สภากรุงเทพมหานคร

ไทยรัฐจับมือสถาบันพระปกเกล้า เลือก ผู้ว่าฯ กทม. อีกสักตั้ง

เชื่อว่าเพื่อนๆ ชาวกรุงเทพฯ หลายคนกำลังเฝ้ารอวันสำคัญที่จะถึงนี้ กับการตัดสินใจเลือกผู้นำเมืองหลวงคนใหม่ ล่าสุดไทยรัฐ และสถาบันพระปกเกล้า ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญผ่านแคมเปญ เลือก ผู้ว่าฯ กทม. อีกสักตั้ง เพื่อยกระดับความรู้และความเข้าใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ให้สนุกและน่าติดตามยิ่งกว่าที่เคย

ร่วมขับเคลื่อนการเลือกตั้งผ่านแคมเปญ เลือก ผู้ว่าฯ กทม. อีกสักตั้ง

การจับมือกันระหว่างสื่อยักษ์ใหญ่อย่างไทยรัฐกับหน่วยงานวิชาการอย่างสถาบันพระปกเกล้า ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอข่าวสารทั่วไป แต่เป็นการนำข้อมูลเชิงลึกผ่าน KPI Poll มาตีแผ่ให้คนเมืองหลวงได้เข้าถึงง่ายขึ้น ภายใต้แนวคิด “ช้อยส์ที่ใช่ ข้อมูลที่ชัวร์” เพื่อนๆ จะได้พบกับการนำเสนอถึง 5 แกนคอนเซปต์หลักที่เปลี่ยนเรื่องนโยบายที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว

ทำความรู้จักกับ 5 หัวใจสำคัญของแคมเปญ เลือก ผู้ว่าฯ กทม. อีกสักตั้ง

แคมเปญนี้ได้เตรียมเนื้อหาที่เข้มข้นจัดจ้านผ่านหน้าจอไทยรัฐทีวี ช่อง 32 และทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • รายการเกมคุมเมือง: พลิกโฉมเวทีดีเบตให้เป็นควิซโชว์สุดสนุก ช่วยให้เราเข้าใจวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตแต่ละคนได้แบบย่อยง่าย
  • Data-Driven Social Pulse: เจาะลึกดัชนีชี้วัดความพึงพอใจด้วย Big Data เพื่อตอบโจทย์ปัญหาเรื้อรังที่คนกรุงพบเจอทุกวัน
  • Deep Investigative Analysis: วิเคราะห์ลึกถึงกึ๋นทุกสมรภูมิการเมืองจากมุมมองวิชาการ
  • Systemic Policy Debate: พื้นที่ระดมสมองเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของกรุงเทพมหานคร
  • Real-time Election Night: อัปเดตผลคะแนนสดๆ แบบวินาทีต่อวินาทีในวันเลือกตั้ง

ร้อยเอก ดร. จารุพล เรืองสุวรรณ ได้กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญคือการทำให้การเลือกตั้งมีความหมายและยั่งยืน โดยลดความวุ่นวายจากวาทกรรมเลือกข้าง แล้วหันมาโฟกัสที่การตัดสินใจด้วยข้อมูลและนโยบายที่จับต้องได้จริง ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาประชาธิปไตยในเมืองหลวงของเรา ในขณะที่ทางฝั่งไทยรัฐเองก็ได้เตรียมความพร้อมจัดเต็ม ทั้งการนำเสนอนโยบายจากแคนดิเดต และการเปิดเผย Exit Poll เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพรวมก่อนปิดหีบ

ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่คนกรุงเทพฯ จะได้แสดงพลังอำนาจอธิปไตยอย่างสร้างสรรค์ อย่าลืมติดตามข้อมูลข่าวสารจากแคมเปญนี้กันนะครับ เพราะทุกคะแนนเสียงของคุณมีความหมายต่อทิศทางของกรุงเทพฯ ในอีกหลายปีข้างหน้า ขอให้ทุกคนมาร่วมใช้สิทธิ์ใช้เสียงเพื่อกำหนดอนาคตเมืองที่คุณรักไปด้วยกันครับ

ที่มา – ไทยรัฐ-สถาบันพระปกเกล้า จับมือทำแคมเปญ “เลือก ผู้ว่าฯ กทม. อีกสักตั้ง”

