สอบท้องถิ่น 2568

เจาะลึก ทุจริตสอบท้องถิ่น ข้าราชการ สถ. เอี่ยว 5 ราย

ทุจริตสอบท้องถิ่น ข้าราชการสถ. เอี่ยว 5 ราย สุ่มกระดาษคำตอบ 79 ราย เจอไม่ตรง 48 ราย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อมีการแฉพฤติการณ์ ทุจริตสอบท้องถิ่น ข้าราชการสถ. เอี่ยว 5 ราย สุ่มกระดาษคำตอบ 79 ราย เจอไม่ตรง 48 ราย ซึ่งถือเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาแถลงการณ์ด้วยตนเองหลังจากสั่งให้มีการตรวจสอบภายใน 7 วันที่ผ่านมา

สรุปเหตุการณ์ ทุจริตสอบท้องถิ่น ข้าราชการสถ. เอี่ยว 5 ราย สุ่มกระดาษคำตอบ 79 ราย เจอไม่ตรง 48 ราย

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบความผิดปกติมากมายในกระบวนการประมวลผลคะแนน โดยมีข้อสรุปที่น่าตกใจดังนี้:

  • มีการสุ่มตรวจกระดาษคำตอบจำนวน 79 ราย พบว่าคะแนนไม่ตรงกับไฟล์ประมวลผลสูงถึง 48 ราย
  • มีการแก้ไขคะแนนทั้งภาค ก. และภาค ข. เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติเพื่อให้ผ่านเกณฑ์
  • ข้าราชการสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จำนวน 5 ราย มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมีนัยยะสำคัญ
  • มีการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้รับจ้าง และบริษัทเอกชนภายนอกในการแก้ไขข้อมูลคะแนน

สถานการณ์ ทุจริตสอบท้องถิ่น ข้าราชการสถ. เอี่ยว 5 ราย สุ่มกระดาษคำตอบ 79 ราย เจอไม่ตรง 48 ราย ไม่ใช่แค่เรื่องของความผิดวินัยข้าราชการเท่านั้น แต่อาจขยายผลไปสู่คดีอาญาด้วย โดยทางกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าจะไม่มีการปกป้องผู้กระทำความผิดอย่างแน่นอน แม้ขณะนี้จะยังอยู่ในขั้นตอนการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงก็ตาม

สิ่งสำคัญที่ประชาชนคนรุ่นใหม่ที่มุ่งหวังจะเข้าสู่ระบบราชการต้องการในขณะนี้ คือความโปร่งใสและตรวจสอบได้ การสอบแต่ละครั้งควรมีมาตรฐานระดับสากล ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดการล็อกผลหรือการแก้ไขคะแนนผ่านช่องโหว่ของผู้รับจ้างและเจ้าหน้าที่ที่ไม่ซื่อสัตย์ การทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาของกระทรวงมหาดไทยในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการกวาดล้างการคอร์รัปชันในระบบการสอบราชการให้หมดสิ้นไป

เราในฐานะประชาชนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา และหวังว่าบทสรุปของคดีนี้จะนำไปสู่การปฏิรูปกระบวนการสอบครั้งต่อๆ ไป ให้มีความเป็นธรรมกับผู้เข้าสอบทุกคนที่ตั้งใจอ่านหนังสือและสอบด้วยความสามารถที่แท้จริง เพราะความสุจริตคือหัวใจสำคัญของการทำงานรับใช้ประชาชน

ที่มา – ทุจริตสอบท้องถิ่น ข้าราชการสถ. เอี่ยว 5 ราย สุ่มกระดาษคำตอบ 79 ราย เจอไม่ตรง 48 ราย

