สถานีบริการน้ํามัน

กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน

สถานการณ์พลังงานเชื้อเพลิงในประเทศไทยกำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดย กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วนในการบริหารจัดการ ล่าสุด กระทรวงมหาดไทยได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดและนายอำเภอ 878 แห่งทั่วประเทศ ให้เร่งรัดสำรวจสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ โดยย้อนดูข้อมูลย้อนหลัง 7 วันจนถึงปัจจุบัน เพื่อพิจารณาแนวทางการกระจายน้ำมันให้ทั่วถึง

กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่าการสั่งการครั้งนี้มาจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยบูรณาการร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานและป้องกันผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน ก่อนหน้านี้ได้สั่งการให้อนุญาตรถบรรทุกน้ำมันผ่านได้ 24 ชั่วโมงแล้ว และคราวนี้เน้นการสำรวจข้อมูลละเอียด โดยต้องรายงานกลับภายใน 21.00 น. วันเดียวกัน

คำสั่งนี้ครอบคลุมการสำรวจสถานีบริการน้ำมันทุกแห่งในอำเภอ โดยรวบรวมข้อมูล 4 ประเด็นหลัก เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบริหารจัดการพลังงานเชื้อเพลิงทั่วประเทศ การดำเนินการนี้จะช่วยให้รัฐบาลมีภาพรวมที่แม่นยำ ในการตัดสินใจกระจายทรัพยากรน้ำมันไปยังพื้นที่ที่ขาดแคลน

4 ประเด็นหลักที่ต้องรายงานด่วน

  • 1. ปริมาณน้ำมันที่ได้รับ เปรียบเทียบกับภาวะปกติ ว่ามีเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าใด พร้อมระบุเหตุผล เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการส่งมอบ
  • 2. ระบุชื่อสถานีบริการน้ำมันและสถานที่ตั้งอย่างชัดเจน เพื่อติดตามจุดที่อาจมีปัญหาเฉพาะพื้นที่
  • 3. ปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าใด เพื่อประเมินความต้องการของผู้บริโภค
  • 4. พบปัญหาหรืออุปสรรคในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่ และมาตรการแก้ไขที่ดำเนินการไปแล้ว เพื่อแก้ไขช่องโหว่ทันที

ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอต้องกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ข้อมูลถูกต้องและครบถ้วน ซึ่งจะนำไปสู่การกระจายน้ำมันที่มีประสิทธิภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน สถานการณ์พลังงานเชื้อเพลิงในขณะนี้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น ความผันผวนของราคาน้ำมันโลก สงครามภูมิภาค และปัญหาการขนส่ง ทำให้รัฐบาลต้องเร่งมือในการรับมือ

ความสำคัญของการสำรวจพลังงานเชื้อเพลิง

กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน ไม่ใช่แค่การเก็บข้อมูล แต่เป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและสังคม หากขาดน้ำมัน รถยนต์หยุดนิ่ง การขนส่งสินค้าล่าช้า ส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่พึ่งพาการขนส่งทางบก ประชาชนที่ใช้รถส่วนตัวหรือประกอบอาชีพขับรถ จะได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ธุรกิจค้าปลีก ห้างร้าน และโรงงานอุตสาหกรรมก็เสี่ยงขาดแคลนพลังงานในการดำเนินงาน

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังประสานกับตำรวจภูธรจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกให้รถขนส่งน้ำมันเคลื่อนไหวได้ตลอด 24 ชั่วโมง แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการข้ามหน่วยงานที่รวดเร็ว การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากข่าวลือหรือการกักตุนน้ำมันที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สามารถแจ้งผ่านสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ช่องทางนี้จะช่วยให้ข้อมูลจากพื้นฐานล่างไหลขึ้นสู่ผู้บริหารระดับสูงอย่างรวดเร็ว

ในมุมมองของผู้เขียน การสั่งการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนจากวิกฤตพลังงาน เป็นตัวอย่างที่ดีของการบริหารจัดการแบบ proactive ที่ไม่รอให้ปัญหารุนแรงกว่าจะแก้ไข หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน สถานการณ์น่าจะคลี่คลายได้เร็ว

หากคุณพบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในพื้นที่ แนะนำให้โทรแจ้ง 1567 ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือและปรับแผนกระจายน้ำมันได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – กระทรวงมหาดไทยสั่งการด่วนที่สุดให้ทุกจังหวัด เร่งสำรวจสถานการณ์พลังงานเชื้อเพลิงย้อนหลัง 7 วัน

“อรรถพล” ปลอบใจดีเซลพุ่ง 33 บาท แนะลดใช้ 10%

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นมาถึง 33 บาทต่อลิตร ทำให้หลายคนกังวลกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น “อรรถพล” ปลอบใจดีเซลพุ่ง 33 บาท แนะทางแก้ลดใช้ 10% เท่ากับช่วยลดราคา 3 บาท โดยนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 เพื่อคลายกังวลให้ประชาชน

“อรรถพล” ปลอบใจดีเซลพุ่ง 33 บาท แนะทางแก้ลดใช้ 10% เท่ากับช่วยลดราคา 3 บาท

การปรับราคาดีเซลขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตร ช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันได้วันละ 35 ล้านบาท จากยอดใช้วันละ 70 ล้านลิตร ซึ่งการตั้งเพดานราคาที่ 33 บาท สอดคล้องกับประเทศอาเซียนที่ปรับราคาไปก่อนหน้าแล้ว รัฐมนตรีย้ำว่าจะประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน ไม่กำหนดระยะเวลาคงที่