ชัชชาติยันไร้ระบบอากง ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งใดๆ

ชัชชาติยันไร้ระบบอากง ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งใดๆ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในปีนี้ เมื่ออดีตผู้ว่าฯ อย่าง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ออกมาเปิดใจเคลียร์ชัดถึงกระแสข่าวลือเรื่อง “ชัชชาติยันไร้ระบบอากง ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งใดๆ” ที่กำลังถูกพูดถึงในแวดวงการเมือง โดยยืนยันว่าทุกการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรในกรุงเทพมหานครนั้น ยึดถือความสามารถและผลงานเป็นหลักเสมอมา

นายชัชชาติระบุว่า ตนไม่เคยรู้จักหรือมีกลไกที่เรียกว่า “ระบบอากง” ตามที่ถูกกล่าวหา ส่วนชื่อเรียกดังกล่าวอาจเป็นการสร้างสีสันทางการเมืองให้ดูน่าสนใจเกินจริงเท่านั้น ในมุมมองของทีมงานกรุงเทพมหานคร การบริหารงานเป็นไปอย่างโปร่งใส และหากใครมีหลักฐานหรือข้อมูลเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากล ก็พร้อมที่จะเปิดกว้างสำหรับการตรวจสอบทุกเมื่อ

เปิดใจประเด็นร้อนระบบอากงกับการเมือง

นอกจากประเด็น ชัชชาติยันไร้ระบบอากง ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งใดๆ แล้ว นายชัชชาติยังได้กล่าวขอบคุณนายจิรายุที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เพราะมองว่าการตรวจสอบเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย ยิ่งมีการจับผิดหรือติเตียน ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนว่าการทำงานของตนไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือได้รับอิทธิพลจากพรรคการเมืองอย่างเพื่อไทยตามที่หลายคนกังวลเลยแม้แต่น้อย

ในส่วนของประเด็นการซื้อขายตำแหน่งที่มีการแอบอ้างว่ามีการจ่ายเงินเพื่อแลกเก้าอี้ นายชัชชาติยืนยันหนักแน่นว่า:

  • ไม่มีนโยบายการซื้อขายตำแหน่งในทุกระดับชั้น
  • การคัดเลือกคนเน้นความรู้ความสามารถเพื่อประโยชน์ของประชาชน
  • หากพบการกระทำทุจริตพร้อมดำเนินการทางวินัยขั้นสูงสุด

ชัชชาติยันไร้ระบบอากง ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งใดๆ และพร้อมเป็นต้นแบบของการบริหารที่ยึดหลักธรรมาภิบาล สำหรับข้อสงสัยเรื่องความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองอื่น นายชัชชาติก็ได้ย้ำชัดเจนว่าตนยังคงเป็นผู้สมัครอิสระที่เน้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาเมืองให้ดีขึ้น โดยไม่ได้ยึดติดกับสีเสื้อหรือสังกัดพรรคใดเป็นหลัก

กล่าวโดยสรุป การออกมาตั้งโต๊ะแถลงของชัชชาติในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่เป็นการยืนยันถึงจุดยืนในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ท่ามกลางกระแสการเมืองที่เข้มข้นขึ้นทุกขณะ สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การตอบโต้ด้วยคารม แต่คือการพิสูจน์ด้วยผลงานที่ผ่านมาและผลงานในอนาคตที่ประชาชนจะได้รับ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของนักการเมืองที่พร้อมรับการตรวจสอบอย่างโปร่งใส ความเชื่อมั่นของชาวกรุงจึงเป็นสิ่งสำคัญเหนืออื่นใดในการตัดสินใจผ่านคูหาเลือกตั้งในครั้งนี้

ที่มา – “ชัชชาติ” ยันไร้ระบบอากง ไม่มีซื้อขายตำแหน่ง ขอบคุณ “จิรายุ” ออกมาด่ายิ่งตอกย้ำไม่เกี่ยวเพื่อไทย

ท้า “คริส” เปิดหลักฐาน แต่ต้องรับผิดชอบคำพูดด้วย “ชัชชาติ” ลั่นไม่มี “ระบบอากง”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงรับช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง เมื่อทางฝั่งพรรคเศรษฐกิจได้ออกมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต พร้อมหยิบยกประเด็น ท้า “คริส” เปิดหลักฐาน แต่ต้องรับผิดชอบคำพูดด้วย “ชัชชาติ” ลั่นไม่มี “ระบบอากง” ขึ้นมาเป็นประเด็นหลักในการหาเสียง ซึ่งงานนี้ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ กทม. ไม่รอช้า ออกมาโต้กลับประเด็นดังกล่าวด้วยท่าทีที่ชัดเจนและหนักแน่น