ลิซ่า ภคมน จี้ กมธ. พัฒนาการเมืองฯ ทลายขบวนการโกงสอบท้องถิ่น

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวร้อนแรงในแวดวงราชการไทย เมื่อ ลิซ่า ภคมน หนุนอนันต์ ประธาน กมธ. การพัฒนาการเมืองฯ ได้เข้ามารับไม้ต่อจาก ‘ทนายอั๋น’ เพื่อจัดการกับปัญหาใหญ่ที่กัดกินระบบราชการมานาน นั่นคือ ลิซ่า ภคมน จี้ กมธ. พัฒนาการเมืองฯ ทลายขบวนการโกงสอบท้องถิ่น ที่สร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาลกว่า 4,500 ล้านบาท

ลิซ่า ภคมน จี้ กมธ. พัฒนาการเมืองฯ ทลายขบวนการโกงสอบท้องถิ่น

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อทนายอั๋นนำหนังสือร้องเรียนมายื่นต่อกรรมาธิการ โดยชี้ให้เห็นว่าแม้ทาง ป.ป.ช. และตำรวจจะเริ่มขยับบ้างแล้ว แต่ดูเหมือนว่า ‘ตัวการใหญ่’ ยังคงลอยนวล ทิ้งให้ผู้สอบที่บริสุทธิ์นับพันคนต้องเดือดร้อน นี่คือประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เพราะความยุติธรรมในการร่วมงานราชการควรเป็นพื้นฐานที่ทุกคนได้รับอย่างเท่าเทียม

เจาะลึกปมทุจริตและการเรียกร้องความยุติธรรม

น.ส.ภคมน ไม่รอช้าที่จะรวบรวมหลักฐานและเตรียมเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง โดยเธอให้ความเห็นว่าการมีหน่วยงานทำงานแยกส่วนกันแบบนี้ ถือเป็นช่องโหว่สำคัญ การที่ ลิซ่า ภคมน จี้ กมธ. พัฒนาการเมืองฯ ทลายขบวนการโกงสอบท้องถิ่น ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน

  • ตรวจสอบความเสียหายย้อนหลังตั้งแต่ปี 2566-2567
  • ผลักดันการยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 8/2560
  • เพิ่มบทบาทผู้สังเกตการณ์ภายนอกเพื่อความโปร่งใส

นอกจากนี้ ลิซ่า ภคมน ยังนำเสนอทางออกเชิงโครงสร้างว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องคืนอำนาจให้กับท้องถิ่นจัดสอบกันเอง โดยเน้นการวางระบบตรวจสอบที่รัดกุมแทนการรวมศูนย์อำนาจที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ช่วยป้องกันการทุจริตอย่างที่หลายคนคาดหวัง ในทางกลับกัน การรวมศูนย์อาจกลายเป็นช่องทางให้เกิดการโกงแบบกระจุกตัวได้ง่ายขึ้นด้วยซ้ำ

ในมุมมองของผม กรณีนี้ไม่เพียงแค่เรื่องของการทุจริตในการสอบ แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในระบบราชการไทย หากเราไม่สามารถจัดการกับขบวนการเหล่านี้ให้ถึงต้นตอได้ ฝันของคนรุ่นใหม่ที่อยากรับราชการด้วยความสุจริตคงจะเลือนลางลงเรื่อยๆ เราต้องส่งกำลังใจให้การทำงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ เดินหน้าทลายขบวนการนี้ให้สิ้นซาก เพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหายทุกคนครับ

ที่มา – “ลิซ่า ภคมน” รับลูก “ทนายอั๋น” จี้ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ทลายขบวนการโกงสอบท้องถิ่น

“กฤต” เปิดหน้า รับเป็นคนในคลิปเสียงตบทรัพย์โกงสอบ ขอโทษ “ทรงศักดิ์” ทำเสื่อมเสีย

“กฤต” เปิดหน้า รับเป็นคนในคลิปเสียงตบทรัพย์โกงสอบ ขอโทษ “ทรงศักดิ์” ทำเสื่อมเสีย

เหตุการณ์ร้อนแรงทางการเมืองที่ทุกคนกำลังจับตามอง เมื่อนายพงศกร เสาร์ทน หรือ “กฤต” ได้ออกมาปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนที่ สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อยืนยันว่าเขาคือบุคคลที่มีเสียงปรากฏอยู่ในคลิปที่เกี่ยวข้องกับการตบทรัพย์และทุจริตการสอบข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความเสื่อมเสียให้แก่ผู้มีชื่อเสียงหลายคน