ปัญหาการกระจายน้ำมันและแนวทางแก้ไข

หลายคนเจอปัญหาปั๊มจำกัดเติมน้ำมัน เช่น ครั้งละ 500-1,000 บาท หรือน้ำมัน E20 หายไปจากบางแห่ง แต่ไม่ใช่ขาดแคลนน้ำมันดิบ เพราะมีเหลือเฟือ ปัญหาอยู่ที่การกระจายจากคลังไปปั๊มไม่ทันความต้องการที่พุ่งสูง กระทรวงพลังงานจึงสั่งเพิ่มเที่ยวรถขนส่งน้ำมัน เพื่อให้สถานการณ์ปกติเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ยังประสานกระทรวงพาณิชย์เร่งผลิตเอทานอล สำหรับน้ำมัน E10 และ E20 ให้เพียงพอทุกกลุ่มผู้ใช้

เคล็ดลับประหยัดน้ำมันจาก “อรรถพล”

นายอรรถพลฝากข้อความสำคัญ หากทุกคนช่วยกันลดการใช้ดีเซลลง 10% จะเท่ากับราคาลด 3 บาทต่อลิตร เพราะ 10% ของ 33 บาท คือ 3 บาทตรงๆ การใช้น้อยลง เงินออกจากกระเป๋าน้อยลง และยืดอายุน้ำมันที่มีได้นานขึ้น

  • ตรวจแรงดันยางรถ: ยางดันต่ำทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่ม 10%
  • ขับขี่นุ่มนวล: หลีกเลี่ยงการเร่ง-เบี่ยงกะทันหัน ประหยัดได้ 5-10%
  • บำรุงรักษารถ: เปลี่ยนน้ำมันเครื่องและกรองอากาศสม่ำเสมอ
  • ใช้รถร่วมกัน: Carpool ลดจำนวนเที่ยววิ่ง
  • หันมาใช้ E20: ราคาถูกกว่าและเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

การปรับตัวเหล่านี้ไม่ยาก แต่ช่วยทั้งเงินในกระเป๋าและประเทศชาติ ในยุคที่ราคาน้ำมันโลกผันผวนจากปัจจัย geopolitics และ OPEC ลดผลิต น้ำมันดิบยังมีพอ แต่การใช้อย่างมีสติคือกุญแจสำคัญ

กระทรวงพลังงานยังมีแผนพยุงกองทุนน้ำมันระยะยาว เช่น ส่งเสริมพลังงานทดแทน รถ EV และชีวภาพ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า

สุดท้าย การลดใช้ 10% ไม่ใช่แค่คำปลอบใจ แต่เป็นทางแก้จริงจังที่ทุกคนทำได้ ลองคำนวณดู ถ้าคุณเติมดีเซลสัปดาห์ละ 1,000 บาท ลด 10% ประหยัด 100 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 400 บาทต่อเดือน เงินนั้นซื้อของกินอร่อยๆ ได้เลย! เริ่มวันนี้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

ที่มา – “อรรถพล” ปลอบใจดีเซลพุ่ง 33 บาท แนะทางแก้ลดใช้ 10% เท่ากับช่วยลดราคา 3 บาท

คนขับรถส่งน้ำมัน แฉถูกจำกัดโควต้า อย่ามาโทษ!

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังเจอปัญหาคนขับรถส่งน้ำมัน แฉถูกจำกัดโควต้ากันเถอะ! ในจังหวัดอ่างทอง น้ำมันบางประเภทอย่างดีเซลและเบนซิน เริ่มขาดแคลนชั่วคราวที่ปั๊มหลายแห่ง สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนที่ต้องไปเติมน้ำมันกันวุ่นวาย บางปั๊มติดป้าย “อยู่ระหว่างขนส่ง” หรือ “รอโควต้าใหม่” แต่เบื้องหลังคืออะไร? มาฟังจากปากคนขับรถส่งน้ำมันเองที่ออกมาแฉ!

คนขับรถส่งน้ำมัน แฉถูกจำกัดโควต้า

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายนที มนตริวัต ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ได้มอบหมายให้ทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันในอำเภอเมืองและอำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง โดยมีนายก้องเกียรติ กิตติคุณ พลังงานจังหวัด นส.สิการย์ เฟื่องฟุ้ง พาณิชย์จังหวัด นายธนากร เงินเรืองชัย หัวหน้าสำนักงานสาขาชั่งตวงวัดสุพรรณบุรี และหน่วยงานอื่นๆ ร่วมกันติดตามสถานการณ์การให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิง

เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจปั๊มน้ำมัน

ผลการตรวจพบว่า ปั๊มน้ำมันหลายแห่งมีน้ำมันบางประเภทหมดชั่วคราว เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบถังเก็บน้ำมันย้อนหลังเพื่อยืนยันข้อมูลจากผู้ค้า นอกจากนี้ยังสอบถามพนักงานขับรถขนส่งที่กำลังลงสินค้าอยู่

ขออย่ามาโทษขนส่งไม่ทัน ทำตกเป็นแพะ

คนขับรถส่งน้ำมันคนหนึ่งเปิดใจอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่ใช่ความผิดของพวกเราที่ส่งน้ำมันไม่ทัน แต่ตอนนี้คนขับอย่างพวกเราตกเป็นแพะรับบาปทั้งๆ ที่ต้นทางจำกัดโควต้าน้ำมันให้บริการน้อยลง ไม่เท่าเดิม” เขายืนยันว่าพร้อมขับรถส่งทุกวัน แต่โควต้าที่ได้ทำให้ส่งไม่ทันความต้องการ

คนขับรถส่งน้ำมันให้สัมภาษณ์

ข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำไปรายงานกรมธุรกิจพลังงานและจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ลดความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำมัน

สาเหตุและผลกระทบของปัญหาโควต้าน้ำมัน

ปัญหาคนขับรถส่งน้ำมัน แฉถูกจำกัดโควต้านี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความต้องการน้ำมันที่พุ่งสูงจากราคาน้ำมันผันผวน หรือปัญหาการนำเข้าน้ำมันดิบ ล่าสุดในอ่างทอง ส่งผลให้ปั๊มน้ำมันต้องปิดจำหน่ายบางประเภท สร้างความลำบากให้ผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ต้องใช้น้ำมันดีเซลจำนวนมาก

