สภากรุงเทพมหานคร

“ทวิดา” ตอบกลับ “อ.ธนพร” แจงแทนเรื่องระบอบอากง เพราะประชุมบอร์ด กทม. เองตลอด รู้หลักเกณฑ์ชัด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการเมืองท้องถิ่น เมื่อ “ทวิดา” ตอบกลับ “อ.ธนพร” แจงแทนเรื่องระบอบอากง เพราะประชุมบอร์ด กทม. เองตลอด รู้หลักเกณฑ์ชัด จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทหน้าที่การทำงานของรองผู้ว่าฯ กทม. ในทีมของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งนางสาวทวิดาก็ได้ออกมาชี้แจงผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวอย่างชัดเจนถึงสาเหตุที่ต้องออกมาให้ข้อมูลแทน เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนที่อาจจะเกิดขึ้น

“ทวิดา” ตอบกลับ “อ.ธนพร” แจงแทนเรื่องระบอบอากง เพราะประชุมบอร์ด กทม. เองตลอด รู้หลักเกณฑ์ชัด

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ อ.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมืองชื่อดัง ได้ตั้งคำถามเชิงเปรียบเทียบเกี่ยวกับบทบาทของนายชัชชาติและนางสาวทวิดาในการบริหารงาน อย่างไรก็ตาม นางสาวทวิดา กมลเวชช ได้อธิบายว่าในฐานะรองประธานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (บอร์ด กก.) เธอมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการประชุมร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย หรือผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ซึ่งการที่เธอตอบคำถามแทนบ่อยครั้ง ก็เพราะเธอเป็นผู้มีประสบการณ์นั่งประชุมบอร์ด กทม. มาตลอด 4 ปีเต็ม

เหตุผลเบื้องหลังที่ “ทวิดา” ตอบกลับ “อ.ธนพร” แจงแทนเรื่องระบอบอากง เพราะประชุมบอร์ด กทม. เองตลอด รู้หลักเกณฑ์ชัด

นางสาวทวิดาย้ำว่า สาเหตุที่เธอต้องเป็นคนให้รายละเอียดเรื่องระเบียบปฏิบัติที่ซับซ้อนหลายร้อยขั้นตอนหรือเรื่องที่เกี่ยวกับระบอบอากงนั้น เป็นเพราะความต้องการให้ข้อมูลข่าวสารมีความถูกต้องแม่นยำที่สุด โดยเธอได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าฯ ในส่วนงานดังกล่าวมาโดยตลอด ซึ่งการทำงานในทีมของอาจารย์ชัชชาติไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องของกระบวนการทำงานที่เป็นระบบชัดเจน

  • การชี้แจงเพื่อป้องกันข้อมูลคลาดเคลื่อน
  • ประสบการณ์ในการเข้าประชุมบอร์ด กทม. กว่า 49 ครั้ง
  • ย้ำชัดว่าไม่มีระบอบอากงในการบริหารงาน
  • บทบาทผู้ช่วยที่เน้นการทำงานและทำนโยบายจริง

ท้ายที่สุด การโต้ตอบครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดและความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของนางสาวทวิดา การที่เธอมีความเข้าใจในระเบียบราชการอย่างลึกซึ้งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของทีมบริหาร กทม. ชุดนี้ ซึ่งประชาชนเองก็ควรจับตาดูการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในระยะยาวต่อไป หากคุณชื่นชอบการติดตามข่าวสารการเมืองที่เจาะลึก อย่าลืมติดตามอัปเดตสถานการณ์สำคัญในกรุงเทพมหานครให้ต่อเนื่องครับ

ที่มา – “ทวิดา” ตอบกลับ “อ.ธนพร” แจงแทนเรื่องระบอบอากง เพราะประชุมบอร์ด กทม. เองตลอด รู้หลักเกณฑ์ชัด