ท้า “คริส” เปิดหลักฐาน แต่ต้องรับผิดชอบคำพูดด้วย “ชัชชาติ” ลั่นไม่มี “ระบบอากง”

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อฝ่ายตรงข้ามพยายามจุดกระแสเรื่องการซื้อขายตำแหน่งและการทุจริตคอร์รัปชัน โดยอ้างถึงระบบอุปถัมภ์ที่เรียกว่า “ระบบอากง” ทางนายชัชชาติได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า นี่ไม่เพียงแต่เป็นการใส่ร้าย แต่ถ้าหากใครมีหลักฐานจริง ควรจะต้องนำออกมาเปิดเผยและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ป.ป.ช. แทนที่จะนำมาพูดเพียงลอยๆ ในช่วงหาเสียง เพราะการที่ ท้า “คริส” เปิดหลักฐาน แต่ต้องรับผิดชอบคำพูดด้วย “ชัชชาติ” ลั่นไม่มี “ระบบอากง” ในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าผู้บริหารกทม. พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเสมอ

เบื้องลึกระบบอากงและความโปร่งใสในกทม.

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็น “ระบบอากง” นายชัชชาติได้ยืนยันว่าไม่มีอยู่จริง และเป็นเพียงคำที่ถูกแต่งขึ้นมาเพื่อสร้างความเข้าใจผิด อีกทั้งยังเสริมว่าตนพร้อมรับการตรวจสอบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการโยกย้ายข้าราชการหรือการแต่งตั้งบอร์ดบริหารต่างๆ ซึ่งตนเน้นย้ำถึงจุดยืนหลักว่า:

  • การแต่งตั้งต้องผ่านการคัดเลือกคนเก่งและมีความสามารถ
  • เน้นผลงานที่สะท้อนถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนเมือง
  • ไม่สนับสนุนการทุจริตหรือการขายตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่อง ท้า “คริส” เปิดหลักฐาน แต่ต้องรับผิดชอบคำพูดด้วย “ชัชชาติ” ลั่นไม่มี “ระบบอากง” นั้น นายชัชชาติยังฝากเตือนไปถึงผู้ที่กล่าวหาว่า การพูดพาดพิงโดยปราศจากหลักฐานชัดเจนในช่วงเลือกตั้ง อาจนำไปสู่ความผิดทางกฎหมายและมีผลทางอาญา ดังนั้นทุกคนควรรับผิดชอบต่อคำพูดของตนอย่างจริงจัง

ในความเป็นจริงแล้ว กรุงเทพมหานครมีปัญหาที่สั่งสมมานานและไม่มีวันแก้จบได้ 100% ในระยะเวลาอันสั้น แต่สิ่งสำคัญคือแนวทางการทำงานที่เน้นการลงพื้นที่ รับฟังปัญหา และตั้งใจทำงานอย่างโปร่งใส นายชัชชาติเชื่อว่าประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบเองว่าผลงานที่ผ่านมาได้เปลี่ยนกรุงเทพให้ดีขึ้นจริงหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วม หรือการแก้ไขปัญหาในระดับเขต

สุดท้ายนี้ การวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในสังคมประชาธิปไตย แต่ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงมากกว่าการสาดโคลน หากทุกฝ่ายมุ่งเน้นไปที่การนำเสนอแนวทางนโยบายเพื่อประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ มากกว่าการกล่าวหาลอยๆ เชื่อว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเลือกตั้งในครั้งนี้อย่างแท้จริง

ที่มา – ท้า “คริส” เปิดหลักฐาน แต่ต้องรับผิดชอบคำพูดด้วย “ชัชชาติ” ลั่นไม่มี “ระบบอากง”

คนกรุงเทพฯ 1 ใน 3 มองเมืองนี้เป็นแค่ที่มาทำงาน

ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ราว 1 ใน 3 มองกรุงเทพฯ เป็นที่ “มาทำงาน” มากกว่าความเป็นเจ้าของเมือง

