุณทำจะย้อนกลับมาหาคุณ จงทำดี จงเป็นคนดี” และ “ความเมตตาไม่มีค่าใช้จ่าย” ซึ่งถูกตีความไปต่างๆ นานา ในขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ยืนยันหนักแน่นว่า พรรคมีมติให้โหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณางบประมาณปี 2569 เป็นวันที่สาม บรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมี สส.จากพรรคฝ่ายค้านออกมาวิพากษ์วิจารณ์การใช้งบประมาณในหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทำไมพรรคประชาชาติถึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้?

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าวภายหลังการเข้าพบ น.ส.แพทองธาร ว่าได้ไปให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านมีกำลังใจดี และยังฝากความคิดถึงและความห่วงใยไปยังประชาชน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้พูดคุยกับ สส.พรรคประชาชาติ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับงานสภาเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ อีกด้วย

ในส่วนของการพิจารณางบประมาณนั้น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ให้เหตุผลว่า แม้ สส.พรรคประชาชนจะให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้นำข้อเสนอแนะเหล่านั้นไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ทำให้พรรคตัดสินใจที่จะโหวตคว่ำร่างงบประมาณในวาระสาม

ประเด็นที่น่าสนใจคือการอภิปรายของนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรค ปชน. ที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมองว่าเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา และขัดต่อหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรค ปชน. ยังได้อภิปรายถึงความไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการบ้านพักข้าราชการตำรวจที่ใช้งบประมาณในการตกแต่งภายในสูงถึง 23.9 ล้านบาท

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ยังมีประเด็นทางการเมืองอื่นๆ ที่น่าจับตามอง เช่น การสรรหากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทนตำแหน่งที่ว่างลง และความคืบหน้าในการสอบสวนคดีฮั้วเลือก สว. โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมที่จะออกหมายเรียกผู้สมัคร สว. อีก 1,200 คน เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความผันผวนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การพิจารณางบประมาณปี 2569 เป็นเพียงหนึ่งในหลายประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การแสดงออกถึงความสามัคคีของพรรคร่วมรัฐบาล และการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มข้นจากภาคส่วนต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ท่าทีของพรรคประชาชาติในการให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี และการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของ สส. ทุกคนในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า พวกเขาจะสามารถทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนได้อย่างสมศักดิ์ศรีหรือไม่ เพราะงบประมาณปี 2569 นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ที่มา – ประชาชาติตบเท้า ให้กําลังใจ “อิ๊งค์” เจ้าตัวบ่นคิดถึงประชาชน “ไหม” ยันโหวตควํ่างบฯ 69

“หมอพรหมินทร์” รับ นายกฯ อิ๊งค์ แจงศาล รธน.

“พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช” คาดแนวโน้ม “นายกฯ อิ๊งค์” เดินทางแจงศาลปมคลิปเสียง 21 ส.ค. นี้เอง ยันทุกอย่างทำด้วยเจตนาดี เพื่อประเทศชาติ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 15 ส.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ. พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคลเพิ่มเติมจำนวน 2 ปาก คือ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว. วัฒนธรรม และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กรณีคลิปเสียง ในวันที่ 21 ส.ค. ก่อนวินิจฉัยในวันที่ 29 ส.ค. นายกฯ จะไปเองหรือไม่ ว่า ถึงเวลาก็รู้เอง เชื่อว่านายกฯ ตัดสินใจเอง ซึ่งแนวโน้มคงไป

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับคดีคลิปเสียงที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ ทำให้หลายฝ่ายจับตามองว่า “นายกฯ อิ๊งค์” จะตัดสินใจอย่างไรในการเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง การปรากฏตัวของ “นายกฯ อิ๊งค์” ในวันที่ 21 ส.ค. จะเป็นการแสดงความโปร่งใสและความตั้งใจที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ศาล ซึ่งอาจส่งผลต่อการพิจารณาคดีในภาพรวมได้

เมื่อถามว่า ในฐานะทีมงานของนายกรัฐมนตรีมั่นใจหรือไม่ นพ. พรหมินทร์ กล่าวว่า เราด้วยความบริสุทธิ์ใจทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติ และเจตนาดี ตนเชื่อว่านี่เป็นเหตุผลสำคัญ

