ศาลอาญา

“นานา-เวย์” ลุ้นประกันตัว หลังอัยการยื่นฟ้อง คดีฉ้อโกงฯ เสียหายกว่า 100 ล้าน

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการบันเทิงและสังคมไทยกันครับ “นานา-เวย์” ลุ้นประกันตัว หลังอัยการยื่นฟ้อง คดีฉ้อโกงฯ เสียหายกว่า 100 ล้าน คดีนี้สะเทือนใจผู้คนมาก เพราะเกี่ยวข้องกับคนดังอย่างนานา ไรบีนา และเวย์ ปริญญา ไทเทเนียม ที่ถูกอัยการจับตาและยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีฉ้อโกงแล้ว

“นานา-เวย์” ลุ้นประกันตัว หลังอัยการยื่นฟ้อง คดีฉ้อโกงฯ เสียหายกว่า 100 ล้าน

ที่ศาลอาญา เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ เวลา 11.00 น. พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 ได้ยื่นฟ้องนางไรบีนา อินทชัย (นานา) อายุ 44 ปี, นายปริญญา อินทชัย (เวย์) อายุ 44 ปี, บริษัท ฟลิกค์ออฟ เดอะ ไลท์ โปรดักส์ชั่นส์ จำกัด และบริษัท ไรบีนา 2016 จำกัด ในฐานะจำเลยที่ 1-4 ข้อหาหนักฐานร่วมกันฉ้อโกง ร่วมกู้ยืมเงินฉ้อโกงประชาชน และปลอมแปลงเอกสาร

รายละเอียดการฉ้อโกงที่อัยการฟ้อง

ตามฟ้องของอัยการระบุว่า ระหว่างเดือนเมษายน 2564 ถึงตุลาคม 2568 จำเลยทั้งหมดร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหาย 11 คน โดยโฆษณาชวนเชื่อด้วยข้อความเท็จ ชักชวนให้ลงทุนในธุรกิจต่างๆ เช่น

  • ธุรกิจปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล
  • ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์
  • ธุรกิจบริษัทกีฬา
  • กองทุนลงทุนธุรกิจต่างประเทศ
  • ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
  • ธุรกิจร้านอาหารต่างประเทศ

พวกเขาสัญญาผลตอบแทนสูงลิ่ว 4-7% ต่อเดือน หรือ 40% ของเงินลงทุน ซึ่งเกินกว่าดอกเบี้ยที่ธนาคารกฎหมายกำหนด ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ โอนเงินรวมกว่า 100 ล้านบาท เข้าบัญชีที่จำเลยแจ้ง

แต่ความจริงคือ จำเลยไม่มีเจตนานำเงินไปลงทุนจริง แต่เอาไปหมุนเวียนจ่ายให้ผู้ลงทุนรายอื่นๆ แบบ Ponzi Scheme คลาสสิก ปกปิดข้อเท็จจริงตั้งแต่แรก ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธทุกข้อหา

ความเสียหายของผู้เสียหายแต่ละราย

คดีนี้สร้างความเสียหายรุนแรง โดยอัยการขอให้ศาลสั่งชดใช้ดังนี้

  • ผู้เสียหายที่ 1: 41,683,337 บาท
  • ผู้เสียหายที่ 2: 46,394,000 บาท
  • ผู้เสียหายที่ 3: 28,795,000 บาท
  • ผู้เสียหายที่ 4: 3,550,000 บาท
  • ผู้เสียหายที่ 5: 3,150,000 บาท
  • ผู้เสียหายที่ 6: 4,364,500 บาท
  • ผู้เสียหายที่ 7: 2,970,000 บาท
  • ผู้เสียหายที่ 8: 1,500,000 บาท
  • ผู้เสียหายที่ 9: 13,951,000 บาท
  • ผู้เสียหายที่ 10: 4,000,000 บาท
  • ผู้เสียหายที่ 11: 23,684,077 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดตามกฎหมาย นับจากวันที่โอนเงินจนชำระเสร็จ ศาลรับเป็นคดีดำที่ อ.508/2569 และจำเลยทั้งสองยื่นขอประกันตัว อยู่ระหว่างพิจารณา อัยการคัดค้านเพราะกลัวหนีและทำผิดซ้ำ

คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการฉ้อโกงที่กระทบเศรษฐกิจวงกว้าง สร้างความเสียหายไม่ใช่แค่เงิน แต่ยังศรัทธาของประชาชนในการลงทุน

ข้อคิดจากคดีนี้: การลงทุนผลตอบแทนสูงเกินจริงมักเป็นกับดัก Ponzi ควรตรวจสอบผู้ประกอบการ ดูใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. หรือธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนโอนเงินทุกครั้ง หากเจอสัญญาณเตือน อย่าลังเลที่จะแจ้งตำรวจหรือ สคบ. เพื่อปกป้องตัวเองและคนรอบข้าง แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้กันนะครับ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ!