“กฤต” เปิดหน้า รับเป็นคนในคลิปเสียงตบทรัพย์โกงสอบ ขอโทษ “ทรงศักดิ์” ทำเสื่อมเสีย ในครั้งนี้ นายกฤตได้แสดงความบริสุทธิ์ใจและยืนยันว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตสอบที่กำลังเป็นประเด็นทางสังคม โดยการเดินทางมาเข้าพบพนักงานสอบสวนด้วยตนเองเพื่อแสดงเจตนาว่าไม่คิดที่จะหลบหนี และพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายอย่างเต็มที่

การชี้แจงจากปากนายกฤตต่อความสัมพันธ์ในคลิปเสียง

นายกฤตได้กล่าวขอโทษ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ที่ถูกพาดพิงถึงในคลิปเสียงดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยเขายืนยันว่าไม่เคยมีความสนิทสนมหรือติดต่อเป็นการส่วนตัวกับรองนายกรัฐมนตรี และรู้สึกเสียใจที่เหตุการณ์นี้ทำให้บุคคลสำคัญต้องได้รับผลกระทบ โดยเขาระบุว่ารายละเอียดส่วนใหญ่ของบทสนทนาอยู่ในสำนวนคดีและไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้

  • ยอมรับว่าเป็นเสียงในคลิปจริง เพื่อแสดงความจริงใจต่อคดี
  • เตรียมดำเนินคดีกับผู้ที่นำบทสนทนาส่วนตัวไปเผยแพร่จนเกิดความเสียหาย
  • ยืนยันความพร้อมในการให้ข้อมูลต่อ ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ชี้แจงว่า “ความจริงมีหนึ่งเดียว” และสังคมจะได้เห็นข้อเท็จจริงในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่อง “คุณส้ม” ซึ่งเป็นคู่สนทนาในคลิป โดยนายกฤตระบุว่ารู้จักผ่านการแนะนำของผู้อื่นเพียงครั้งเดียว ไม่ได้มีความลึกซึ้งส่วนตัว แม้ในคลิปจะดูมีการพูดคุยกันอย่างสนิทสนม แต่เขาก็อธิบายว่าเป็นเพราะตนเองเป็นคนอัธยาศัยดี พูดคุยให้เป็นกันเองกับทุกคนได้ง่าย

ความเคลื่อนไหวทางคดีและบทเรียนของผู้เสียหาย

ในขณะที่คดียังคงดำเนินต่อไป ทางด้านทนายอั๋น บุรีรัมย์ พยานและผู้รับมอบอำนาจจากผู้เกี่ยวข้องก็ได้ออกมาแฉเพิ่มเติมว่า มีผู้เสียหายจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อของการจ่ายเงินเพื่อแลกกับการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งมีหลักฐานเป็นแชตการโอนเงินชัดเจน ซึ่งเราต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และความจริงของ “กฤต” เปิดหน้า รับเป็นคนในคลิปเสียงตบทรัพย์โกงสอบ ขอโทษ “ทรงศักดิ์” ทำเสื่อมเสีย จะส่งผลต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างไรบ้าง

ในทัศนะของผม การออกมาแสดงตัวของนายกฤตในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้สังคมเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าใครคือผู้กระทำที่แท้จริง และใครที่ถูกนำชื่อไปแอบอ้างเพื่อสร้างผลประโยชน์ส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรเฝ้าติดตามผลการสอบสวนของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย และเพื่อให้ขบวนการทุจริตในระบบราชการถูกกำจัดให้สิ้นซาก

ที่มา – “กฤต” เปิดหน้า รับเป็นคนในคลิปเสียงตบทรัพย์โกงสอบ ขอโทษ “ทรงศักดิ์” ทำเสื่อมเสีย