ตึกร้างล้น กทม. ชัชชาติ-ชัยวัฒน์ ชูแก้ระบบ จี้ตัดวงจรส่วย

ตึกร้างล้น กทม. “ชัชชาติ-ชัยวัฒน์” ชูแก้ระบบ จี้ตัดวงจรส่วย

ปัญหา ตึกร้างล้น กทม. กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงในเวที “เกมคุมเมือง” เมื่อเหล่าว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทั้งนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์, นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร และนายอนุชา บูรพชัยศรี ได้ร่วมประชันวิสัยทัศน์เพื่อหาทางออกให้กับโครงการก่อสร้างภาครัฐที่ค้างคาและถูกทิ้งงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งงบประมาณและประโยชน์ใช้สอยของชาวกรุงเทพมหานครอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เจาะลึกแนวทางจัดการ ตึกร้างล้น กทม. ให้หมดไป

ในมุมมองของนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร การแก้ปัญหา ตึกร้างล้น กทม. ต้องเริ่มจากการตัดวงจรส่วยที่ฝังรากลึก โดยเฉพาะในขั้นตอนการขอใบอนุญาตก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันระบบหลังบ้านของ กทม. ยังขาดการเป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทำให้เกิดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ในการเรียกรับผลประโยชน์หรือส่วย หากสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่โปร่งใสได้ ก็จะช่วยลดต้นทุนให้ผู้รับเหมาและลดปัญหาการทิ้งงานได้

ในขณะที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เน้นย้ำเรื่องความยุติธรรมและสภาพคล่องทางการเงิน โดยมองว่าหน้าที่ของผู้ว่าฯ คือการบริหารจัดการให้โครงการเดินหน้าได้อย่างเป็นธรรม หากเร่งรัดการตรวจรับงวดงานให้เร็วขึ้น จะช่วยให้ผู้รับเหมามีกระแสเงินสดมาหมุนเวียนโดยไม่ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตึกร้างจากการทิ้งงานของบริษัทผู้รับเหมา

สรุปประเด็นสำคัญในการแก้ปัญหา:

  • การนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการขอใบอนุญาตเพื่อลดช่องทางการจ่ายส่วย
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงวดงานเพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน
  • การประสานความร่วมมือกับรัฐบาลกลางเพื่อหาจุดสมดุลด้านราคาวัสดุก่อสร้าง
  • การบังคับใช้กฎหมายและระเบียบกรมบัญชีกลางอย่างเคร่งครัด

ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี ได้เสนอแนวคิดเชิงโครงสร้าง โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง กทม. กับรัฐบาลกลางเพื่อเผชิญหน้ากับปัญหาต้นทุนการก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์โลก ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมันหรือวัสดุ เพื่อหาทางออกที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์และช่วยให้โครงการรัฐเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ตกไปที่ภาคส่วนใดส่วนหนึ่งเพียงอย่างเดียว

การแก้ไขปัญหา ตึกร้างล้น กทม. ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการยกเครื่องระบบการจัดซื้อจัดจ้างและการลดการคอร์รัปชันในระดับปฏิบัติการให้เป็นรูปธรรมที่สุด หากผู้ว่าฯ คนใหม่สามารถทำได้ตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้ ประโยชน์สูงสุดย่อมตกแก่คนกรุงเทพฯ ในการได้รับบริการสาธารณะที่มีคุณภาพและโครงการที่เสร็จสมบูรณ์ตามกำหนดเวลา

ที่มา – ตึกร้างล้น กทม. “ชัชชาติ-ชัยวัฒน์” ชูแก้ระบบ จี้ตัดวงจรส่วย

ชัชชาติ ย้ำผลงานแก้ปัญหา PM 2.5 สถานการณ์ฝุ่นดีขึ้น 45%

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ถือเป็นศัตรูตัวร้ายของคนกรุงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง ล่าสุดในเวทีดีเบตรายการ “เกมคุมเมือง” ทางไทยรัฐทีวี คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้ออกมาตอกย้ำถึงความสำเร็จจากการดำเนินนโยบายเชิงรุก โดยยืนยันว่า ชัชชาติ ย้ำผลงานแก้ปัญหา PM 2.5 ว่าปีนี้สถานการณ์ฝุ่นในกรุงเทพฯ ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ชัชชาติ ย้ำผลงานแก้ปัญหา PM 2.5 กับความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม

คุณชัชชาติเผยว่า แนวทางการทำงานไม่ได้มุ่งเน้นแค่การเฝ้าระวัง แต่เป็นการลงมือแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างจริงจัง โดยตัวเลขความสำเร็จที่เห็นได้ชัดคือสถานการณ์ฝุ่นดีขึ้นถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกิดจากการผสมผสานหลายมาตรการเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การจัดการเรื่องรถยนต์ไปจนถึงการควบคุมการเผาชีวมวลนอกพื้นที่

มาตรการเด็ดขาดเพื่ออากาศที่สะอาดขึ้น

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ ชัชชาติ ย้ำผลงานแก้ปัญหา PM 2.5 ได้อย่างมั่นใจคือการจัดการมลพิษจากยานพาหนะ โดยมีการปรับมาตรฐานควันดำให้เข้มข้นขึ้น การจับควันดำเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า รวมถึงการริเริ่มทำ Low Emission Zone เพื่อจำกัดรถควันดำไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้คนเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องผ่านโปรแกรม “กรีนลิสต์” เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากต้นทาง

  • การขยายห้องปลอดฝุ่นกว่าหมื่นแห่งทั่วกรุง
  • ระบบแจ้งเตือนภัยผ่านแอปพลิเคชันที่แม่นยำ
  • ความร่วมมือกับจังหวัดรอบข้างเพื่อควบคุมการเผาชีวมวล

ในส่วนของการเผานอกเขตกรุงเทพฯ คุณชัชชาติให้ความสำคัญกับการประสานงานเชิงรุกกับจังหวัดข้างเคียง เช่น นครนายกและปราจีนบุรี โดยการนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรไปช่วยชาวนาเพื่อลดการเผา ทำให้ตัวเลขการเผาในพื้นที่เป้าหมายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ปัญหา PM 2.5 จะเป็นโจทย์ยากที่ต้องใช้ความพยายามต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในปีนี้คือเครื่องพิสูจน์ว่า หากผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและกล้าตัดสินใจ ปัญหาที่สะสมมานานแบบเมืองหลวงก็สามารถถูกบรรเทาลงได้ เราในฐานะคนกรุงเทพฯ คงต้องจับตากันต่อไปว่ามาตรการเหล่านี้จะถูกสานต่อและพัฒนาให้ยั่งยืนได้อย่างไรในระยะยาว เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์ให้แก่ทุกคน

ที่มา – “ชัชชาติ” ย้ำผลงานแก้ปัญหา PM 2.5 ลั่นปีนี้สถานการณ์ฝุ่นดีขึ้นถึง 45 เปอร์เซ็น

3 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. จัด Tier List วิกฤติเมือง

เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ หลายคนคงเคยตั้งคำถามว่า ปัญหาที่เราพบเจอทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นรถติด ฟุตปาธพัง หรือน้ำท่วมขัง มันแก้ไขได้จริงไหม? ล่าสุดในเวทีรายการพิเศษ “เกมคุมเมือง” เราได้เห็นมุมมองที่น่าสนใจจาก 3 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. จัด Tier List วิกฤติเมือง ปัญหาที่แก้ได้ในวันเดียว – มากกว่า 1 ปี

ในเวทีนี้ ผู้สมัครทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ คุณอนุชา บูรพชัยศรี, คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และคุณชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ได้ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา 12 ประการของกรุงเทพมหานคร โดยแบ่งลำดับความยากง่ายในการแก้ไข ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดและวิธีการทำงานของแต่ละท่านได้อย่างชัดเจนครับ

