สงครามอิสราเอล

อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง

อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่รัฐบาลเตหะรานปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศมานานนับสิบวัน ชาวอิหร่านจำนวนมากหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีดาวเทียมเพื่อเชื่อมต่อโลกภายนอก

อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 กระทรวงการข่าวกรองของอิหร่านประกาศว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้ทำการปฏิบัติการทั่วประเทศ สามารถยึดเครื่องรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink ได้หลายร้อยชุด ข้อมูลนี้มาจากสื่ออิหร่านชั้นนำอย่าง Mehr และ Tasnim ซึ่งรายงานว่าตำแหน่งของอุปกรณ์เหล่านี้ถูกระบุพิกัดอย่างแม่นยำ และกิจกรรมของผู้ใช้งานถูกเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

แถลงการณ์จากกระทรวงระบุชัดเจนว่า “ปฏิบัติการนี้จะดำเนินต่อไปจนกว่าจะกำจัดเครื่องรับสัญญาณทั้งหมดที่ถูกใช้ในทางที่เป็นอันตรายต่อชาติ” นอกจากนี้ยังเตือนว่าการใช้ Starlink อย่างผิดกฎหมายถือเป็นความผิดอาญา และในช่วงสถานการณ์สงคราม จะมีบทลงโทษที่รุนแรงที่สุด

สาเหตุที่อิหร่านปิดกั้นอินเทอร์เน็ตและห้าม Starlink

ปัจจุบัน อิหร่านกำลังเผชิญกับการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศต่อเนื่องกว่า 18 วัน ตามข้อมูลจาก Netblocks หน่วยงานผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตามการไหลของข้อมูลออนไลน์ สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและความมั่นคงที่รุนแรง โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ อิสราเอล และนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์

ชาวอิหร่านซึ่งมีประชากรราว 92 ล้านคน เป็นหนึ่งในกลุ่มประชาชนที่ชาญฉลาดที่สุดในการหลบเลี่ยงการเซ็นเซอร์ออนไลน์ พวกเขาใช้ VPN และเครื่องมืออื่นๆ อย่างแพร่หลาย แต่ Starlink ของอีลอน มัสก์ กลายเป็นทางเลือกหลักเพราะให้บริการฟรีในอิหร่าน ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกบล็อกได้โดยตรง

ตัวเลขเครื่อง Starlink ในอิหร่านและความท้าทาย

ตามการประเมินของ Freedom House กลุ่มสิทธิมนุษยชนจากสหรัฐฯ มีเครื่องรับสัญญาณ Starlink ถูกลักลอบนำเข้าอิหร่านประมาณ 50,000 เครื่อง แม้ตัวเลขอาจแตกต่างตามแหล่งข้อมูล แต่การยึดได้หลายร้อยเครื่องแสดงถึงความพยายามอย่างจริงจังของรัฐบาลในการควบคุม

  • Starlink คืออะไร: ระบบอินเทอร์เน็ตดาวเทียมของ SpaceX ที่ครอบคลุมทั่วโลก ใช้จานรับสัญญาณขนาดเล็กและราคาถูก
  • เหตุผลที่นิยมในอิหร่าน: หลบเลี่ยงการเซ็นเซอร์ รับข่าวสารจริงจากภายนอก โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต
  • ความเสี่ยง: ผู้ใช้เสี่ยงถูกจับและลงโทษหนัก หากถูกตรวจพบ

การยึดเครื่อง Starlink ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก รัฐบาลอิหร่านเคยสั่งห้ามและจับกุมผู้ลักลอบนำเข้า แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาเร็ว ชาวอิหร่านยังคงหาวิธีใหม่ๆ ในการเชื่อมต่อ เช่น การซ่อนอุปกรณ์หรือใช้เครือข่ายใต้ดิน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นี่คือสงครามข้อมูลที่รัฐบาลพยายามควบคุม narrative แต่ Starlink อาจกลายเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพดิจิทัล คุณคิดว่าชาวอิหร่านจะยอมแพ้หรือหาวิธีต่อสู้ต่อไป? ติดตามข่าวต่างประเทศเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุดได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ

ที่มา – อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง

ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน

ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการเมืองและความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาในช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังร้อนระอุ

ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 หรือตามปฏิทินสหรัฐฯ นายโจ เคนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการเสนอชื่อโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศขอลาออกจากตำแหน่งผ่านโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการ เหตุผลหลักคือเขาไม่สามารถสนับสนุนการทำสงครามกับอิหร่านได้ ด้วยความเชื่อมั่นว่ามันไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง

ในจดหมายลาออกที่ส่งตรงถึงทรัมป์ นายเคนท์ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า “อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามที่รุนแรงและเร่งด่วนต่อชาติอเมริกัน” และย้ำว่าสงครามครั้งนี้ถูกจุดชนวนจากแรงกดดันของอิสราเอลและกลุ่มล็อบบี้ที่ทรงอิทธิพลในวอชิงตัน

ประวัติและเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจขอลาออก

นายโจ เคนท์ไม่ใช่คนธรรมดา เขาเป็นทหารผ่านศึกที่เคยรบมาแล้ว 11 ครั้ง และยังเป็นสามีที่สูญเสียภรรยาในสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอล ทำให้เขาเข้าใจดีถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้น เขาเคยสนับสนุนนโยบายหาเสียงของทรัมป์ในปี 2559, 2563 และ 2567 ซึ่งเน้นหลีกเลี่ยงสงครามในตะวันออกกลาง แต่จนถึงมิถุนายน 2568 ทรัมป์ยังยึดมั่นว่าสงครามในภูมิภาคนี้เป็น “กับดัก” ที่พรากชีวิตชาวอเมริกัน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์พลิกผันเมื่อสหรัฐฯ เข้าสู่สงคราม 12 วันระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน โดยใช้ระเบิดบังเกอร์บัสเตอร์โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน 3 แห่ง ทรัมป์อ้างว่าเพื่อกำจัดภัยนิวเคลียร์ แต่เคนท์มองว่าไม่คุ้มค่า

  • อิหร่านไม่ใช่ภัยคุกคามเร่งด่วน
  • สงครามถูกกดดันจากอิสราเอลและล็อบบี้
  • สูญเสียชีวิตชาวอเมริกันโดยไม่จำเป็น
  • ขัดกับนโยบาย “อเมริกาฟื้นตัวก่อน” ของทรัมป์

ผลกระทบต่อนโยบายความมั่นคงสหรัฐฯ

การขอลาออกของเคนท์ ซึ่งได้รับการรับรองจากวุฒิสภาในเดือนกรกฎาคม 2568 สะท้อนรอยร้าวภายในรัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะในหน่วยงานสำคัญอย่างศูนย์ต่อต้านก่อการร้าย มันอาจนำไปสู่การถกเถียงในสภาคองเกรสเกี่ยวกับการแทรกแซงทางทหาร และทำให้พันธมิตรอย่างอิสราเอลไม่พอใจ

นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงของสงครามที่ไม่มีวันจบในตะวันออกกลาง ซึ่งเคยทำให้สหรัฐฯ เสียค่าใช้จ่ายมหาศาลและชีวิตนับหมื่นในอิรักและอัฟกานิสถาน ชาวอเมริกันจำนวนมากเริ่มตั้งคำถาม: เราจะส่งลูกหลานไปตายเพื่อผลประโยชน์ของชาติอื่นอีกหรือ?

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การตัดสินใจของเคนท์แสดงให้เห็นถึงจริยธรรมของผู้นำที่กล้าพูดกล้าทำ แม้จะเสียตำแหน่งก็ตาม มันอาจจุดประกายให้เจ้าหน้าที่อื่นๆ กล้าสวนกระแสมากขึ้น

สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์ ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน นี้ชวนให้คิดถึงอนาคตของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และแบ่งปันความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน

อิสราเอลอ้างสังหาร “อาลี ลาริจานี” หัวหน้าความมั่นคงอิหร่าน

ข่าวใหญ่ช็อกโลก! อิสราเอลอ้างสังหาร “อาลี ลาริจานี” หัวหน้าความมั่นคงอิหร่าน พร้อม ผบ.บาซิจ ในปฏิบัติการลับสุดโหดใจกลางกรุงเตหะราน เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 16 มี.ค. ถ้าเป็นจริง นี่คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในความขัดแย้งตะวันออกกลางเลยทีเดียว

อิสราเอลอ้างสังหาร “อาลี ลาริจานี” หัวหน้าความมั่นคงอิหร่าน พร้อม ผบ.บาซิจ

โยอáv กัตซ์ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล ออกแถลงการณ์สุดฮือฮา ระบุว่ากองทัพอิสราเอลประสบความสำเร็จในการกำจัดเป้าหมายระดับสูงสองราย คือ อาลี ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน และ โฆลาม เรซา สุไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังบาสิจ (Basij) ซึ่งเป็นหน่วยกึ่งทหารที่ใช้ปราบปรามภายในประเทศ โดยปฏิบัติการนี้ใช้การโจมตีทางอากาศที่แม่นยำจากหน่วยข่าวกรองทหาร

"ผมได้รับรายงานอัปเดตจากเสนาธิการทหารว่า ลาริจานีและสุไลมานี หัวหน้าหน่วยบาสิจ ถูกกำจัดเรียบร้อยแล้วเมื่อคืนนี้" คัตซ์กล่าวในแถลงการณ์อย่างภาคภูมิใจ

อิสราเอลอ้างสังหาร “อาลี ลาริจานี” หัวหน้าความมั่นคงอิหร่าน พร้อม ผบ.บาซิจ: รายละเอียดปฏิบัติการ

กองทัพอิสราเอลโพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นใจกลางกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน โดยเครื่องบินรบโจมตีเป้าหมายที่สุไลมานี ซึ่งคุมบาสิจภายใต้ IRGC (กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม) มา 6 ปี ปฏิบัติการนี้คล้ายกับการสังหารใหญ่ก่อนหน้า เช่น กรณีอาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดที่ถูกสหรัฐฯ-อิสราเอลกำจัดเมื่อ 28 ก.พ.