“ทรงศักดิ์” ส่งทนายแจ้งความเอาผิด “ส้ม-กิจ-บังแจ็ค” ปมคลิปเสียงโยงโกงสอบท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองล่าสุด เมื่อนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจมอบอำนาจให้ทนายความเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่คลิปเสียง ซึ่งมีการพาดพิงถึงกรณี“ทรงศักดิ์” ส่งทนายแจ้งความเอาผิด “ส้ม-กิจ-บังแจ็ค” ปมคลิปเสียงโยงโกงสอบท้องถิ่น โดยอ้างว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องเท็จและทำลายชื่อเสียง

“ทรงศักดิ์” ส่งทนายแจ้งความเอาผิด “ส้ม-กิจ-บังแจ็ค” ปมคลิปเสียงโยงโกงสอบท้องถิ่น

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีการปล่อยคลิปเสียงทางโลกออนไลน์ โดยมีบุคคลที่ถูกระบุชื่อว่า “ส้ม-กิจ” และ “บังแจ็ค” เป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลในทำนองว่ามีการทุจริตในการจัดสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมีการอ้างชื่อรองนายกรัฐมนตรีเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ทั้งที่ในข้อเท็จจริงกระบวนการจัดสอบทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใส

เบื้องลึกความขัดแย้ง: ทำไมถึงมีการพาดพิง?

ทนายความของนายทรงศักดิ์ย้ำชัดว่า กระบวนการที่นำมากล่าวอ้างนั้นไม่มีมูลความจริง โดยเฉพาะข้อหาเรียกรับเงินโควตาผู้สอบจำนวนหลายพันอัตรา พร้อมระบุว่า“ทรงศักดิ์” ส่งทนายแจ้งความเอาผิด “ส้ม-กิจ-บังแจ็ค” ปมคลิปเสียงโยงโกงสอบท้องถิ่น เพราะเป็นการจงใจดิสเครดิตทางการเมือง เนื่องจากกลุ่มบุคคลดังกล่าวอาจเสียผลประโยชน์จากการประมูลโครงการจัดสอบ

  • การแจ้งความ: ดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
  • กลุ่มเป้าหมาย: น.ส.กานดาภร (ส้ม), นายพงศกรณ์ (กิจ) และผู้เผยแพร่คลิป
  • เป้าหมายของคดี: ต้องการใช้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ความจริงว่าเหตุใดจึงมีการกุเรื่องขึ้นมา

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์ นี่คือบทเรียนสำคัญของยุคโซเชียลมีเดียที่การสร้างข้อมูลเท็จสามารถทำลายชื่อเสียงของบุคคลสาธารณะได้ภายในพริบตา การที่ผู้ถูกกล่าวหาออกมาปกป้องสิทธิ์ผ่านช่องทางกระบวนการยุติธรรมจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรสนับสนุน เพื่อไม่ให้สังคมหลงเชื่อข่าวลือที่ขาดพยานหลักฐาน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเราคงต้องรอฟังบทสรุปจากพนักงานสอบสวนว่า คลิปเสียงดังกล่าวมีความเป็นมาอย่างไร และมีใครต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดขึ้นบ้าง หากคุณมีข้อคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้ สามารถร่วมแบ่งปันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ครับ

ที่มา – “ทรงศักดิ์” ส่งทนายแจ้งความเอาผิด “ส้ม-กิจ-บังแจ็ค” ปมคลิปเสียงโยงโกงสอบท้องถิ่น

สะเทือน! ประชาชนแห่แจ้งเบาะแส ร้องเรียนทุจริตสอบท้องถิ่นนับร้อย

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังจับตามองประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ กรณีการตรวจสอบความโปร่งใสในโครงการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกของคนไทยเป็นอย่างมาก เพราะนี่คือโอกาสสำคัญของอนาคตคนทำงาน หลายคนตั้งตารอสอบสนามนี้เพื่อความมั่นคงในชีวิต ล่าสุดกลายเป็นประเด็น สะเทือน! ประชาชนแห่แจ้งเบาะแส ร้องเรียนทุจริตสอบท้องถิ่นนับร้อย ภายหลังจากรัฐบาลประกาศเปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแสอย่างจริงจัง