ทุกเช้าในกรุงเทพมหานคร เรามักจะเห็นผู้คนเร่งรีบเดินทางไปบนท้องถนน หลายคนตื่นมาเพื่อทำงาน ฝ่าการจราจรที่หนาแน่น และใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ด้วยความเคยชิน ทว่าเคยตั้งคำถามกับตัวเองไหมว่า ลึกๆ แล้วเรามีความรู้สึกเป็นเจ้าของเมืองนี้มากน้อยเพียงใด? ผลสำรวจที่น่าสนใจจากไทยรัฐออนไลน์ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญที่น่าขบคิดว่า การที่ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ราว 1 ใน 3 มองกรุงเทพฯ เป็นที่ “มาทำงาน” มากกว่าความเป็นเจ้าของเมือง นั้นสะท้อนถึงวิถีชีวิตคนเมืองที่เปลี่ยนไป

จากการสอบถามผู้ร่วมตอบโพลจำนวน 1,930 คน พบว่าสัดส่วนถึง 32.92 เปอร์เซ็นต์ รู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงผู้มาอาศัยหรือมาทำงาน มากกว่าจะเป็นเจ้าของเมืองจริงๆ ในขณะที่อีกกลุ่มประมาณ 24.59 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่รู้สึกเป็นเจ้าของเมืองนี้อย่างแท้จริง ซึ่งตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ของคนกับพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

สำรวจเสียงสะท้อน: ทำไมถึงเป็นแค่ที่มาทำงาน?

การที่คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่บ้านของตนเองอย่างเต็มตัว อาจเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งเรื่องของการเข้าถึงสวัสดิการที่จำกัด หรือความรู้สึกไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยที่ไม่ได้เป็นทะเบียนบ้านของตนเอง เมื่อถามถึงสิทธิในสวัสดิการของ กทม. เสียงส่วนใหญ่ถึง 42.15 เปอร์เซ็นต์ สนับสนุนให้คนทำงานทุกคนได้รับสวัสดิการอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะถือทะเบียนบ้านใน กทม. หรือไม่ก็ตาม

นอกจากนี้ ในแง่ของคุณสมบัติผู้ว่าฯ กทม. ที่คนอยากเห็น สิ่งที่มาเป็นอันดับหนึ่งคือความ “กล้าตัดสินใจ” (28.72%) ตามมาด้วยความซื่อสัตย์โปร่งใส ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนมองว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและปัญหาเส้นเลือดฝอยในชีวิตประจำวันได้จริง การที่ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ราว 1 ใน 3 มองกรุงเทพฯ เป็นที่ “มาทำงาน” มากกว่าความเป็นเจ้าของเมือง ยังเป็นตัวชี้วัดว่าผู้บริหารเมืองในอนาคต จำเป็นต้องสร้างโครงการที่ทำให้คนรู้สึกว่า “กรุงเทพฯ คือบ้าน” มากขึ้น

  • ความเป็นเจ้าของเมือง: นอกจากการมีทะเบียนบ้าน สิ่งที่เชื่อมคนเข้ากับเมืองคือคุณภาพชีวิต
  • คนทำงานผู้ขับเคลื่อน: แม้ไม่ได้มีชื่อในทะเบียนบ้าน แต่คนกลุ่มนี้คือฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจกรุงเทพฯ
  • ความคาดหวังต่อผู้ว่าฯ: เน้นที่การลงมือทำ แก้ไขปัญหาที่จับต้องได้จริง

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจนี้เป็นเพียงแนวโน้มของกลุ่มผู้ตอบคำถามเท่านั้น แต่ก็เป็นข้อมูลดิบชั้นดีที่ผู้มีอำนาจควรนำไปพิจารณา การจะทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่และน่าเป็นเจ้าของได้นั้น ต้องอาศัยทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเข้าถึงสวัสดิการทั่วถึง และการที่นโยบายของรัฐทำให้ผู้คนรู้สึกว่า ตนเองคือส่วนหนึ่งของเมืองหลวงแห่งนี้จริงๆ ไม่ใช่แค่ทางผ่านหรือที่พักชั่วคราวในการทำงานเท่านั้นครับ

คุณล่ะ รู้สึกอย่างไร? กรุงเทพฯ สำหรับคุณคือ “บ้าน” หรือแค่ “สถานที่ทำงาน”? ลองทบทวนความรู้สึกนี้ดู แล้วคุณจะพบว่าคุณภาพชีวิตที่ดีเริ่มจากการที่เรามีความภูมิใจในสถานที่ที่เรากำลังหายใจอยู่ทุกวันที่นี่ครับ