เมื่อถามว่า จะมีปัญหาหรือไม่หลังพยานเสนอไป 5 คนแต่ศาลรับให้ไต่สวนเพียงเลขา สมช. เพียงคนเดียว นพ. พรหมินทร์ กล่าวว่า ตนว่าแล้วแต่ข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงก็เป็นอย่างนั้น

“หมอพรหมินทร์” รับ นายกฯ อิ๊งค์ มีแนวโน้มไปแจงศาล รธน. เอง 21 ส.ค. นี้

การที่ นพ. พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ออกมายอมรับว่า “นายกฯ อิ๊งค์” มีแนวโน้มที่จะเดินทางไปแจงศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเองนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ การตัดสินใจของ “นายกฯ อิ๊งค์” ในครั้งนี้จะเป็นที่จับตาของสาธารณชนอย่างใกล้ชิด และอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลได้

ทำไมการตัดสินใจของ “นายกฯ อิ๊งค์” จึงมีความสำคัญ

การตัดสินใจของ “นายกฯ อิ๊งค์” ในการเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเองมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก:

  • เป็นการแสดงความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม
  • เป็นการเปิดโอกาสให้ “นายกฯ อิ๊งค์” ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยตนเอง
  • เป็นการสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

หาก “นายกฯ อิ๊งค์” ตัดสินใจที่จะไม่เดินทางไปชี้แจงด้วยตนเอง อาจถูกมองว่าเป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบและอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลได้

นอกจากนี้ การที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกไต่สวนพยานเพิ่มเติมเพียง 2 ปาก จากที่เสนอไป 5 ปากนั้น อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าศาลต้องการข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นต่อการพิจารณาคดีเท่านั้น การที่ศาลเลือกที่จะไต่สวนเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แสดงให้เห็นว่าประเด็นด้านความมั่นคงอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาคดีนี้

อย่างไรก็ตาม การที่ นพ. พรหมินทร์ ยืนยันว่าทุกอย่างทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและมีเจตนาดีต่อประเทศชาติ เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับศาลรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ และหวังว่าการพิจารณาคดีจะเป็นไปอย่างยุติธรรมและเป็นไปตามข้อเท็จจริง

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับคดีคลิปเสียงของ “นายกฯ อิ๊งค์” ยังคงมีความไม่แน่นอนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของ “นายกฯ อิ๊งค์” ในการเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 ส.ค. จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของ “นายกฯ อิ๊งค์” และเสถียรภาพของรัฐบาลได้

การที่ “หมอพรหมินทร์” รับ นายกฯ อิ๊งค์ มีแนวโน้มไปแจงศาล รธน. เอง 21 ส.ค. นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมและแสดงความโปร่งใสในการดำเนินการของรัฐบาล.

ที่มา – “หมอพรหมินทร์” รับ นายกฯ อิ๊งค์ มีแนวโน้มไปแจงศาล รธน. เอง 21 ส.ค. นี้

แพทองธารแจง! ขอศาลไต่สวนพยาน 5 ปาก ปมหยุดปฏิบัติหน้าที่

เปิดคำชี้แจง “แพทองธาร ชินวัตร” คดีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน” ขอศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยานบุคคล 5 ปาก เพื่อข้อเท็จจริงรอบด้าน ชี้แจงคำพูดในคลิป พร้อมขอพิจารณาคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

จากกรณีคดีคลิปเสียงสนทนาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดไต่สวนพยานบุคคลจำนวน 2 ปาก คือ น.ส.แพทองธาร และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) โดยพยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียก หากไม่มาตามกำหนดนัดถือว่าไม่ติดใจเป็นพยานบุคคล และให้ผู้ร้องหรือผู้ถูกร้องที่ประสงค์จะแถลงการณ์ปิดคดีให้ยื่นเป็นหนังสือต่อศาล หากไม่ยื่นภายในกำหนดถือว่าไม่ติดใจยื่น โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ นัดฟังคำวินิจฉัย