สะเทือน! ประชาชนแห่แจ้งเบาะแส ร้องเรียนทุจริตสอบท้องถิ่นนับร้อย

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่งให้เปิดช่องทางอำนวยความสะดวกในการรับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนที่พบเห็นความไม่ชอบมาพากลในการสอบแข่งขันบรรจุบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ผ่านศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เพื่อมุ่งเน้นการแก้ปัญหาคอร์รัปชันให้หมดไปจากระบบราชการไทย

ช่องทางและมาตรการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูล

จากการรายงานล่าสุด มีประชาชนให้ความสนใจและรวบรวมหลักฐานส่งเรื่องร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • ยอดเรื่องร้องเรียนพุ่งสูงกว่า 100 เรื่องภายในครึ่งวัน
  • เน้นการส่งข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น สายด่วน 1111 และเว็บไซต์ www.1111.go.th
  • เน้นย้ำความปลอดภัยสูงสุด: ข้อมูลทั้งหมดที่ประชาชนแจ้งเข้ามาจะถูกจัดเก็บเป็น ชั้นความลับ เพื่อคุ้มครองผู้ให้เบาะแส

การที่ สะเทือน! ประชาชนแห่แจ้งเบาะแส ร้องเรียนทุจริตสอบท้องถิ่นนับร้อย ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยตื่นตัวอย่างมากต่อกระบวนการยุติธรรม และต้องการเห็นความโปร่งใสในการสอบแข่งขันที่เท่าเทียม ไม่มีการใช้เส้นสายหรือซื้อขายตำแหน่งเกิดขึ้น การจัดเก็บข้อมูลเป็นความลับถือเป็นมาตรการที่ดีที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนกล้าออกมาเปิดเผยความจริงมากขึ้น

บทเรียนในครั้งนี้คือสัญญาณเตือนไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องว่า ยุคสมัยที่ประชาชนไม่กล้าเรียกร้องสิทธิได้จบลงแล้ว หากมีการทุจริตการสอบจริง รัฐบาลต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างถึงที่สุดและลงโทษผู้กระทำผิดโดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อรักษามาตรฐานและความเชื่อมั่นในระบบการคัดเลือกข้าราชการไทยให้กลับมามีประสิทธิภาพอีกครั้ง หวังว่าการสืบสวนครั้งนี้จะนำไปสู่ความยุติธรรมสำหรับผู้สมัครสอบทุกคนที่ใช้ความสามารถและความพยายามอย่างสุจริต

ที่มา – สะเทือน! ประชาชนแห่แจ้งเบาะแส ร้องเรียนทุจริตสอบท้องถิ่นนับร้อย ย้ำข้อมูลจัดเป็นชั้นความลับ

ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์และแวดวงราชการไทย เมื่อมีข่าว ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบท้องถิ่น หลังจากที่มีการเผยแพร่คลิปเสียงปริศนาที่พาดพิงถึงภรรยาของปลัดกระทรวงมหาดไทย เชื่อมโยงไปถึงขบวนการทุจริตการสอบเข้ารับราชการที่มีมูลค่ามหาศาลกว่า 4.5 พันล้านบาท

เบื้องลึกการเดินหน้าฟ้องร้อง: ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อแอดมินเพจดัง CSI LA ได้นำคลิปเสียงความยาวกว่า 5 นาทีออกมาโพสต์แฉ พร้อมระบุข้อความที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับบุคคลที่ถูกกล่าวอ้าง งานนี้ทางสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงไม่นิ่งเฉย โดยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นิติกรเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ทำไมเรื่องนี้ถึงบานปลาย?

