สถานการณ์หาดใหญ่

คมนาคม ร่วมใจช่วยรถน้ำท่วม ที่สงขลา

กระทรวงคมนาคมจับมือ 20 แบรนด์ยานยนต์ จัดตั้งศูนย์ประสานงาน “คมนาคมร่วมใจช่วยรถน้ำท่วม” ที่สงขลา พร้อมอัดโปรโมชั่นซ่อมฟรีและส่วนลดสูงสุด 40% เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบภัยน้ำท่วม

กระทรวงคมนาคมและกรมการขนส่งทางบก ร่วมกับภาคเอกชนกว่า 20 องค์กร จัดตั้งศูนย์ประสานงาน “คมนาคมร่วมใจช่วยรถน้ำท่วม” ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา แห่งที่ 1 โดยระดมทีมช่างเทคนิคจากค่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และอาชีวศึกษา ให้บริการตรวจเช็กสภาพรถฟรี พร้อมมอบส่วนลดอะไหล่และค่าแรงสูงสุดถึง 40% รวมถึงบริการรถยก เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและฟื้นฟูการเดินทางของประชาชนให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคม มีนโยบายเร่งด่วนในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในเรื่องของ “ยานพาหนะ” ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการประกอบอาชีพ กรมการขนส่งทางบกจึงได้จัดตั้งศูนย์ประสานงาน “คมนาคมร่วมใจช่วยรถน้ำท่วม” ขึ้น ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป โดยมีภารกิจหลักคือการตรวจประเมินความเสียหายฟรี ซ่อมแซมเบื้องต้น และประสานงานส่งต่อรถไปยังศูนย์บริการมาตรฐาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ชั้นนำที่มอบสิทธิพิเศษสำหรับรถที่ประสบภัยน้ำท่วม

สำหรับภาคีเครือข่ายที่ร่วมสนับสนุน ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งจะให้บริการซ่อมแซมเบื้องต้นฟรี

โดย Autobacs: ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง PT Maxnitron ฟรี สำหรับรถยนต์

PTG Energy: สนับสนุนน้ำมันเครื่อง PT Maxnitron เพื่อให้ทางอาชีวะนำไปใช้บริการประชาชน

ส่วนกลุ่มรถยนต์ ทาง Toyota: มอบส่วนลดอะไหล่และเคมีภัณฑ์ 30% (ถึง 31 ธ.ค. 68), Isuzu / MG / GWM / Suzuki: มอบส่วนลดอะไหล่และค่าแรง 30%

ส่วน Mitsubishi: มอบส่วนลด 30% (อะไหล่/ค่าแรง/เคมีภัณฑ์), ฟรีบริการตรวจเช็กสภาพรอบคันและใต้ท้องรถ

นอกจากนั้นยังมี Honda: ให้ส่วนลดค่าอะไหล่ 30%, ตรวจเช็กฟรี 25 รายการ, มีบริการ Mobile Service นอกจากนี้ Mercedes-Benz: ยังมอบส่วนลดอะไหล่ 30% (1 ธ.ค. 68 – 28 ก.พ. 69), บริการรถยกสำหรับรถในระยะประกัน

นอกจากนี้ ยี่ห้อ BYD ยังมอบส่วนลดอะไหล่ 30% , Nissan: มอบส่วนลดอะไหล่, เคมีภัณฑ์ และน้ำมันหล่อลื่น 30% , Ford: มอบส่วนลดอะไหล่และน้ำมันหล่อลื่น 40% , ฟรีตรวจเช็ก 30 รายการ, บริการยกรถฉุกเฉินฟรี สำหรับรถในระยะประกัน

นอกจากนี้รถยี่ห้อ Mazda: มอบส่วนลดอะไหล่สูงสุด 35% ค่าแรงสูงสุด 10% (ถึง 16 ก.พ. 69) พร้อมฟรีค่าเคลื่อนย้ายรถไปศูนย์ฯใกล้สุด ส่วน GAC AION: มอบส่วนลดอะไหล่ 30%, ฟรีรถยกไปศูนย์ที่ใกล้ที่สุด, ตรวจเช็กฟรี 49 รายการ

และ BMW / MINI: ฟรีบริการรถยกไปยัง Dealer (ติดต่อ Call Center 1286) , Deepal: มอบส่วนลดอะไหล่ 10%, ตรวจเช็กฟรี 22 รายการ

นายสรพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่มรถจักรยานยนต์ ทางบริษัทรถ Honda ยังให้บริการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและน้ำมันเฟืองท้ายฟรี, ตรวจเช็กฟรี 10 รายการ (24 พ.ย. – 31 ธ.ค. 68) และจัดกิจกรรมใหญ่ Big Cleaning ซ่อมฟรี (8-14 ธ.ค. 68)

Yamaha: ให้บริการซ่อมบำรุงพร้อมเปลี่ยนอะไหล่และน้ำมันเครื่องฟรี สำหรับรถที่เสียหายจากน้ำท่วม, ตรวจเช็กฟรี 10 รายการ (ถึง 31 ธ.ค. 68)

Suzuki : ให้บริการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องฟรี, ส่วนลดอะไหล่สูงสุด 20%, ตรวจเช็กฟรี 20 รายการ , DECO: มอบส่วนลดชิ้นส่วนอะไหล่ 30%, ส่วนลดแบตเตอรี่และมอเตอร์ 20%

นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกได้จัดเตรียมพื้นที่สำหรับรองรับรถยนต์ของผู้ประสบภัยให้นำมาจอดพักได้ฟรี ระหว่างรอการดำเนินการ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา แห่งที่ 1 (อ.เมืองสงขลา): รองรับรถยนต์ได้จำนวน 50 คัน และสำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา แห่งที่ 2 (อ.หาดใหญ่): รองรับรถยนต์ได้จำนวน 20 คัน ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ประสานงานฯ จ.สงขลา โทรสายด่วน 1584 หรือ 074 330 251-2 หรือทาง Facebook : สำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา

“การร่วมมือกันระหว่างพันธมิตรภาคีเครือข่ายของศูนย์ประสานงาน “คมนาคมร่วมใจช่วยรถน้ำท่วม” ในวันนี้คือเครื่องยืนยันว่า ภาครัฐและเอกชนพร้อมยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชน เพื่อให้ทุกครอบครัวกลับมามีรถใช้งานและดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด” อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวทิ้งท้าย

คมนาคมร่วมใจช่วยรถน้ำท่วม

“คมนาคมร่วมใจช่วยรถน้ำท่วม” ที่สงขลา ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

โครงการ “คมนาคมร่วมใจช่วยรถน้ำท่วม” ที่จังหวัดสงขลา แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชนในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ นับเป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ

ที่มา – “คมนาคม” จับมือ 20 แบรนด์ยานยนต์ ตั้งศูนย์ประสานงาน “คมนาคมร่วมใจช่วยรถน้ำท่วม” ที่สงขลา

แม่ทำใจไม่ได้! ลูกสาว 4 ขวบ เรือคว่ำหาดใหญ่

หัวอกคนเป็นแม่แทบขาดใจ โพสต์ถึงลูกสาววัย 4 ขวบที่จากไป หลังเกิดเหตุการณ์เรือคว่ำจากน้ำท่วมหาดใหญ่ เผยลูกสาวหลุดจากมือช่วยเหลือไม่ทัน เจ็บปวดที่ยังจำเสียงเพลงสุดท้ายของลูกได้ดี โซเชียลแห่ให้กำลังใจคุณแม่อย่างล้นหลาม

จากกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลด เมื่อคุณแม่ท่านหนึ่งต้องสูญเสียลูกสาววัย 4 ขวบจากเหตุเรือล่ม น้องได้หลุดจากมือแม่และจมหายไปในกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก แม้จะมีการค้นหาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 วัน แต่สุดท้ายก็พบเพียงร่างที่ไร้วิญญาณ

ล่าสุด คุณแม่ได้โพสต์ข้อความสุดเศร้าผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งเรียกน้ำตาจากชาวโซเชียลเป็นอย่างมาก โดยระบุว่า “เสียงสุดท้ายที่มาม๊าได้ยินจากหนูบนเรือ คือเสียงร้องเพลงของแพดเม่ เสียงเล็กๆ ใสๆ ที่ตอนนั้นมาม๊ายังไม่รู้เลยว่ามันจะกลายเป็นเสียงอำลาที่แม่ต้องกอดไว้ในหัวใจไปตลอดชีวิต

See the line where the sky meets the sea? It calls me

And no one knows, how far it goes. If the wind in my sail on the sea stays behind me

One day I’ll know

If I go, there’s just no telling how far I’ll go. 

มาม๊าคิดถึงลูกสุดหัวใจ คิดถึงแบบที่ไม่มีถ้อยคำไหนอธิบายได้ เหมือนหัวใจของแม่ถูกดึงบางส่วนออกไปพร้อมกับหนู เหลือเพียงช่องว่างที่แม้เวลาเท่าไรก็ไม่อาจเติมเต็มได้อีกแล้ว 

ทุกลมหายใจของแม่มีชื่อของหนูอยู่ข้างใน ทุกเช้าแม่ยังเผลอหันไปมองหาตัวเล็กๆ ของแม่ ทุกคืนแขนซ้ายของแม่ยังจำสัมผัสที่หนูชอบมาหนุน และตอนนี้…มันว่างเปล่าจนเจ็บ

แม่คิดถึงรอยยิ้มหนู ฟันเขี้ยว ลักยิ้มสองข้างน่ารักที่สุดในโลก คิดถึงเสียงหัวเราะที่เคยทำให้บ้านทั้งหลังสว่างขึ้นทันที คิดถึงเสียงเรียก “มาม๊า” ที่ตอนนี้แม่ได้ยินแค่ในหัวใจ

บางครั้งแม่ยังได้ยินเพลงสุดท้ายที่หนูร้อง เหมือนหนูยังอยู่ตรงนี้ แต่พอเอื้อมมือออกไป กลับคว้าได้แค่ความว่างเปล่า 

มันเจ็บเหลือเกิน เจ็บแบบที่ไม่เคยรู้ว่าคนเราจะเจ็บได้มากขนาดนี้ เจ็บที่ไม่ได้กอดหนู ไม่ได้ป้อนขนมหนู ไม่ได้รับรอยยิ้มจากหนูหลังเลิกเรียนอีก เหลือแค่รูปถ่ายและความทรงจำ

แม่คิดถึงลูก คิดถึงจนเหมือนหัวใจจะหายไปทั้งดวง คิดถึงจนรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน ลูกของแม่ แม่อยากให้รู้ว่า แม้หนูจะอยู่ไกลแค่ไหน แม้แม่จะ “ไม่รู้ how far you go” แต่รักของแม่จะตามไปถึงหนูเสมอไม่มีวันหายไปแม้สักวินาทีเดียว

มาม๊าคิดถึงหนูสุดหัวใจ และมาม๊าเจ็บปวดสุดหัวใจจริงๆ”

แม่ยังทำใจไม่ได้ สูญเสียลูกสาว 4 ขวบ หลุดจากมือ ตอนเรือคว่ำ เหตุน้ำท่วมหาดใหญ่

เรื่องราวความสูญเสียของคุณแม่ท่านนี้ กลายเป็นอุทาหรณ์ให้เราได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน และการมีสติอยู่เสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าได้

เหตุน้ำท่วมหาดใหญ่พรากชีวิตลูกน้อย

เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ ได้สร้างความเสียหายและความสูญเสียให้กับผู้คนจำนวนมาก ไม่เพียงแต่ทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชีวิตของผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ การสูญเสียลูกสาววัย 4 ขวบของคุณแม่ท่านนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนต้องใส่ใจในความปลอดภัยของเด็กๆ มากยิ่งขึ้น

การป้องกันและเตรียมพร้อมรับมือกับอุทกภัย:

  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมสิ่งของจำเป็น เช่น น้ำดื่ม อาหารแห้ง ยา และไฟฉาย
  • หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ให้เตรียมแผนอพยพ
  • สอนให้เด็กๆ รู้จักวิธีเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ดูแลเด็กๆ อย่างใกล้ชิด อย่าปล่อยให้คลาดสายตา

ข้อคิดจากเหตุการณ์:

เหตุการณ์นี้สอนให้เรารู้ว่า ชีวิตมีความไม่แน่นอน เราจึงควรใช้ชีวิตทุกวันให้ดีที่สุด และให้ความสำคัญกับคนที่เรารัก ดูแลซึ่งกันและกัน และให้กำลังใจกันในยามยากลำบาก

แม้ว่าความสูญเสียของคุณแม่ท่านนี้จะเป็นสิ่งที่เจ็บปวดเกินกว่าจะบรรยายได้ แต่เราหวังว่ากำลังใจจากคนรอบข้างและจากสังคม จะช่วยให้คุณแม่สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และขอให้น้องได้ไปสู่สุคติ

การสูญเสียลูกสาว 4 ขวบจากเหตุเรือคว่ำจากน้ำท่วมหาดใหญ่เป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับคุณแม่และครอบครัว

ที่มา – แม่ยังทำใจไม่ได้ สูญเสียลูกสาว 4 ขวบ หลุดจากมือ ตอนเรือคว่ำ เหตุน้ำท่วมหาดใหญ่