ที่มา – ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ราว 1 ใน 3 มองกรุงเทพฯ เป็นที่ “มาทำงาน” มากกว่าความเป็นเจ้าของเมือง

“ชัชชาติ” ไม่กังวล “จิรายุ” จ่อยื่น ป.ป.ช. มอง ปชน. ตั้ง “อ.สุรพล” เป็นเรื่องดี

“ชัชชาติ” ไม่กังวล “จิรายุ” จ่อยื่น ป.ป.ช. มอง ปชน. ตั้ง “อ.สุรพล” เป็นเรื่องดี

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดของ “ชัชชาติ” ไม่กังวล “จิรายุ” จ่อยื่น ป.ป.ช. มอง ปชน. ตั้ง “อ.สุรพล” เป็นเรื่องดี โดย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาชี้แจงประเด็นที่ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ เตรียมยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เกี่ยวกับกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กทม. ที่ผ่านมา

มุมมองต่อประเด็นการเมืองและทีมยุทธศาสตร์พรรคประชาชน

นายชัชชาติได้ยืนยันความโปร่งใสในกระบวนการทำงานว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎระเบียบและขั้นตอนของคณะกรรมการที่เป็นฝ่ายประจำ โดยตนทำหน้าที่เพียงแค่ลงนามอนุมัติตามที่เสนอมาเท่านั้น นอกจากนี้ เมื่อเกิดข้อท้วงติงจากคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ตนก็ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำทันทีด้วยการยกเลิกกระบวนการเดิมและเริ่มต้นใหม่ เพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย พร้อมเน้นย้ำว่า “ชัชชาติ” ไม่กังวล “จิรายุ” จ่อยื่น ป.ป.ช. มอง ปชน. ตั้ง “อ.สุรพล” เป็นเรื่องดี เพราะถือว่าเป็นกระบวนการตรวจสอบตามปกติในระบอบประชาธิปไตย

นอกเหนือจากเรื่องการทุจริตที่ถูกหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์ นายชัชชาติยังแสดงความเห็นต่อกรณีที่พรรคประชาชน หรือ ปชน. ได้มีการแต่งตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมกรุงเทพมหานคร โดยมองว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อการพัฒนาเมืองในเชิงนโยบาย ดังนี้:

  • เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ด้านกฎหมายมหาชนสูง
  • มีความเข้าใจระบบการบริหารงาน กทม. เป็นอย่างดี ผ่านบทบาทในอดีตที่ผ่านมา
  • ช่วยให้ประชาชนเข้าใจหลักเหตุผลในการตัดสินใจเชิงนโยบายได้ชัดเจนมากขึ้น

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า “ชัชชาติ” ไม่กังวล “จิรายุ” จ่อยื่น ป.ป.ช. มอง ปชน. ตั้ง “อ.สุรพล” เป็นเรื่องดี โดยเขามองว่าการมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยกันทำงาน คือส่วนสำคัญที่จะทำให้กรุงเทพฯ พัฒนาไปได้ไกลกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทางการเมืองรูปแบบไหน การเปิดรับมุมมองที่แตกต่างและหลากหลายถือเป็นกำไรของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

ท้ายที่สุด การทำงานการเมืองในยุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่ความตั้งใจ แต่ต้องอาศัยการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาและการทำงานเชิงรุกโดยมีผู้เชี่ยวชาญสนับสนุน ซึ่งหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมเดินหน้าพัฒนาเมืองหลวงของเราให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” ไม่กังวล “จิรายุ” จ่อยื่น ป.ป.ช. มอง ปชน. ตั้ง “อ.สุรพล” เป็นเรื่องดี

ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มกระแสตอบรับ

ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มคนจำเบอร์และนโยบายได้

บรรยากาศการเมืองในกรุงเทพมหานครเริ่มคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ล่าสุด นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคณะผู้บริหารพรรค ได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในช่วงเช้าที่ตลาดดินแดง ซึ่งการลงพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับพรรค ในการเข้าถึงประชาชนในทุกตารางนิ้วของเมืองหลวง