การที่ ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบ ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการแก้ต่าง แต่เป็นการปกป้องชื่อเสียงขององค์กรและตัวบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากข้อมูลที่แพร่กระจายโดยไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ซึ่งทางตัวแทนทางกฎหมายของกระทรวงฯ ยืนยันว่าเนื้อหาเหล่านั้นคือการใส่ความต่อบุคคลที่สาม ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง และถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

  • ผลกระทบต่อภาพลักษณ์: การแชร์ข้อมูลเท็จสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ประชาชนทั่วไป
  • การดำเนินคดี: เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับคำร้องทุกข์และเตรียมเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวน
  • เจตนาการโพสต์: ทางกระทรวงฯ มองว่าไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้คดีอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานจากทางกองบังคับการปราบปราม ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการพิสูจน์ความจริงว่าคลิปเสียงที่ถูกปล่อยออกมานั้นเป็นเรื่องจริงหรือการกลั่นแกล้งกันแน่ ประชาชนที่ติดตามข่าวสารควรใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูล เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนที่ต้องการสร้างความวุ่นวาย

ในมุมมองของเรา เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เรื่องการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย การเปิดโปงทุจริตเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องตั้งอยู่บนความถูกต้องและหลักฐานที่ชัดเจน ไม่ใช่การนำชื่อคนอื่นไปแปดเปื้อนโดยไม่มีที่มาที่ไป หากคุณพบเห็นข้อมูลที่หมิ่นเหม่ ควรตรวจสอบจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ก่อนแชร์ต่อ เพื่อสังคมออนไลน์ที่สร้างสรรค์ขึ้น

ที่มา – ปลัดมหาดไทย แจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียง พาดพิงภรรยาโยงโกงสอบท้องถิ่น

นายกฯ ตรวจกลางดึก ที่ สถ. สถานที่เก็บไฟล์ผลสอบท้องถิ่น

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวฮือฮาเมื่อช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เล่นใหญ่บุกตรวจงานกะทันหันกลางดึก! โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการไปลงพื้นที่นายกฯ ตรวจกลางดึก ที่ สถ. สถานที่เก็บไฟล์ผลสอบท้องถิ่น กำชับห้ามเกิดเหตุไฟไหม้เด็ดขาด เพื่อให้มั่นใจว่าความโปร่งใสของข้อมูลการสอบจะเป็นไปอย่างดีที่สุดครับ

เกาะติดเหตุการณ์ นายกฯ ตรวจกลางดึก ที่ สถ. สถานที่เก็บไฟล์ผลสอบท้องถิ่น กำชับห้ามเกิดเหตุไฟไหม้เด็ดขาด

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23.20 น. ของวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ท่ามกลางความสนใจของประชาชนที่รอผลการสอบกันอย่างใจจดใจจ่อ ท่านนายกฯ ได้กำชับปลัดกระทรวงมหาดไทยอย่างหนักแน่นว่าเรื่องความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ต้องไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างไฟไหม้เด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลสำคัญเสียหายหรือเกิดข้อครหาใดๆ ทั้งสิ้น

มาตรการคุมเข้มความปลอดภัยระดับสูงสุด

นอกจากตัวอาคารกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแล้ว ท่านนายกฯ ยังเช็กมาตรการของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีการจัดรถน้ำดับเพลิงแสตนด์บายรอไว้ทันที นี่ถือเป็นการแสดงความตั้งใจจริงที่ต้องการให้เกิดความสบายใจแก่สาธารณชนว่าทุกขั้นตอนมีความรัดกุม

  • การดูแลรักษาความปลอดภัยพื้นที่จัดเก็บไฟล์ข้อมูลสำคัญ
  • การประสานงานกับ ปภ. เพื่อเตรียมความพร้อมในภาวะวิกฤต
  • การเน้นย้ำถึงความโปร่งใสในกระบวนการสอบท้องถิ่น

