ศูนย์อพยพ

แผ่นดินไหวญี่ปุ่นดับเพิ่มเป็น 34 ศพ ความร้อนซ้ำเติมผู้ประสบภัย

แผ่นดินไหวญี่ปุ่นดับเพิ่มเป็น 34 ศพ ความร้อนซ้ำเติมผู้ประสบภัย

เหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติยังคงเป็นเรื่องที่น่าห่วงใยเสมอ โดยเฉพาะล่าสุดที่ประเทศญี่ปุ่นต้องเผชิญกับสถานการณ์ แผ่นดินไหวญี่ปุ่นดับเพิ่มเป็น 34 ศพ ความร้อนซ้ำเติมผู้ประสบภัย อย่างหนักหน่วง หลังจากเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.8 แมกนิจูดในจังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งความเสียหายของอาคารบ้านเรือนและการขาดแคลนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน

นอกเหนือจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้ว ผู้รอดชีวิตหลายพันคนต้องเผชิญกับความยากลำบากในศูนย์อพยพ เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนระอุถึง 39 องศาเซลเซียส ท่ามกลางสถานการณ์ไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่ ทำให้การใช้เครื่องปรับอากาศหรือพัดลมเป็นเรื่องที่ทำได้ยากลำบากมากในขณะนี้

สถานการณ์วิกฤตและความช่วยเหลือเร่งด่วน

หน่วยงานภาครัฐของญี่ปุ่นได้เร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยนายชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้ส่งเครื่องปรับอากาศ 300 เครื่องไปติดตั้งในศูนย์อพยพเพื่อบรรเทาวิกฤตความร้อน อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึง แผ่นดินไหวญี่ปุ่นดับเพิ่มเป็น 34 ศพ ความร้อนซ้ำเติมผู้ประสบภัย เรายังพบปัญหาสำคัญดังนี้:

  • ระบบไฟฟ้าและน้ำประปาที่ถูกตัดขาดทำให้การใช้ชีวิตประจำวันหยุดชะงัก
  • ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดด (Heat Stroke) ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้อพยพ
  • ความไม่มั่นคงของโครงสร้างอาคารที่อาจเกิดการถล่มซ้ำได้ทุกเมื่อ

หลายครอบครัวที่ต้องพลัดถิ่นกว่า 9,000 คน ต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพอย่างเร่งด่วน เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดซ้ำเติมบาดแผลจากแผ่นดินไหว ทำให้หลายคนเริ่มมีอาการอ่อนเพลียและขาดน้ำจนต้องมีการนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นระยะ

ในตอนนี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงทำงานอย่างหนักตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อค้นหาผู้ที่ยังคงติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังของห้างสรรพสินค้าและโรงงานต่างๆ ที่ได้รับความเสียหาย เหตุการณ์ แผ่นดินไหวญี่ปุ่นดับเพิ่มเป็น 34 ศพ ความร้อนซ้ำเติมผู้ประสบภัย ครั้งนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความเปราะบางของวิถีชีวิตเมื่อต้องเจอกับภัยพิบัติที่มาถึงโดยไม่ทันตั้งตัว เราขอส่งกำลังใจให้ประชาชนชาวญี่ปุ่นผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ให้เร็วที่สุด และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถคลี่คลายสภาวะอากาศร้อนในศูนย์พักพิงได้อย่างทันท่วงทีครับ

ที่มา – แผ่นดินไหวญี่ปุ่นดับเพิ่มเป็น 34 ศพ ความร้อนซ้ำเติมผู้ประสบภัย

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น บาหวี่ ขึ้นฝั่งเกาะกวมแล้ว เตือนลมแรง

สถานการณ์ภัยพิบัติในมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังอยู่ในขั้นวิกฤต เมื่อซูเปอร์ไต้ฝุ่น บาหวี่ ขึ้นฝั่งเกาะกวมแล้ว เตือนลมกระโชก-คลื่นสูง 11 ม. ซึ่งถือเป็นภัยธรรมชาติระดับมหันตภัยที่ชาวเกาะในแถบนั้นต้องเร่งมืออพยพเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

สถานการณ์วิกฤตเมื่อ ซูเปอร์ไต้ฝุ่น บาหวี่ ขึ้นฝั่งเกาะกวมแล้ว เตือนลมกระโชก-คลื่นสูง 11 ม.