3 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. จัด Tier List วิกฤติเมือง ปัญหาที่แก้ได้ในวันเดียว – มากกว่า 1 ปี

การจัด Tier List ครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่า ปัญหาหลายอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการจัดการและการบริหารจัดการคน 3 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. จัด Tier List วิกฤติเมือง ปัญหาที่แก้ได้ในวันเดียว – มากกว่า 1 ปี ได้ชี้ให้เห็นว่าบางเรื่องสามารถสั่งการได้ทันที แต่บางเรื่องต้องใช้วิธีการประสานงานข้ามหน่วยงาน

มุมมองการแก้ปัญหาและการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้

คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เน้นย้ำเรื่องการนำเทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามาปรับสัญญาณไฟจราจร และการใช้แอปพลิเคชันอย่าง Traffy Fondue ในการรับแจ้งเหตุ ส่วนคุณอนุชา บูรพชัยศรี ก็มองว่าการจัดการข้าราชการและการประสานความร่วมมือเป็นหัวใจหลัก ขณะที่คุณชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ก็ยืนยันว่าถึงแม้ผู้ว่าฯ จะไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในบางเรื่อง แต่การเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชนคือหน้าที่สำคัญที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทุกคนเห็นพ้องกันว่าคำว่า “อยู่นอกเหนืออำนาจ” ควรจะเป็นประโยคที่เลิกใช้ไปได้แล้ว เพราะคนกรุงเทพฯ ต้องการผู้นำที่พร้อมเผชิญหน้าและชนกับทุกปัญหาเพื่อผลประโยชน์ของเมืองหลวง ไม่ว่าปัญหาจะเล็กน้อยอย่างเรื่องขยะหรือหนูท่อ ไปจนถึงปัญหาใหญ่ระดับโครงสร้างอย่างรถติดและการขุดถนนซ้ำซาก

สำหรับผู้อ่านที่กำลังตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ การดูวิสัยทัศน์ในครั้งนี้อาจช่วยให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่า ใครคือคนที่เข้ากับสไตล์การทำงานที่คุณต้องการ หากคุณต้องการให้กรุงเทพฯ มีการเปลี่ยนแปลงจริง อย่าลืมออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ เพราะเสียงของคุณคือพลังในการเลือกผู้ว่าฯ ที่จะมา “คุมเมือง” ให้ดีขึ้นไปพร้อมกับเรา

ที่มา – 3 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. จัด Tier List วิกฤติเมือง ปัญหาที่แก้ได้ในวันเดียว – มากกว่า 1 ปี

ชัชชาติ เชื่อผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา จะทำให้คนกรุงไว้ใจ เลือกกลับมาบริหาร กทม.

ในวันที่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ใกล้เข้ามาถึง หนึ่งในชื่อที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้น คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงวิสัยทัศน์และการทำงานที่ผ่านมา โดยเขามั่นใจว่า ชัชชาติ เชื่อผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา จะทำให้คนกรุงไว้ใจ เลือกกลับมาบริหาร กทม. อีกครั้งเพื่อสานต่องานที่ทำค้างไว้ให้สำเร็จ

ชัชชาติ เชื่อผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา จะทำให้คนกรุงไว้ใจ เลือกกลับมาบริหาร กทม.

การบริหารเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเต็มไปด้วยปัญหาที่ซับซ้อนและเร่งด่วน ทีมงานของคุณชัชชาติได้นำเสนอวิสัยทัศน์ที่เน้นให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งโอกาสและความหวัง โดยมีการแบ่งเป้าหมายการทำงานออกเป็น 4 มิติหลัก ดังนี้:

  • คนคือเมือง เมืองคือคน: เน้นการดูแลประชากรตั้งแต่เกิดจนถึงวัยชรา รวมถึงยกระดับการศึกษาให้มีคุณภาพสากลและเข้าถึงง่าย
  • โครงสร้างพื้นฐาน: ตอบโจทย์การใช้ชีวิต ทั้งเรื่องความปลอดภัย ไฟส่องสว่าง การระบายน้ำ และการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ
  • ระบบการทำงาน: นำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อให้การบริการโปร่งใส กระจายอำนาจสู่ประชาชน
  • เศรษฐกิจ: ดูแลตั้งแต่บริษัทใหญ่ไปจนถึง SME และพ่อค้าแม่ค้ากว่า 5 แสนรายที่เป็นฟันเฟืองหลักของเมือง

ทำไมผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรพิจารณาผลงานที่ผ่านมา?

นอกจากวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนแล้ว ทีมงานของคุณชัชชาติยังได้เปิดเผยแผนงานกว่า 251 แผนงานผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชนได้ตรวจสอบและติดตามความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม การที่ ชัชชาติ เชื่อผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา จะทำให้คนกรุงไว้ใจ เลือกกลับมาบริหาร กทม. นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในตัวชี้วัดที่พวกเขาวางไว้ ซึ่งจะช่วยให้คนกรุงเทพฯ ก้าวข้ามวิกฤตไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนกรุงที่อาศัยอยู่มานาน หรือเพิ่งย้ายเข้ามาทำงาน การเลือกผู้นำที่มีความเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้งและมีแผนการที่ชัดเจนคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองให้เป็นมหานครที่น่าอยู่สำหรับทุกคน และในที่สุดเสียงของคุณในวันเลือกตั้งจะเป็นตัวตัดสินว่ากรุงเทพฯ จะก้าวเดินไปในทิศทางไหนต่อจากนี้

ที่มา – “ชัชชาติ” เชื่อผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา จะทำให้คนกรุงไว้ใจ เลือกกลับมาบริหาร กทม.

ดร.โจ แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ขอโอกาสคนกรุงเทพฯ 28 มิ.ย. เป็นประตูแห่งโอกาส

สวัสดีครับเพื่อนชาวกรุงเทพฯ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเมืองท้องถิ่นมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุด “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ได้ออกมาเปิดใจในฐานะแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน พร้อมขอคะแนนเสียงจากคนกรุง เพื่อก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงเมืองที่เราอาศัยอยู่ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

ดร.โจ แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ขอโอกาสคนกรุงเทพฯ 28 มิ.ย. เป็นประตูแห่งโอกาส

สำหรับการเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ดร.โจมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญ โดยเขากล่าวว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือ ดร.โจ แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ขอโอกาสคนกรุงเทพฯ 28 มิ.ย. เป็นประตูแห่งโอกาส ที่จะทำให้คนกรุงได้มีทางเลือกใหม่ๆ ในการบริหารจัดการเมือง เพราะที่ผ่านมาเราต่างประสบปัญหาเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเดินทาง การจราจร หรือคุณภาพชีวิตที่ไม่เท่าเทียมกัน

เส้นทางชีวิตที่หล่อหลอมตัวตน

ดร.โจเล่าให้ฟังว่า เขาไม่ได้มาแค่ในฐานะนักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ แต่เขาคือ “คนกรุงเทพฯ โดยเฉลี่ย” ที่เคยผ่านชีวิตแผงลอยย่านบางลำพู นั่งรถเมล์ไปเรียน และต้องฝ่าฟันการเดินทางหลายต่อเพื่อไปทำงาน ประสบการณ์เหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้เขารู้ลึกถึงปัญหาที่คนทั่วไปเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

เหตุผลที่หลายคนให้ความสนใจในตัวแคนดิเดตท่านนี้ เป็นเพราะนโยบายที่เน้นการสร้างเมืองให้คน 99% สามารถเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเส้นสายหรืออำนาจ นี่คือหัวใจสำคัญที่ ดร.โจ แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ขอโอกาสคนกรุงเทพฯ 28 มิ.ย. เป็นประตูแห่งโอกาส ให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม

ประเด็นนโยบายที่น่าจับตามอง:

  • ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสวัสดิการเมือง
  • แก้ไขปัญหาการเดินทางและระบบขนส่งมวลชน
  • พัฒนาคุณภาพชีวิตคนเมืองให้ดีขึ้นโดยไม่ต้องมีเส้นสาย

สรุปแล้ว หากใครที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ในการบริหารกรุงเทพมหานคร การกากบาทเลือกคนที่เข้าใจปัญหาคนธรรมดาอย่างแท้จริงอาจเป็นทางออกที่เมืองเราต้องการ การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือกว่าใครจะมานั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ แต่เป็นการเลือกว่าเราจะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงด้วยการออกไปใช้สิทธิ์กันในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ครับ

ที่มา – “ดร.โจ” แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ขอโอกาสคนกรุงเทพฯ 28 มิ.ย. เป็นประตูแห่งโอกาส

“ชัชชาติ” ยอมรับเสียสมาธิ ชี้ “ระบบอากง” ไร้สาระ

“ชัชชาติ” ยอมรับเสียสมาธิ ชี้ “ระบบอากง” ไร้สาระ

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสข่าวที่ถาโถมเข้ามานั้น ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการนำเสนอนโยบายของผู้สมัครอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะประเด็น“ชัชชาติ” ยอมรับเสียสมาธิ ชี้ “ระบบอากง” ไร้สาระ ซึ่งกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่ทำให้หลายคนจับตามอง การที่ผู้สมัครต้องคอยมานั่งตอบคำถามเรื่องราวที่ไม่เป็นความจริง แทนที่จะได้ปูพรมเรื่องนโยบายพัฒนาเมืองหลวง ถือเป็นสิ่งที่น่าเสียดายสำหรับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

เปิดใจต้นเหตุยุ่งเหยิง “ระบบอากง” ไร้สาระ

คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ออกมาเปิดใจว่า การที่ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับ “ระบบอากง” นั้นเป็นเรื่องที่ไร้สาระและไม่มีหลักฐานชิ้นเป็นอันมานานกว่า 1 สัปดาห์แล้ว การที่สื่อมวลชนต้องคอยนำเสนอเรื่องนี้ทำให้เวลาในการพูดคุยเรื่องนโยบายสำคัญหายไป ท่านถึงกับออกปากว่า“ชัชชาติ” ยอมรับเสียสมาธิ ชี้ “ระบบอากง” ไร้สาระ จริงๆ เพราะอยากให้คนกรุงเทพฯ โฟกัสที่แนวทางการแก้ปัญหารถติด ปัญหาน้ำท่วม หรือการจัดการขยะมากกว่าการเดินตามเกมของผู้ไม่หวังดี

นอกเหนือจากประเด็นดราม่าดังกล่าว ยังมีประเด็นเรื่องการตรวจสอบจากนายศรีสุวรรณ จรรยา ซึ่งทางคุณชัชชาติก็ไม่ได้แสดงความกังวลแต่อย่างใด

  • ยืนยันว่าพร้อมให้ตรวจสอบ เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญ
  • เน้นย้ำเรื่องความถูกต้องของการใช้ชื่อและรูปภาพในการหาเสียง
  • ย้ำถึงจุดยืนผู้สมัครอิสระที่ทำงานร่วมกับ สก. ได้ทุกกลุ่ม

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องใบปลิวแนะนำตัว สก. บางกลุ่มที่นำรูปคุณชัชชาติไปใช้จนเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งท่านก็ได้กำชับให้ฝ่ายกฎหมายเร่งจัดการ เพราะไม่ต้องการให้ฐานเสียงเกิดความสับสน และย้ำว่า “ไม่ต้องมาเชียร์ผม” หากจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดในคะแนนเสียง

ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าสิ่งที่คนกรุงเทพฯ ต้องการเห็นมากที่สุด คือวิสัยทัศน์ของผู้ว่าฯ ที่จะพาเมืองก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่การจมปลักอยู่กับข่าวลือที่ไม่มีหลักฐาน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะตัดสินใจเลือกจาก “นโยบาย” หรือ “วาทกรรม” ที่สร้างขึ้นมาเพื่อสกัดกั้นคู่แข่งทางการเมือง สุดท้ายนี้อยากให้ทุกคนจับตานโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองให้มากที่สุด แล้วผลลัพธ์จะออกมาดีเอง

ที่มา – “ชัชชาติ” ยอมรับเสียสมาธิ ชี้ “ระบบอากง” ไร้สาระ ไม่มีปัญหา “ศรีสุวรรณ” ร้อง ป.ป.ช.

อนุชา นำทีม ปชป. หาเสียงสวนลุมพินี เพิ่มปอดให้ กทม.

อนุชา นำทีม ปชป. หาเสียงสวนลุมพินี เพิ่มปอดให้ กทม.

บรรยากาศยามเช้าที่สวนลุมพินีเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 คึกคักเป็นพิเศษ เมื่อ นายอนุชา บูรพชัยศรี หรือคุณเจมส์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ ควงคู่มากับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และทีมงานพรรค ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน โดยการลงพื้นที่ของ อนุชา นำทีม ปชป. หาเสียงสวนลุมพินี เพิ่มปอดให้ กทม. ในครั้งนี้ ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น โดยเฉพาะกลุ่มคนรักสุขภาพที่มาออกกำลังกายและรวมตัวกันที่ชมรมไทเก็ก

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทักทายพี่น้องประชาชน แต่ยังเป็นการนำเสนอนโยบายที่จับต้องได้จริง เพื่อพลิกโฉมกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ยิ่งขึ้น โดยนายอนุชาได้ชูวิสัยทัศน์ใน 3 ประเด็นหลักที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวเมืองหลวงให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

นโยบายเน้นพื้นที่สีเขียวและการจัดการเมือง

ไฮไลท์สำคัญที่ อนุชา นำทีม ปชป. หาเสียงสวนลุมพินี เพิ่มปอดให้ กทม. คือการมุ่งเน้นการสร้างสวนหย่อมขนาดเล็กให้กระจายตัวอยู่ทุกมุมเมือง เพื่อเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจโดยที่ประชาชนไม่ต้องเดินทางไกล พร้อมทั้งนำระบบน้ำพุและน้ำตกจำลองกลับมาประดับเมือง เพื่อสร้างบรรยากาศที่สดชื่นและคืนความสวยงามให้กับกรุงเทพฯ อีกครั้ง นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการปรับปรุงศูนย์อาหารและตลาดชุมชนให้มีความทันสมัย ติดตั้งระบบระบายอากาศที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสุขอนามัยที่ดีของทั้งพ่อค้าแม่ค้าและลูกค้าทุกคน

  • เพิ่มสวนหย่อมขนาดเล็กตามจัตุรัสและมุมเมือง
  • ฟื้นฟูภูมิทัศน์เมืองด้วยน้ำพุสวยงาม
  • ยกระดับมาตรฐานความสะอาดและการระบายอากาศในตลาดชุมชน

หลังจากจบภารกิจที่สวนลุมพินี ทีมงานพรรคประชาธิปัตย์ยังได้ลงพื้นที่ต่อเนื่องไปยังชุมชนบ่อนไก่ เพื่อรับฟังปัญหาเรื่องการจัดการขยะที่หมักหมมและส่งกลิ่นเหม็นรบกวน ซึ่งทีมงานได้รับปากว่าจะเข้าไปบริหารจัดการอย่างเร่งด่วน ทั้งการเพิ่มความถี่ในการเก็บขยะและการจัดระเบียบจุดทิ้งขยะใหม่ เพื่อคืนสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับคนในชุมชน โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ต้องใช้พื้นที่ลานกีฬาในการทำกิจกรรม