ยอดผู้เสียชีวิต น้ำท่วมหาดใหญ่ 1 ธ.ค. 68: อัปเดต

อัปเดตสถานการณ์ล่าสุด! ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ 1 ธ.ค. 68 เพิ่มขึ้นอย่างน่าเศร้า โดยมีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตที่นำส่งชันสูตรที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เพิ่มอีก 2 ราย ทำให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตจาก น้ำท่วมหาดใหญ่ 1 ธ.ค. 68 ขณะนี้อยู่ที่ 140 รายแล้ว

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานความคืบหน้าของสถานการณ์ น้ำท่วมหาดใหญ่ 1 ธ.ค. 68 โดยเมื่อเวลา 18.00 น. ยอดผู้เสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นเนื่องจากมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวถูกส่งมาเพิ่มเติมอีก 2 ราย ส่งผลให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 140 ราย น่าสลดใจยิ่งนัก นอกจากนี้ มีรายงานว่าญาติของผู้เสียชีวิตได้ทำการรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลแล้วจำนวน 5 ราย ทำให้ยอดรวมศพที่ญาติรับกลับบ้านไปแล้วอยู่ที่ 23 ราย ทำให้ปัจจุบันยังคงมีร่างของผู้เสียชีวิตที่ยังคงเก็บรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่อยู่อีกถึง 117 ราย

อัปเดตยอดผู้เสียชีวิต น้ำท่วมหาดใหญ่ 1 ธ.ค. 68 รวม 140 ราย

ในส่วนของสถานการณ์การช่วยเหลือ กระทรวงสาธารณสุขได้รายงานว่า โรงพยาบาลทุกแห่งที่ได้รับผลกระทบจาก น้ำท่วมหาดใหญ่ 1 ธ.ค. 68 ได้กลับมาเปิดให้บริการตามปกติแล้ว แต่บางแห่งอาจจะยังไม่สามารถให้บริการได้อย่างเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม ได้มีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อช่วยเหลือและดูแลประชาชนเพิ่มเติมจำนวน 11 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ได้แก่

  • สนามบินหาดใหญ่
  • หอประชุมเทศบาลนครหาดใหญ่
  • โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์
  • บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน)
  • โรงพยาบาลรัตภูมิ
  • โรงเรียนเทศบาล 4 (วัดคลองเรียน)
  • โรงพยาบาลสงขลานครินทร์
  • ศูนย์บริการสาธารณสุข เทศบาลเมืองคลองแห
  • วัดคลองแห
  • โรงพยาบาลค่ายเสนาณรงค์
  • โรงเรียนนานาชาติเซาท์เทิร์น หาดใหญ่

โรงพยาบาลสนามเหล่านี้ได้ให้บริการสะสมแก่ประชาชนไปแล้วกว่า 1,423 ราย โดยแบ่งเป็นผู้ป่วยใน 205 ราย ผู้ป่วยนอก 1,038 ราย ส่งต่อ 134 ราย และบริการฟอกไต 46 ราย

การช่วยเหลือด้านสาธารณสุขเพิ่มเติมจากเหตุการณ์ น้ำท่วมหาดใหญ่ 1 ธ.ค. 68

นอกจากโรงพยาบาลสนามแล้ว ยังมีการจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ (Mini-MERT) จำนวน 104 ทีม ซึ่งให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 25 – 30 พฤศจิกายน 2568 โดยได้ให้บริการสะสมไปแล้วถึง 11,147 ราย มีการส่งต่อผู้ป่วยทางบก 259 ราย และส่งต่อทางอากาศ 213 ราย นอกจากนี้ ยังมีการส่งทีมแพทย์เดินเท้าออกเคาะประตูบ้านในชุมชนต่างๆ จำนวน 124 ทีม ตั้งแต่วันที่ 29- 30 พฤศจิกายน 2568 ครอบคลุมพื้นที่ 78 ชุมชน จากทั้งหมด 103 ชุมชน คิดเป็นร้อยละ 75.7 ให้บริการสะสม 10,427 ราย และส่งต่อผู้ป่วย 16 ราย

ในส่วนของการดูแลสุขภาพจิตของผู้ประสบภัย มีการประเมินสุขภาพจิตสะสมไปแล้ว 3,820 ราย พบว่ามีผู้ที่มีภาวะเครียดสูง 216 ราย และมีความเสี่ยงฆ่าตัวตาย 8 ราย ซึ่งทุกรายได้รับการปฐมพยาบาลทางใจและส่งต่อเข้าสู่ระบบการรักษาแล้ว

สถานการณ์ น้ำท่วมหาดใหญ่ 1 ธ.ค. 68 เป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกท่านก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้

ที่มา – อัปเดตยอดผู้เสียชีวิต น้ำท่วมหาดใหญ่ 1 ธ.ค. 68 รวม 140 ราย

เงินน้ำท่วม 9,000 บาท เข้าบัญชี 3 จังหวัด

ปภ. เผย เงินน้ำท่วม 9,000 บาท โอนเข้าบัญชีผู้ได้รับผลกระทบที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว ซึ่งผูกกับพร้อมเพย์ วันนี้ (1 ธ.ค.68) รวม 26,571 ครัวเรือน ใน 3 จังหวัดใต้ สงขลา สตูล และปัตตานี  ใครที่รอรับเงินอยู่เช็คบัญชีด่วนเลย!

วันที่ 1 ธ.ค. 68 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานการโอนเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 68 และวันที่ 18, 25 พ.ย. 68 ซึ่งจะช่วยเหลือเยียวยาให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 แบบเหมาจ่ายในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท โดยเป็นการจ่ายให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 4 รูปแบบ ดังนี้ 

  • ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย 
  • ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกิน 7 วันขึ้นไป 
  • ที่อยู่อาศัยประจำที่ถูกน้ำล้อมรอบจนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป
  • ที่อยู่อาศัยประจำในอาคารสูงที่น้ำท่วมไม่ถึงชั้นที่ผู้ประสบภัยพักอาศัย แต่ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป 

โดยในวันนี้ ธนาคารออมสินจะโอนเงินน้ำท่วม 9,000 บาทช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ครัวเรือนละ 9,000 บาท ให้แก่ผู้ประสบภัยที่ได้ลงทะเบียนและผ่านการตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อยแล้วในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ รวมจำนวน 26,571 ครัวเรือน ได้แก่ จังหวัดสงขลา (4,563 ครัวเรือน) สตูล (8,772 ครัวเรือน) และจังหวัดปัตตานี (13,236 ครัวเรือน) เป็นเงินทั้งสิ้น 239,139,000 บาท ผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกไว้กับหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน

ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน ติดต่อธนาคารใดก็ได้ เพื่อดำเนินการผูกบัญชีโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดความขัดข้องในการโอนเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และให้การช่วยเหลือเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

เงินน้ำท่วม 9,000 บาท โอนเข้าบัญชีวันนี้ 3 จังหวัด สงขลา สตูล และปัตตานี

สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดของประเทศไทยนั้นสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับประชาชน การที่ภาครัฐเร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง และการจ่ายเงินน้ำท่วม 9,000 บาท ในครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ได้เป็นอย่างดี

ใครบ้างที่ได้รับ เงินน้ำท่วม 9,000 บาท นี้?