พายุลูกนี้ไม่ธรรมดาครับ เพราะสำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NWS) รายงานว่าความเร็วลมพุ่งสูงถึง 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกแรงทะลุ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การที่ ซูเปอร์ไต้ฝุ่น บาหวี่ ขึ้นฝั่งเกาะกวมแล้ว เตือนลมกระโชก-คลื่นสูง 11 ม. ครั้งนี้ส่งผลให้ประชาชนกว่า 170,000 คนต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เพราะสภาพอากาศจะมีความรุนแรงเทียบเท่ากับพายุเฮอร์ริเคนระดับ 4-5 เลยทีเดียว

ผลกระทบและความเสียหายที่คาดการณ์

ปัจจุบันศูนย์พักพิงฉุกเฉินต่างๆ บนเกาะกวมเริ่มเต็มแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพายุลูกนี้มีอานุภาพทำลายล้างมหาศาล โดยมีสิ่งที่น่ากังวลหลักๆ ดังนี้:

  • ลมกระโชกแรงที่อาจทำลายโครงสร้างอาคารและบ้านเรือน
  • คลื่นซัดฝั่งที่มีความสูงถึง 11 เมตร เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน
  • สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การอยู่ในพื้นที่กลางแจ้งอันตรายอย่างยิ่ง
  • ความยากลำบากในการเดินทางและอพยพในนาทีสุดท้าย

หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ เกาะกวมและหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาเพิ่งเผชิญหน้ากับพายุซินลากูไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายไปกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การกลับมาของภัยธรรมชาติในครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของระบบป้องกันภัยในพื้นที่ ความปลอดภัยของประชาชนถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้ครับ

เราต้องส่งกำลังใจให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งหมั่นติดตามข่าวสารจากทางการอย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์พายุนั้นคาดเดาได้ยากและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การมีสติและเตรียมพร้อมตามคำแนะนำของหน่วยงานรัฐจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความสูญเสีย

ที่มา – ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” ขึ้นฝั่งเกาะกวมแล้ว เตือนลมกระโชก-คลื่นสูง 11 ม.

กกต. พร้อม! เลือกตั้ง อบต. ทั่วประเทศ 11 ม.ค.นี้

กกต. ประกาศพร้อมเลือกตั้ง อบต. ทั่วประเทศ 11 ม.ค.

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง อบต. ทั่วประเทศ 11 ม.ค.นี้ โดยเน้นย้ำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตรวจสอบข้อมูลและจดจำสีของบัตรเลือกตั้งให้ถูกต้อง เพื่อให้การลงคะแนนเป็นไปอย่างราบรื่น

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ได้แถลงถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง อบต. ทั่วประเทศ 11 ม.ค. ซึ่งจะมีขึ้นในวันดังกล่าว โดยมีองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่จะทำการเลือกตั้งรวมทั้งสิ้น 4,985 แห่งทั่วประเทศ

บัตรเลือกตั้งสีอะไร? จำให้แม่น ก่อนไปใช้สิทธิ เลือกตั้ง อบต. ทั่วประเทศ 11 ม.ค.