  • ดีเซล B7: หมด更快เพราะความต้องการสูง
  • เบนซิน 95: บางปั๊มเหลือน้อย รอเติม
  • แก๊สโซฮอล์: ยังพอมี แต่ใกล้หมด

ประชาชนบางคนต้องไปปั๊มอื่นไกลๆ หรือรอคิวยาว บางรายถึงขั้นตื่นแต่เช้าเพื่อแย่งเติม

แนวทางแก้ไขปัญหาน้ำมันขาดแคลน

เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต กรมธุรกิจพลังงานควรปรับโควต้าตามความต้องการจริง แทนการจำกัดแบบเดิมๆ ผู้ประกอบการปั๊มก็ควรสื่อสารชัดเจนกับลูกค้า ส่วนประชาชน ลองสำรองน้ำมันไว้บ้าง หรือใช้รถประหยัดน้ำมันมากขึ้น

ในมุมมองของเรา ปัญหานี้สะท้อนถึงระบบจัดการพลังงานที่ต้องเร่งปรับปรุง อย่าให้คนขับรถส่งน้ำมัน แฉถูกจำกัดโควต้าแล้วตกเป็นแพะอีก ควรแก้ที่ต้นตอเพื่อให้ทุกคนได้รับบริการเต็มที่ หากคุณเคยเจอปัญหาน้ำมันขาดแคลนแบบนี้ ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เราจะรวบรวมเพื่อเป็นข้อมูลช่วยเหลือกันนะ!

ที่มา – คนขับรถส่งน้ำมัน แฉถูกจำกัดโควต้า ขออย่ามาโทษขนส่งไม่ทัน ทำตกเป็นแพะ

“พิพัฒน์” รับพรุ่งนี้ดีเซลราคาขึ้น B20

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนๆ ในวงการพลังงานไทยกันดีกว่า โดยเฉพาะเรื่อง “พิพัฒน์” รับ พรุ่งนี้ดีเซล ราคาน้ำมันขยับขึ้น เร่งปรับสูตรน้ำมัน B20 ให้ภาคขนส่ง-เกษตร ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมาก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้นำประชุมคณะรัฐมนตรีแทนนายกฯ เพราะนายกฯ ไปปฏิบัติพระกรณียกิจที่ลาว และมีรัฐมนตรีลาเพียบถึง 11 คนเลยทีเดียว!

“พิพัฒน์” รับ พรุ่งนี้ดีเซล ราคาน้ำมันขยับขึ้น เร่งปรับสูตรน้ำมัน B20 ให้ภาคขนส่ง-เกษตร

ในที่ประชุมวันนั้น (17 มี.ค. 2569) นายพิพัฒน์ได้อัปเดตสถานการณ์น้ำมันให้ฟังแบบชัดๆ เลยครับ โดยยอมรับตรงๆ ว่าพรุ่งนี้ราคาน้ำมันดีเซลจะขยับขึ้น แต่เป็นหลักสตางค์เท่านั้น ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตรแน่นอน จะมีการประชุมสรุปเย็นวันนั้นด้วย เพื่อนๆ ที่ใช้รถดีเซลอย่างรถบรรทุกหรือแทรกเตอร์เกษตร คงต้องเตรียมใจนิดนึง แต่ก็ไม่หนักมากเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ที่เคยพุ่งถึง 34.94 บาท

ก่อนอื่นมาดูสาเหตุกันหน่อย ปัจจุบันสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งขาดแคลน โดยเฉพาะปั๊มเล็กๆ หรือปั๊มไร้แบรนด์ราว 23,000 แห่ง ขณะที่ปั๊มใหญ่ๆ อย่าง ปตท. เชลล์ ซัสโก้ บางจาก คาลเท็กซ์ รวม 10,000 แห่ง ยังพอมี แต่รถติดคิวยาวเพราะขนส่งไม่ทัน กระทรวงพลังงานยืนยันว่ามีน้ำมันสำรองใช้ได้ 96 วัน ไม่ต้องกังวลขาด!

รายชื่อรัฐมนตรีที่ลาประชุม ครม.

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย
  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ
  • พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม
  • นายสีหะศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ
  • นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรฯ
  • นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลฯ
  • นายอัครา พรหมเผ่า รมว.พม.
  • น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม
  • น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน
  • นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.เกษตรฯ
  • นายองอาจ วงษ์ประยูร รมช.ศึกษาฯ

เร่งปรับสูตร B20 ลดต้นทุนภาคขนส่ง-เกษตร

นอกจากราคาขึ้นแล้ว ยังมีข่าวดีคือการเร่งปรับสูตรน้ำมันดีเซลเป็น B20 ซึ่งผสมไบโอดีเซล 20% คาดว่าจะถูกลงจาก B7 ปัจจุบันราว 4-5 บาทต่อลิตร จะส่งให้ภาคขนส่ง รถบรรทุก และเกษตรกรใช้ก่อน คล้ายกับเบนซินที่เคยปรับ E10 E20 E85 แล้ว ช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและผลผลิตเกษตรได้เยอะเลยครับ โดยจะสรุปในที่ประชุมเย็นวันนั้น

ส่วนกองทุนน้ำมัน ติดลบกว่า 12,000 ล้านบาทแล้ว ถ้าปล่อยไว้อาจถึง 40,000 ล้าน ต้องรอรัฐบาลใหม่เซ็นค้ำประกันชดเชย หากไม่ทันจะขอ กกต. เป็นกรณีพิเศษ รัฐบาลรักษาการต้องรับผิดชอบ แต่ยืนยันน้ำมันไม่ขาด มีสำรองนอกอ่าว 50% และกำลังเจรจาซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย โดยนายสีหะศักดิ์ ช่วยคุยแล้ว เชื่อว่าจะผ่านแม้มี санкцииจากสหรัฐ เพราะทุกประเทศกำลังวิกฤตพลังงาน