มุมมองทิ้งท้าย: การแก้ปัญหาเมืองกรุงไม่ใช่เรื่องของเมกะโปรเจกต์เพียงอย่างเดียว แต่คือการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประจำวันของคนกรุง การรับฟังเสียงสะท้อนจากชุมชนควบคู่ไปกับการมีนโยบายสีเขียวที่ชัดเจน เป็นสิ่งที่ชาวกรุงเทพฯ ต้องการอย่างแท้จริงเพื่อให้เมืองนี้เป็นบ้านที่น่าอยู่ของทุกคนต่อไป

ที่มา – “อนุชา” นำทีม ปชป. หาเสียงสวนลุมพินี เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ ชูเพิ่มสวนหย่อม-น้ำพุ เพิ่มปอดให้ กทม.

เจาะลึกระบบเลือกตั้งไทยดีที่สุด ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกตั้ง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีคำถามว่าทำไมการเลือกตั้งในบ้านเราถึงดูมีความซับซ้อนและบางครั้งก็กังขาในเรื่องความโปร่งใส วันนี้เรามาทำความเข้าใจมุมมองจาก คุณแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่ได้ออกมาให้ความเห็นว่าในความเป็นจริงแล้ว ระบบเลือกตั้งไทยดีที่สุด เพราะถูกออกแบบมาโดยเน้นให้หัวใจสำคัญอยู่ที่การมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน

เหตุผลแท้จริงที่ ระบบเลือกตั้งไทยดีที่สุด ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกตั้ง

การจะบอกว่าระบบดีนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของตัวบทกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของกระบวนการที่เปิดกว้างให้คนไทยทุกคนสามารถตรวจสอบได้ คุณแสวงย้ำว่าหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่เจ้าหน้าที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือ กปน. เพียงอย่างเดียว แต่ความโปร่งใสจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อประชาชนหันมาสนใจและร่วมกันสังเกตการณ์ตั้งแต่เริ่มเปิดหีบจนถึงตอนนับคะแนน

ทำไมประชาชนถึงเป็นกุญแจสำคัญ

คุณแสวงชี้ให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ กกต. ทั่วประเทศมีจำนวนจำกัด เมื่อเทียบกับหน่วยเลือกตั้งนับแสนหน่วยทั่วไทย ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องช่วยกันดูแล:

  • สังเกตการณ์การปฏิบัติหน้าที่ของ กปน. ในหน่วยเลือกตั้ง
  • ทักท้วงทันทีหากพบความผิดปกติระหว่างการลงคะแนน
  • ร่วมเป็นหูเป็นตาตรวจสอบผลคะแนนที่ไม่ใช่หน้าที่ของ กกต. เพียงกลุ่มเดียว

หลายครั้งที่เราเห็นข่าว กปน. ทำงานผิดพลาด สาเหตุส่วนใหญ่มักมาจากความไม่คุ้นชินหรือความหลงลืม เพราะกรรมการเหล่านี้เปลี่ยนหน้ากันไปในแต่ละครั้ง แต่ถ้าประชาชนมีความตื่นตัวและคอยทักท้วง ข้อผิดพลาดเหล่านั้นย่อมลดลงและสร้างความมั่นใจให้กับการเลือกตั้งได้มากขึ้น

หากเราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ระบบเลือกตั้งไทยดีที่สุด ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกตั้ง จะกลายเป็นความจริงที่จับต้องได้ง่ายที่สุด เพียงแค่เราเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้คอยจับผิดหลังจบงาน มาเป็นการร่วมสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดในวันสำคัญ การเลือกตั้งในทุกระดับจะเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงและปราศจากข้อครหาครับ

ที่มา – “แสวง” ยกระบบเลือกตั้งไทยดีที่สุด ประชาชนมีส่วนร่วม เลือกตั้งโปร่งใสเป็นหน้าที่ทุกคน

Scroll to top