ที่มา – “นานา-เวย์” ลุ้นประกันตัว หลังอัยการยื่นฟ้อง คดีฉ้อโกงฯ เสียหายกว่า 100 ล้าน

“โรม” ขึ้นศาลคดีหมิ่นประมาท “เบน สมิธ” เชื่อ ประชาชนรู้อยู่ ฟ้องเพื่ออะไร

“โรม” ขึ้นศาลคดีหมิ่นประมาท “เบน สมิธ” เชื่อ ประชาชนรู้อยู่ ฟ้องเพื่ออะไร เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตา เมื่อนายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ต้องขึ้นศาลในคดีหมิ่นประมาทที่นายเบน สมิธ ยื่นฟ้อง เรียกค่าเสียหายถึง 100 ล้านบาท ปมกล่าวหาว่าเบน สมิธมีเอี่ยวกับแก๊งสแกมเมอร์และฟอกเงินในการอภิปรายสภา

“โรม” ขึ้นศาลคดีหมิ่นประมาท “เบน สมิธ” เชื่อ ประชาชนรู้อยู่ ฟ้องเพื่ออะไร

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญารัชดาภิเษก ศาลนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐาน รังสิมันต์ โรม เดินทางมาพร้อมทีมทนาย เผยแนวทางการต่อสู้คดีอย่างมั่นใจ โดยยื่นรายชื่อพยานบุคคลถึง 16 ปาก รวมถึงตัวนายเบน สมิธ โจทก์เอง เพื่อซักถามข้อเท็จจริงโดยตรง

โรมยืนยันว่า การอภิปรายในสภาและการให้สัมภาษณ์สื่อเป็นหน้าที่ที่ทำอย่างสุจริต ไม่หนักใจคดีนี้เลย เพราะประชาชนเข้าใจเจตนาของการฟ้องร้องดีอยู่แล้ว มันอาจทำให้เกิดบรรยากาศหวาดกลัวในการค้นหาความจริง โดยเฉพาะปัญหาสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายมหาศาลให้ประเทศไทย แม้ตอนนี้ข่าวจะเงียบ แต่คดีแจ้งความยังล้นมือ

รายละเอียดพยานและกลยุทธ์ต่อสู้คดี

ในบัญชีพยาน 16 ปาก ยังไม่มีนักการเมืองใหญ่ที่ถูกกล่าวถึง แต่โรมไม่ปฏิเสธว่าจะเพิ่มภายหลัง พยานเหล่านี้จะช่วยยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องของเบน สมิธกับเครือข่ายสแกมเมอร์

  • ยื่นเบน สมิธเป็นพยานเพื่อซักถามตรงๆ
  • พยานอื่นๆ รวม 15 ปาก เป็นบุคคลทั่วไปและผู้เกี่ยวข้อง
  • เน้นข้อมูลคดี Huione Pay ที่อาจยึดทรัพย์ได้ 3.3 ล้านล้านบาท

โรมชี้ว่า การฟ้องคดีนี้ไม่กระทบงานในสภา และขอให้ประชาชนพิจารณาว่าเป็นการใช้สิทธิศาลอย่างสุจริตหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อ ปปง. ส่งสำนวนยึดทรัพย์เครือข่ายเบน สมิธ 12,123 ล้านบาทจากคดีน.ส.แตงไทยให้อัยการพิจารณา

ผลกระทบต่อการเมืองและฝ่ายค้าน

แม้พรรคที่ถูกกล่าวว่าสนิทเบน สมิธอาจมาร่วมฝ่ายค้าน โรมมองว่าเป็นเรื่องปกติของกลไกรัฐสภา พรรคประชาชนพร้อมทำงานร่วมกันตามกฎหมาย ไม่หวั่นใย เพราะเคยร่วมกับพรรคอุดมการณ์ต่างกันมาก่อน

โรมยังเรียกร้องให้ตำรวจสอบสวนกลางขยายผลคดี Huione Pay ที่ตนเคยนำเสนอสมัยเป็นกรรมาธิการความมั่นคง หากสำเร็จจะคืนเงินให้ประชาชนได้มากกว่าคดีแตงไทยหลายเท่า สะท้อนปัญหาการฟอกเงินจากสแกมเมอร์ที่ยังรอการแก้ไขจริงจัง

กรณี “โรม” ขึ้นศาลคดีหมิ่นประมาท “เบน สมิธ” เชื่อ ประชาชนรู้อยู่ ฟ้องเพื่ออะไร นี้นอกจากเป็นคดีส่วนตัว ยังเป็นตัวอย่างของการต่อสู้เพื่อความโปร่งใสในสังคมไทย ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการ เพราะอาจนำไปสู่การเปิดโปงเครือข่ายใหญ่กว่าเดิม

สุดท้าย คดีนี้ชี้ให้เห็นว่าการตรวจสอบอำนาจต้องกล้าหาญ ท่านคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายต่อไป

ที่มา – “โรม” ขึ้นศาลคดีหมิ่นประมาท “เบน สมิธ” เชื่อ ประชาชนรู้อยู่ ฟ้องเพื่ออะไร

จับตา “ศาลอาญา” นัดตัดสิน 2 คดีสำคัญ “แอม ไซยาไนด์ – อานนท์ นำภา”

วันนี้เป็นวันที่คนทั้งประเทศ จับตา “ศาลอาญา” นัดตัดสิน 2 คดีสำคัญ “แอม ไซยาไนด์ – อานนท์ นำภา” กันอย่างใกล้ชิด ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ได้กำหนดนัดฟังคำพิพากษาใน 2 คดีร้อนที่สร้างความฮือฮาให้กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน คดีแรกคือกรณีของ “แอม ไซยาไนด์” หรือนางสาวสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ ผู้ต้องหาการถวายยาพิษไซยาไนด์ให้กับสารวัตรปู หรือ พ.ต.ต.หญิงนิภา แสนจันทร์ ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า และคดีที่สองคือคดีของนายอานนท์ นำภา กับพวก ในข้อหากระทำผิดฐานหมิ่นประมาทสถาบันเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

จับตา “ศาลอาญา” นัดตัดสิน 2 คดีสำคัญ “แอม ไซยาไนด์ – อานนท์ นำภา”

การนัดตัดสินครั้งนี้เกิดขึ้นในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัวผู้ต้องหาทั้งสองมาที่ศาล คดีของแอม ไซยาไนด์นัดพิจารณาที่ห้อง 813 ส่วนคดีอานนท์ นำภานัดที่ห้อง 801 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป แฟนข่าวอาชญากรรมและผู้สนใจจำนวนมากต่างมารอติดตามผลการตัดสิน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง

รายละเอียดคดีแอม ไซยาไนด์ วางยาพิษสารวัตรปู

คดีนี้เริ่มต้นจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อแอม ไซยาไนด์ วางยาพิษไซยาไนด์ลงในอาหารหรือเครื่องดื่มของสารวัตรปู ส่งผลให้เสียชีวิตโดยเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ไซยาไนด์เป็นสารพิษร้ายแรงที่สามารถทำให้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว หลักฐานในคดีมีทั้งพยานบุคคล การตรวจสอบร่องรอยสารพิษในร่างกายผู้เสียหาย และคำให้การของผู้ต้องหาเอง ทำให้คดีนี้เป็นที่สนใจเพราะเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมที่วางแผนมาอย่างรอบคอบ

ตลอดการพิจารณาคดี ศาลได้ไต่สวนพยานฝั่งอัยการและผู้ต้องหาอย่างละเอียด ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าสารไซยาไนด์พบในปริมาณสูงเกินกว่าที่จะเกิดจากอุบัติเหตุ แอมเองก็ให้การรับสารภาพบางส่วน แต่ยังมีประเด็นโต้แย้งเรื่องเจตนาและแรงจูงใจ ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาส่วนตัวและความขัดแย้งระหว่างผู้ต้องหากับผู้เสียหาย

คดีอานนท์ นำภา กับพวก หมิ่นประมาทเบื้องสูง

อีกคดีหนึ่งที่ จับตา “ศาลอาญา” นัดตัดสิน 2 คดีสำคัญ “แอม ไซยาไนด์ – อานนท์ นำภา” คือคดีของนายอานนท์ นำภา ทนายความชื่อดังที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานหมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์ตามมาตรา 112 คดีนี้เกิดจากการโพสต์ข้อความและการปราศรัยในที่สาธารณะที่ถูกมองว่าเข้าข่ายหมิ่นประมาท อานนท์และพวกถูกจับกุมและดำเนินคดีมานานหลายปี โดยมีประเด็นสำคัญคือเสรีภาพในการแสดงออกเทียบกับการคุ้มครองสถาบัน

  • ข้อกล่าวหาหลัก: โพสต์ภาพและข้อความหมิ่นประมาทในโซเชียลมีเดีย
  • พยานหลัก: ตำรวจกองปราบปรามและพยานบุคคล
  • การต่อสู้ในศาล: อานนท์ให้การปฏิเสธและอ้างเสรีภาพการเมือง
  • นัดฟังคำพิพากษา: 20 ก.พ. 2569 เวลา 09.00 น. ห้อง 801

คดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นประเด็นทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความแตกแยกในสังคมไทยเรื่องการตีความกฎหมาย 112 ที่ถูกใช้อย่างกว้างขวางในช่วงหลังๆ

ทั้งสองคดีนี้มีความสำคัญเพราะเป็นตัวอย่างของคดีอาชญากรรมร้ายแรงและคดีการเมืองที่อาจกำหนดทิศทางของการตัดสินคดีในอนาคต นักกฎหมายและนักวิชาการหลายคนคาดการณ์ว่าผลอาจออกมาในรูปแบบรอลงอาญาหรือจำคุก ขึ้นอยู่กับดุลพยาน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะผลออกมาเป็นอย่างไร คดีเหล่านี้จะเป็นบทเรียนให้สังคมไทยได้ไตร่ตรองถึงความยุติธรรมและเสรีภาพ

ในมุมมองของผู้เขียน คดี จับตา “ศาลอาญา” นัดตัดสิน 2 คดีสำคัญ “แอม ไซยาไนด์ – อานนท์ นำภา” แสดงให้เห็นว่ากฎหมายไทยยังคงเข้มแข็งในการปกป้องชีวิตและสถาบัน แต่ก็ต้องสมดุลกับสิทธิส่วนบุคคล หากคุณสนใจข่าวอาชญากรรมและการเมือง ติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตผลตัดสินแบบเรียลไทม์ และแสดงความคิดเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – จับตา “ศาลอาญา” นัดตัดสิน 2 คดีสำคัญ “แอม ไซยาไนด์ – อานนท์ นำภา”

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 30 ปี “โจ้ พฤติกร” ผิด ม.112

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 30 ปี “โจ้ พฤติกร” ผิด ม.112 กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความสนใจในสังคมไทยอย่างมาก คดีนี้เกี่ยวข้องกับนายพฤติกร สาระกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โจ้” อดีตทีมงานของคณะก้าวหน้า ซึ่งถูกกล่าวหาว่าละเมิดมาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผ่านการโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดีย

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 30 ปี “โจ้ พฤติกร” ผิด ม.112

การพิจารณาคดีเกิดขึ้นที่ห้องพิจารณา 907 ศาลอาญา ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 น. ตามคดีหมายเลขดำ อ.1486/2566 โดยพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายพฤติกรในข้อหาดูหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560

ที่น่าสนใจคือ จำเลยหลบหนีระหว่างการพิจารณาคดี ทำให้ศาลต้องออกหมายจับและสั่งปรับนายประกัน ทนายความของคดีนี้คือ นายอานนท์ นำภา นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและทนายความชื่อดัง ซึ่งเดินทางมาจากเรือนจำเพื่อฟังคำพิพากษา เนื่องจากกำลังรับโทษจากคดีมาตรา 112 คดีอื่น