สรุปนะครับ “พิพัฒน์” รับ พรุ่งนี้ดีเซล ราคาน้ำมันขยับขึ้น เร่งปรับสูตรน้ำมัน B20 ให้ภาคขนส่ง-เกษตร เป็นมาตรการช่วยรักษาสมดุลราคาและกองทุน ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ผลกระทบต่อประชาชนน่าจะไม่มาก ถ้ารถคุณใช้น้ำมันดีเซล ลองเช็คราคาเช้านี้ดู และเตรียมปรับตัวกันหน่อย สำหรับเกษตรกรและพ่อค้าขนส่ง B20 น่าจะช่วยประหยัดได้จริง

มุมมองผมนะ การปรับสูตรเชื้อเพลิงทางเลือกแบบนี้เป็นทางออกยั่งยืน ลดนำเข้าน้ำมันดิบ ช่วยเกษตรกรขายน้ำมันปาล์มได้มากขึ้น ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ถ้าทำสำเร็จจะเป็นโมเดลดีๆ ให้ประเทศอื่นดู ติดตามอัปเดตราคาน้ำมันและข่าวพลังงานล่าสุดได้ที่บล็อกเรา สอบถามหรือแชร์ประสบการณ์คอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ!

ที่มา – “พิพัฒน์” รับ พรุ่งนี้ดีเซล ราคาน้ำมันขยับขึ้น เร่งปรับสูตรน้ำมัน B20 ให้ภาคขนส่ง-เกษตร

รัฐบาลเชิญบริษัทผู้ค้าน้ำมันหารือ หลังขนส่งล่าช้า

สถานการณ์น้ำมันในไทยช่วงนี้กำลังเป็นที่กังวลของประชาชน หลังจากที่มีข่าวรัฐบาลเชิญบริษัทผู้ค้าน้ำมันหารือ เพื่อแก้ปัญหาการขนส่งที่ไม่ทันความต้องการ โดยเฉพาะหลังประชาชนแห่ไปตุนน้ำมันตามปั๊มต่างๆ ทำให้บางแห่งน้ำมันหมดอย่างรวดเร็ว รัฐบาลยืนยันว่าสต็อกน้ำมันสำรองมีเพียงพอถึง 90 วัน แน่นอน วันนี้เราจะมาสรุปข้อมูลสำคัญจากที่ประชุมให้ฟังกันแบบละเอียด

รัฐบาลเชิญบริษัทผู้ค้าน้ำมันหารือ ด่วนแก้ปัญหาสต็อกและขนส่ง

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงผลการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) นัดพิเศษ โดยหนึ่งในประเด็นหลักคือราคาน้ำมันและปริมาณสำรองในประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทรวงพลังงานยืนยันว่าน้ำมันดิบยังบริหารจัดการได้เพียงพอ

นายกรัฐมนตรีสั่งการเชิญผู้บริหารจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งดูแลสถานีบริการทั่วประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ทุกฝ่ายยืนยันว่าน้ำมันมีเพียงพอ ประชาชนไม่ต้องกังวล โดยรัฐบาลเชิญบริษัทผู้ค้าน้ำมันหารือครั้งนี้ เพื่อหาสาเหตุที่บางปั๊มน้ำมันไม่พอขาย ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากประชาชนตื่นตระหนกแห่ตุน ทำให้การกระจายไม่ทัน

สต็อกน้ำมันสำรองในไทยเพียงพอ 90-96 วัน

อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ เปิดเผยข้อมูลสต็อกล่าสุด ณ วันที่ 13 มี.ค. 2569 กรมได้ตรวจคลังน้ำมัน 53 คลัง 589 ถัง พบน้ำมันสำรองเพื่อการค้าประมาณ 1,400 ล้านลิตร และสำรองตามกฎหมาย 3,400 ล้านลิตร รวม 39 วัน บวกน้ำมันระหว่างขนส่ง 27 วัน และสัญญาจัดหา 30 วัน รวมทั้งสิ้น 96 วัน หรืออย่างน้อย 90 วัน

  • น้ำมันสำรองการค้า: 1,400 ล้านลิตร (เท่ากับการใช้วันที่ 20 วัน)
  • น้ำมันสำรองกฎหมาย: 3,400 ล้านลิตร
  • น้ำมันขนส่งเข้า: 27 วัน
  • น้ำมันสัญญา: 30 วัน

ปัญหาหลักอยู่ที่การขนส่งไม่ทันยอดขายพุ่งสูง นายกฯ จึงสั่งกระทรวงพลังงานเร่งหารือปรับปรุงการจัดส่งให้เร็วขึ้น

ผู้ค้าน้ำมันยืนยันพร้อมรับมือวิกฤต

ผู้บริหารบริษัทผู้ค้าน้ำมันยืนยันว่ามีเครือข่ายทั่วโลก สามารถนำน้ำมันจากแหล่งอื่นแทนที่ช่องแคบฮอร์มุซ เช่น สหรัฐอเมริกา แอฟริกาตะวันตก ละตินอเมริกา มีน้ำมันดิบสำรอง 60% เพียงพอแปรรูปเป็นน้ำมันสำเร็จรูป นอกจากนี้ รองประธานหอการค้าไทยแจ้งว่าหลังประชุมภาคใต้ 14 จังหวัด ยืนยันไม่มีขาดแคลน เพียงแต่บางพื้นที่ยอดซื้อพุ่งจากความกังวล

รัฐบาลมอบหมายกระทรวงพลังงานสื่อสารให้ประชาชนมั่นใจ โดยจะเร่งบริหารการขนส่งและจัดการสต็อกให้สมดุล สำหรับภาคอุตสาหกรรม ก็จะนัดหารือผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 และ 10 เพื่อให้ซัพพลายเพียงพอ

ผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางต่อน้ำมันไทย

สาเหตุหลักของความตื่นตระหนกมาจากความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก กระทรวงการต่างประเทศรายงานสถานการณ์ล่าสุด ทำให้ประชาชนไทยกังวลว่าราคาน้ำมันจะพุ่งหรือขาดแคลน แต่รัฐบาลย้ำว่าประเทศไทยมีการบริหารจัดการที่ดี มีสต็อกสำรองตามมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ ยังมีแผนสำรอง เช่น การนำเข้าน้ำมันทางอื่นๆ และการกลั่นจากน้ำมันดิบในประเทศ ทำให้ไม่กระทบการใช้ในชีวิตประจำวัน

สรุปแล้ว การที่รัฐบาลเชิญบริษัทผู้ค้าน้ำมันหารือครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดี แสดงถึงการทำงานเชิงรุกเพื่อความมั่นคงพลังงาน ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการตุนน้ำมันเกินจำเป็น เพราะจะยิ่งทำให้ปัญหาการกระจายหนักขึ้น แนะนำให้ติดตามข้อมูลจากกระทรวงพลังงานและกรมธุรกิจพลังงานอย่างเป็นทางการ หากมีอัปเดตเราจะนำมาอัปเดตให้ทราบต่อไป สนับสนุนด้วยการแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงกันนะครับ!

ความเห็นส่วนตัว: สถานการณ์แบบนี้เป็นบททดสอบการบริหารจัดการพลังงานของไทย หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน โดยประชาชนไม่ตื่นตระหนก ผู้ประกอบการเร่งขนส่ง รัฐบาลสื่อสารชัดเจน เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างราบรื่น

ที่มา – “รัฐบาล” เชิญ “บริษัทผู้ค้าน้ำมัน” หารือ หลังขนส่งไม่ทันความต้องการประชาชน

สพฉ. ขอความร่วมมือปั๊มเติมน้ำมันรถพยาบาล

ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ทุกวินาทีมีความหมาย สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. ได้ออกมาขอความร่วมมือจากสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ เพื่อให้รถบริการการแพทย์ฉุกเฉินและรถพยาบาลได้รับการเติมน้ำมันอย่างรวดเร็วทันท่วงที โดยไม่ต้องเสียเวลาหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม นี่คือประเด็นสำคัญจากข่าว สพฉ. ขอความร่วมมือปั๊มเติมน้ำมันรถพยาบาล ที่กำลังเป็นที่พูดถึงในสังคมไทย

สพฉ. ขอความร่วมมือปั๊มเติมน้ำมันรถพยาบาล

วันที่ 14 มีนาคม 2567 เพจเฟซบุ๊ก สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ – สพฉ.1669 ได้โพสต์ข้อความรณรงค์ โดยระบุชัดเจนว่า “ขอความร่วมมือสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ โปรดอำนวยความสะดวกเติมน้ำมันให้แก่ รถบริการการแพทย์ฉุกเฉิน, รถพยาบาล เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจ รับ–ส่งผู้ป่วยฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที” ข้อความนี้เน้นย้ำว่า ทุกวินาทีมีความหมาย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ชีวิตกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากปั๊มน้ำมัน อาจช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยหลายชีวิตได้

สพฉ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานบริการการแพทย์ฉุกเฉินทั่วประเทศ รับโทรศัพท์สายด่วน 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง ได้เล็งเห็นปัญหาที่รถพยาบาลบางคันอาจประสบกับการรอคิวนานที่ปั๊มน้ำมันในช่วง peak time หรือกรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่มีเงินสดทันที ส่งผลให้การช่วยเหลือผู้ป่วยล่าช้า ซึ่งอาจอันตรายถึงชีวิต

เหตุผลสำคัญของ สพฉ. ขอความร่วมมือปั๊มเติมน้ำมันรถพยาบาล

ประเทศไทยมีอุบัติเหตุและเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นจำนวนมากทุกวัน จากสถิติของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พบว่ามีอุบัติเหตุทางถนนกว่า 60,000 รายต่อปี และผู้ป่วยหัวใจวาย สมองขาดเลือด หรือเจ็บป่วยเฉียบพลันอีกนับแสนราย รถพยาบาลต้องวิ่งฝ่าการจราจรเพื่อไปรับผู้ป่วยและส่งโรงพยาบาล หากรถขาดน้ำมันหรือต้องหยุดรอเติมนาน อาจทำให้ “โกลเดนอัวร์” หรือชั่วโมงทองในการรักษาพลาดไป

  • เร่งด่วนสูงสุด: รถพยาบาลติดไซเรนและไฟวับวาบ ต้องได้รับการเติมน้ำมันแบบ priority
  • ลดความล่าช้า: ไม่ต้องรอคิวหรือจ่ายเงิน ทำให้ประหยัดเวลาได้หลายนาที
  • ช่วยชีวิตนับไม่ถ้วน: น้ำใจจากปั๊มช่วยให้ สพฉ. ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
  • ตัวอย่างจริง: เคยมีกรณีรถพยาบาลเกือบหมดน้ำมันระหว่างทางไปรับเด็กป่วยโควิด สถานีน้ำมันใกล้เคียงช่วยเติมทัน ช่วยชีวิตได้ทันเวลา

ปั๊มน้ำมันทั่วประเทศตอบรับอย่างไร

หลายสถานีบริการน้ำมันชั้นนำ เช่น ปตท., ซัสโก้, เอสโซ่ และเชลล์ ได้แสดงเจตจำนงสนับสนุน โดยบางแห่งมีนโยบายพิเศษให้รถที่มีสติ๊กเกอร์ สพฉ. หรือป้ายรถพยาบาลผ่านด่านเติมน้ำมันฟรีหรือล่วงหน้า นอกจากนี้ สมาคมสถานีบริการน้ำมันยังได้ประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกปฏิบัติตาม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการ “ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์”