ในระหว่างการลงพื้นที่ ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มคนจำเบอร์และนโยบายได้ อย่างมาก โดยนายอนุชาได้เน้นย้ำถึงนโยบายหลัก 5 ด้านที่เตรียมไว้พัฒนา กทม. ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่สะดวกขึ้น การจัดการขยะ ตลอดจนการยกระดับรายได้ของคนกรุง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากพ่อค้าแม่ค้าและผู้ที่มาเดินจ่ายตลาด

เปิดกลยุทธ์ ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มคนจำเบอร์และนโยบายได้

นอกจากเรื่องนโยบายที่โดนใจแล้ว สิ่งที่น่ายินดีคือการที่พี่น้องประชาชนเริ่มจดจำหมายเลขผู้สมัครและนโยบายของพรรคได้อย่างแม่นยำ โดยนายอนุชาได้ชี้แจงกติกาการเลือกตั้งให้ประชาชนเข้าใจง่ายๆ ว่า:

  • บัตรเลือกตั้งใบสีเขียว สำหรับเลือกผู้ว่าฯ กทม. ให้กาหมายเลข 5
  • บัตรเลือกตั้งใบสีชมพู สำหรับเลือก สก. ประจำเขต ซึ่งเขตดินแดงนั้นสนับสนุนหมายเลข 4

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กล่าวเสริมว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงเพื่อหาเสียงแล้วกลับไป แต่เป็นการมาติดตามปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ้ำซาก เช่น ปัญหาน้ำท่วมและปัญหาขยะ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมที่จะสานต่องานเดิมให้สำเร็จด้วยระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

สำหรับเหตุการณ์ ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มคนจำเบอร์และนโยบายได้ นับเป็นภาพสะท้อนว่าการสื่อสารนโยบายที่ตรงจุดและการเข้าถึงพื้นที่จริง ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเลือกตั้ง และเชื่อว่าหากสามารถรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ได้ ก็จะเป็นโอกาสดีที่จะนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติเพื่อคน กทม. อย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา – ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มคนจำเบอร์และนโยบายได้

“เท้ง” ชี้ คน กทม. ไม่ต้องการระบอบน้ำเงิน โต้ “แก้วตา” ปชน. ไม่เคยมีระบบไอโอ

“เท้ง” ชี้ คน กทม. ไม่ต้องการระบอบน้ำเงิน โต้ “แก้วตา” ปชน. ไม่เคยมีระบบไอโอ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองเมื่อ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร ส.ก. เขตสายไหม หาเสียง พร้อมเปิดใจถึงสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน โดยเน้นย้ำว่า “เท้ง” ชี้ คน กทม. ไม่ต้องการระบอบน้ำเงิน ที่เข้ามามีอิทธิพลหรือครอบงำการทำงานของกรุงเทพมหานคร เพราะชาวเมืองหลวงต้องการความโปร่งใสและอิสระในการตรวจสอบอย่างแท้จริง

เปิดมุมมอง “เท้ง” ต่อกระแสข่าวไอโอและทิศทางพรรคประชาชน

นอกจากประเด็นเรื่องระบอบการเมืองแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่สังคมให้ความสนใจคือกรณีการตอบโต้กับคุณแก้วตา (ธิษะณา) เกี่ยวกับระบบปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือที่เรียกกันว่า “ไอโอ” ซึ่ง “เท้ง” ชี้ คน กทม. ไม่ต้องการระบอบน้ำเงิน โดยยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่เคยมีนโยบายหรือระบบการสร้างแอคเคาต์ปลอมเพื่อโจมตีใคร และมองว่าความเห็นต่างที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดียเป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตยที่มีฐานสนับสนุนแตกต่างกันไป

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับพรรคประชาชนมีดังนี้:

  • ความเป็นอิสระของการเมือง: พรรคต้องการปลดแอก กทม. จากการครอบงำของระบอบอิทธิพลเดิม
  • ข้อเท็จจริงเรื่องไอโอ: ยืนยันว่า ปชน. ให้ความสำคัญกับความจริงใจ ไม่มีการจ้างผลิตข่าวปลอม
  • วิถีทางของสมาชิกพรรค: การย้ายออกไปฝั่งรัฐบาลถือเป็นวิถีทางการเมืองตามความสมัครใจ