จนถึงตอนนี้ อิหร่ายยังเงียบ ไม่ยืนยันหรือปฏิเสธ แต่สื่อรัฐบาลโพสต์บันทึกลายมือของลาริจานีไว้อาลัยทหารเรือที่ถูกสหรัฐฯ โจมตี ซึ่งอาจเป็นกลยุทธ์เพื่อพิสูจน์ว่าเขายังมีชีวิต หรือแค่โพสต์เก่า?

ประวัติอาลี ลาริจานี: ยอดมนุษย์อิหร่านที่หายไป?

อาลี ลาริจานี ไม่ใช่ใครธรรมดา เขาเป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ เคยเป็นประธานรัฐสภาอิหร่านนาน 12 ปี หัวหน้าคณะเจรจานิวเคลียร์กับตะวันตก และล่าสุดเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคง เขาปรากฏตัวครั้งสุดท้ายในวันศุกร์ก่อนหน้า งานเดินขบวนวันอัล-กุดส์ ร่วมกับประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน

การสูญเสียนี้อาจเป็นการตีที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน เพราะลาริจานีคือเสาหลักในโครงสร้างอำนาจ

ผบ.บาซิจ โฆลาม เรซา สุไลมานี: เงามืดแห่งการปราบปราม

สุไลมานีคุมบาสิจ ซึ่งมีสมาชิกนับล้าน เป็นเครื่องมือปราบผู้ประท้วงและรักษาความมั่นคงภายใน ถ้าถูกสังหาร กองกำลังนี้จะสั่นคลอน ส่งผลต่อเสถียรภาพอิหร่านทันที

  • ความสำคัญของบาสิจ: ใช้ปราบปรามการประท้วงใหญ่ๆ ในอิหร่าน
  • บทบาทใน IRGC: สนับสนุนปฏิบัติการภายนอก เช่น ในซีเรีย ลิเบีย
  • ผลกระทบ: ถ้าสูญหัวหน้า อิหร่านอาจอ่อนแอลงในสงครามตัวแทน
  • การตอบโต้ที่คาด: อิหร่านอาจโจมตีตอบโต้ฐานทัพอิสราเอล

เหตุการณ์ อิสราเอลอ้างสังหาร “อาลี ลาริจานี” หัวหน้าความมั่นคงอิหร่าน พร้อม ผบ.บาซิจ นี้ กำลังจุดชนวนความตึงเครียดให้รุนแรงขึ้น สงครามเงาระหว่างอิสราเอล-อิหร่านดำเนินมานาน แต่คราวนี้กระทบระดับสูงสุด

นักวิเคราะห์มองว่าถ้ายืนยันได้จริง อิหร่านจะเสียหายหนัก ทั้งด้านกลยุทธ์และจิตใจทหาร คล้ายกรณีคาเซ็ม สุไลมานีที่ถูกสหรัฐฯ สังหารปี 2020

ในมุมมองของผม นี่คือสงครามข่าวกรองที่ไม่มีวันจบ อิสราเอลแสดงแสนยานุภาพ แต่เสี่ยงถูกตอบโต้รุนแรงจากอิหร่านและพันธมิตรอย่างฮิซบุลลาห์ ภูมิภาคตะวันออกกลางอาจลุกเป็นไฟ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับข่าวนี้? มันจะนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบหรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุด!

ที่มา – อิสราเอลอ้างสังหาร “อาลี ลาริจานี” หัวหน้าความมั่นคงอิหร่าน พร้อม ผบ.บาซิจ

บสย. พักชำระค่าธรรมเนียม-ค่างวด 3 เดือน ช่วยเหลือ SMEs ธุรกิจท่องเที่ยว

บสย. พักชำระค่าธรรมเนียม-ค่างวด 3 เดือน ช่วยเหลือ SMEs ธุรกิจท่องเที่ยว ที่กำลังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ในกลุ่มท่องเที่ยว นำเข้า-ส่งออก ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนเพื่อประคองกิจการให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้

วันที่ 17 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงมาตรการจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่ขานรับนโยบายรัฐบาลในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs โดยตรง มาตรการเหล่านี้มุ่งบรรเทาภาระทางการเงิน ลดความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ และเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพ

บสย. พักชำระค่าธรรมเนียม-ค่างวด 3 เดือน ช่วยเหลือ SMEs ธุรกิจท่องเที่ยว

มาตรการหลักที่บสย. พักชำระค่าธรรมเนียม-ค่างวด 3 เดือน ช่วยเหลือ SMEs ธุรกิจท่องเที่ยวแบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ เพื่อให้ครอบคลุมทั้งลูกค้าปัจจุบัน ลูกหนี้ และผู้ประกอบการใหม่ ดังนี้