ประชาชนเองก็มีส่วนสำคัญ หากขับรถและเห็นรถพยาบาลจอดเติมน้ำมัน โปรดหลีกทางให้ หรือแจ้งพนักงานปั๊มเพื่อเร่งช่วยเหลือ นอกจากนี้ สพฉ. ยังขอให้เจ้าหน้าที่ขับรถพยาบาลติดต่อประสานงานล่วงหน้ากับปั๊มใกล้เคียง หากคาดว่าน้ำมันใกล้หมด

นอกจากประเด็น สพฉ. ขอความร่วมมือปั๊มเติมน้ำมันรถพยาบาล แล้ว ยังเป็นโอกาสให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน สพฉ.1669 ไม่เพียงประสานรถพยาบาล แต่ยังให้คำปรึกษาเบื้องต้นทางโทรศัพท์ เช่น CPR หรือการดูแลผู้บาดเจ็บก่อนมาถึง การสนับสนุนจากทุกภาคส่วนจะทำให้ระบบนี้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การรณรงค์นี้แสดงให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชน หากปั๊มทุกแห่งช่วยเหลือ รถพยาบาลจะไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมัน และมุ่งเน้นช่วยชีวิตได้เต็มที่ สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านแชร์ข่าวนี้เพื่อเผยแพร่ และจดจำเบอร์ 1669 ไว้ในโทรศัพท์ หากเกิดเหตุฉุกเฉิน โทรขอความช่วยเหลือทันที ทุกการกระทำเล็กๆ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่ได้

ที่มา – สพฉ. ขอความร่วมมือปั๊ม โปรดเติม “น้ำมัน” ให้รถบริการการแพทย์ฉุกเฉิน-รถพยาบาล

สส.ปชน. เตือนปั๊มรายย่อยตาย รัฐช่วยรายใหญ่

สส.ปชน. แนะรัฐเปิดข้อมูลห่วงโซ่น้ำมันทั้งระบบ เตือนปั๊มรายย่อยกำลังจะตาย แต่รัฐพยุงผู้ค้ารายใหญ่ ประเด็นนี้กำลังเป็นที่ฮือฮาในแวดวงการเมืองและพลังงานเลยครับ มาจากปากของ “โต๋ ศุภโชติ” สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ที่ออกมาเตือนรัฐบาลกลางแจ้ง ว่าปั๊มน้ำมันรายย่อยกำลังจะสูญพันธุ์ แต่มาตรการตรึงราคาดันช่วยเฉพาะรายใหญ่ซะงั้น! วันนี้เรามาฟังมุมมองกันแบบเป็นกันเอง ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ และรัฐควรทำอะไรต่อ

สส.ปชน. แนะรัฐเปิดข้อมูลห่วงโซ่น้ำมันทั้งระบบ เตือนปั๊มรายย่อยกำลังจะตาย แต่รัฐพยุงผู้ค้ารายใหญ่

วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายศุภโชติ ไชยสัจ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โต๋ ศุภโชติ” ได้วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวนจากสงครามตะวันออกกลาง รัฐบาลใช้นโยบายตรึงราคาดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชน แต่โต๋ตั้งคำถามใหญ่หลวง ว่ามาตรการนี้ช่วยทุกคนจริงหรือ แค่เอื้อรายใหญ่?

ปั๊มรายย่อยกำลังเดือดร้อนหนัก

จากรายงานและเสียงสะท้อนในพื้นที่ ปั๊มน้ำมันที่ไม่มีแบรนด์หรือปั๊มอิสระ กำลังเจอต้นทุนพุ่งสูง บางแห่งต้องตั้งราคาแพงกว่าปั๊มใหญ่เพื่ออยู่รอด บางปั๊มขาดน้ำมัน หยุดบริการชั่วคราว โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกล เกษตรกรเดือดร้อนหนัก เพราะน้ำมันแพง ต้นทุนเกษตรพุ่ง ไถนา รดน้ำ ทำนา ลำบากหมด

โครงสร้างตลาดน้ำมันไทย โรงกลั่นและผู้ค้ารายใหญ่ผูกกันแน่น มีเครือข่ายปั๊มตัวเอง สัญญาระยะยาว ราคามั่นคง แต่ปั๊มย่อย 17,500 แห่ง จากทั้งหมด 26,000 แห่ง ต้องซื้อผ่าน “จ็อบเบอร์” หรือพ่อค้าคนกลาง ราคาสูงกว่ามาก!

จ็อบเบอร์คือตัวการราคาแพง?

จ็อบเบอร์ซื้อจากโรงกลั่นหรือคลัง แล้วขายต่อให้ปั๊มย่อย ในวิกฤตราคา พวกเขาขายแพงกว่าปั๊มใหญ่ที่ได้ชดเชยจากกองทุน เช่น ดีเซลราคา 45 บาท/ลิตร กองทุนชดเชย 15.45 บาทให้รายใหญ่ แต่ย่อยยังจ่าย 40+ บาท แย่เลย!

ยิ่งไปกว่านั้น บางรายใหญ่มีบริษัทลูกเป็นจ็อบเบอร์ ขายแพงให้ย่อย รัฐตรึงราคาแต่ไม่มีกฎห้าม สุดท้ายปั๊มย่อยแข่งไม่ได้ หายไป การแข่งขันลด ผูกขาดง่าย

สส.ปชน. เสนอ 3 มาตรการเร่งด่วน

โต๋เสนอว่ารัฐต้องโปร่งใส เปิดข้อมูลทั้งห่วงโซ่ ทำ 3 ข้อหลัก:

  • เปิดข้อมูลห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ: ต้นทุนน้ำมันดิบ การกลั่น กำไรโรงกลั่น ตรวจค้ากำไรเกินควรไหม?
  • ตรวจสอบจ็อบเบอร์: กักตุน ปั่นราคาให้ย่อยหรือเปล่า?
  • ป้องกันการเอาเปรียบ: ห้ามจ็อบเบอร์ขายเกินราคาตรึงในวิกฤต

