สิทธิมนุษยชน

“อนุสรณ์”พรรคประชาชน แสดงจุดยืนคัดค้าน “มิน อ่อง หล่าย” เยือนประเทศไทย

“อนุสรณ์”พรรคประชาชน แสดงจุดยืนคัดค้าน “มิน อ่อง หล่าย” เยือนประเทศไทย อย่างเป็นทางการ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าการเมืองไทย เมื่อนายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยการ“อนุสรณ์”พรรคประชาชน แสดงจุดยืนคัดค้าน “มิน อ่อง หล่าย” เยือนประเทศไทย เพื่อส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลไทยให้ทบทวนท่าทีต่อสถานการณ์ในเมียนมา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งความมั่นคง สิทธิมนุษยชน และคุณภาพชีวิตของคนไทยในพื้นที่ชายแดน

ในมุมมองของพรรคประชาชน การที่ผู้นำเผด็จการเมียนมาเดินทางมาเยือนในครั้งนี้ อาจเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหารที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในระดับนานาชาติ นายอนุสรณ์ย้ำชัดว่า ประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ควรให้ความสำคัญกับหลักการประชาธิปไตยมากกว่าการให้พื้นที่กับผู้ที่ถูกมองว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน

ผลกระทบที่คนไทยต้องเผชิญจากการที่ “อนุสรณ์”พรรคประชาชน แสดงจุดยืนคัดค้าน “มิน อ่อง หล่าย” เยือนประเทศไทย

ปัญหาที่เกิดจากเมียนมาไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว แต่ส่งผลกระทบต่อเราอย่างเห็นได้ชัด ทั้งปัญหามลพิษ PM 2.5 สารพิษในแม่น้ำกก รวมถึงเหตุการณ์ละเมิดอธิปไตยไทยจากการโจมตีกองกำลังชนกลุ่มน้อยจนล้ำเขตแดน ทำให้ประชาชนคนไทยในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส

ข้อเรียกร้องหลักจากพรรคประชาชนประกอบด้วย:

  • ขอให้รัฐสภาไทยประกาศจุดยืนที่ชัดเจนยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนสากล
  • ให้รัฐบาลทบทวนนโยบายต่างประเทศและหยุดการสนับสนุนสร้างความชอบธรรมให้ผู้นำทหาร
  • เสนอตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อสันติภาพและประชาธิปไตยในเมียนมา
  • ต้องมีการกำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาสารพิษข้ามพรมแดนและปัญหาสแกมเมอร์
  • จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการทูตเพื่อเจรจาในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุด การที่“อนุสรณ์”พรรคประชาชน แสดงจุดยืนคัดค้าน “มิน อ่อง หล่าย” เยือนประเทศไทย ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็นการเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐบาลไทยเพื่อให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความมั่นคงของประเทศชาติเหนือผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น เราเชื่อว่าการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่กล้าหาญและยึดมั่นในคุณค่าสากล คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยในเวทีโลกปัจจุบัน

ที่มา – “อนุสรณ์”พรรคประชาชน แสดงจุดยืนคัดค้าน “มิน อ่อง หล่าย” เยือนประเทศไทย

“สีหศักดิ์” ไม่กังวลกัมพูชายื่นยูเอ็นรับรอง MOU 44 และแผนที่ 1:200,000

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามองสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา ล่าสุดนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับกรณีที่กัมพูชาเตรียมยื่นเรื่องต่อสหประชาชาติ (UN) เพื่อให้รับรอง “สีหศักดิ์” ไม่กังวลกัมพูชายื่นยูเอ็นรับรอง MOU 44 และแผนที่ 1:200,000 โดยระบุว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรใหม่และไม่น่ากังวลแต่อย่างใด

“สีหศักดิ์” ไม่กังวลกัมพูชายื่นยูเอ็นรับรอง MOU 44 และแผนที่ 1:200,000

นายสีหศักดิ์ได้ชี้แจงให้เห็นภาพว่า เอกสารและ MOU ต่างๆ นั้นมีการรับรองจากทางยูเอ็นอยู่แล้ว การเคลื่อนไหวของกัมพูชาในครั้งนี้จึงเป็นเพียงสิ่งที่เคยมีอยู่ ไม่ใช่ประเด็นใหม่ที่ไทยจะต้องตื่นตระหนก นอกจากนี้ยังย้ำว่า MOU 2544 ไม่ได้มีแค่เรื่องแผนที่ 1:200,000 เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของสนธิสัญญาและแผนที่ 1:50,000 ที่ไทยถือครองอยู่ ซึ่งเป็นการยืนยันสิทธิของแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน

กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS

นอกจากประเด็นเอกสารแล้ว นายสีหศักดิ์ยังได้อธิบายถึงความคืบหน้ากรณีที่กัมพูชาพยายามดึงไทยเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับตามกติกาของ UNCLOS โดยย้ำว่าไทยพร้อมเดินตามกระบวนการภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่ก็ยังคงตั้งข้อสังเกตว่า “สีหศักดิ์” ไม่กังวลกัมพูชายื่นยูเอ็นรับรอง MOU 44 และแผนที่ 1:200,000 แต่กัมพูชากลับเลือกที่จะปิดประตูการเจรจาทวิภาคี ทั้งที่การพูดคุยแบบทวิภาคีอาจนำไปสู่ทางออกที่ดีกว่าสำหรับปัญหาชายแดนทางบก

สิ่งที่น่าสนใจจากประเด็นนี้มีดังนี้:

  • ความมั่นใจของฝ่ายไทยว่าสามารถดูแลผลประโยชน์ของชาติได้ภายใต้กรอบกติกาโลก
  • ความพยายามของกัมพูชาที่เลือกใช้กลไกประนอมภาคบังคับแทนการเจรจา
  • ความห่วงใยเรื่องความเป็นกลางของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนที่อาจถูกดึงไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ในมุมมองของรัฐบาลไทย การยกเลิก MOU 2544 นั้นทำไปเพื่อให้เกิดการเริ่มต้นเจรจาใหม่ที่ทันสมัยและเป็นธรรมกว่าเดิม หลังจากที่ไม่มีความคืบหน้ามานานกว่า 20 ปี การที่กัมพูชาเมินเฉยต่อการพูดคุยทวิภาคีและมุ่งเน้นแต่การใช้กลไกต่างประเทศเข้ากดดัน จึงอาจเป็นการปิดโอกาสในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางบกด้วยตนเอง

ท้ายที่สุดแล้ว ความละเอียดอ่อนในสถานการณ์นี้ต้องการความรอบคอบและท่าทีที่หนักแน่น ซึ่งประเทศไทยพร้อมที่จะยืนหยัดรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มที่ โดยไม่หวั่นไหวต่อเกมการเมืองระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น หวังว่าในอนาคตจะมีบรรยากาศที่เอื้อต่อการพูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์มากกว่าการเผชิญหน้าบนเวทีโลก

ที่มา – “สีหศักดิ์” ไม่กังวลกัมพูชายื่นยูเอ็นรับรอง MOU 43 – แผนที่ 1:200,000 ชี้ ไม่มีอะไรใหม่

“รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวสารกรณีการยกระดับคุณภาพชีวิตในเรือนจำ ซึ่งล่าสุด “รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง เพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตความแออัดและปัญหาสุขภาพภายในคุก ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของภาคการเมืองในการเข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจังครับ

“รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ได้เปิดเผยผลการประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ ครั้งที่ 6 โดยดึงเอาตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุข สปสช. กรมราชทัณฑ์ และแพทยสภา มาร่วมโต๊ะเจรจา ประเด็นสำคัญคือภาวะ “คุกล้น” ที่ทำให้การเข้าถึงการรักษาพยาบาลเป็นไปอย่างยากลำบาก การที่ “รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง ในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ปรับจูนระบบการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามหลักสากล

มาตรการใหม่และการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย

ในการประชุมมีการชูโครงการ “ราชทัณฑ์ปันสุข” ซึ่งเน้นการคัดกรองโรคตั้งแต่เริ่มเข้าเรือนจำ รวมถึงการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยตรวจคัดกรองวัณโรค เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคติดต่อภายในที่คุมขัง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมครับ เพราะการดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังคือการสะท้อนถึงมาตรฐานความยุติธรรมของสังคมไทยด้วยเช่นกัน

ลุย 3 ประเด็นร้อนเพื่อสังคม

นอกจากเรื่องการรักษาแล้ว ทางคณะอนุ กมธ. ยังเตรียมลุยต่อใน 3 ประเด็นที่สังคมกำลังจับตามอง ดังนี้:

  • ทบทวนบทลงโทษ: พิจารณาความเหมาะสมของโทษประหารชีวิตในคดีอุกฉกรรจ์
  • กวาดล้างผู้มีอิทธิพล: ตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างอาชญากรกับเจ้าหน้าที่รัฐ
  • แก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว: เร่งจัดการต้นตอของอาชญากรรมที่มักเริ่มจากคนในบ้าน

ท้ายที่สุดนี้ ผมมองว่าความพยายามของคณะอนุกรรมาธิการฯ ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ การทำให้เรือนจำเป็นพื้นที่ที่สามารถขัดเกลาและรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม ไม่เพียงแต่จะช่วยลดปัญหาในระยะยาว แต่ยังเป็นการสร้างสังคมที่มีความปลอดภัยและเปี่ยมด้วยมนุษยธรรมมากยิ่งขึ้น เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าข้อสรุปเชิงนโยบายที่จะส่งถึงคณะรัฐมนตรีนั้นจะเปลี่ยนโฉมหน้ากระบวนการยุติธรรมของไทยไปได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง

เจาะลึก คุก VIP แดนสวรรค์แก๊งจีนเทา จ่ายแรกเข้า 3 ล้าน

เจาะลึก คุก VIP แดนสวรรค์แก๊งจีนเทา จ่ายแรกเข้า 3 ล้าน

ข่าวคราวการทุจริตในเรือนจำกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามอง โดยเฉพาะกรณีที่มีการเปิดโปงเรื่อง เจาะลึก คุก VIP แดนสวรรค์แก๊งจีนเทา จ่ายแรกเข้า 3 ล้าน ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งในขณะที่เรือนจำหลายแห่งทั่วประเทศกำลังเผชิญกับภาวะนักโทษล้นคุก แต่สำหรับผู้มีอิทธิพลบางกลุ่ม เงินกลับซื้อความสะดวกสบายได้ทุกอย่างแม้กระทั่งการอยู่ในคุก

เบื้องหลัง คุก VIP แดนสวรรค์แก๊งจีนเทา จ่ายแรกเข้า 3 ล้าน

จากข้อมูลของสหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) พบว่าความแออัดในเรือนจำไทยเกินขีดจำกัดไปมาก แต่กลับมีการดัดแปลงพื้นที่ให้กลายเป็นห้องลับสำหรับผู้ต้องขังชาวจีนกลุ่มทุนสีเทา โดยคุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่ามีการจ่ายเงินค่าแรกเข้าสูงถึง 3 ล้านบาท เพื่อแลกกับอภิสิทธิ์เหนือผู้ต้องขังคนอื่น

นอกจากการมีห้องพักส่วนตัวแล้ว บริการพิเศษยังรวมไปถึง:

  • บริการทางเพศภายในเรือนจำ
  • การอำนวยความสะดวกในด้านอาหารและสิ่งของเครื่องใช้
  • การใช้ช่องทางพิเศษเพื่อติดต่อคนภายนอก

ค่าใช้จ่ายในการใช้บริการเสริมเหล่านี้มีราคาสูงถึงครั้งละ 1–2 แสนบาทต่อครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงเครือข่ายผลประโยชน์มหาศาลที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงเรือนจำที่ควรจะเป็นสถานที่ลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างเท่าเทียมกัน

สถานการณ์ เจาะลึก คุก VIP แดนสวรรค์แก๊งจีนเทา จ่ายแรกเข้า 3 ล้าน นี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการทุจริตเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหารากลึกของระบบอุปถัมภ์ที่ทำให้กฎหมายมีความหมายต่างกันสำหรับคนรวยและคนจน ปัจจุบัน DSI ได้ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว ซึ่งเราต้องติดตามกันต่อไปว่า การขยายผลจะไปถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายทั้งหมดได้หรือไม่ เพราะตราบใดที่เงินยังอยู่เหนือความถูกต้อง ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมย่อมถูกสั่นคลอนอย่างหนัก

หากเราต้องการเห็นสังคมที่โปร่งใส การตรวจสอบต้องเข้มข้นกว่านี้ และผู้ที่ทำผิดต้องได้รับโทษอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้นเรื่องสถานะทางการเงินครับ

ที่มา – เจาะลึก คุก VIP แดนสวรรค์แก๊งจีนเทา จ่ายแรกเข้า 3 ล้าน แลกห้องลับ-บริการพิเศษ