ทั้งนี้ มีการเปิดเผยรายละเอียดคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดย น.ส.แพทองธาร ยืนยันว่า การกระทำของตนเองตามข้อกล่าวหาของผู้ร้อง ไม่เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2564 แต่อย่างใด และยังได้ขออนุญาตให้ไต่สวนพยานบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ปากเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านความมั่นคงของประเทศและตามแนวชายแดนปัจจุบันและบางรายมีประสบการณ์ในอดีตทั้งความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้แก่

ขอศาลไต่สวนพยานบุคคล 5 ปาก

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ในฐานะผู้ทำงานร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่า และเป็นบุคคลที่ทราบถึงเจตนาอันแท้จริงของตนเองในการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้สั่งการฝ่ายปกครองด้านชายแดน

พล.อ.ภุชงค์ รัตนวรรณ ในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกัมพูชา ทำงานด้านปฏิบัติในกัมพูชามาตั้งแต่ยศ ร.ท. และทำงานอยู่กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มาตั้งแต่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการรบพิเศษอย่างต่อเนื่อง

พล.ท.พุฒิพงษ์ ชีพสมุทร รองเจ้ากรมพระธรรมนูญทหาร ในฐานะผู้ชำนาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงของทหารและเรื่องอำนาจอธิปไตยของประเทศ

นายธนาธิป อุปัติศฤงค์ อดีตทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น, ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศรัสเซีย ในฐานะผู้ชำนาญด้านการต่างประเทศ และสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงวิธีปฏิบัติทางการทูตในการเจรจาแบบไม่เป็นทางการ

อีกทั้งพยาน 5 รายดังกล่าว ยังเป็นบุคคลที่ทราบถึงเจตนาอันแท้จริงของตนเองในการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน เพื่อให้ศาลฯ ได้รับทราบถึงความคิดเห็นว่าการดำเนินการของตนในช่วงเหตุการณ์ ไม่ได้กระทำโดยมีเจตนาตามที่ผู้ร้องกล่าวหา หรือเป็นการละเมิดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ทั้งยังเป็นการดำเนินการตามข้อมูลและคำแนะนำของฝ่ายความมั่นคงที่ประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน และเพื่อแสดงว่าเจตนาของตนมุ่งเพื่อรักษาเอกราชอธิปไตย และความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่เจตนาดังที่ผู้ร้องกล่าวหา จึงขอศาลฯ โปรดพิจารณาอนุญาตให้มีการไต่สวนพยานบุคคลดังกล่าว เพื่อให้การพิจารณาคดีมีความครบถ้วน รอบด้าน และเป็นธรรม โดยปราศจากข้อสงสัยอันอาจกระทบต่อความชอบธรรมและสถานะของตนในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศ

ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงความเป็นสัดส่วนในความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของตนตามที่กล่าวมา หากตนยังคงปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ต่อไป ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและอธิปไตยของชาติ อีกทั้งสามารถปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะบูรณาการเจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่ายให้สนับสนุนการทำหน้าที่ของฝ่ายทหาร และแสดงถึงความเข้มแข็งภายในชาติ ซึ่งส่งผลเชิงจิตวิทยาแก่กัมพูชาในการรุกรานประเทศไทย

น.ส.แพทองธาร ขอศาลมีคำสั่งยกเลิกมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 71 ตามที่ผู้ร้องมีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ซึ่งล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคลเพียง 2 ปาก คือ น.ส.แพทองธาร และเลขาธิการ สมช.

ขณะเดียวกัน มีการยืนยันข้อมูลในเรื่องการใช้ถ้อยคำว่า “อยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้” เป็นเพียงเจตนาที่ต้องการให้คู่เจรจาเสนอเงื่อนไขหรือความต้องการออกมาก่อน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการเจรจาเชิงผลประโยชน์ โดยการใช้เทคนิคสำคัญ คือการตั้งคำถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง ไม่ได้มีเจตนาที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขที่เสนอมาทุกกรณี

