เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสสังคมอยู่ในขณะนี้ เกี่ยวกับกรณีที่มีผู้เสียหายรวมตัวกันเข้าร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินคดีกับอดีตนายอำเภอและปลัดจังหวัดคนปัจจุบัน ซึ่งประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมากที่สุดคือเรื่อง เบื้องหลังคดีเหยื่อร้องเอาผิด “ปลัดภูเก็ต” อ้างจ่ายคนละ 3 แสน แต่ผลสอบไม่ผ่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการสอบบรรจุเข้ารับราชการเป็นอย่างมาก
เบื้องหลังคดีเหยื่อร้องเอาผิด “ปลัดภูเก็ต” อ้างจ่ายคนละ 3 แสน แต่ผลสอบไม่ผ่าน
เหตุการณ์เริ่มต้นจากการเข้าจับกุมตัว นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดภูเก็ต โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. ได้ดำเนินการตามหมายจับของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ข้อหาเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบและปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
สรุปจุดเริ่มต้นของคดีและการจ่ายเงิน
จากคำให้การของผู้เสียหาย พบว่ากลุ่มผู้เข้าสอบจำนวน 3 คน ได้รู้จักกับผู้ต้องหาตั้งแต่ปี 2563 สมัยที่ยังดำรงตำแหน่งนายอำเภอในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โดยมีการตกลงจ่ายเงินรายละ 3 แสนบาท รวมเป็นเงิน 9 แสนบาท เพื่อแลกกับการการันตีว่าจะสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นได้สำเร็จ ทั้งนี้ เบื้องหลังคดีเหยื่อร้องเอาผิด “ปลัดภูเก็ต” อ้างจ่ายคนละ 3 แสน แต่ผลสอบไม่ผ่าน ยังเผยให้เห็นกลไกการส่งมอบเงินที่ทำกันอย่างเป็นระบบผ่านคนใกล้ชิดในพื้นที่
- ผู้กล่าวหาประกอบด้วยผู้เสียหาย 3 ราย
- มีการโอนเงินสดใส่ถุงกระดาษเพื่อหลีกเลี่ยงร่องรอยทางการเงิน
- ผู้ต้องหาอ้างชื่อผู้ใหญ่ในกรมฯ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
หลังจากการประกาศผลสอบพบว่าผู้เสียหายไม่ผ่านการคัดเลือก แม้จะมีการทวงถามและได้รับคำสัญญาว่าจะคืนเงินให้ แต่ผู้เสียหายเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจเนื่องจากพฤติการณ์ดังกล่าวมีความไม่โปร่งใสและเกรงว่าจะไปหลอกลวงผู้อื่นต่อ จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีในที่สุด
เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์ที่ชัดเจนว่า การพยายามใช้ทางลัดหรือเส้นสายในการเข้าสู่ระบบราชการไม่ใช่เรื่องดี และมักจะจบลงด้วยความสูญเสีย ทั้งเงินทองและอนาคตที่ควรจะได้มาจากการใช้ความสามารถตัวเองอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม การสอบราชการควรยึดหลักความโปร่งใสเป็นสำคัญ หากใครพบเห็นพฤติกรรมส่อทุจริตแบบนี้ ควรรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดการเอาเปรียบสังคมเช่นนี้อีกครับ
ที่มา – เบื้องหลังคดีเหยื่อร้องเอาผิด “ปลัดภูเก็ต” อ้างจ่ายคนละ 3 แสน แต่ผลสอบไม่ผ่าน