เพื่อให้การลงคะแนนเป็นไปอย่างถูกต้องและป้องกันความสับสน กกต. จึงเน้นย้ำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจดจำสีของบัตรเลือกตั้งให้แม่นยำ โดยบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภา อบต. จะเป็นสีเขียว ส่วนบัตรเลือกตั้งนายก อบต. จะเป็นสีชมพู ดังนั้น ก่อนลงคะแนน โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าท่านหยิบบัตรสีที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเลือกตั้งในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งมี อบต. รวม 15 แห่งนั้น กกต. ได้ประกาศเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเป็นวันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ทำให้ประชาชนบางส่วนยังอยู่ในระหว่างการเคลื่อนย้ายออกจากศูนย์อพยพและยังไม่พร้อมที่จะกลับเข้าที่พักอาศัย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องรอความพร้อมอีก 1 สัปดาห์

นอกจากนี้ รองเลขาธิการ กกต. ยังได้กล่าวถึงข้อห้ามในการหาเสียง โดยระบุว่า ผู้สมัครไม่สามารถทำการหาเสียงได้ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 10 มกราคม ไปจนถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 11 มกราคม ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง หากผู้ใดฝ่าฝืน จะมีโทษจำคุก 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในส่วนของนายจ้าง หากมีการขัดขวางไม่ให้ลูกจ้างไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จะมีโทษหนักจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น นายจ้างควรให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกให้ลูกจ้างสามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ตามกฎหมาย

การเลือกตั้ง อบต. ทั่วประเทศ 11 ม.ค. นี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นจะได้เลือกผู้แทนของตนเองเข้าไปบริหารและพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้า ดังนั้น จึงขอเชิญชวนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกท่านไปใช้สิทธิของท่านอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีให้กับท้องถิ่นของเรา

อย่าลืมตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งของท่าน และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการไปใช้สิทธิในวันที่ 11 มกราคมนี้!

ที่มา – กกต. ประกาศพร้อมเลือกตั้ง อบต. ทั่วประเทศ 11 ม.ค.

คนในศูนย์พักพิงบุรีรัมย์ ทยอยกลับบ้าน

สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาด้านจังหวัดบุรีรัมย์เริ่มคลี่คลาย ทำให้บางส่วนของคนในศูนย์พักพิงที่บุรีรัมย์ ทยอยกลับเข้าบ้านได้แล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประเมินว่าไม่มีความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม จังหวัดยังคงเตรียมแผนอพยพฉุกเฉินไว้รองรับหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ส่วนอำเภอบ้านกรวดยังคงเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทยกัมพูชาที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม ทำให้คนในศูนย์พักพิงที่บุรีรัมย์ ทยอยกลับเข้าบ้านได้ หลังจากจังหวัดบุรีรัมย์อนุญาตให้ผู้อพยพกลับไปตรวจสอบบ้านเรือนในพื้นที่ที่ประเมินแล้วว่าปลอดภัย โดยยังคงเน้นย้ำมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

จากการสำรวจศูนย์พักพิง พบว่าจำนวนผู้อพยพลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่มีกว่า 10,000 คน ตอนนี้หลายคนทยอยกลับบ้านเพื่อดูแลทรัพย์สิน สัตว์เลี้ยง และทำความสะอาดบ้านเรือน ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่

นางสาวนิตยา อายุ 45 ปี กล่าวว่า หลังจากผ่านไป 2 สัปดาห์ เริ่มเป็นห่วงบ้านและทรัพย์สิน รวมถึงทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน โดยเฉพาะเมื่อทราบข่าวการสูญเสีย รู้สึกสงสารครอบครัวผู้เสียสละเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม การอยู่ในศูนย์พักพิงยังสะดวกสบาย เพราะมีหน่วยงานดูแลอย่างดี แต่อยากให้สถานการณ์สงบโดยเร็ว และพร้อมอดทนเพื่อให้ทหารแนวหน้าทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพราะทหารต้องเผชิญความเสี่ยงมากกว่าประชาชนหลายเท่า

นางระเบียบ อายุ 58 ปี เผยว่า หลังจากอพยพ ยอมรับว่าเครียดและอยากกลับบ้าน แต่ต้องอดทนเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว พร้อมทั้งแสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน

คนในศูนย์พักพิงที่บุรีรัมย์ ทยอยกลับเข้าบ้าน

นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า จังหวัดได้ประสานงานกับทหารและฝ่ายปกครอง ประเมินสถานการณ์รายวัน โดยพื้นที่ที่สถานการณ์เบาบางลง เช่น อำเภอละหานทราย อำเภอประโคนชัย และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ อนุญาตให้ประชาชนกลับไปตรวจสอบบ้านเรือนได้ชั่วคราว หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น จะอพยพกลับศูนย์พักพิงได้ทันที ซึ่งจังหวัดมีแผนรองรับไว้แล้ว

ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ย้ำว่า พื้นที่เสี่ยงสูงยังไม่อนุญาตให้ประชาชนเข้าไป โดยเฉพาะอำเภอบ้านกรวด เช่น ตำบลจันทบเพชร และตำบลสายตะกู ซึ่งยังมีเหตุปะทะ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

มาตรการช่วยเหลือและเยียวยา คนในศูนย์พักพิงที่บุรีรัมย์

นอกเหนือจากการอนุญาตให้คนในศูนย์พักพิงที่บุรีรัมย์ ทยอยกลับเข้าบ้านในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว จังหวัดยังได้ออกมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • การสนับสนุนด้านอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภค: จัดหาและแจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ให้แก่ผู้ที่ยังคงพักอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิง และผู้ที่เดินทางกลับบ้านแต่ยังขาดแคลน
  • การดูแลด้านสุขภาพ: จัดทีมแพทย์และพยาบาลเข้าไปดูแลสุขภาพของประชาชนในศูนย์พักพิง และให้การรักษาพยาบาลเบื้องต้นแก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย
  • การฟื้นฟูบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร: สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือในการซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย และช่วยเหลือเกษตรกรในการฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบ
  • การให้คำปรึกษาและฟื้นฟูจิตใจ: จัดเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาและฟื้นฟูจิตใจแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากสถานการณ์ความไม่สงบ

สถานการณ์ชายแดนที่คลี่คลายลงเป็นสัญญาณที่ดี แต่การเฝ้าระวังและความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินยังคงเป็นสิ่งสำคัญ จังหวัดบุรีรัมย์ยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือและดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทุกคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด

แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่สิ่งสำคัญคือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

ที่มา – คนในศูนย์พักพิงที่บุรีรัมย์ ทยอยกลับเข้าบ้าน เฉพาะพื้นที่ไม่มีความเสี่ยง

วัชรพล จี้ ‘อนุทิน’ เร่งเยียวยาคนอุบลฯ

เด็กเพื่อไทย จี้ “อนุทิน” เร่งคลอดมาตรการเยียวยาคนอุบลฯ ที่หนีภัยสงคราม ซัดลอยแพชาวบ้าน 65,000 คนในศูนย์อพยพ ปล่อยอดข้าวอดน้ำ เหตุงบไม่เพียงพอ

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายวัชรพล เชื้อคง ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 10 อำเภอน้ำยืน อำเภอน้ำขุ่น อำเภอศรีอุดม และอำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ภายหลังที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศยุบสภา เพราะต้องการหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นต่อประธานสภา ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ นายอนุทินและคณะรัฐมนตรีเลือกหนีการตรวจสอบทางการเมือง

นายวัชรพล ระบุว่า นายอนุทิน อาจจะหนีการตรวจสอบทางการเมืองได้ แต่จะหนีความรับผิดชอบต่อชีวิตของพี่น้องประชาชนไม่ได้ เพราะผลจากสงครามส่งผลให้ประชาชนคนอุบลราชธานีและจังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดนหลายแสนคนที่อยู่ในศูนย์อพยพและบ้านญาติตามพื้นที่ต่าง ๆ ต้องหนีตายจากการสู้รบในพื้นที่มาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย

นายวัชรพล กล่าวด้วยว่า ในพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นจุดที่มีการสู้รบกันหนักมาก ระหว่างกองทัพไทยและกองทัพกัมพูชา ส่งผลให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอน้ำขุ่น อำเภอน้ำยืน และอำเภอนาจะหลวย ต่างพากันทิ้งพื้นที่หนีตายอพยพมาพักอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพตามพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีการเตรียมการกันไว้ รวมทั้งสิ้นมากกว่า 65,568 คน เวลานี้หลายคนไม่ได้รับอาหารและน้ำดื่ม เพราะจำนวนอาหารที่รัฐเตรียมไปไม่เพียงพอกับผู้อพยพ น้ำดื่มก็ขาดแคลน รัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร กระทรวงมหาดไทยเลือกที่จะทอดทิ้งคนเหล่านี้ใช่หรือไม่ หรือมีใครหาประโยชน์จากงบประมาณค่าอาหารของพี่น้องประชาชนที่มาพักอาศัยภายในศูนย์อพยพ ส่งผลให้การดูแลของรัฐไม่ทั่วถึง

“การสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชารอบนี้หนักกว่ารอบที่ผ่านมา รอบนี้นายอนุทินเลือกจะโยนความผิดให้ใคร เพราะที่ผ่านมาพยายามปั่นกระแสว่าต้นเหตุการสู้รบมาจากสองตระกูลทะเลาะกัน วันนี้การสู้รบหนักกว่ามีทหารกล้าที่สู้รบตามแนวชายแดนพลีชีพและชาวบ้านเสียชีวิต นายอนุทิน จะโทษใครอีก นายอนุทิน จะหนีความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะแม้เป็นรัฐบาลรักษาการ แต่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ มีอำนาจในการดูแลประชาชน นอกจากนี้ความสูญเสียที่เกิดขึ้น รัฐบาลจะเยียวยาอย่างไร ประชาชนในพื้นที่จะได้รับการเยียวยาจากรัฐหรือไม่ สามารถออกไปทำมาหากินไม่ได้ บ้านเรือนเสียหาย ชาวบ้านจะหาเงินจากที่ไหนไปซ่อม นายอนุทิน ควรวางการเมืองแล้วให้ความสำคัญกับประชาชนมากกว่านี้”

วัชรพล จี้ ‘นายกฯ อนุทิน’ เร่งคลอดมาตรการเยียวยาคนอุบลฯ หนีภัยสงคราม

จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นายวัชรพล เชื้อคง ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาคนอุบลฯ ที่หนีภัยสงครามอย่างเร่งด่วน เนื่องจากประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญกับความยากลำบาก ขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น

ความเดือดร้อนของชาวอุบลฯ ที่รอคอยการเยียวยา

สถานการณ์ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม พวกเขาต้องทิ้งบ้านเรือน อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว และเผชิญกับความไม่แน่นอนในชีวิตประจำวัน การขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ดังนั้น การที่นายวัชรพลออกมาเรียกร้องให้เร่งเยียวยาคนอุบลฯ ที่หนีภัยสงคราม จึงเป็นสิ่งที่สมควรและจำเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องอาหารและน้ำดื่มแล้ว ประชาชนยังต้องการความช่วยเหลือในระยะยาวเพื่อฟื้นฟูชีวิตและทรัพย์สินที่เสียหาย การเยียวยาที่ครอบคลุมควรพิจารณาถึงการซ่อมแซมบ้านเรือน การสนับสนุนอาชีพ และการให้ความช่วยเหลือทางด้านจิตใจแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องการการวางแผนและการดำเนินการที่เป็นระบบจากภาครัฐ

การที่นายวัชรพลออกมาตอกย้ำถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามเป็นสิ่งที่สำคัญ แม้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่ก็ยังมีอำนาจและหน้าที่ในการบริหารประเทศและดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ การเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชนจึงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

การดำเนินการเยียวยาคนอุบลฯ ที่หนีภัยสงคราม ไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังเป็นหน้าที่ของสังคมโดยรวมที่ต้องร่วมมือกันช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน องค์กรภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และประชาชนทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมในการบริจาคสิ่งของจำเป็น การให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์ และการสนับสนุนด้านอื่น ๆ ที่จำเป็น

ในสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังเผชิญกับความยากลำบาก การเมืองควรหลีกทางให้กับการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน การที่นักการเมืองออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาคนอุบลฯ ที่หนีภัยสงคราม จึงเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและสนับสนุน เพราะเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยและความรับผิดชอบต่อประชาชน

ดังนั้น รัฐบาลควรรับฟังเสียงเรียกร้องของประชาชนและนักการเมือง และเร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาคนอุบลฯ ที่หนีภัยสงครามอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความหวังให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ที่มา – “วัชรพล” จี้ “นายกฯ อนุทิน” เร่งคลอดมาตรการเยียวยาคนอุบลฯ หนีภัยสงคราม ซัดปล่อยชาวบ้านอดข้าว

จ่อยกระดับน้ำท่วมหาดใหญ่! นายกฯ เน้นย้ำปลอดภัย

นายกฯ จ่อยกระดับสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ เน้นย้ำประชาชนปลอดภัย ยันเจ้าหน้าที่หน้างานทำเต็มที่ ระดมทุกหน่วยช่วย กฟภ. เร่งต่อไฟกลับคืนมา ปภ. จ่อสั่งซื้อเจ็ตสกีเพิ่ม น้ำเชี่ยวเรือเล็กเอาไม่อยู่ 

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมปาฐกถาพิเศษในงาน Dinner Talk ภายใต้หัวข้อ “THAILAND THE NEXT 4 YEAR” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้รับรายงานจาก ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือไม่ ว่า ตนได้รับรายงานจากนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา โดยตรง ซึ่งร้อยเอกธรรมนัส อยู่ในพื้นที่แต่ไม่ได้อยู่ในศูนย์บัญชาการ คืนนี้คาดว่าจะได้พูดคุยกัน และในพื้นที่มีสัญญาณไม่เสถียร

เมื่อถามถึงความกังวลต่อสถานการณ์น้ำท่วม นายอนุทิน กล่าวว่า ตนมีความห่วงทุกอย่าง ขณะนี้กำลังเร่งเติมศูนย์อพยพให้เพิ่มมากขึ้น โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ให้พื้นที่ในการให้ประชาชนอพยพเข้ามาอยู่อย่างปลอดภัย แต่ตอนนี้ต้องมีการเพิ่มศูนย์อพยพอีกเป็นจำนวนมาก พรุ่งนี้ (25 พฤศจิกายน 2568) คงต้องส่งคนลงไปดูและจัดการบริหารสถานการณ์อย่างเต็มที่ น้ำไม่ได้มาแล้วไป อาจต้องมีการยกระดับในเรื่องของการบริหารสถานการณ์

นายกรัฐมนตรี เผยต่อไปว่า ทุกคนทำงานอยู่หน้างานอย่างเต็มที่ มีการเสริมทรัพยากรลงไปอย่างเต็มที่เช่นกัน ขณะนี้ไม่ใช่การต้องทำตามระเบียบแล้ว ตนได้ประกาศให้ จ.สงขลา เป็นพื้นที่ประสบภัย ดังนั้น จึงสามารถระดมหน่วยงานทุกหน่วยงานเข้าไปช่วยได้ ในวันพรุ่งนี้ พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) จะลงพื้นที่ ส่วน พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 อยู่ในพื้นที่แล้วเพื่อบูรณาการงานร่วมกัน

ส่วนกรณีโรงพยาบาลหาดใหญ่ขอรับการสนับสนุนเครื่องปั่นไฟ นายอนุทิน ระบุว่า ในพื้นที่หาดใหญ่นั้น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กำลังเร่งต่อไฟกลับคืนมาให้ได้ เมื่อสักครู่นี้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามีการพูดคุยกับตน ยืนยันว่าภายในครึ่งชั่วโมงไฟจะกลับมา แม้จะมีปัญหา แต่คาดว่าองคาพยพรับทราบปัญหาแล้วและกำลังแก้ไขปัญหาอยู่ เมื่อน้ำล้นเข้ามา เครื่องปั่นไฟก็อาจใช้ได้ไม่พอ ในรายละเอียดนั้นคนหน้างานไม่มีใครอยู่เฉย ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ ส่วนรัฐบาลได้ประกาศให้ระดมความช่วยเหลือลงไปอย่างเต็มที่เช่นกัน และต้องเน้นเรื่องความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก

ทางด้านประเด็นที่มีการขอสนับสนุนเรือเพิ่มเข้าไปในพื้นที่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องใช้เรือที่มีกำลังเพราะน้ำเชี่ยว เรือท้องแบนไม่สำคัญ ซึ่งเรือที่มีกำลังต้องเป็นเรือใหญ่ การจะเข้าไปในพื้นที่ก็ลำบาก กำลังเร่งระดมเจ็ตสกี ขณะนี้มีการใช้เครือข่ายของเอกชนและราชการ ส่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีเรือ แต่เรือแบบเจ็ตสกีกำลังจัดซื้ออยู่ สิ่งที่สำคัญในเวลานี้ไม่ใช่การขนย้ายทรัพย์สินของชาวบ้านออกมา แต่ต้องเป็นการนำตัวของชาวบ้านออกจากพื้นที่ที่อันตราย

เมื่อถามอีกว่านายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่อีกครั้งหรือไม่ นายอนุทิน เผยว่า ขณะนี้กำลังคิดอยู่ ถ้าไม่ลงพรุ่งนี้ก็อาจจะต้องขนกันลงไปอีกเพื่อไปช่วยตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ แต่จริงๆ การทำงานในเวลานี้คนหน้างานก็ทำงานไป ตนไปก็ยุ่ง แม้จะสั่งให้ไม่ต้องมารับ แต่ก็มากันอยู่ดี สู้อยู่ในกรุงเทพฯ แต่ให้การสนับสนุนอาจจะทำให้มีประสิทธิภาพ

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงการตั้งศูนย์บัญชาการสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการเข้าช่วยเหลือประชาชนนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มันมีเบอร์ 4 เบอร์ แต่คาดว่า 4 สายนี้ก็มีคนโทรศัพท์เข้ามาเป็นระวิง ทั้งนี้ สามารถติดต่อได้ที่นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ผู้นำปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ได้รับอำนาจจากผู้ว่าราชการจังหวัดในการดูแลเขตพื้นที่ตัวเองให้เต็มที่ และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดเน้นในเรื่องความปลอดภัยในชีวิต ขณะนี้ให้เน้นเรื่องของการช่วยเหลือชีวิตประชาชนก่อนมายังศูนย์พักพิง.

จ่อยกระดับน้ำท่วมหาดใหญ่

สถานการณ์ จ่อยกระดับน้ำท่วมหาดใหญ่ ยังคงเป็นที่น่าจับตามอง โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ และสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ พร้อมทั้งระดมทรัพยากรต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่

ความคืบหน้าการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จ่อยกระดับน้ำท่วมหาดใหญ่

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ จ่อยกระดับน้ำท่วมหาดใหญ่ นั้น ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาไฟฟ้าดับ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ไฟฟ้าได้ตามปกติ นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มศูนย์อพยพเพื่อให้ประชาชนมีที่พักพิงที่ปลอดภัย และมีการจัดส่งสิ่งของจำเป็นต่างๆ ให้กับผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง

จ่อยกระดับน้ำท่วมหาดใหญ่ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การมีแผนการอพยพที่ชัดเจน การมีศูนย์พักพิงที่เพียงพอ และการมีหน่วยงานที่พร้อมให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติและรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องหันมาใส่ใจกับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน การสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับวิธีการรับมือกับภัยพิบัติ ถือเป็นสิ่งที่เราต้องร่วมมือกันทำเพื่อให้สังคมไทยมีความปลอดภัยและเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

ที่มา – จ่อยกระดับน้ำท่วมหาดใหญ่ นายกฯ เน้นย้ำประชาชนปลอดภัย ยัน คนหน้างานทำเต็มที่

Scroll to top