หลายคนมองว่าการที่ นายกฯ ตรวจกลางดึก ที่ สถ. สถานที่เก็บไฟล์ผลสอบท้องถิ่น กำชับห้ามเกิดเหตุไฟไหม้เด็ดขาด แบบนี้ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความใส่ใจในผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนที่มาสอบ เพราะแต่ละคนต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจอ่านหนังสือกันมาอย่างหนัก การรักษาสิทธิ์ของทุกคนจึงเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดครับ

ในมุมมองของผม การที่ผู้นำลงมาตรวจสอบหน้างานด้วยตัวเองแบบนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้ระบบราชการได้ดีมากครับ อย่างไรก็ตาม เราต้องคอยติดตามผลการสอบกันต่อไปอย่างใกล้ชิด ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เข้าสอบให้ได้รับความยุติธรรมมากที่สุดครับ!

ที่มา – นายกฯ ตรวจกลางดึก ที่ สถ. สถานที่เก็บไฟล์ผลสอบท้องถิ่น กำชับห้ามเกิดเหตุไฟไหม้เด็ดขาด

เจาะลึกเบื้องหลังคดีเหยื่อร้องเอาผิด ปลัดภูเก็ต

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสสังคมอยู่ในขณะนี้ เกี่ยวกับกรณีที่มีผู้เสียหายรวมตัวกันเข้าร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินคดีกับอดีตนายอำเภอและปลัดจังหวัดคนปัจจุบัน ซึ่งประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมากที่สุดคือเรื่อง เบื้องหลังคดีเหยื่อร้องเอาผิด “ปลัดภูเก็ต” อ้างจ่ายคนละ 3 แสน แต่ผลสอบไม่ผ่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการสอบบรรจุเข้ารับราชการเป็นอย่างมาก

เบื้องหลังคดีเหยื่อร้องเอาผิด “ปลัดภูเก็ต” อ้างจ่ายคนละ 3 แสน แต่ผลสอบไม่ผ่าน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการเข้าจับกุมตัว นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดภูเก็ต โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. ได้ดำเนินการตามหมายจับของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ข้อหาเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบและปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

สรุปจุดเริ่มต้นของคดีและการจ่ายเงิน

จากคำให้การของผู้เสียหาย พบว่ากลุ่มผู้เข้าสอบจำนวน 3 คน ได้รู้จักกับผู้ต้องหาตั้งแต่ปี 2563 สมัยที่ยังดำรงตำแหน่งนายอำเภอในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โดยมีการตกลงจ่ายเงินรายละ 3 แสนบาท รวมเป็นเงิน 9 แสนบาท เพื่อแลกกับการการันตีว่าจะสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นได้สำเร็จ ทั้งนี้ เบื้องหลังคดีเหยื่อร้องเอาผิด “ปลัดภูเก็ต” อ้างจ่ายคนละ 3 แสน แต่ผลสอบไม่ผ่าน ยังเผยให้เห็นกลไกการส่งมอบเงินที่ทำกันอย่างเป็นระบบผ่านคนใกล้ชิดในพื้นที่

  • ผู้กล่าวหาประกอบด้วยผู้เสียหาย 3 ราย
  • มีการโอนเงินสดใส่ถุงกระดาษเพื่อหลีกเลี่ยงร่องรอยทางการเงิน
  • ผู้ต้องหาอ้างชื่อผู้ใหญ่ในกรมฯ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

หลังจากการประกาศผลสอบพบว่าผู้เสียหายไม่ผ่านการคัดเลือก แม้จะมีการทวงถามและได้รับคำสัญญาว่าจะคืนเงินให้ แต่ผู้เสียหายเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจเนื่องจากพฤติการณ์ดังกล่าวมีความไม่โปร่งใสและเกรงว่าจะไปหลอกลวงผู้อื่นต่อ จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีในที่สุด

เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์ที่ชัดเจนว่า การพยายามใช้ทางลัดหรือเส้นสายในการเข้าสู่ระบบราชการไม่ใช่เรื่องดี และมักจะจบลงด้วยความสูญเสีย ทั้งเงินทองและอนาคตที่ควรจะได้มาจากการใช้ความสามารถตัวเองอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม การสอบราชการควรยึดหลักความโปร่งใสเป็นสำคัญ หากใครพบเห็นพฤติกรรมส่อทุจริตแบบนี้ ควรรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดการเอาเปรียบสังคมเช่นนี้อีกครับ

ที่มา – เบื้องหลังคดีเหยื่อร้องเอาผิด “ปลัดภูเก็ต” อ้างจ่ายคนละ 3 แสน แต่ผลสอบไม่ผ่าน

รองเต่าบินด่วนลงสงขลา สอบปากคำปลัดจังหวัดภูเก็ต

รองเต่าบินด่วนลงสงขลา สอบปากคำปลัดจังหวัดภูเก็ต

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับกรณีการเข้าจับกุมตัว นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต หลังจากที่กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ได้นำหมายจับเข้าควบคุมตัวถึงบ้านพัก โดยล่าสุด “รองเต่า” บินด่วนลงสงขลา สอบปากคำ “ปลัดจังหวัดภูเก็ต” เผยเจ้าตัวยังไม่ให้ข้อมูล อย่างละเอียด เพื่อหวังคลี่คลายคดีสำคัญนี้ให้กระจ่าง

สรุปเหตุการณ์ รองเต่าบินด่วนลงสงขลา สอบปากคำปลัดจังหวัดภูเก็ต

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวปลัดจังหวัดภูเก็ตจากพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อส่งไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ในจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดเหตุคดีทุจริต โดยในช่วงเช้าของวันที่ 27 มิถุนายน 2569 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือที่รู้จักกันในนาม “รองเต่า” ได้เดินทางไปสอบปากคำผู้ต้องหาด้วยตัวเอง

  • การสอบสวนเน้นไปที่ความเชื่อมโยงของคดี
  • รองเต่าเผยว่าผู้ต้องหายังไม่ให้ข้อมูลใดๆ ในเบื้องต้น
  • เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการขยายผล

จากการลงพื้นที่ของรองเต่าในครั้งนี้ ทำให้เห็นว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งเดินหน้าหาความจริง โดยรองเต่าได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ในการนำตัวมาซักถามเป็นการสอบถามประเด็นเล็กน้อย แต่ทางด้านปลัดจังหวัดภูเก็ตยังคงปิดปากเงียบและไม่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากนัก ทำให้ตำรวจต้องเน้นรวบรวมพยานหลักฐานจากแหล่งอื่นเพื่อประกอบสำนวนคดีให้แน่นหนาที่สุด

แม้ว่าการติดตามข่าว “รองเต่า” บินด่วนลงสงขลา สอบปากคำ “ปลัดจังหวัดภูเก็ต” เผยเจ้าตัวยังไม่ให้ข้อมูล จะสร้างความสงสัยให้กับประชาชนว่าคดีนี้เกี่ยวพันกับปมโกงข้อสอบหรือคดีค้างเก่าหรือไม่ แต่รองเต่าก็ได้ย้ำว่ายังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ในขณะนี้ ขอเวลาให้ทีมงานทำงานและจะมีการแถลงข่าวให้ชัดเจนในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

ในส่วนของความคืบหน้าทางคดี เราต้องเฝ้าติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่า การรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมของทางเจ้าหน้าที่จะนำไปสู่การขยายผลสาวถึงตัวการใหญ่หรือผู้เกี่ยวข้องคนอื่นๆ ได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญของ บก.ปปป. ในการดำเนินคดีกับข้าราชการที่กระทำผิดตามกระบวนการยุติธรรมครับ

ที่มา – “รองเต่า” บินด่วนลงสงขลา สอบปากคำ “ปลัดจังหวัดภูเก็ต” เผยเจ้าตัวยังไม่ให้ข้อมูล

Scroll to top