ส่วนถ้อยคำที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ว่า “เป็นฝั่งตรงข้าม” เนื่องจาก นายเคลียง ฮวด คนสนิทของสมเด็จฮุน เซน พยายามอธิบายมูลเหตุของการที่สมเด็จฮุน เซน สั่งการให้มีการปิดด่านชายแดนของฝ่ายกัมพูชา เนื่องมาจากความไม่พอใจของสมเด็จฮุน เซน ที่มีต่อแม่ทัพภาคที่ 2 (พล.ท.บุญสิน พาดกลาง) เป็นการเฉพาะเจาะจง ตนจึงจำต้องใช้เทคนิคการเจรจาที่แยกปัญหาออกจากตัวบุคคล ไม่ได้เป็นการตำหนิติเตียนในทางลบหรือแสดงให้เห็นว่าแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลไทยแต่อย่างใด แต่เป็นการอธิบายสถานการณ์ต่อฝ่ายกัมพูชาในเชิงสร้างความเข้าใจว่าฝ่ายบริหารของไทยมีเจตนาที่จะรักษาสันติและไม่ได้เป็นการโอนอ่อนหรือเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็นการดำเนินนโยบายโดยอาศัยหลักทางการทูตเพื่อรักษาเสถียรภาพของประเทศและป้องกันความขัดแย้งที่อาจลุกลาม

ทำไมแพทองธาร ชินวัตรถึงขอศาลไต่สวนพยาน 5 ปาก?

ในคำชี้แจง น.ส.แพทองธาร ยังระบุด้วยว่า การที่ตนเองกล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ในบทสนทนาเกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้รับแจ้งจากฝ่ายความมั่นคงว่าทางการกัมพูชาไม่พอใจการเคลื่อนย้ายกำลังทหารของไทย ณ ช่องบก ซึ่งไม่เป็นไปตามที่ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าในวันที่ 4 มิถุนายน 2568 จึงจำเป็นต้องสื่อสารเพื่อแยกบทบาทฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายความมั่นคง ซึ่งสมเด็จฮุน เซน รู้สึกว่าเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับกัมพูชาในขณะนั้น และเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจที่อาจนำไปสู่การเปิดเจรจาในระดับทางการต่อไปโดยไม่ใช้มาตรการทางทหาร และทางเศรษฐกิจ อันอาจส่งผลกระทบแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ

ในการขอศาลไต่สวนพยานบุคคล 5 ปากครั้งนี้ น.ส.แพทองธารหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี

ความตั้งใจเดียวของข้าพเจ้าตลอดบทสนทนา จึงเป็นเรื่องการรักษาผลประโยชน์ของชาติโดยไม่มีเจตนาจะได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน ดังจะเห็นได้จากบทสนทนาว่าไม่มีข้อความตอนใดที่ตนเรียกร้องเอาผลประโยชน์ให้ตกเป็นของตนเองหรือครอบครัวแต่อย่างหนึ่งอย่างใดหรือได้ถือเอาประโยชน์ส่วนตนเหนือกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีโดยไม่ซื่อสัตย์สุจริต หรือแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ.

การขอไต่สวนพยานบุคคล 5 ปากของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถือเป็นการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ที่มา – เปิดคำชี้แจง “แพทองธาร” ขอศาลไต่สวนพยาน 5 ปาก วอนพิจารณาคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

เพื่อไทยหวังศาล รธน. เลื่อนคดีคืนอำนาจ “อิ๊งค์”

“หมอเชิดชัย” สส.เพื่อไทย หวังศาลรัฐธรรมนูญเลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ แก้วิกฤติ เชื่อ “อิ๊งค์” ไม่ผิด หากเป็นลบยังมี “ชัยเกษม” เป็นแผนสำรอง

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการประชุมศาลรัฐธรรมนูญประจำสัปดาห์ในวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่อาจจะพิจารณานัดฟังคำวินิจฉัยคดีถอดถอน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กรณีคลิปสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่า อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญชะลอการพิจารณาคดีดังกล่าวไว้ก่อน พร้อมทั้งให้ยกเลิกคำสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี เพื่อให้กลับมามีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินในช่วงภาวะวิกฤติทั้งปัญหาสงครามชายแดน กรณีภาษีการค้าสหรัฐอเมริกา และแก้ปัญหาภายในประเทศต่างๆ ทั้งการปราบยาเสพติด คดีเขากระโดง ควรหยุดคดีนายกรัฐมนตรีไว้สัก 6 เดือน เมื่อแก้ปัญหาต่างๆ ผ่านไปแล้วค่อยนัดตัดสินคดีอีกครั้ง