สำหรับผู้ที่จะได้รับเงินเยียวยาในครั้งนี้ คือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2568 และมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ 4 ข้อ ได้แก่:

  • ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย
  • ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกิน 7 วันขึ้นไป
  • ที่อยู่อาศัยประจำที่ถูกน้ำล้อมรอบจนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป
  • ที่อยู่อาศัยประจำในอาคารสูงที่น้ำท่วมไม่ถึงชั้นที่ผู้ประสบภัยพักอาศัย แต่ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป

ดังนั้น หากท่านเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบและมีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาข้างต้น อย่าลืมตรวจสอบบัญชีพร้อมเพย์ของท่าน เพื่อตรวจสอบว่าเงินน้ำท่วม 9,000 บาท ได้ถูกโอนเข้าบัญชีเรียบร้อยแล้วหรือไม่

หากใครที่ยังไม่ได้ผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขบัตรประชาชน จะต้องรีบไปดำเนินการที่ธนาคารโดยด่วนนะครับ เพื่อให้การรับเงินเยียวยาเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว

การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยเป็นหน้าที่ของรัฐบาล และการที่รัฐบาลดำเนินการอย่างรวดเร็วในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง อย่างไรก็ตาม การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดผลกระทบและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – เงินน้ำท่วม 9,000 บาท โอนเข้าบัญชีวันนี้ 3 จังหวัด สงขลา สตูล และปัตตานี

จับชายยิงปืนไล่หลังอาสาฯ ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่

เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อชายคนหนึ่งก่อเหตุ จับชายยิงปืนไล่หลังอาสาฯ ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ โดยอ้างว่ามีผู้ป่วยอาการสาหัสต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่อาสากู้ภัยกำลังปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่

ตามรายงานข่าวเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 บริเวณชุมชนบ้านเกาะหมี ตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยผู้ก่อเหตุได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ็ตสกีที่ขับผ่าน ต่อมาตำรวจภูธรภาค 9 ได้ทำการสืบสวนและกดดันจนทราบว่าผู้ก่อเหตุคือนายเริงชัย อายุ 30 ปี ซึ่งได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 พร้อมอาวุธปืนพกสั้นอัตโนมัติ ยี่ห้อกล็อก 19 ขนาด 9 มม. ที่ใช้ในการก่อเหตุ

นายเริงชัยให้การว่า ในวันเกิดเหตุมีคนเกิดอาการช็อกและมีอาการสาหัสถึงขั้นต้องปั๊มหัวใจเพื่อช่วยชีวิต เขาพยายามเรียกเจ็ตสกีที่ขับผ่านให้จอดเพื่อช่วยเหลือ แต่เนื่องจากเสียงดังทำให้คนขับไม่ได้ยิน ด้วยความเป็นห่วงผู้ป่วย เขาจึงตัดสินใจใช้อาวุธปืนของน้องชายซึ่งเป็นตำรวจ ยิงขึ้นฟ้าไป 2 นัด เพื่อเรียกให้เจ็ตสกีกลับมาช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เป็นผล ปัจจุบันผู้ป่วยที่ช็อกยังคงรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU ของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์

นายเริงชัยได้กล่าวขอโทษผู้ขับขี่เจ็ตสกีและอาสากู้ภัยที่ทำให้ตกใจ โดยยืนยันว่าเขาไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายใคร เพียงแต่ต้องการช่วยเหลือผู้ป่วยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหา “ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะ” และส่งตัวนายเริงชัยให้พนักงานสอบสวน สภ.หาดใหญ่ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

จับชายยิงปืนไล่หลังอาสาฯ ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่

เหตุการณ์ จับชายยิงปืนไล่หลังอาสาฯ ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ สะท้อนอะไร

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดและความสิ้นหวังที่อาจเกิดขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้ว่าเจตนาของผู้ก่อเหตุคือการช่วยเหลือชีวิต แต่การใช้อาวุธปืนในที่สาธารณะถือเป็นความผิดทางกฎหมายและอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่นได้

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่นายเริงชัยอ้างว่ามีความจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนเพื่อเรียกความสนใจจากอาสากู้ภัย เนื่องจากสถานการณ์ฉุกเฉินและความยากลำบากในการสื่อสารในภาวะน้ำท่วม ทำให้เกิดคำถามว่า มีวิธีการอื่นใดที่สามารถใช้ในการขอความช่วยเหลือในสถานการณ์เช่นนี้ได้ หรือไม่

นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฝึกอบรมและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งสำหรับประชาชนทั่วไปและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

เหตุการณ์ จับชายยิงปืนไล่หลังอาสาฯ ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ ยังแสดงให้เห็นถึงความเสียสละของอาสากู้ภัยที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม แม้จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงและอุปสรรคต่างๆ ก็ตาม

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาในสังคม และความจำเป็นในการพิจารณาถึงเจตนาและแรงจูงใจของผู้กระทำควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย

การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการสร้างความเข้าใจและหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

บทเรียนที่ได้จากเหตุการณ์นี้:

  • การใช้อาวุธปืนในที่สาธารณะเป็นสิ่งผิดกฎหมายและอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่น
  • การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • การฝึกอบรมและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นสิ่งจำเป็น
  • ความเสียสละของอาสากู้ภัยเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง
  • การแก้ไขปัญหาในสังคมต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ในท้ายที่สุด เหตุการณ์ จับชายยิงปืนไล่หลังอาสาฯ ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราควรให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ และสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคน

ในสถานการณ์ฉุกเฉิน การตัดสินใจที่รวดเร็วและเด็ดขาดเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้อื่นด้วย การมีสติและการไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ จะช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมและหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

ถึงแม้ว่านายเริงชัยจะอ้างว่ามีเจตนาดี แต่การกระทำของเขาก็ยังคงเป็นความผิดทางกฎหมาย การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับกฎหมายและการใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหา จะช่วยลดโอกาสในการเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคตได้

ที่มา – จับชายยิงปืนไล่หลังอาสาฯ ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ อ้างมีคนสาหัส ต้องการเรียกให้จอด