“ศุภชัย” ซัดกลับ “ไอลอว์” คอหอยลูกกระเดือกพรรคประชาชน-คณะก้าวหน้า

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในรัฐสภาทันที เมื่อนายศุภชัย ใจสมุทร ออกมาเปิดศึกโต้กลับกลุ่มไอลอว์อย่างดุเดือด โดยมองว่า“ศุภชัย” ซัดกลับ “ไอลอว์” คอหอยลูกกระเดือกพรรคประชาชน-คณะก้าวหน้า เป็นความพยายามทางการเมืองที่ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคภูมิใจไทย หลังจากที่ผลการเลือก สว. ไม่เป็นไปตามเป้าหมายของฝ่ายตัวเอง

“ศุภชัย” ซัดกลับ “ไอลอว์” คอหอยลูกกระเดือกพรรคประชาชน-คณะก้าวหน้า

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้แถลงข่าวกรณีที่กลุ่มไอลอว์ยื่นเรื่องตรวจสอบนายอนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐมนตรีในสังกัด โดยระบุว่าพฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบระหว่าง ไอลอว์ คณะก้าวหน้า และพรรคประชาชน ที่ร่วมมือกันขับเคลื่อนแคมเปญหาเสียงเลือก สว. มาตั้งแต่ต้นจนถูกมองว่าเป็นกลุ่มเดียวกันเปรียบเสมือนคอหอยลูกกระเดือก เมื่อไม่สามารถผลักดัน สว.สีส้ม ได้สำเร็จ จึงหันมาใช้กระแสวาทกรรม สว.สีน้ำเงิน เพื่อโจมตีทางการเมืองแทน

เปิดเบื้องลึกความขัดแย้งทางการเมืองไทย

การกระทำของกลุ่มดังกล่าวถูกมองว่ามีเจตนาไม่บริสุทธิ์และเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองล้วนๆ โดยนายศุภชัยยังได้ย้ำเตือนอีกว่า การหยิบยกเรื่องการตรวจสอบขึ้นมาในคณะกรรมาธิการสภานั้น ไม่ควรถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามเพียงอย่างเดียว เพราะกรรมาธิการสภาไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง และควรให้เกียรติซึ่งกันและกัน

  • ขอให้หยุดใช้กรรมาธิการเป็นเครื่องมือทางการเมือง
  • เคารพกระบวนการยุติธรรมและ กกต. ที่กำลังตรวจสอบอยู่
  • ปกป้องเกียรติยศและชื่อเสียงจากการถูกใส่ร้าย

นอกจากนี้ นายศุภชัยยังยืนยันว่า หากมีการกล่าวหาที่ทำให้พรรคเสียหาย พรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ไม่ใช่เพื่อปิดปากใคร แต่เพื่อเป็นการปกป้องเกียรติยศของตนเอง การที่ใครก็ตามจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็ได้ แล้วพอถูกฟ้องกลับจะอ้างว่าเป็นการปิดปากนั้นถือเป็นพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้ในสังคมที่ปกครองด้วยกฎหมาย และ“ศุภชัย” ซัดกลับ “ไอลอว์” คอหอยลูกกระเดือกพรรคประชาชน-คณะก้าวหน้า ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับหลายฝ่ายว่า การตรวจสอบต้องทำโดยสุจริตและอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์โกรธแค้นจากการเมือง

ในมุมมองของสถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบัน การใช้กฎหมายตรวจสอบเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้กลายเป็นการสร้างวาทกรรมเพื่อทำลายล้างกัน เพราะท้ายที่สุดแล้วผู้ที่เสียหายมากที่สุดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองไทยโดยรวม

ที่มา – “ศุภชัย” ซัดกลับ “ไอลอว์” คอหอยลูกกระเดือกพรรคประชาชน-คณะก้าวหน้า

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซารอบใหม่ ดับ 12 ศพ รวมครอบครัว 6 ชีวิต

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อรายงานล่าสุดระบุว่า อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซารอบใหม่ ดับ 12 ศพ รวมครอบครัว 6 ชีวิต สร้างความเศร้าสลดให้กับผู้คนทั่วโลกอีกครั้ง โดยเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ท่ามกลางความพยายามในการเจรจาสันติภาพที่ดูเหมือนจะห่างไกลออกไปทุกที