นพ.เชิดชัย เผยต่อไปว่า การมีนายกรัฐมนตรีตัวจริงบริหารประเทศในภาวะวิกฤติ ย่อมเป็นผลดีต่อประเทศมากกว่านายกรัฐมนตรีรักษาการแน่นอน ที่การบริหารงานไม่ราบรื่น อย่างไรก็ตาม หากศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคดีนายกรัฐมนตรี และคำวินิจฉัยออกมาในทางลบต่อพรรคเพื่อไทย ก็มีแผนสำรองคือผลักดัน นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

แต่ถ้ายังมีการต่อต้านนายชัยเกษมอย่างหนัก จนยื้อต่อไม่ไหวจริงๆ คงต้องยุบสภา จึงอยากให้การเมืองนิ่งที่สุดเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ แต่เชื่อว่าสถานการณ์คงไม่เลวร้ายถึงขั้นนั้น ยังมั่นใจศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยนายกรัฐมนตรีไม่มีความผิด เช่นเดียวกับกระแสข่าวที่นายกรัฐมนตรีจะลาออกก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำตัดสิน ก็ไม่เป็นความจริง เป็นข่าวลือ ในพรรคไม่เคยคุยกันเรื่องนี้

ขณะเดียวกัน นพ.เชิดชัย ยังกล่าวถึงการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 ระหว่างวันที่ 13-15 สิงหาคม 2568 นั้น เชื่อว่าจะผ่านไปด้วยดี ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยกำชับ สส. และรัฐมนตรีให้อยู่ร่วมการประชุมตลอดเวลา และทุกพรรคอยากให้กฎหมายผ่าน พรรคร่วมรัฐบาลพร้อมรักษาองค์ประชุมอย่างเต็มที่ ไม่จำเป็นต้องยืมจมูกพรรคฝ่ายค้านหายใจ ขอให้ฝ่ายค้านอภิปรายอยู่ในหลักเกณฑ์ข้อบังคับการประชุม.

เพื่อไทยหวังศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ แก้วิกฤติ เชื่อ “อิ๊งค์” ไม่ผิด

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังร้อนแรง พรรคเพื่อไทยได้ออกมาแสดงความหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเลื่อนการตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีออกไปก่อน เพื่อให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน นี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ทำไมเพื่อไทยถึงหวังศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ?

เหตุผลหลักที่พรรคเพื่อไทยแสดงความหวังดังกล่าว คือ สถานการณ์วิกฤตที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสงครามชายแดน ผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา รวมถึงปัญหาภายในประเทศที่ยังต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การมีนายกรัฐมนตรีที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และการที่ศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดีออกไป จะช่วยให้นายกฯ “อิ๊งค์” สามารถบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังมั่นใจว่า น.ส.แพทองธาร ไม่ได้กระทำความผิดใดๆ และหากผลการตัดสินออกมาเป็นลบ ก็ยังมี “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นตัวเลือกสำรองในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม พรรคยังคงหวังว่าสถานการณ์จะไม่เลวร้ายถึงขั้นต้องยุบสภา และทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ โดยเชื่อว่าจะได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาด้วยดี และทุกฝ่ายจะให้ความร่วมมือในการรักษาองค์ประชุมเพื่อให้กฎหมายผ่านไปได้ด้วยดี

การเมืองไทยในขณะนี้เต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความหวังเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ปัจจุบันและความต้องการที่จะให้ประเทศสามารถก้าวผ่านวิกฤตไปได้ด้วยดี

แม้สถานการณ์จะมีความซับซ้อน แต่พรรคเพื่อไทยยังคงมีความหวังว่าทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทางที่ดี และประเทศจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย

เพื่อไทยหวังศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ แก้วิกฤติ เชื่อ “อิ๊งค์” ไม่ผิด และพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น

ที่มา – เพื่อไทยหวังศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ แก้วิกฤติ เชื่อ “อิ๊งค์” ไม่ผิด

Scroll to top