กปภ.หาดใหญ่ เร่งซ่อมระบบน้ำท่วม ขออภัยประชาชน


สถานการณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ส่งผลกระทบต่อระบบประปาอย่างหนัก การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาหาดใหญ่กำลังทำงานอย่างหนักตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อกปภ.หาดใหญ่ เร่งซ่อมระบบ-เครื่องสูบน้ำที่ถูกน้ำท่วม และเร่งแก้ไขปัญหาให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด หลังระบบผลิตน้ำและเครื่องสูบน้ำได้รับความเสียหายอย่างหนักจากน้ำท่วม

กปภ.หาดใหญ่ เร่งซ่อมระบบ-เครื่องสูบน้ำที่ถูกน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจสถานีผลิตน้ำหาดใหญ่ พบว่าระดับน้ำสูงกว่า 4 เมตร ซึ่งสูงกว่าปี 2553 ทำให้เครื่องจักรและเครื่องสูบน้ำที่ยกสูงไว้แล้วยังคงถูกน้ำท่วม ส่งผลให้ต้องมีการซ่อมแซมระบบใหม่ทั้งหมด รวมถึงการตรวจสอบระบบไฟฟ้าของมอเตอร์ผลิตน้ำประปา

น.ส.กฤติกา ธรรมสโร ผู้จัดการ กปภ. สาขาหาดใหญ่ กล่าวว่า ขณะนี้สามารถจ่ายน้ำได้ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และบางส่วนที่เป็นท่อเหล็ก ส่วนพื้นที่อื่น ๆ กำลังเร่งซ่อมแซมเครื่องสูบน้ำและมอเตอร์ผลิตน้ำให้ได้มากที่สุด เนื่องจากมอเตอร์ทุกตัวจมน้ำและต้องรื้อระบบใหม่ทั้งหมด

ทาง กปภ. สาขาหาดใหญ่ ขออภัยประชาชนสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าจะทำงานอย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อกระจายน้ำให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด แม้จะมีการเตรียมความพร้อมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่น้ำท่วมในปีนี้มีความรุนแรงและสูงมากเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้

สถานการณ์การจ่ายน้ำและการแก้ไขปัญหา

เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างทั่วถึง กปภ.สาขาหาดใหญ่ ได้ปรับแผนการจ่ายน้ำในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในโซนบ้านพรุ ซึ่งมีการเปิดจ่ายน้ำเป็นช่วงเวลาเพื่อแบ่งปันน้ำให้ทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียมกัน

  • โซนบ้านพรุล่าง: เปิดจ่ายน้ำเวลา 05.00 น. – 12.00 น. และ 19.00 น. – 22.00 น. (บ้านหน้าควน, พรุธานี, สันติวิถี, คลองหวะ)
  • โซนบ้านพรุบน: เปิดจ่ายน้ำเวลา 12.00 น. – 19.00 น. (บริเวณแยกคลองหวะ – พรุค้างคาว, ถ.ชุมแสง, ถ.เทพประชาเหนือ, ถ.กาญจนวนิช, ถ.คลองยาเหนือ/ออก/ใต้/ตก, พื้นที่โดยรอบเทศบาลเมืองบ้านพรุ)

การปรับแผนนี้อาจส่งผลให้บางพื้นที่ในโซนบ้านพรุบนมีน้ำไหลอ่อนหรือหยุดจ่ายน้ำเป็นบางช่วงเวลา แต่ กปภ. จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวอาจพบว่าในช่วงแรกน้ำประปาอาจไหลอ่อนและมีความขุ่นเล็กน้อย ทาง กปภ.สาขาหาดใหญ่ขออภัยในความไม่สะดวกและจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

ความร่วมมือและการสนับสนุน

ในสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ การประปาจากพื้นที่ต่าง ๆ ได้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนในการซ่อมแซมระบบอย่างเร่งด่วน แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการแก้ไขวิกฤต

กปภ.หาดใหญ่ เร่งซ่อมระบบ-เครื่องสูบน้ำที่ถูกน้ำท่วม อย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนกลับมามีน้ำประปาใช้อย่างปกติโดยเร็วที่สุด การทำงานตลอด 24 ชั่วโมงและการปรับแผนการจ่ายน้ำเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะบรรเทาความเดือดร้อนให้มากที่สุด

เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติในอนาคต เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและโครงสร้างพื้นฐาน

ในการกปภ.หาดใหญ่ เร่งซ่อมระบบ-เครื่องสูบน้ำที่ถูกน้ำท่วมครั้งนี้ เราได้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่และความเสียสละของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง การแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและการสื่อสารที่โปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ที่มา – กปภ.หาดใหญ่ เร่งซ่อมระบบ-เครื่องสูบน้ำที่ถูกน้ำท่วม ขอโทษประชาชนที่เดือดร้อน

อนุทินมอบนโยบายงบฯ ปี 70 เจอภัย 4 ด้าน

“นายกฯ อนุทิน” มอบนโยบายจัดทำงบปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน ย้ำเร่งเยียวยาน้ำท่วม บอกอยากนามสกุล “หลีกภัย” แต่กลับเจอภัย 4 ด้าน ลั่นต้องไม่มีขาที่แปด หากมีปะทะต้องชนะเท่านั้น

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงานมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 7,400 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 0.2%

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จะทำให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ การแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน รวมถึงการประกาศวาระสำคัญของประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยยึดแนวทางจากแผนการคลังระยะปานกลาง คือช่วงปี 2570 – 2573 และในปีนี้ถึงแม้จะยังเป็นการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล แต่รัฐบาลตั้งใจที่จะลดการขาดดุลของงบประมาณอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณในอนาคต และรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม โดยอยู่บนหลักการรักษาวินัยการเงิน การคลัง และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2570 เป็นปีที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมสูงวัย ความเหลื่อมล้ำ ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ทำให้ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการปรับตัวป้องกันภัยพิบัติ และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องปรับตัวให้ทันสมัยโดยนำระบบดิจิทัล และเทคโนโลยี มาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ มีการติดตามประเมินผลเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณโปร่งใสตรวจสอบได้ ดังนั้น งบประมาณปี 2570 ต้องตอบโจทย์ได้ครบสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ การดูแลสังคม และการรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญ เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆของประเทศ 5 ด้าน ดังนี้

1. ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลจะดำเนินมาตรการให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างเป็นระบบ โดยเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่กับการวางแผนเศรษฐกิจในระยะยาว ตามนโยบาย Quick Big Win ซึ่งนโยบายนี้มีนัยว่าเป็นการกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว โดยช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นการเติบโตในไตรมาสที่ 4 ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท

ขณะที่ การลงทุนเพื่ออนาคตมีการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อสร้างความยั่งยืน ยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อลดข้อจำกัดด้านการส่งออก และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร รวมถึงการออกมาตรการด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ

2. ด้านการต่างประเทศ รัฐบาลกำลังเร่งเจรจาเพื่อแก้ไขผลกระทบจากสงครามการค้า รวมทั้งผลักดันให้ประเทศไทย ได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ให้แล้วเสร็จภายในปี 2573 หากประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิก เราจะเป็นประเทศที่สร้างความเชื่อมั่น สร้างความเชื่อถือ และสามารถดึงดูดความมั่นใจแก่ประเทศผู้ค้าต่างๆ ทั่วโลก เพื่อให้เกิดการลงทุนในประเทศของเราได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงด้านความมั่นคงซึ่งรัฐบาลมุ่งเน้นแนวทางสันติวิธี ในการแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างประเทศของเรากับประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งการแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ให้เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ รัฐบาลยังดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก นำประเทศไทยกลับเข้ามาสู่จอเรดาร์อีกครั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจ และสร้างบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก

3. ด้านสังคม รัฐบาลจะจัดการอย่างเร่งด่วนกับปัญหาสแกมเมอร์หรือการหลอกลวงทางเทคโนโลยี การพนัน อาชญากรรมข้ามชาติ และยาเสพติด รวมถึงการแก้ไขปัญหาการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง และพวกพ้อง โดยยึดหลักนิติธรรม และความโปร่งใส เพื่อยุติการคอร์รัปชัน ขอย้ำว่า รัฐบาลนี้แสดงทีท่าอย่างชัดเจนว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของสแกมเมอร์ ยาเสพติด และเจ้าของบ่อนการพนัน เจ้าของธุรกิจที่ผิดกฎหมาย ตนได้พิสูจน์ให้เห็นว่าได้ให้ความร่วมมือในการดำเนินทุกนโยบาย ที่จะทำให้สังคมเหล่านี้พ้นไปจากประเทศไทยซึ่งผลงานก็เห็นอยู่

4. ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจะพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะพื้นที่ประสบภัยอุทกภัยเป็นประจำ หรือพื้นที่มีความเสี่ยงสูงด้านหมอกควัน พร้อมเร่งเยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบภัยให้กลับสู่สภาพวิถีชีวิตปกติให้เร็วที่สุด

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่ในหลายจังหวัดหลายครั้ง เพื่อตรวจสถานการณ์ และหาวิธีช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาภัยพิบัติหลากหลายรูปแบบ ได้เห็นว่าสถานการณ์ปีนี้รุนแรง เช่น น้ำท่วมอย่างหนัก จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเยียวยาโดยเร็ว ครอบคลุม, ทั่วถึง และลดขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้เงินช่วยเหลือ และนโยบาย เข้าถึงประชาชนโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ หากหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน มีการจัดประชุม อีเว้นท์ หรืออบรมสัมมนา ช่วงปลายปี ขอให้พิจารณาจัดในจังหวัดที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น อ.หาดใหญ่ ซึ่งทุกภาคส่วนได้เตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว และนักกีฬาซีเกมส์ไว้แล้ว แต่ต้องชะลอไปเพราะสภาพพื้นที่ไม่เอื้ออำนวยให้จัดการแข่งขัน ทำให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก จากการต้องยกเลิกการเดินทางของนักกีฬา นักท่องเที่ยว และกองเชียร์ จึงขอฝากหัวหน้าส่วนราชการทุกท่าน ตนไม่ได้ตัดงบประมาณสำหรับการประชุมหรือสัมมนาภายในประเทศ แต่ขอให้เลือกจังหวัดที่กำลังประสบภัย เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบดีขึ้นจากการมีเงินหมุนเวียนในพื้นที่

ขณะที่ ด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจะผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net zero หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 หากไม่เริ่มวันนี้อีกไม่กี่สิบปีก็อาจสายเกินไป ดังนั้น เราจำเป็นต้องเป็นผู้ริเริ่มให้ได้ เพื่อบรรลุเป้าหมาย 100% ภายใน 25 ปี

5. ด้านการบริหารงานภาครัฐ รัฐบาลจะปฏิรูประบบราชการและกฎหมาย มุ่งสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลให้บริการอย่างสะดวกรวดเร็ว โปร่งใส เปิดเผยข้อมูล แก้ไข รวมถึงยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อประชาชน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นอกจาก 5 ด้าน รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการวางรากฐานประเทศ ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว ทั้งด้านการศึกษา ระบบสุขภาพ การส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบคมนาคม และโลจิสติกส์ ด้านพลังงานทดแทน นวัตกรรมประหยัดพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีคุณภาพ

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ช่วงเวลาที่รัฐบาลของตนได้บริหารประเทศ ตนอยากนามสกุล “หลีกภัย” แต่กลับได้นามสกุลเจอภัย ทั้งภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยสังคม และภัยธรรมชาติ ตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงปัจจุบัน มีภัยเศรษฐกิจ ซึ่งเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก จึงต้องเร่งดำเนินมาตรการ Quick Big Win ซึ่งประชาชนมีความพึงพอใจ มีความเชื่อมั่น รัฐบาลก็พยายามทำต่อเพื่อให้ประชาชนมีขวัญกำลังใจ

ส่วนภัยความมั่นคง เรามีปัญหาพิพาทกับกัมพูชา ตนขอเอ่ยชื่อเลย ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งตนได้เห็นความทุ่มเทเสียสละอดทนเป็นอย่างยิ่งของคนไทย ตลอดจนความอดทน ความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาปกป้องอธิปไตย รักษาบ้านเมือง ของทางกองทัพ ตำรวจ ฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายปกครอง ตนเข้ามาในช่วงที่พีคพอดี

“จะไม่มีขาที่แปด ถ้ามีขาที่แปด เราต้องแสดงให้คนคิดว่าประเทศไทยของเราเป็นสิ่งที่ต่อรองไม่ได้ ผมเชื่อว่าพี่น้อง และกองทัพ คงทราบดีว่าเราคงต้องให้เขาได้ยินว่าประเทศไทยเป็นอย่างไร ผมยังเชื่อมั่น แม้เรามีบทกลอนสอนว่า “ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด” ผมได้พบกับพี่น้อง เพื่อนข้าราชการฝ่ายความมั่นคงมาตลอด เชื่อว่าไทยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องรักษาเอกราชของชาติ รักษาเกียรติภูมิเกียรติยศ และไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากชนะลูกเดียวหากต้องมีการต่อสู้กัน นี่คือนโยบายที่จะบอกว่า รัฐบาลต้องให้การสนับสนุนกองทัพในการรักษาอธิปไตยอย่างเต็มที่”