รายละเอียดข้อกล่าวหาในคดี

โจทก์ฟ้องว่านายพฤติกรได้โพสต์ข้อความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ระหว่างวันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 ถึง 27 มีนาคม 2565 โดยนำเข้าข้อมูลดังกล่าวสู่ระบบคอมพิวเตอร์ผ่านแอปพลิเคชันทวิตเตอร์ (ปัจจุบันคือ X) ข้อความเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการใส่ความ ทำให้พระมหากษัตริย์ถูกดูหมิ่นหรือเกลียดชัง รวมถึงปลุกปั่นให้ประชาชนเข้าใจผิดและต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่สงบในราชอาณาจักร

จำเลยทราบดีว่าข้อมูลที่โพสต์นั้นเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง แต่ยังคงกระทำผิดโดยฝ่าฝืนกฎหมาย

คำพิพากษาของศาลและการรวมโทษ

ศาลอาญาพิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว เห็นว่าจำเลยมีความผิดจริงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(3) โดยเป็นความผิดหลายกระทง รวม 10 กระทง กระทงละ 3 ปี รวมโทษทั้งสิ้น 30 ปี

นอกจากนี้ ศาลสั่งให้นับโทษนี้ต่อจากคดีก่อนหน้า คือคดีหมายเลข อ.1485/2566 ที่ศาลพิพากษาจำคุกนายพฤติกร 20 ปี จากความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เช่นกัน ทำให้โทษรวมทั้งหมดสูงถึง 50 ปี

พื้นหลังของนายพฤติกรและบริบททางการเมือง

นายพฤติกร สาระกุล หรือ “โจ้ พฤติกร” เคยเป็นทีมงานของคณะก้าวหน้า ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สนับสนุนการปฏิรูปสถาบันต่าง ๆ รวมถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของคลื่นคดีมาตรา 112 ที่เกิดขึ้นหลังการชุมนุมทางการเมืองในปี 2563-2564 ซึ่งมีบุคคลหลายคนถูกดำเนินคดีจากโพสต์หรือพูดในที่สาธารณะ

คดีมาตรา 112 มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่เสรีภาพการแสดงออก แต่ศาลยืนยันว่ากฎหมายนี้คุ้มครองสถาบันที่เป็นที่เคารพสักการะของชาติ

ผลกระทบและมุมมองต่อสังคม

คำพิพากษานี้สะท้อนถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดต่อการละเมิดมาตรา 112 ในยุคดิจิทัล ที่โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่ข้อมูล ผู้ที่สนใจควรระมัดระวังการแสดงความเห็นเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดี

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมไทยตระหนักถึงขอบเขตของเสรีภาพการแสดงออกท่ามกลางกฎหมายที่ปกป้องสถาบันหลัก หากคุณมีประสบการณ์หรือความเห็นเกี่ยวกับคดีมาตรา 112 แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย! ติดตามข่าวสารกฎหมายและการเมืองอัปเดตทุกวัน

ที่มา – ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 30 ปี “โจ้ พฤติกร” อดีตทีมงานคณะก้าวหน้า ผิด ม.112

เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน รุ่น 10 ดูงานศาลอาญา

วันนี้เรามาพูดถึงกิจกรรมสุดน่าประทับใจของ เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน รุ่น 10 กันนะคะ ที่ได้ไปศึกษาดูงานที่ศาลอาญา พร้อมรับฟังคำแนะนำจากนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่ให้กำลังใจเยาวชนให้ค้นหาตัวเองให้เจอในสังคมที่หลากหลาย โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างเยาวชนจากพื้นที่ชายแดนใต้กับส่วนกลาง โดยมีเด็กและเยาวชนกว่า 120 คน จากจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และ 4 อำเภอในสงขลา มาร่วมกิจกรรมด้วยกัน

เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน รุ่น 10 พบปะรมว.ซาบีดา

กิจกรรมเริ่มต้นที่โรงแรมไมด้า ดอนเมือง แอร์พอร์ต เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.45 น. นางสาวซาบีดา ได้มาบรรยายพิเศษในหัวข้อ “การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม” ให้กับ เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน รุ่น 10 โดยมีนายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา เป็นประธานคณะทำงานโครงการ คอยต้อนรับทุกคนอย่างอบอุ่น

คุณซาบีดาเล่าประสบการณ์ส่วนตัวจากครอบครัวมุสลิมในจังหวัดอุทัยธานี ที่อยู่ท่ามกลางสังคมพุทธเป็นหลัก เธอเล่าว่าเพื่อนๆ อาจไม่เข้าใจวิถีชีวิตมุสลิมตอนแรก แต่พออธิบายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน แสดงให้เห็นว่าความแตกต่างทางศาสนาไม่ใช่อุปสรรค หากเรามีหัวใจเปิดกว้าง นโยบายรัฐบาลยังส่งเสริมความหลากหลาย เช่น การยอมรับโรงเรียนสอนภาษายาวีและมลายูในภาคใต้ ซึ่งช่วยรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้ได้ดี

ซาบีดา หนุนค้นหาตัวเองให้เจอ

นอกจากเรื่องวัฒนธรรม คุณซาบีดายังแบ่งปันเรื่องราวช่วงแรกที่รับตำแหน่งรมว.วัฒนธรรม ที่มีคนตั้งคำถามว่า ผู้หญิงมุสลิมจะดูแลกระทรวงนี้ได้ยังไง เธอตอบว่า ได้เข้าพบผู้นำศาสนาทุกนิกาย ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม ซิกข์ และทุกคนให้กำลังใจว่า “ความเป็นมุสลิมไม่ใช่ข้อจำกัด” มันพิสูจน์แล้วว่าเธอทำได้เต็มที่จากประสบการณ์รัฐมนตรีช่วยมหาดไทยมาก่อน สำหรับเยาวชน เธอให้กำลังใจให้ค้นหาตัวเอง อย่าเครียดเกินไป อย่างตัวเธอเคยอยากเป็นวิศวกร แต่สุดท้ายชอบกฎหมาย ก็ใช้ชีวิตให้สนุกไปเลยค่ะ

เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน รุ่น 10 ศึกษาดูงานที่ศาลอาญาและศาลเยาวชน

หลังบรรยายเสร็จ บ่ายเวลา 13.00 น. คณะ เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน รุ่น 10 ย้ายมาที่ศาลอาญา ถนนรัชดา พบนายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และนายทรงเดช บุญธรรม เลขานุการศาลอาญา เพื่อศึกษาดูงานจริงๆ ได้เรียนรู้การทำงานใน:

  • ส่วนไกล่เกลี่ย (ชั้น 7) – ดูกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
  • ห้องเวรชี้ (ชั้น 1) – ศึกษาการชี้ตัวผู้ต้องหา
  • ห้องเวรสั่งฝากขัง (ชั้น 2) – เรียนรู้ขั้นตอนฝากขัง
  • ศูนย์คุ้มครองสิทธิ (ชั้น 8) – เข้าใจสิทธิผู้เสียหายและจำเลย

ต่อมาเวลา 15.15 น. ไปศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง พบนายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร อธิบดีผู้พิพากษา และนายกมลศักดิ์ ชัยชนะวิชชกิจ ผู้พิพากษาช่วยงาน ได้ดูห้องพิจารณาคดีที่เป็นมิตรต่อเด็กและเยาวชน เรียนรู้ผังที่นั่งของผู้พิพากษา อัยการ ทนาย ห้องควบคุม ชั้น 1 และส่วนอื่นๆ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้เยาวชนเห็นภาพการทำงานของระบบยุติธรรมไทยแบบใกล้ชิด

โครงการ เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน รุ่น 10 ไม่ใช่แค่ดูงาน แต่เป็นการสร้างสะพานเชื่อมโยงหัวใจเยาวชนชายแดนใต้กับส่วนกลาง สร้างความเข้าใจในกฎหมาย วัฒนธรรม และการอยู่ร่วมกัน ในยุคที่สังคมพหุวัฒนธรรมเป็นเรื่องสำคัญ โครงการแบบนี้ช่วยลดช่องว่าง สร้างพลเมืองรุ่นใหม่ที่มีหัวใจเดียวกันจริงๆ ค่ะ

สุดท้ายนี้ ขอชวนทุกคนที่สนใจ ค้นหาตัวเองและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ผ่านโครงการดีๆ แบบนี้ ถ้าคุณมีประสบการณ์คล้ายกัน แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะคะ จะได้แลกเปลี่ยนไอเดียกัน!

ที่มา – เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน รุ่น 10 ดูงานที่ศาลอาญา “ซาบีดา” หนุนค้นหาตัวเองให้เจอ

ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด”

ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิด คดีหมิ่นประมาท “วีระ สมความคิด” หลังโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุ “นักร้องรับจ้างไงจะใครล่ะ” ไม่ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

ที่ห้องพิจารณา 714 ศาลอาญา เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 19 ธ.ค. 2568 ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดำอ.711 /2567 ที่นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.)เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ปารีณา หรือ เอ๋ ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ,พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พร้อมเรียกค่าเสียหาย 3 แสนบาท 

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 65 จําเลยโพสต์เฟซบุ๊ก ให้บุคคลทั่วไปทราบว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี เป็นนักร้องรับจ้าง (ได้รับเงินในการไปร้องเรียนข้าราชการ ทุจริต) อันเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย พร้อมเรียกค่าเสียหาย 3 แสนบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี 

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ข้อความที่จำเลยโพสต์ว่า “นักร้องรับจ้างไงจะใครล่ะ” ความหมายตามพจนานุกรม ความหมายว่า นักร้องหมายถึงศิลปิน นักร้องที่ทำงานโดยรับค่าจ้าง เป็นอาชีพสุจริต ส่วนคำว่านักร้องรับจ้างทางการเมือง ผู้ที่สนใจทางการเมืองเท่านั้นถึงเข้าใจว่า หมายถึงผู้ที่ทำการร้องเรียนไปในทางที่ไม่ดี ดังนั้น คำว่านักร้องรับจ้างจึงไม่ใช่ข้อความที่จะทำให้เสื่อมเสียโดยตัวเอง ผู้ที่รับฟังจะต้องนำบริบทเนื้อหาแวดล้อมอื่นเข้ามาประกอบด้วยจึงจะเข้าใจ

เห็นว่าข้อความดังกล่าวไม่ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่นเกลียดชัง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326,328 จำเลยไม่จำเป็นต้องชดใช้ค่าเสียหาย 3 แสนบาทให้แก่โจทก์ พิพากษายกฟ้อง  

 ภายหลังจากฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้น น.ส.ปารีณา เดินทางกลับทันทีโดยไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด

ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด”

คดีที่น่าสนใจนี้จบลงด้วยการที่ศาลยกฟ้องคุณปารีณาในคดีหมิ่นประมาทคุณวีระ สมความคิด สิ่งที่น่าพิจารณาคือข้อความที่นำไปสู่การฟ้องร้องนั้นมีความกำกวมและต้องตีความจากบริบทแวดล้อม

รายละเอียดคำพิพากษาคดี “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด”

จากข้อมูลที่ได้ ศาลอาญาได้ทำการยกฟ้องในคดีที่นายวีระ สมความคิดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ปารีณา หรือ เอ๋ ไกรคุปต์ ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ สืบเนื่องมาจากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กของ น.ส.ปารีณา.