1. พักชำระค่าธรรมเนียมและค่าจัดการค้ำประกัน

  • สำหรับ SMEs ลูกค้า บสย. ที่จะครบกำหนดชำระระหว่างวันที่ 15 มีนาคม – 14 เมษายน 2569
  • พักชำระ 3 เดือนเต็ม ช่วยลดภาระดอกเบี้ยและค่าบริการทันที
  • เหมาะสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวที่รายได้ลดลงจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

2. พักชำระค่างวดสำหรับลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม

  • ลูกหนี้ที่อยู่ในแผนปรับโครงสร้างหนี้และไม่ผิดนัด สามารถขอพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 3 เดือน
  • ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 14 เมษายน 2569
  • ช่วยให้ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกที่มีปัญหาโลจิสติกส์จากราคาน้ำมันแพง สามารถหมุนเวียนเงินทุนได้

3. โครงการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win”

  • ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ค่าธรรมเนียมต่ำเพียง 1% ต่อปีในปีที่ 4-7
  • คิดตามระดับความเสี่ยง (RBP) และชดเชย NPL สูงสุด (Max Claim)
  • เปิดรับคำขอถึง 30 ธันวาคม 2569 สำหรับเงินทุนหมุนเวียน โดยเฉพาะ SMEs ใหม่ที่ยังไม่เคยใช้บริการ

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังกระตุ้นให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อมากขึ้น สร้างโอกาสให้ SMEs ธุรกิจท่องเที่ยวและนำเข้า-ส่งออกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวนจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง ผู้ประกอบการหลายรายเผชิญกับต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้น 20-30% ทำให้กำไรหดตัว หากไม่ได้รับความช่วยเหลือ อาจนำไปสู่การปิดกิจการจำนวนมาก

บสย. ยังเน้นย้ำว่ามาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก โดย SMEs คิดเป็น 90% ของผู้ประกอบการไทย หากกลุ่มท่องเที่ยวซึ่งเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบ จะกระทบต่อการจ้างงานและ GDP โดยรวม ดังนั้น การบสย. พักชำระค่าธรรมเนียม-ค่างวด 3 เดือน ช่วยเหลือ SMEs ธุรกิจท่องเที่ยวจึงเป็นก้าวสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการนี้เพื่อวางแผนการเงินระยะยาว เช่น ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน หรือหันไปใช้พลังงานทางเลือก เพื่อรับมือความผันผวนในอนาคต

คำแนะนำ: หากคุณเป็น SMEs ในธุรกิจท่องเที่ยวหรือนำเข้า-ส่งออก อย่ารอช้า! สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงาน บสย. ในพื้นที่ LINE OA: @tcgfirst หรือโทร. บสย. Call Center 02-890-9999 ลงทะเบียนวันนี้เพื่อรับสิทธิ์เต็มรูปแบบและพลิกวิกฤตเป็นโอกาสทางธุรกิจ

ที่มา – บสย. พักชำระค่าธรรมเนียม-ค่างวด 3 เดือน ช่วยเหลือ SMEs ธุรกิจท่องเที่ยว

ทรัมป์บอกตกใจ ไม่นึกอิหร่านจะโจมตีเพื่อนบ้าน อ้างสงครามจบเร็วๆ นี้

ทรัมป์บอกตกใจ ไม่นึกอิหร่านจะโจมตีเพื่อนบ้าน อ้างสงครามจบเร็วๆ นี้ เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังพูดถึงในแวดวงข่าวต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังลุกลามบานปลาย ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาแสดงความประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัดต่อการกระทำของอิหร่านที่กล้าเปิดฉากโจมตีประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง

ทรัมป์บอกตกใจ ไม่นึกอิหร่านจะโจมตีเพื่อนบ้าน อ้างสงครามจบเร็วๆ นี้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยยอมรับว่าแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำก็ไม่มีใครคาดคิดว่าอิหร่านจะกล้าโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาติพันธมิตรหรือเป็นกลางต่อกันมานานหลายปี ทรัมป์กล่าวว่า “ไม่เลย แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญที่เก่งที่สุดก็ไม่มีใครคิดว่าพวกเขาจะกล้าโจมตี ประเทศเหล่านั้นไม่ใช่ว่าจะเรียกว่าเป็นมิตรได้เต็มปาก แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นกลาง พวกเขาอยู่ร่วมกันมานานหลายปี”

การโจมตีของอิหร่านครั้งนี้เป็นการตอบโต้โดยตรงต่อปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่มุ่งเป้าไปยังเป้าหมายในอิหร่านก่อนหน้านี้ ทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงขึ้น อิหร่านใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในหลายประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของอิหร่าน

  • กาตาร์: ฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ถูกโจมตี ส่งผลให้มีทหารบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง
  • ซาอุดีอาระเบีย: โรงกลั่นน้ำมันสำคัญถูกทำลาย ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง
  • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์: ท่าเรือและสนามบินได้รับความเสียหายหนัก
  • บาห์เรน: ที่ตั้งกองเรือรบสหรัฐฯ ถูกยิงถล่ม
  • คูเวต: ชายแดนถูกบุกทะลวง มีรายงานผู้เสียชีวิตพลเรือนหลายสิบราย