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า สำหรับภัยธรรมชาติ พายุ น้ำท่วม จากสภาพอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง เราจะต้องทำให้งบประมาณสอดรับกับสถานการณ์ของประเทศ และสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป โดยมีเป้าหมายเพื่อประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งในปี 2570 ตน และสำนักงบประมาณช่วยกันพิจารณาจัดทำงบประมาณ เพื่อพัฒนาและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน และจะต้องหากลยุทธ์ทุกรูปแบบ เพื่อให้การจัดทำงบประมาณนี้ช่วยให้ประชาชนพ้นจากภัย 4 ข้อข้างต้น โดยขอให้สำนักงบประมาณ พิจารณาปัจจัยของภัยทั้ง 4 และจัดหางบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เนื่องจากสถานการณ์ภาคการคลังของประเทศไทย ได้ส่งสัญญาณเตือนหลายด้าน สัดส่วนรายได้ของรัฐบาลต่อจีดีพีลดลงต่อเนื่อง ขณะที่สัดส่วนรายจ่ายรัฐบาลต่อจีดีพีมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นลำดับ รัฐบาลจึงเน้นฟื้นฟูสภาพการคลังของประเทศ กำหนดเป้าหมายลดการขาดดุลงบประมาณไม่เกินร้อยละ 3 ของปี 2572 และควบคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะให้ไม่เกิน 70% ต่อจีดีพี ขอให้ข้าราชการทุกฝ่าย ช่วยกันบริหารการจ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อไม่ให้ประเทศต้องเจอวิกฤตการณ์ด้านการเงินการคลังในอนาคต

ทั้งนี้ งบประมาณรายจ่ายของปี 2570 กำหนดวงเงินไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 7,400 ล้านบาท ขอให้ทุกหน่วยงานได้พิจารณาจัดทำคำขอให้มีประสิทธิภาพ และไม่ควรเพิ่มเกินร้อยละ 20 ของปีที่แล้ว ส่วนที่เพิ่มขึ้นควรจะเป็นรายจ่ายการลงทุน ไม่ใช่รายจ่ายที่ใช้แล้วหายไป ต้องไม่เป็นการเพิ่มรายจ่ายประจำที่เป็นภาระงบประมาณในระยะยาว ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณ รัฐบาลขอความร่วมมือทุกท่าน ร่วมกันปรับเปลี่ยนการทำงานของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด การใช้งบประมาณต้องมีความโปร่งใสและต้องมีความคุ้มค่า ขอเน้นย้ำว่าเนื่องจากรายจ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้นมาก ขอให้ใช้รายจ่ายประจำเฉพาะส่วนที่จำเป็น จะได้มีเม็ดเงินเพื่อการลงทุนเข้ามามากขึ้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะยึดหลักการทำงานที่จะดำรงไว้ซึ่งการพิทักษ์รักษาชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ ยึดมั่นการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและยึดมั่นในหลักนิติธรรม ใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมบนหลักธรรมาภิบาล

อนุทิน มอบนโยบายจัดทำงบฯ ปี 70 บอกอยากนามสกุล “หลีกภัย” แต่กลับเจอภัย 4 ด้าน

อนุทิน มอบนโยบายจัดทำงบฯ ปี 70

การที่นายกฯ อนุทิน ได้มอบนโยบายจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และภัยธรรมชาติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน แม้จะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ก็ตาม การให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่ออนาคตและการบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและสร้างความเจริญรุ่งเรืองได้ในระยะยาว การจัดทำงบประมาณปี 70 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

รัฐบาลกำลังเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ และมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประชาชนทุกคน มาร่วมกันสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

ที่มา – นายกฯ มอบนโยบายจัดทำงบฯ ปี 70 บอกอยากนามสกุล “หลีกภัย” แต่กลับเจอภัย 4 ด้าน

ผู้ประสบภัยโอด ลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท

ผู้ประสบภัยจำนวนมากกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท พวกเขาตัดพ้อถึงปัญหาบ้านเรือนจมน้ำ เอกสารสูญหาย และความลำบากในการเดินทางเพื่อยื่นเอกสาร

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้กำหนดแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากฤดูฝนปี 2568 โดยจะจ่ายเงินเยียวยาแบบเหมาจ่ายครัวเรือนละ 9,000 บาท ให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 4 รูปแบบ (อ่านเพิ่มเติม: เปิดขั้นตอนการลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม ปี 2568)

หน่วยงานในแต่ละจังหวัดได้กำหนดวัน เวลา และสถานที่เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบเดินทางไปยื่นเอกสารและแสดงตนเพื่อยืนยันคำร้อง ตัวอย่างเช่น เทศบาลนครสงขลาได้เปิดรับลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม ประจำปี 2568 ในวันที่ 1-3 ธันวาคม 2568 เวลา 9.00-16.30 น.

สถานที่รับลงทะเบียน:

  • เขต 1: วัดตีนเมรุ
  • เขต 2: วัดหัวป้อมนอก
  • เขต 3: อาคารอเนกประสงค์ โรงเรียนเทศบาล 1 (ถนนนครนอก)
  • เขต 4: สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดสงขลา

ประชาคม เวลา 17.00 น. ของทุกวัน ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม ออนไลน์แล้ว สามารถมายื่นเอกสารได้ตามเขตของตนเองได้ตามแนวทางของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

เทศบาลนครหาดใหญ่ได้แจ้งผ่านทางเพจเฟซบุ๊กว่าเปิดรับลงทะเบียนและยื่นเอกสารได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2568 บริเวณเต็นท์ด้านข้างอาคารสำนักงานเทศบาลนครหาดใหญ่

ประชาชนจำนวนมากได้แสดงความคิดเห็นและสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับเอกสารและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทะเบียนออนไลน์ที่ยังต้องนำเอกสารไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่ภายในระยะเวลาที่จำกัด

เพจดังอย่าง Drama-addict ได้โพสต์ข้อความว่า “สวัสดีค่ะ จ่า อยากให้ช่วยเรื่องลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วมค่ะ ลงออนไลน์แล้วก็ยังต้องไปยื่นเอกสารอีก คนที่อยู่ที่นั่นก็หาร้านถ่ายเอกสารกันวุ่น ร้านก็จมน้ำ บางคนเอกสารหายหมดเกลี้ยงไปกับน้ำ บางคนอยู่ต่างจังหวัดยังไม่สะดวกไปยื่นเอกสาร ช่วยทำให้เรื่องการขอเงินช่วยน้ำท่วมมันง่ายกว่านี้ได้ไหมคะ”

ลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท: ปัญหาที่ผู้ประสบภัยต้องเผชิญ

ปัญหาหลักที่ผู้ประสบภัยหลายรายกำลังเผชิญคือเรื่องเอกสารที่สูญหายหรือเสียหายจากน้ำท่วม ทำให้ไม่สามารถดำเนินการลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม ได้ตามขั้นตอนที่กำหนด นอกจากนี้ การที่ต้องเดินทางไปยื่นเอกสารด้วยตนเองยังเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจนไม่สามารถเดินทางได้

วิธีแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่ต้องการลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม

สำหรับผู้ที่เอกสารสูญหาย สามารถติดต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อขอเอกสารใหม่หรือสำเนาเอกสารได้ นอกจากนี้ ควรตรวจสอบข้อมูลและหลักเกณฑ์การลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม อย่างละเอียด เพื่อเตรียมเอกสารให้พร้อมและดำเนินการตามขั้นตอนได้อย่างถูกต้อง หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่รับผิดชอบได้โดยตรง

หน่วยงานภาครัฐควรพิจารณาปรับปรุงกระบวนการลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม ให้มีความสะดวกและเข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้น อาจพิจารณาเพิ่มช่องทางออนไลน์ หรือจัดหน่วยเคลื่อนที่ลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด

ที่มา – ผู้ประสบภัยพ้อปัญหา ลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท บ้านจมน้ำ เอกสารหาย

“เท้ง ณัฐพงษ์” จี้รัฐ เร่งกู้ร่างผู้เสียชีวิตหาดใหญ่

“เท้ง ณัฐพงษ์” จี้ รัฐบาลเร่งเก็บกู้-ค้นหาร่างผู้เสียชีวิตในพื้นที่หาดใหญ่

“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” เรียกร้องรัฐบาล เร่งฟื้นฟูทำความสะอาดหาดใหญ่ หลังน้ำลด พร้อมเร่งระดมคนค้นหาร่างผู้เสียชีวิต เนื่องจากยังมีผู้เสียชีวิตตกค้างอยู่ในบ้านที่ถูกน้ำท่วม

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ลงประจำการพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา พร้อมทีมงานพรรคประชาชน เพื่อทำภารกิจสำคัญหลังน้ำท่วมใหญ่ เฟสต่อไปก็คือการฟื้นฟูบ้านเรือน ที่อยู่อาศัยของพี่น้องประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอยู่ รวมทั้งเร่งระดมกำลังค้นหาร่างผู้เสียชีวิตและเยียวยาประชาชน

นายณัฐพงษ์ระบุว่า ขณะนี้บ้านเรือนและร้านรวงต่างๆ รวมทั้งโรงงานในสงขลาหลายร้อยแห่งล้วนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ต้องอาศัยน้ำประปาทำความสะอาด การปล่อยน้ำก็ต้องค่อยๆ เพิ่มแรงดันเพื่อป้องกันท่อแตก น้ำประปาจึงค่อยๆ ไหลและยังไม่สามารถใช้ได้ตามปกติ

เฟสฟื้นฟูและทำความสะอาดบ้านเรือนหลังน้ำท่วมต้องอาศัยอุปกรณ์หลายอย่าง ทั้งถุงดำเพื่อขจัดสิ่งปฏิกูล กองขยะมหาศาลที่กำลังล้นเมือง ต้องอาศัยแรงงานจากนอกพื้นที่จำนวนมากเพื่อเร่งกำจัดขยะที่กำลังเริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็นในหลายแห่งโดยเฉพาะบริเวณตลาดกิมหยง และต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเพื่อทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค ต้องมีการจัดการระบบไฟฟ้า ตรวจสอบโครงสร้างบ้าน ตลอดจนจัดการเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน 

นอกจากเฟสฟื้นฟูพื้นที่แล้ว เฟสที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเร่งระดมสรรพกำลังเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วม

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า น้ำท่วมหาดใหญ่ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งจากสาเหตุน้ำท่วมและไม่ทราบสาเหตุ รวมถึงเสียชีวิตจากโรคประจำตัวและไม่สามารถเดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลได้ อันเนื่องมาจากสาเหตุน้ำท่วมหนัก ตลอดจนร่างผู้เสียชีวิตที่ถูกกระแสน้ำพัดมาและถูกเก็บกู้โดยหน่วยกู้ภัยที่สามารถเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้ขณะเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนขณะน้ำท่วม 

ปัจจุบันยังมีผู้เสียชีวิตตกค้างอยู่ในบ้านที่ถูกน้ำท่วมอยู่บ้าง ทำให้ตัวเลขที่ทางการรายงานและตัวเลขจากสถานการณ์จริงอาจยังคลาดเคลื่อนกันอยู่ เนื่องจากยังมีการลำเลียงเคสดำ หรือร่างผู้เสียชีวิตเข้าตรวจสอบ รัฐต้องเร่งระดมกำลังเพื่อค้นหาผู้ประสบภัยเพิ่มเติมและเร่งเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตโดยด่วน

นอกจากนี้ เรื่องสำคัญอีกเรื่องคือการเร่งเยียวยาประชาชนทั้งผู้ประสบภัยที่เป็นประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการ

นายณัฐพงษ์ย้ำว่าประเด็นการเยียวยาประชาชนนั้น รัฐต้องเร่งให้ความช่วยเหลือ ทั้งในส่วนของเงินช่วยเหลือเยียวยา ค่าครองชีพอื่นๆ เช่น ค่าน้ำ – ค่าไฟ การพักชำระหนี้ การให้กู้ฉุกเฉินแบบปลอดดอกเบี้ย สินเชื่อสำหรับเงินทุนหมุนเวียน ตลอดจนการจัดหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจพื้นที่น้ำท่วมเพื่อคืนวิถีชีวิตปกติของประชาชนโดยเร็ว 

พรุ่งนี้ นายณัฐพงษ์จะเข้าพื้นที่พร้อมทีมงาน เพื่อรวบรวมข้อมูลและเตรียมนำเสนอแผนการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาน้ำท่วมภาคใต้ รวมถึงการฟื้นฟูสภาพเมือง มาตรการเยียวยาผู้ประสบภัย และแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป

ทำไมรัฐบาลต้องเร่งดำเนินการเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิต?

เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในหาดใหญ่ครั้งนี้ สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน การที่ “เท้ง ณัฐพงษ์” จี้ รัฐบาลเร่งเก็บกู้-ค้นหาร่างผู้เสียชีวิตในพื้นที่หาดใหญ่ จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องและจำเป็น เพราะการดำเนินการที่รวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ จะช่วยบรรเทาความทุกข์ของผู้สูญเสีย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นอกจากนี้ การฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะยาวก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ภาครัฐควรเข้ามาสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง

“เท้ง ณัฐพงษ์” จี้ รัฐบาลเร่งเก็บกู้-ค้นหาร่างผู้เสียชีวิตในพื้นที่หาดใหญ่ เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” จี้ รัฐบาลเร่งเก็บกู้-ค้นหาร่างผู้เสียชีวิตในพื้นที่หาดใหญ่

Scroll to top