นอกจากนี้ รัฐมนตรีพลังงานบอกจะให้ปั๊มย่อยซื้อตรงจากรายใหญ่ได้ แต่ล่าช้า สถานการณ์วิกฤต ผู้ประกอบการทุนน้อย ทนไม่ไหว ปิดกิจการระลอกแล้วระลอกเล่า ผลกระทบถึงชาวบ้าน โดยเฉพาะเกษตรกร ต้องลุยหาน้ำมันไกล

หากปล่อยไป ไทยเหลือแต่ปั๊มรายใหญ่ไม่กี่เครือ ผูกขาด กำไรพุ่ง ประชาชนจ่ายแพง หาน้ำมันยาก สส.ปชน. แนะรัฐเปิดข้อมูลห่วงโซ่น้ำมันทั้งระบบ เตือนปั๊มรายย่อยกำลังจะตาย แต่รัฐพยุงผู้ค้ารายใหญ่ เพื่อพิสูจน์ว่ารัฐไม่ใช่เครื่องมือทุนใหญ่

ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาโครงสร้างตลาดพลังงานที่ไม่เป็นธรรม รัฐต้องรีบแก้ไขเพื่อรักษาการแข่งขันและปกป้องผู้บริโภคตัวจริง คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวพลังงานเพิ่มเติมได้ที่เว็บเรา!

ที่มา – สส.ปชน. แนะรัฐเปิดข้อมูลห่วงโซ่น้ำมันทั้งระบบ เตือนปั๊มรายย่อยกำลังจะตาย แต่รัฐพยุงผู้ค้ารายใหญ่

กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจเข้มราคาสินค้า

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวดีมาอัปเดตให้ฟังกันนะครับ หลังจากมีกระแสในโซเชียลมีเดียเรื่องราคาสินค้าที่อาจจะพุ่งขึ้นเพราะสถานการณ์โลก กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจเข้มราคาสินค้า แล้วล่ะครับ อธิบดีกรมการค้าภายใน นายวิทยากร มณีเนตร ได้สั่งการให้ทีมงานลงพื้นที่ตรวจสอบทันที แบ่งเป็น 4 ชุดใหญ่ นำโดยตัวอธิบดีและรองอธิบดีเอง เพื่อเช็คสถานการณ์จริงๆ ที่สถานีบริการน้ำมัน ห้างค้าส่งค้าปลีก โมเดิร์นเทรด ร้านค้า และตลาดกลางค้าส่งสำคัญทั่วประเทศ

กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจเข้มราคาสินค้า

เริ่มจากที่ตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อธิบดีลงไปตรวจด้วยตัวเอง พบว่าทุกอย่างปกติมากครับ สินค้ามีเพียบ ปริมาณวันละ 8,000 ตัน ราคายังทรงตัว ไม่มีขึ้นแบบฉวยโอกาส ตลาดยังยืนยันว่าถ้ามีอะไรเปลี่ยนจะรีบรายงานกรมทันที ไม่ต้องห่วงเลยนะครับ

ผลตรวจสถานีบริการน้ำมันและห้างโมเดิร์นเทรด

รองอธิบดีลงตรวจปั๊มน้ำมัน 3 แห่งในกรุงเทพฯ และนนทบุรี พบคนใช้บริการคึกคัก น้ำมันมีพอ ตรึงราคาตามนโยบายรัฐบาลชัดเจน ไม่ขึ้นแน่นอน ส่วนขายแกลลอนก็พิจารณาให้เกษตรกรและโรงงานที่จำเป็นได้ครับ

ส่วนห้างใหญ่ๆ อย่างแม็คโคร ท็อปส์ โลตัส บิ๊กซี สต๊อกสินค้าเต็ม สินค้าจำเป็นผลิตในไทยเองเยอะ ไม่กระทบจากต่างประเทศ ราคาปกติหมดเลย

  • ตลาดกลางค้าส่ง: สินค้าพร้อมขาย ราคาไม่ผันผวน
  • สถานีบริการน้ำมัน: น้ำมันเพียงพอ ตรึงราคา
  • ห้างโมเดิร์นเทรด: สต๊อกครบ ราคาเสถียร
  • ร้านค้าปลีกย่อย: เฝ้าระวังทั่วประเทศ

กรมยังส่งสายตรวจไปร้านเล็กๆ ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดด้วย เพื่อป้องกันการกักตุนหรือขึ้นราคาเอาเปรียบประชาชน โดยเฉพาะช่วงที่ทุกคนกังวลจากข่าวต่างประเทศ

นอกจากนี้ กรมยังตั้งคณะทำงานวิเคราะห์ต้นทุนเชิงลึก เช่น ราคาน้ำมันกระทบสินค้าอะไรบ้าง ต้นทุนปิโตรเคมี ปุ๋ย ฯลฯ จะหารือกับผู้ประกอบการเพื่อบริหารสต๊อกและราคา โดยเฉพาะสินค้านำเข้า ขอให้ตรึงราคาก่อนต้นทุนจริงเปลี่ยน

คำเตือนชัดเจน ห้ามฉวยโอกาสเด็ดขาด

อธิบดีย้ำชัด ปัจจุบันต้นทุนยังไม่แรงพอให้ขึ้นราคา ผู้ประกอบการห้ามฉวยโอกาสเด็ดขาด ถ้าพบขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล จะดำเนินคดีทันทีตามกฎหมาย หนักแน่นมากครับ

สรุปแล้ว สถานการณ์ราคาสินค้าทั่วประเทศยังปกติ สินค้ามีพอซื้อ ไม่ต้องตื่นตระหนก กรมการค้าภายในดูแลใกล้ชิดแบบนี้ ประชาชนอย่างเรามั่นใจได้เลย

สำหรับเพื่อนๆ ถ้าพบร้านไหนราคาผิดปกติหรือกักตุน แจ้งสายด่วน 1569 ได้ 24 ชั่วโมงนะครับ ช่วยกันเฝ้าระวัง รัฐบาลจะได้ดูแลทุกคนได้ดีขึ้น ในมุมผมคิดว่าการที่ กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจเข้มราคาสินค้า แบบนี้เป็นสัญญาณดี แสดงถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนจริงๆ หวังว่าราคาจะเสถียรต่อไปครับ

ติดตามข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเราเลยนะ!