ใจความสำคัญของคดี:

  • วันที่ 19 ธันวาคม 2568 ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องคดีดำ อ.711/2567 ที่นายวีระ สมความคิด เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ปารีณา หรือ เอ๋ ไกรคุปต์ ในข้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
  • นายวีระ สมความคิด ฟ้องร้อง น.ส.ปารีณา จากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กที่ระบุว่า “นักร้องรับจ้างไงจะใครล่ะ” ซึ่งนายวีระเห็นว่าเป็นการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง
  • ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อความดังกล่าวไม่ได้ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงโดยตัวของมันเอง ผู้ที่รับฟังจะต้องนำบริบทอื่นมาประกอบด้วย
  • ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง น.ส.ปารีณา และไม่จำเป็นต้องชดใช้ค่าเสียหาย 3 แสนบาทให้แก่นายวีระ

คำตัดสินของศาลในคดี ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณาบริบทแวดล้อมในการตีความข้อความ การที่ศาลยกฟ้องนั้นเป็นเพราะข้อความที่ น.ส.ปารีณา โพสต์ไม่ได้มีความหมายที่ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียงโดยตัวของมันเอง แต่ต้องมีการตีความร่วมกับบริบทอื่นๆ

คดีนี้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจในการพิจารณาคดีหมิ่นประมาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการโพสต์ข้อความใดๆ บนโซเชียลมีเดียนั้นจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจนำไปสู่การฟ้องร้องได้ ถึงแม้ว่าในกรณีนี้ ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด” แต่ก็เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับทุกคน

ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความสุจริต เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นได้ การใช้ภาษาที่ชัดเจนและหลีกเลี่ยงการใช้คำที่มีความหมายกำกวมจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

สำหรับใครที่ติดตามข่าวสารนี้อยู่ หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้นนะครับ และอย่าลืมตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านก่อนที่จะแชร์หรือแสดงความคิดเห็นใดๆ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการใช้สื่อสังคมออนไลน์ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางกฎหมายตามมา ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด” เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ

ที่มา – ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด”

ศาลพิพากษาจำคุกจ่าเอ็ม มือยิงลิม กิมยา

ในวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาที่น่าติดตามในคดีสะเทือนขวัญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการลอบยิงนักการเมืองกัมพูชาในแผ่นดินไทย คดีนี้สร้างความฮือฮาเพราะเป็นการเมืองข้ามชาติที่ลงเอยด้วยความยุติธรรมจากศาลไทย

ศาลพิพากษา จำคุกตลอดชีวิต “จ่าเอ็ม” มือยิง “ลิม กิมยา” อดีต สส.ฝ่ายค้านกัมพูชาเสียชีวิต

ศาลพิพากษา จำคุกตลอดชีวิต “จ่าเอ็ม” มือยิง “ลิม กิมยา” อดีต สส.ฝ่ายค้านกัมพูชาเสียชีวิต หลังจากพิจารณาพยานหลักฐานอย่างละเอียด คำตัดสินนี้เกิดขึ้นที่ห้องพิจารณาคดีหมายเลข 806 ของศาลอาญา เวลา 09.00 น. โดยมีนางอานน์ มารี อ็องเดร ครูช ภรรยาของผู้เสียชีวิตเป็นโจทก์ร่วม พนักงานอัยการยื่นฟ้อง พ.จ.อ.เอกลักษณ์ แพน้อย หรือ “จ่าเอ็ม” ในฐานะจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และยิงปืนโดยใช่เหตุในเขตเมือง

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2568 เวลาประมาณ 17.30 น. บริเวณวงเวียน 13 ห้าง ย่านถนนข้าวสาร ซึ่งเป็นย่านท่องเที่ยวยอดนิยมในกรุงเทพฯ นายลิม กิมยา วัย 74 ปี สัญชาติกัมพูชา อดีตสมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านจากพรรคกู้ชาติกัมพูชา ถูกยิงเสียชีวิตอย่างกะทันหัน การลอบสังหารนี้เชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองในกัมพูชา โดยผู้ต้องหาหลักคือจ่าเอ็ม ซึ่งรับสารภาพต่อศาล

รายละเอียดคำพิพากษาในคดีนี้

ศาลพิจารณาว่าพยานหลักฐานของโจทก์น่าเชื่อถือ โดยยืนยันว่าจ่าเอ็มคือผู้ก่อเหตุที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายด้วยเจตนาฆ่าให้ถึงตาย ซึ่งเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลจึงพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โทษประหารชีวิต สำหรับฐานยิงปืนในที่สาธารณะ โทษจำคุก 1-5 ปี แต่เนื่องจากให้การรับสารภาพ ลดโทษครึ่งหนึ่ง ทำให้ฐานฆ่าลดเหลือจำคุกตลอดชีวิต

นอกจากนี้ จ่าเอ็มยังถูกตัดสินในฐานะครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุก 8 เดือน ลดเหลือ 4 เดือน และฐานพกพาอาวุธในเมือง โทษ 6 เดือน ลดเหลือ 3 เดือน รวมโทษทั้งหมดจึงจำคุกตลอดชีวิต พร้อมริบของกลาง และสั่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,790,599 บาท พร้อมดอกเบี้ย 5% ต่อปี แก่ภรรยาผู้ตาย

ส่วนจำเลยที่ 2 คือ นายชาคิตหรือชำนาญ บัวปลี ซึ่งถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือผู้กระทำผิด ศาลยกฟ้อง เพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอ พบเพียงว่าช่วยขับรถรับจ้างจากชลบุรีไปสระแก้ว ค่าโดยสาร 4,500 บาท ซึ่งเป็นธุรกรรมปกติ ไม่มีเจตนาพิเศษในการช่วยเหลืออาชญากรรม