นอกจากแสดงความตกใจแล้ว ทรัมป์ยังให้กรอบเวลาสำหรับการยุติสงครามกับอิหร่าน โดยตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ถามว่าสหรัฐฯ จะชนะสงครามภายในสัปดาห์นี้หรือไม่ว่า “ผมไม่คิดอย่างนั้น แต่มันจะจบลงเร็วๆ นี้ ไม่นานหรอก” และย้ำว่า “โลกจะปลอดภัยขึ้นมากเมื่อเรื่องนี้จบลง และมันจะจบลงในเร็วๆ นี้” คำพูดนี้สะท้อนถึงความมั่นใจของทรัมป์ในนโยบายต่างประเทศที่เน้นการตอบโต้อย่างเด็ดขาด แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่าคลุมเครือและอาจทำให้สถานการณ์ยืดเยื้อ

背景ของความขัดแย้งนี้ย้อนกลับไปถึงนโยบายกดดันสูงสุดต่ออิหร่านของทรัมป์ตั้งแต่สมัยแรก โดยสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA และเพิ่มการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการเพิ่มสมรรถนะนิวเคลียร์และสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค ล่าสุดการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่กำจัดหัวหน้าผู้บัญชาการกองกำลังกู้ดส์ของอิหร่าน เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จุดชนวนให้อิหร่านโต้กลับอย่างรุนแรง

ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่จำกัดอยู่ที่ตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นกว่า 20% ในวันเดียว ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกทรุดตัว นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าหากสงครามยืดเยื้อ อาจนำไปสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจทั่วโลก

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การที่ทรัมป์บอกตกใจ ไม่นึกอิหร่านจะโจมตีเพื่อนบ้าน อาจเป็นการประเมิน形势ผิดพลาด เพราะอิหร่านมีพันธมิตรอย่างรัสเซียและจีนที่คอยหนุนหลัง ทำให้มีความกล้าที่จะขยายวงสงคราม อย่างไรก็ตาม คำมั่นว่าสงครามจะจบเร็วๆ นี้ อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนชาวอเมริกัน

สถานการณ์ยังคงน่าจับตา ผู้สนใจควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีพัฒนาการใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกเมื่อ คุณคิดว่าสงครามนี้จะจบลงจริงๆ เร็วๆ นี้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ทรัมป์บอกตกใจ ไม่นึกอิหร่านจะโจมตีเพื่อนบ้าน อ้างสงครามจบเร็วๆ นี้

ทรัมป์อ้าง เตรียมเผยชื่อประเทศช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังร้อนระอุ เมื่อทรัมป์อ้าง เตรียมเผยชื่อประเทศ ที่จะช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซในเร็วๆ นี้ หลังจากอิหร่านประกาศปิดกั้นเส้นทางสำคัญนี้ ส่งผลกระทบหนักต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2569 ที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว โดยระบุว่าจะประกาศรายชื่อประเทศพันธมิตรที่ตกลงส่งเรือรบมาช่วยเปิดช่องทางดังกล่าวในไม่ช้า

ทรัมป์อ้าง เตรียมเผยชื่อประเทศ ที่จะช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซในเร็วๆ นี้

“มีอยู่ 2-3 ประเทศ ซึ่งเราจะประกาศรายชื่อในเร็วๆ นี้” ทรัมป์กล่าวอย่างมั่นใจ “มีบางประเทศที่ก้าวออกมาเสนอตัวตั้งแต่อแรกเลย” แม้จะยอมรับว่าพันธมิตรหลายรายปฏิเสธข้อเสนอไปแล้ว แต่ทรัมป์ยังแสดงความประหลาดใจที่ประเทศอื่นๆ ดูไม่กระตือรือร้น โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่นที่พึ่งพาน้ำมันผ่านช่องแคบนี้อย่างหนัก “พวกเขาควรขอบคุณเราด้วยซ้ำ” เขาโต้กลับ

ก่อนหน้านี้ ช่องแคบฮอร์มุซถูกอิหร่านปิดกั้นตั้งแต่ 28 ก.พ. 2569 หลังถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตี สร้างวิกฤตพลังงานทั่วโลก ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของทุกประเทศเพิ่มสูงขึ้น

ช่องแคบฮอร์มุซคืออะไร และทำไมสำคัญขนาดนี้?