ที่มา – กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจเข้มราคาสินค้า เตือนห้ามฉวยโอกาสปรับราคา พบดำเนินคดีทันที

ด่านเชียงของ ส่งออกน้ำมันไปลาวได้ปกติ

ในช่วงที่สถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงในภูมิภาคกำลังเป็นที่จับตามอง ด่านเชียงของ ส่งออกน้ำมันไปลาว ยังคงดำเนินการได้ตามปกติ โดยไม่มีคำสั่งระงับใดๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรเชียงของยืนยันว่า รถบรรทุกน้ำมันยังสามารถผ่านด่านไปยัง สปป.ลาว ได้อย่างราบรื่น ทำให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์และชิปปิ้งไม่ต้องกังวลในเบื้องต้น

ด่านเชียงของ ส่งออกน้ำมันไปลาว

จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 บรรยากาศที่ด่านพรมแดนมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ยังคงเงียบสงบเนื่องจากเป็นวันหยุด แต่การส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปยัง สปป.ลาว ไม่ได้รับผลกระทบ ในเช้าวันนั้นมีรถบรรทุกน้ำมันผ่านด่านออกไป 4 คัน ขณะที่วันก่อนหน้าผ่านไปกว่า 10 คัน ซึ่งถือเป็นปริมาณปกติของด่านแห่งนี้

แหล่งข่าวจากด่านศุลกากรเชียงของแจ้งว่า จนถึงปัจจุบัน กรมศุลกากรยังไม่ได้รับคำสั่งห้ามส่งออกน้ำมันไปลาว รถบรรทุกสามารถเคลื่อนย้ายจากด่านเชียงของไปยังด่านห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ได้ตามปกติ “ยอดการผ่านด่านในเช้าวันนี้อยู่ที่ 4 คัน และเมื่อวานประมาณ 10 กว่าคัน ซึ่งถือเป็นจำนวนปกติ” เจ้าหน้าที่ศุลกากรกล่าว

ด่านเชียงของ ส่งออกน้ำมันไปลาว: การยืนยันจากกรมธุรกิจพลังงาน

แม้จะมีกระแสข่าวว่ากระทรวงพลังงานอาจพิจารณาสั่งห้ามส่งออกน้ำมัน แต่ด่านเชียงของได้ประสานงานกับต้นสังกัดแล้ว และได้รับการยืนยันเป็นหนังสือจากกรมธุรกิจพลังงานว่ายังอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์เท่านั้น ยังไม่มีการสั่งระงับการปล่อยรถน้ำมัน ตัวแทนบริษัทชิปปิ้งหลายรายที่ติดต่อสอบถามจึงสามารถโล่งใจได้

สำหรับผู้ประกอบการ หากน้ำมันถูกบรรจุในถังรถบรรทุกแล้ว มีสัญญาซื้อขายเสร็จสิ้น ก็สามารถส่งออกได้ตามระเบียบเดิม ปัจจุบันกำลังตรวจสอบว่าคลังน้ำมันจะงดจ่ายหรือไม่ในกรณีที่มีสัญญาไปแล้ว

สถานการณ์น้ำมันฝั่งลาวและไทยใกล้ชายแดน

ฝั่ง สปป.ลาว โดยเฉพาะแขวงหลวงน้ำทาและบ่อแก้ว สถานีบริการน้ำมันหลายแห่งปิดชั่วคราวเพราะน้ำมันหมด สถานีที่เหลือมีประชาชนคิวยาวเหยียด ขณะที่คนลาวข้ามมาที่อำเภอเชียงของเพื่อเติมน้ำมัน

ในไทย สถานีบริการรายใหญ่ 2 แห่งใกล้ชายแดนเชียงของคึกคักขึ้น 2 เท่าใน 2 วันผ่านมา พนักงานทำงานหนักแต่ยืนยันว่าน้ำมันพอ ผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่นและรถป้ายไทย รถลาวที่ข้ามมาเติมตามปกติ มีนำแกลลอน 20 ลิตรหรือถัง 200 ลิตรมาบ้าง แต่เป็นการใช้งานปกติสำหรับเกษตรหรือก่อสร้าง ไม่ใช่กักตุนเชิงพาณิชย์ ยังไม่พบความแตกตื่น

  • รถบรรทุกน้ำมันผ่านด่านเชียงของปกติ: 4-10 คันต่อวัน
  • ไม่มีคำสั่งระงับจากกรมศุลกากรหรือกรมธุรกิจพลังงาน
  • สถานีน้ำมันไทยใกล้ชายแดนเพียงพอ ไม่ขาดแคลน
  • ฝั่งลาวขาดแคลน สถานีปิดบางแห่ง
  • ผู้ประกอบการชิปปิ้งรอประเมินสถานการณ์

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความมั่นคงของระบบพลังงานไทยที่ยังรับมือได้ แม้เพื่อนบ้านจะเผชิญปัญหา ด่านเชียงของ ส่งออกน้ำมันไปลาว จึงยังเป็นช่องทางสำคัญสำหรับการค้าชายแดน หากคุณเป็นผู้ประกอบการด้านการส่งออก แนะนำให้ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมธุรกิจพลังงานและกรมศุลกากรอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนล่วงหน้าและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง สถานการณ์นี้อาจเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ที่ปรับตัวเร็ว

ที่มา – ด่านเชียงของ ยังส่งออกน้ำมันไป “ลาว” ได้ตามปกติ เจ้าหน้าท่ายืนยันยังไร้คำสั่งระงับ

Scroll to top