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่สมาชิกไหลออกไปนั้นจะกระทบต่อเสถียรภาพหรือไม่ แต่ “เท้ง” ได้แสดงความมั่นใจว่าพรรคประชาชนเป็นพรรคมวลชนที่เน้นการพัฒนาคนจากแถวหลังสู่แถวหน้าเสมอ ดังนั้นไม่ว่าจะมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างไร พรรคก็ยังมีนโยบายที่มุ่งเน้นการตรวจสอบที่เป็นธรรมและยึดมั่นในอุดมการณ์เดิมอย่างเหนียวแน่น ในฐานะผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การชูจุดยืนว่า “เท้ง” ชี้ คน กทม. ไม่ต้องการระบอบน้ำเงิน จะสามารถกระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งได้มากน้อยเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว เสียงของประชาชนคือผู้ตัดสินว่าทิศทางของกรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร

ที่มา – “เท้ง” ชี้ คน กทม. ไม่ต้องการระบอบน้ำเงิน โต้ “แก้วตา” ปชน. ไม่เคยมีระบบไอโอ

“ชัชชาติ” หาเสียงลาดกระบัง เล็งแก้น้ำท่วมต่อ หากได้ผู้ว่าฯ

เรียกได้ว่าช่วงนี้บรรยากาศการเลือกตั้งคึกคักสุดๆ เมื่อ “ชัชชาติ” หาเสียงลาดกระบัง เล็งแก้น้ำท่วมต่อ หากได้ผู้ว่าฯ อีกสมัย โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสานต่อนโยบายแก้ปัญหาเมืองหลวงให้เห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะปัญหาเรื้อรังอย่างน้ำท่วมและการจราจรในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ

“ชัชชาติ” หาเสียงลาดกระบัง เล็งแก้น้ำท่วมต่อ หากได้ผู้ว่าฯ อีกสมัย

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ลงพื้นที่บริเวณห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ลาดกระบัง เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการทางยกระดับและรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่ การที่ “ชัชชาติ” หาเสียงลาดกระบัง เล็งแก้น้ำท่วมต่อ หากได้ผู้ว่าฯ อีกสมัย นั้น ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากชาวบ้านที่อยากให้ท่านผู้ว่าฯ เดินหน้าพัฒนากรุงเทพฯ ต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ยุทธศาสตร์การจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน

ปัญหาหลักที่ลาดกระบังต้องเผชิญคือเรื่องน้ำท่วม ซึ่งนายชัชชาติได้วางแนวทางแก้ไขไว้อย่างเป็นระบบ ได้แก่:

  • การก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำเชื่อมคลองประเวศบุรีรมย์ไปยังบึงหนองบอน
  • การสร้างเขื่อนและขุดลอกคลองตลอดแนว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ
  • การปรับปรุงข้อบัญญัติเพื่อให้ กทม. เข้าไปดูแลถนนและระบบสาธารณูปโภคในหมู่บ้านได้

นอกจากนี้ ยังมีโมเมนต์ดีๆ เมื่อ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีต สส. พร้อมด้วยน้องสาว น.ส.ชวัลพัชร ได้ร่วมลงพื้นที่สนับสนุน โดยคุณชวัลพัชรซึ่งเป็นผู้สมัคร สก. ได้ร่วมหารือถึงแนวทางการใช้เซ็นเซอร์จัดระเบียบการจราจรหน้าห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณชัชชาติให้ความสำคัญมาโดยตลอดในการนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการเมือง

นายชัชชาติยังย้ำว่า แม้ในช่วงที่ตนอยู่ในสถานะผู้สังเกตการณ์ ก็ยังมั่นใจในระบบที่วางไว้ เพราะระบบเซ็นเซอร์และการจัดการน้ำทำงานตามแผนที่วางไว้อย่างแข็งแกร่ง ไม่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล พร้อมชื่นชมทีมสำนักการระบายน้ำที่ร่วมกันทำงานอย่างเต็มที่เพื่อลดผลกระทบแก่พี่น้องประชาชน

สุดท้ายนี้ ในเรื่องของความขัดแย้งทางการเมือง นายชัชชาติได้ฝากข้อคิดไว้ว่า ไม่ควรมีการโจมตีกันด้วยความขัดแย้ง แต่ควรหันมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงนโยบายเพื่อประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ จะดีกว่า เพราะนี่คือหัวใจสำคัญของการทำงานเพื่อเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน คุณคิดเห็นอย่างไรกับการเดินหน้าแก้ปัญหาของท่านผู้ว่าฯ ในพื้นที่ลาดกระบัง? อย่าลืมติดตามนโยบายและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ไปด้วยกันครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” หาเสียงลาดกระบัง เล็งแก้น้ำท่วมต่อ หากได้ผู้ว่าฯ อีกสมัย เจออดีต สส.อิ่ม ควงน้องสาวหนุน

แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ประชาธิปัตย์ ย้ำ ปัญหาขยะต้องทำระบบปิด

แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ประชาธิปัตย์ ย้ำ ปัญหาขยะต้องทำระบบปิด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นร้อนที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการกรุงเทพมหานครมาฝากกันครับ โดยเฉพาะเรื่องปัญหาขยะที่เราพบเจออยู่ทุกวัน ล่าสุด นายอนุชา บูรพชัยศรี แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะอ่อนนุชพร้อมย้ำว่า แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ประชาธิปัตย์ ย้ำ ปัญหาขยะต้องทำระบบปิด คิดเพื่ออนาคต อย่างจริงจัง เพื่อให้คนกรุงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่การไปเยี่ยมชมเฉยๆ นะครับ แต่เป็นการไปดูหน้างานจริงว่าปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นและระบบจัดการขยะมีช่องโหว่ตรงไหนบ้าง ซึ่งนายอนุชาได้ชี้ให้เห็นว่า หัวใจหลักคือการปรับเปลี่ยนรถขนขยะให้เป็นระบบปิดสนิท รวมถึงโรงกำจัดขยะเองก็ต้องยกระดับเทคโนโลยีให้สามารถควบคุมมลภาวะได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล

มุมมองการจัดการขยะระยะยาวสำหรับคนกรุง

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะในแต่ละวันกรุงเทพฯ มีขยะมหาศาลกว่าหมื่นตัน หากเราไม่วางแผนให้ดี ปัญหาเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งแนวคิดที่ว่า แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ประชาธิปัตย์ ย้ำ ปัญหาขยะต้องทำระบบปิด คิดเพื่ออนาคต นั้น ถือเป็นการมองไกลเกินกว่าวาระ 4 ปีของผู้ว่าฯ ไปไกลถึง 8-12 ปี เพื่อให้การจัดการขยะมีความยั่งยืนมากที่สุด

แผนการดำเนินงานที่ทางพรรคประชาธิปัตย์นำเสนอ มีจุดเน้นที่น่าสนใจดังนี้:

  • เร่งปรับเปลี่ยนรถขนขยะเอกชนให้เป็นระบบปิดป้องกันกลิ่นรั่วไหล
  • ติดตั้งเครื่องตรวจวัดมลภาวะทางวิทยาศาสตร์ที่โรงกำจัดขยะ
  • วางโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวเพื่อเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานไฟฟ้า
  • จัดหางบประมาณที่คุ้มค่าและโปร่งใสที่สุดเพื่อประโยชน์ของประชาชน

หลายคนอาจสงสัยว่าการทำระบบปิดจะสำเร็จได้อย่างไร? นายอนุชาเน้นย้ำว่า แม้เรื่องพลังงานไฟฟ้าอาจจะต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่าน แต่เรื่องการบริหารจัดการระบบปิดต้องเริ่มทำทันที การแก้ปัญหาแบบขายผ้าเอาหน้ารอดไม่ใช่วิธีที่พรรคนี้เลือก แต่เป็นการมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเพื่อให้ชาวกรุงเทพฯ อยู่ร่วมกับโรงกำจัดขยะได้อย่างสบายใจ

สรุปแล้ว หากถามว่าทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับประเด็นที่ว่า แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ประชาธิปัตย์ ย้ำ ปัญหาขยะต้องทำระบบปิด คิดเพื่ออนาคต นั่นก็เพราะว่าการแก้ปัญหาขยะไม่ใช่เรื่องของการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพวกเราทุกคน การมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและกล้าตัดสินใจในเรื่องระบบจัดการขยะจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้กรุงเทพฯ ก้าวไปข้างหน้าอย่างน่าอยู่ขึ้น เพื่อนๆ ล่ะครับ มีความเห็นอย่างไรบ้างเกี่ยวกับแนวคิดนี้? ลองมาแชร์มุมมองกันได้เลยครับ

ที่มา – แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ประชาธิปัตย์ ย้ำ ปัญหาขยะต้องทำระบบปิด คิดเพื่ออนาคต

Scroll to top