  • เหตุการณ์เกิด: 7 ม.ค. 2568 ที่ถนนข้าวสาร
  • ผู้เสียชีวิต: ลิม กิมยา อดีต สส.กัมพูชา
  • ผู้ต้องหาหลัก: พ.จ.อ.เอกลักษณ์ แพน้อย (จ่าเอ็ม)
  • โทษ: จำคุกตลอดชีวิต + ชดใช้ค่าเสียหาย
  • จำเลยที่ 2: ยกฟ้อง

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของระบบยุติธรรมไทยในการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองต่างด้าว การพิพากษาครั้งนี้ไม่เพียงนำความยุติธรรมมาสู่ครอบครัวผู้เสียหาย แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายของความขัดแย้งทางการเมืองที่ลุกลามข้ามพรมแดน

จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ คดีศาลพิพากษา จำคุกตลอดชีวิต “จ่าเอ็ม” มือยิง “ลิม กิมยา” อดีต สส.ฝ่ายค้านกัมพูชาเสียชีวิต ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติว่าประเทศไทยเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย แม้จะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น หากคุณสนใจเรื่องกฎหมายหรือคดีดังๆ แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ที่มา – ศาลพิพากษา จำคุกตลอดชีวิต “จ่าเอ็ม” มือยิง “ลิม กิมยา” อดีต สส.ฝ่ายค้านกัมพูชาเสียชีวิต

ลูกเกด สส. โดนคุก 2 ปี 8 เดือน คดี 112

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน “ลูกเกด” ชลธิชา แจ้งเร็ว สส.พรรคประชาชน คดี 112 โดยไม่รอลงอาญา ขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นประกันตัว

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ที่ห้องพิจารณา 901 ศาลอาญา เวลา 10.00 น. ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีดูหมิ่นสถาบัน หมายเลขดำ อ.595/65 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือลูกเกด สส.พรรคประชาชน (ปชน.) จังหวัดปทุมธานี ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 4(3)

คดีนี้สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 ที่จำเลยได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับ “ราษฎรสาส์น” ซึ่งเป็นจดหมายเปิดผนึกถึงสถาบัน โดยมีเนื้อหาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบัน เช่น การไปพักอาศัยในต่างประเทศ การโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณไปเป็นส่วนราชการในพระองค์ การใช้จ่ายงบประมาณของสถาบันที่ฟุ่มเฟือย และการเลื่อนยศตำแหน่งให้กับข้าราชการและพลเรือน จำเลยได้ให้การปฏิเสธและขอต่อสู้คดี พร้อมทั้งได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา

ในวันนี้ น.ส.ชลธิชาเดินทางมาศาล โดยมีกลุ่มเพื่อน สส. จากพรรคประชาชนมาให้กำลังใจ อาทิ นายปิยรัฐ จงเทพ, นายสหัสวัต คุ้มคง รวมถึงนายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล นอกจากนี้ยังมีคณะทูตจากต่างประเทศเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

น.ส.ชลธิชากล่าวว่า เธอไม่ได้รู้สึกกังวลใจแต่อย่างใด เนื่องจากในช่วงที่มีการสืบพยาน เธอได้ทำหน้าที่ในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมข้อเท็จจริงต่างๆ หลักการและเหตุผล รวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราศรัยของเธอ ดังนั้นจึงไม่ได้มีความกังวลใดๆ ที่สำคัญ ไม่ว่าคำพิพากษาจะออกมาในรูปแบบใด เธอได้เตรียมตัวเรื่องการประกันตัวไว้แล้ว โดยคาดหวังว่าศาลจะให้สิทธิในการประกันตัว ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และเนื่องจากเป็นเพียงศาลชั้นต้น ยังมีสิทธิในการยื่นอุทธรณ์และฎีกาต่อไป เธอหวังว่าสิทธิในการประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์จะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เธอควรได้รับ

น.ส.ชลธิชากล่าวต่อไปว่า ข้อเท็จจริงที่เธอได้ปราศรัยนั้นมีกฎหมายรองรับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกกฎหมายในช่วงรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมองว่ามีปัญหาในเรื่องของการใช้พระราชอำนาจกับสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งมีคำปราศรัยของเพื่อน สส. อย่างคุณเบญจา แสงจันทร์ ที่ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจน ทำให้สังคมเห็นภาพเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณของสถาบันพระมหากษัตริย์ในช่วงเวลานั้น ถ้อยคำที่เธอได้ปราศรัยไปนั้นมาจากความสนิทใจและความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความปรารถนาดีต่อสถาบันฯ ที่อยากจะเห็นสถาบันพระมหากษัตริย์ยืนยงและมั่นคงในประเทศไทย

เมื่อถามถึงกรณีที่ศาลอาจไม่ให้ประกันตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตำแหน่ง สส. หรือไม่ น.ส.ชลธิชากล่าวว่า ทั้งตัวเธอและพรรคประชาชนได้เตรียมความพร้อมในทุกกรณี ไม่ว่าเธอจะสามารถออกมาทำหน้าที่ในฐานะ สส. ได้หรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ตาม เธอขอยืนยันกับประชาชนในพื้นที่ว่า พรรคประชาชนจะมีผู้แทนในเขตนั้นที่พร้อมทำหน้าที่ดูแลพวกเขาอย่างเต็มที่แน่นอน

ล่าสุด ศาลอาญารัชดาได้มีคำพิพากษาจำคุก น.ส.ชลธิชา เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง พิพากษาจำคุกจำเลยเป็นเวลา 4 ปี แต่เนื่องจากคำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง จึงเห็นสมควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน

ขณะนี้ทีมทนายความอยู่ระหว่างการยื่นขอประกันตัว และจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

ศาลสั่งคุก 2 ปี 8 เดือน “ลูกเกด” สส.พรรคประชาชน คดี 112

รายละเอียดคดี “ลูกเกด” สส.พรรคประชาชน คดี 112

คดีของลูกเกด ชลธิชา ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายมาตรา 112 ในปัจจุบัน การที่ศาลตัดสินจำคุกโดยไม่รอลงอาญา ย่อมส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปว่าการยื่นประกันตัวในชั้นอุทธรณ์จะประสบผลสำเร็จหรือไม่

การตัดสินคดีลูกเกด สส.พรรคประชาชน คดี 112 นี้ ยังเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพในการแสดงออกและความคิดเห็นในสังคมไทย การวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงเป็นประเด็นที่อ่อนไหวและต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง

สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการเมืองไทย คงต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวในคดีลูกเกด สส.พรรคประชาชน คดี 112 นี้อย่างใกล้ชิดต่อไป ทั้งในแง่ของกระบวนการทางกฎหมายและการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นตามมา

คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนตระหนักถึงขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงออก และความสำคัญของการใช้สิทธิอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เปิดกว้างและเคารพในความหลากหลายทางความคิดเห็น

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในข้อกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อที่จะสามารถใช้สิทธิของตนเองได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

การที่ศาลมีคำตัดสินลูกเกด สส.พรรคประชาชน คดี 112 จำคุก 2 ปี 8 เดือนโดยไม่รอลงอาญา ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความเหมาะสมและความเป็นธรรมของกฎหมายดังกล่าว และอาจนำไปสู่การเรียกร้องให้มีการแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 ในอนาคต

ที่มา – สั่งคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา “ลูกเกด” สส.พรรคประชาชน คดี 112

ศาลรับฟ้อง “รักชนก-สหัสวัต” หมิ่น “สุชาติ” ซื้อตึก SKYY9

ศาลรับฟ้อง “รักชนก-สหัสวัต” หมิ่น “สุชาติ” ซื้อตึก SKYY9 นัดสอบ 3 พ.ย.

ศาลอาญาได้รับฟ้องคดีที่ “รักชนก-สหัสวัต” หมิ่น “สุชาติ” ซื้อตึก SKYY9 โดยชี้ว่าการวิพากษ์วิจารณ์ต้องมีขอบเขต นัดสอบคำให้การในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ฟ้องร้องนางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาชน และนายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี จากพรรคประชาชน เช่นกัน โดยเรียกค่าเสียหายรายละ 50 ล้านบาทในข้อหาหมิ่นประมาท จากกรณีที่ทั้งสองคนได้แถลงข่าวเกี่ยวกับการซื้อตึก SKYY9 โดยมีการฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญา

รักชนก-สหัสวัต

ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยได้ส่งทนายความเป็นตัวแทนในการเข้ารับฟังคำสั่ง ซึ่งใช้เวลาในการพิจารณาประมาณ 30 นาที นายเฉลิมชัย ศรียุภักดิ์ ทนายความของนายสุชาติ เปิดเผยว่า ศาลได้มีคำสั่งว่าคดีดังกล่าวมีมูลความผิดครบองค์ประกอบตามที่โจทก์ได้นำเสนอพยานหลักฐานต่อศาล โดยเหตุผลที่ศาลพิจารณาคือ แม้นายสุชาติจะเป็นบุคคลสาธารณะก็จริง แต่การวิพากษ์วิจารณ์ก็ต้องมีขอบเขต และในกรณีนี้ศาลมองว่าเป็นการใส่ความที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ อย่างไรก็ตาม จำเลยยังไม่ได้ถูกตัดสินว่าเป็นผู้กระทำความผิด แต่เมื่อคดีมีมูลก็จะต้องมีการต่อสู้คดีกันต่อไป

ศาลนัดสอบคำให้การ “รักชนก-สหัสวัต” หมิ่น “สุชาติ” ซื้อตึก SKYY9

ทั้งนี้ ศาลได้นัดหมายให้มีการสอบคำให้การในครั้งต่อไป โดยทางจำเลยจะต้องดำเนินการประกันตัวในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลา 09.00 น. เกี่ยวกับกรณี “รักชนก-สหัสวัต” หมิ่น “สุชาติ” ซื้อตึก SKYY9 เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการไกล่เกลี่ย นายเฉลิมชัยระบุว่า ยังไม่ทราบเรื่องนี้และให้สอบถามจากนายสุชาติโดยตรง พร้อมทั้งกล่าวว่า นายสุชาติได้รับทราบเรื่องนี้แล้ว และมีท่าทีที่เป็นปกติในการปกป้องสิทธิของตนในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ซึ่งในวันนี้ นายสุชาติไม่ได้เดินทางมาด้วยตนเองเนื่องจากมีภารกิจในการเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

สุชาติ ชมกลิ่น

คดี “รักชนก-สหัสวัต” หมิ่น “สุชาติ” ซื้อตึก SKYY9 นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของขอบเขตในการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะ แม้ว่าจะเป็นสิทธิที่ประชาชนพึงมี แต่การแสดงความคิดเห็นก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของคดีนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงหลักการและขอบเขตของการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทย

ที่มา – ศาลรับฟ้อง “รักชนก-สหัสวัต” หมิ่น “สุชาติ” ซื้อตึก SKYY9 นัดสอบคำให้การ 3 พ.ย.

Scroll to top