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางทะเลแคบๆ กว้างเพียง 33 กม. ระหว่างอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน ถือเป็น “หลอดเลือดใหญ่” ของน้ำมันโลก โดยมีเรือบรรทุกน้ำมันผ่านวันละหลายล้านบาร์เรล คิดเป็น 20-30% ของการค้าพลังงานทั่วโลก หากปิดกั้นนาน จะทำให้อุปทานน้ำมันขาดแคลน ส่งผลต่ออุตสาหกรรม การขนส่ง และราคาสินค้าทุกประเภท

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและโลก

สำหรับประเทศไทยที่นำเข้าน้ำมันกว่า 80% วิกฤตนี้กระทบโดยตรง ค่าน้ำมันดีเซลและเบนซินอาจพุ่งสูง ส่งผลให้ค่าขนส่ง ค่าอาหาร และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอย่างซาอุฯ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

  • ราคาน้ำมันโลกพุ่ง: จาก 80 เหลือ 150+ ดอลลาร์
  • หุ้นตก: ดัชนีดาวโจนส์ร่วง 5%
  • เงินเฟ้อ: คาดเพิ่ม 2-3% ในหลายประเทศ
  • ไทยกระทบ: ค่าเงินบาทอ่อน ค่าก๊าซหุงต้มแพง

ทรัมป์พยายามกดดันพันธมิตรนาโต้และชาติเอเชียให้ช่วย แต่ได้รับการตอบรับน้อย สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดในยุคนี้

ทรัมป์จะทำได้จริงหรือ? มุมมองอนาคต

หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าการที่ทรัมป์อ้างเตรียมเผยชื่อประเทศดังกล่าว อาจเป็นกลยุทธ์กดดันอิหร่านและพันธมิตร แต่หากไม่มีกำลังทหารเพียงพอ วิกฤตอาจยืดเยื้อ สหรัฐฯ อาจต้องพึ่งพาเรือบรรทุกน้ำมันทางอากาศหรือเส้นทางอื่น หาก 2-3 ชาติที่ทรัมป์พูดถึงคืออังกฤษ ออสเตรเลีย หรืออินเดีย ก็พอจะช่วยได้บ้าง แต่ยังไม่ชัดเจน

ในมุมเศรษฐกิจ ไทยควรกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน หันไป LNG หรือพลังงานทดแทนมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซ

คุณคิดว่าประเทศไหนจะเป็นชาติที่ทรัมป์เผยชื่อ? หรือวิกฤตนี้จะคลี่คลายอย่างไร? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวอัปเดต!

ที่มา – ทรัมป์อ้าง เตรียมเผยชื่อประเทศ ที่จะช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซในเร็วๆ นี้

เลบานอนอ่วม ผู้พลัดถิ่นทะลุ 1 ล้านคนแล้ว หลังอิสราเอลเริ่มโจมตี

เลบานอนอ่วม ผู้พลัดถิ่นทะลุ 1 ล้านคนแล้ว หลังอิสราเอลเริ่มโจมตี

สถานการณ์ในเลบานอนกำลังย่ำแย่หนัก เมื่อจำนวนผู้พลัดถิ่นพุ่งทะลุ 1 ล้านคนแล้ว หลังจากอิสราเอลเปิดฉากโจมตีรอบใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่ทางตอนใต้ที่ติดชายแดน ข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานจัดการความเสี่ยงด้านภัยพิบัติของเลบานอนเมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2569 ระบุชัดว่าตัวเลขนี้ยังนับเฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนเท่านั้น ยอดจริงน่าจะสูงกว่านี้อีกมาก

เลบานอนอ่วม ผู้พลัดถิ่นทะลุ 1 ล้านคนแล้ว หลังอิสราเอลเริ่มโจมตี กลายเป็นวิกฤตมนุษยธรรมครั้งใหญ่ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ขยายวงจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 886 ราย บาดเจ็บกว่า 2,100 ราย สถานการณ์นี้เกิดขึ้นหลังอิสราเอลระดมโจมตีเมื่อ 2 มี.ค. ไม่ถึง 48 ชั่วโมงหลังโจมตีทางอากาศใส่อิหร่าน ทำให้ฮิซบอลเลาะห์ซึ่งได้รับการหนุนจากอิหร่ายิงจรวดตอบโต้

ผลกระทบจากปฏิบัติการภาคพื้นดินของอิสราเอล

ล่าสุด อิสราเอลประกาศเริ่มปฏิบัติการทางทหารภาคพื้นดินแบบจำกัดในภาคใต้ของเลบานอน เพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ถูกมองว่าเป็นผู้ก่อการร้าย การบุกครั้งนี้ถูกวิจารณ์หนักจากนานาชาติ โดยเฉพาะตุรกีที่ออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรงผ่านสถานเอกอัครราชทูตตุรกี ณ กรุงลอนดอน ชี้ว่าการโจมตีนี้คุกคามบูรณภาพดินแดนและอธิปไตยของเลบานอน

ตุรกียืนยันจะสนับสนุนชาวเลบานอนต่อไป ขณะที่เลบานอนเผชิญวิกฤตผู้พลัดถิ่นจำนวนมหาศาล ประชาชนต้องอพยพหนีภัย ครอบครัวแตกแยก เด็กๆ ขาดแคลนอาหารและที่พักพิง สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้นจากเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่ก่อนแล้ว

ตัวเลขผู้พลัดถิ่นและความสูญเสียในเลบานอน

  • ผู้พลัดถิ่น: มากกว่า 1 ล้านคน (เฉพาะผู้ลงทะเบียน)
  • ผู้เสียชีวิต: อย่างน้อย 886 ราย
  • ผู้บาดเจ็บ: มากกว่า 2,100 ราย
  • พื้นที่ได้รับผลกระทบหลัก: ตอนใต้ของเลบานอน ติดชายแดนอิสราเอล

เลบานอนอ่วม ผู้พลัดถิ่นทะลุ 1 ล้านคนแล้ว หลังอิสราเอลเริ่มโจมตี สะท้อนถึงความรุนแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ลุกลามไม่หยุด กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ตอบโต้ด้วยการยิงจรวด ขณะที่อิสราเอลยืนยันว่าจำเป็นต้องกำจัดภัยคุกคาม

นอกจากนี้ ยังมีรายงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญถูกทำลาย เช่น สะพาน ถนน และโรงพยาบาล ทำให้การช่วยเหลือลำบากยิ่งขึ้น องค์กรระหว่างประเทศอย่าง UNHCR และ ICRC กำลังเร่งมือ แต่ท้าทายจากความไม่ปลอดภัย

วิกฤตนี้ไม่เพียงกระทบเลบานอน แต่ลุกลามสู่ภูมิภาค สร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพโลก สหรัฐฯ สนับสนุนอิสราเอล ขณะที่อิหร่านหนุนฮิซบอลเลาะห์ ตุรกีและชาติอาหรับอื่นๆ ประณามการบุก

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์อาจยืดเยื้อหากไม่มีการเจรจาสันติภาพ ประชาคมโลกต้องเร่งแทรกแซงเพื่อหยุดยั้งการสูญเสียชีวิต

ติดตามข่าวต่างประเทศและวิเคราะห์สถานการณ์ล่าสุดได้ที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – เลบานอนอ่วม ผู้พลัดถิ่นทะลุ 1 ล้านคนแล้ว หลังอิสราเอลเริ่มโจมตี

ทรัมป์ตัดพ้อ พันธมิตรไม่ส่งเรือรบไปช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ไม่ภักดีมากพอ

ทรัมป์ตัดพ้อ พันธมิตรไม่ส่งเรือรบไปช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ไม่ภักดีมากพอ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงในวงการการเมืองระหว่างประเทศ ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างเปิดเผยต่อบรรดาประเทศพันธมิตรที่ปฏิเสธที่จะส่งเรือรบไปช่วยคุ้มกันเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งน้ำมันทั่วโลก

ทรัมป์ตัดพ้อ พันธมิตรไม่ส่งเรือรบไปช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ไม่ภักดีมากพอ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ทรัมป์กล่าวในงานอีเวนต์ที่ทำเนียบขาว โดยชี้ว่าประเทศพันธมิตรเหล่านี้ขาดความภักดีต่อสหรัฐฯ ทั้งที่สหรัฐฯ ได้ให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงมาอย่างยาวนาน “มีหลายประเทศบอกผมว่าพวกเขากำลังเดินทางมา” ทรัมป์กล่าว แต่ก็มีบางประเทศที่ไม่กระตือรือร้น โดยเฉพาะประเทศที่สหรัฐฯ ส่งทหารถึง 45,000 นายไปประจำการเพื่อปกป้อง

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันกว่า 20% ของโลก หลังจากอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเพื่อตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล ทรัมป์จึงเรียกร้องให้พันธมิตรช่วย แต่ได้รับการปฏิเสธจากหลายชาติ ทำให้ทรัมป์รู้สึกผิดหวังอย่างมาก

สาเหตุที่พันธมิตรลังเลส่งเรือรบไปช่องแคบฮอร์มุซ

หลายประเทศพันธมิตรอย่างยุโรปและเอเชีย มีเหตุผลในการลังเล เช่น ความเสี่ยงจากการถูกอิหร่านตอบโต้ เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวจากโควิด และนโยบายต่างประเทศที่ไม่ต้องการขัดแย้งโดยตรงกับอิหร่าน นอกจากนี้ สหรัฐฯ เองก็ถูกวิจารณ์ว่าทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น

  • อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่เรือสินค้าอย่างต่อเนื่อง
  • สหรัฐฯ ส่งกองเรือไปคุ้มกันแล้ว แต่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่ม
  • พันธมิตรกลัวผลกระทบทางเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันพุ่ง

ทรัมป์ย้ำว่าภารกิจนี้เป็น “เรื่องเล็กน้อยมาก” เช่น การกวาดทุ่นระเบิด แต่พันธมิตรกลับตอบว่า “ขอไม่ยุ่งดีกว่า” สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ไม่สมดุลในพันธมิตรนาโต้และอื่นๆ

ผลกระทบจากการที่ทรัมป์ตัดพ้อพันธมิตร

คำพูดของทรัมป์อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย เช่น ลดการส่งทหารไปปกป้องพันธมิตร หรือเพิ่มค่าปรับปรุงฐานทัพ นอกจากนี้ ยังอาจทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยที่นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การตัดพ้อครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงสไตล์การนำของทรัมป์ที่ตรงไปตรงมา แต่ก็เสี่ยงทำให้พันธมิตรหันไปพึ่งพาจีนหรือรัสเซียมากขึ้น สหรัฐฯ ต้องหาทางสร้างสมดุลใหม่ในอนาคต

สำหรับคนไทยที่สนใจข่าวต่างประเทศ สถานการณ์นี้กระทบราคาน้ำมันโดยตรง แนะนำติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนการเงินส่วนตัว คุณคิดอย่างไรกับคำพูดของทรัมป์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – ทรัมป์ตัดพ้อ พันธมิตรไม่ส่งเรือรบไปช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ไม่ภักดีมากพอ

ส่องท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์ชวนส่งเรือรบ เปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ส่องท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์ชวนส่งเรือรบ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ กำลังเป็นประเด็นร้อนในเวทีการเมืองโลก ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก กำลังถูกคุกคามจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ชาติพันธมิตร โดยเฉพาะ NATO ส่งเรือรบไปช่วยเปิดเส้นทางนี้ คำเรียกร้องดังกล่าวจุดประกายให้หลายประเทศแสดงท่าที แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีชาติใดยืนยันว่าจะส่งเรือรบไปจริง

ส่องท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์ชวนส่งเรือรบ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์เตือนอย่างหนักแน่นว่าหาก NATO ไม่ช่วยรักษาความปลอดภัยช่องแคบฮอร์มุซ อนาคตของพันธมิตรจะ “เลวร้ายมาก” ช่องแคบแห่งนี้มีความยาวประมาณ 33 กิโลเมตร กว้างสุด 96 กม. เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่อิหร่านถูกกล่าวหาว่าพยายามปิดกั้น ส่งผลกระทบราคาน้ำมันพุ่งสูงทั่วโลก หลายประเทศจึงต้องออกมาแสดงจุดยืนทันที

ท่าทีสหภาพยุโรป (EU) และเยอรมนี

นางคายา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของ EU ยอมรับว่าการเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็น “ผลประโยชน์” ของยุโรป แต่ย้ำว่าเรื่องนี้ “อยู่นอกเหนือขอบเขต NATO” และไม่มีสมาชิก NATO ใดตั้งอยู่ในบริเวณนั้น ขณะที่โฆษกรัฐบาลเยอรมนีแถลงชัดเจนเมื่อ 16 มี.ค. 2569 ว่า “สงครามครั้งนี้ไม่ใช่ของ NATO” รัฐมนตรีต่างประเทศโยฮันน์ วาเดพูล ก็ยืนยันไม่เห็นบทบาทของ NATO ในพื้นที่นี้

สหราชอาณาจักร (UK) และออสเตรเลีย

เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ อังกฤษ ระบุว่าประเทศกำลังร่วมกับพันธมิตรร่าง “แผนปฏิบัติการร่วมกันที่ทำได้จริง” เพื่อฟื้นฟูเสรีภาพการเดินเรือและลดผลกระทบเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ชัดว่าจะส่งเรือรบหรือไม่ ส่วนออสเตรเลีย รัฐมนตรีคมนาคมยืนกรานว่าจะ ไม่ส่งเรือรบ ไปช่องแคบฮอร์มุซ แม้ทรัมป์ไม่ได้เจาะจงชื่อประเทศ

จีนและญี่ปุ่น

โฆษกกระทรวงต่างประเทศไทยจีนหลีกเลี่ยงตอบตรงๆ ว่าสหรัฐฯ ขอให้ส่งเรือหรือไม่ เพียงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดปฏิบัติการทหาร ลดความตึงเครียด และปกป้องเศรษฐกิจโลก ด้านนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกฯ ญี่ปุ่น แถลงต่อสภาว่าประเทศยัง ไม่มีแผนส่งเรือรบ ไปยังช่องแคบฮอร์มุซ

  • EU: สนับสนุนในหลักการ แต่ไม่ใช่หน้าที่ NATO
  • เยอรมนี: ปฏิเสธบทบาท NATO ชัดเจน
  • UK: ร่างแผนร่วม แต่ยังไม่ส่งเรือ
  • ออสเตรเลีย: ไม่ส่งเรือรบ
  • จีน: เรียกร้องสันติภาพ ไม่ยืนยัน
  • ญี่ปุ่น: ไม่มีแผนส่งเรือ

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความแตกแยกในพันธมิตรตะวันตก โดยเฉพาะยุโรปที่ลังเลเพราะกลัวถูกดึงเข้าสู่สงครามอิหร่าน-อิสราเอล หากทรัมป์กลับสู่อำนาจอีกครั้ง คำเรียกร้องนี้อาจเข้มข้นขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนต่อเนื่อง นักลงทุนควรติดตามใกล้ชิด

ในมุมมองผู้เขียน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าความมั่นคงพลังงานโลกยังคงเปราะบาง พันธมิตรต้องหาทางออกที่สมดุลระหว่างผลประโยชน์และความเสี่ยง ติดตามข่าวอัปเดตช่องแคบฮอร์มุซได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ

ที่มา – ส่องท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์ชวนส่งเรือรบ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

Scroll to top