สถานการณ์วิกฤต: อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซารอบใหม่ ดับ 12 ศพ รวมครอบครัว 6 ชีวิต

เหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่ออิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการโจมตีฉนวนกาซาถึง 3 ระลอก โดยเป้าหมายหลักคือย่านอัสซาบรา ในเมืองกาซาซิตี้ ซึ่งส่งผลให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เมื่อครอบครัวของ ฟีรัส อัล-มาสรี ต้องจบชีวิตลงยกครัว ทั้งภรรยาและลูกๆ รวม 6 คน จากเหตุไฟไหม้อพาร์ตเมนต์หลังถูกโจมตีทางอากาศ นอกจากนี้ยังมีการโจมตีในย่านอัสซามาร์และย่านอัซซะฮ์รอ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่ 12 ศพในวันเดียว

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซารอบใหม่ ดับ 12 ศพ รวมครอบครัว 6 ชีวิต

ทางด้านโฆษกสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) ได้ออกมาประณามการยกระดับการโจมตีในครั้งนี้อย่างรุนแรง โดยพบข้อมูลที่น่าตกใจว่าในช่วงระยะเวลาเพียงสัปดาห์เดียว มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตไปแล้วกว่า 57 รายจากการโจมตีอาคารที่พักอาศัยและค่ายผู้พลัดถิ่น ความตายในครั้งนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความเป็นจริงที่น่าหดหู่ว่า แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่ในพื้นที่กาซาก็ยังไม่มีมุมใดที่ปลอดภัยสำหรับพลเรือนเลย

ผลกระทบที่ตามมาจากความขัดแย้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การสูญเสียชีวิต แต่ยังรวมถึง:

  • ความไร้ที่อยู่อาศัยของชาวปาเลสไตน์นับหมื่นคน
  • วิกฤตมนุษยธรรมในพื้นที่ไร้ซึ่งความปลอดภัย
  • ความเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิงที่ถูกละเมิดซ้ำซาก
  • ความสูญเสียทางจิตใจที่ยากจะประเมินค่าของครอบครัวผู้สูญเสีย

ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เราคงได้แต่หวังว่าเสียงจากนานาชาติจะสามารถกดดันให้มีการยุติความรุนแรงเหล่านี้ลงได้ เพราะทุกชีวิตที่ต้องมาจบลงท่ามกลางสงคราม คือการสูญเสียอนาคตและคุณค่าที่ไม่อาจหาอะไรมาทดแทนได้ เราจำเป็นต้องจับตาดูต่อไปว่าสถานการณ์นี้จะคลี่คลายไปในทิศทางใด และโลกจะร่วมมือกันเพื่อปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของเพื่อนมนุษย์ได้อย่างไร

ที่มา – อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซารอบใหม่ ดับ 12 ศพ รวมครอบครัว 6 ชีวิต

พรรคประชาชนจี้รัฐ รักษาสิทธิคนจนระหว่างรออุทธรณ์

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อพรรคประชาชน ส่งจดหมายถึงนายกฯให้รักษาสิทธิคนจนระหว่างรออุทธรณ์ ซัดระบบฐานข้อมูลภาครัฐมีปัญหา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการออกแบบนโยบายสวัสดิการที่ขาดความเข้าใจในชีวิตจริงของพี่น้องประชาชนผู้มีรายได้น้อย

พรรคประชาชน ส่งจดหมายถึงนายกฯให้รักษาสิทธิคนจนระหว่างรออุทธรณ์ ซัดระบบฐานข้อมูลภาครัฐมีปัญหา

เหตุการณ์ที่ประชาชนจำนวนมากต้องเดินทางไปพิสูจน์สิทธิ์ทั้งที่ตนเองไม่ได้มีทรัพย์สินตามที่รัฐกล่าวอ้าง เช่น กรณีทะเบียนรถยนต์ที่ไม่เป็นความจริง เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าระบบการคัดกรองแบบแข็งกระด้างกำลังซ้ำเติมคนจน การที่พรรคประชาชน ส่งจดหมายถึงนายกฯให้รักษาสิทธิคนจนระหว่างรออุทธรณ์ ซัดระบบฐานข้อมูลภาครัฐมีปัญหา จึงเป็นการส่งเสียงแทนผู้ได้รับผลกระทบที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาคนจนตกหล่น

ทางพรรคได้เสนอแนวทางเชิงรูปธรรมเพื่อให้รัฐบาลนำไปปรับใช้ทันที ดังนี้:

  • การรักษาสิทธิระหว่างรออุทธรณ์: รัฐต้องไม่ตัดสิทธิเดิมทันทีจนกว่ากระบวนการตรวจสอบจะสิ้นสุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนรายวัน
  • การเยียวยาค่าใช้จ่าย: หากความผิดพลาดมาจากฐานข้อมูลภาครัฐ รัฐต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการยื่นเรื่องทั้งหมด
  • ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service): เลิกให้ประชาชนวิ่งวุ่นหลายหน่วยงาน แต่ควรทำระบบอุทธรณ์ที่เสร็จสิ้นในจุดเดียว

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้เปลี่ยนเกณฑ์คัดกรองจากแบบ “ใช่ หรือ ไม่ใช่” มาเป็น “สเกลความยืดหยุ่น” ที่คำนึงถึงบริบทความเป็นอยู่จริง มากกว่าการใช้ตัวเลขเพียงอย่างเดียว การที่พรรคประชาชน ส่งจดหมายถึงนายกฯให้รักษาสิทธิคนจนระหว่างรออุทธรณ์ ซัดระบบฐานข้อมูลภาครัฐมีปัญหา ยังได้เสนอให้เปลี่ยนภาระการพิสูจน์สิทธิ์ โดยย้ำว่า “ให้รัฐพิสูจน์ความรวย แทนการให้คนจนพิสูจน์ความจน” เพราะรัฐมีฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันได้อยู่แล้ว ไม่ควรผลักภาระให้ผู้เปราะบางต้องแบกรับ

ในท้ายที่สุด สวัสดิการไม่ใช่ของขวัญที่รัฐหยิบยื่นให้ด้วยความเมตตา แต่คือสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับ การบริหารงานที่ทอดทิ้งคนตัวเล็กตัวน้อยคือสัญญาณว่าโครงสร้างนโยบายต้องได้รับการยกเครื่องใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อสังคมอย่างแท้จริง

ที่มา – พรรคประชาชน ส่งจดหมายถึงนายกฯให้รักษาสิทธิคนจนระหว่างรออุทธรณ์ ซัดระบบฐานข้อมูลภาครัฐมีปัญหา

“ทวี” ชี้ตลกร้าย สอบทุจริตท้องถิ่น เมื่อผู้ต้องหาเป็นพนักงานสอบสวน

“ทวี” ชี้ตลกร้าย สอบทุจริตท้องถิ่น เมื่อผู้ต้องหาเป็นพนักงานสอบสวน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีการทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งล่าสุด พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเปรียบเสมือนละครเรื่อง “เมื่อผู้ต้องหา เป็นพนักงานสอบสวน” ที่กำลังเล่นตลกบนความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศ

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นประเด็นใหญ่ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบราชการไทย เมื่อผลคะแนนสอบที่ถูกต้องจากมหาวิทยาลัยกลับถูกบิดเบือน ทำให้ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวน 5,814 ราย ได้รับการบรรจุเข้าเป็นข้าราชการอย่างผิดสังเกต พ.ต.อ.ทวี ตั้งคำถามสำคัญว่าเหตุใดผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) จึงยังคงมีบทบาทในกระบวนการตรวจสอบเสียเอง

เปิดปม “ทวี” ชี้ตลกร้าย สอบทุจริตท้องถิ่น เมื่อผู้ต้องหาเป็นพนักงานสอบสวน

ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ กสถ. มีอำนาจเต็มในการกำหนดหลักเกณฑ์และดำเนินการสอบทั้งหมด ดังนั้น การที่รายชื่อผู้สอบไม่ผ่านถูกบรรจุเข้าไปในบัญชีสอบผ่านย่อมไม่ใช่ความผิดพลาดทางธุรการทั่วไป แต่เป็นกระบวนการที่อาจเข้าข่ายความผิดหลายฐาน ทั้งการปลอมแปลงเอกสารราชการ การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 และความผิดทางคอมพิวเตอร์

  • ความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารราชการ (มาตรา 265, 268)
  • การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157)
  • การนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

สถานการณ์ “ทวี” ชี้ตลกร้าย สอบทุจริตท้องถิ่น เมื่อผู้ต้องหาเป็นพนักงานสอบสวน นี้ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมอาจกำลังถูกแทรกแซงโดยผู้มีอำนาจ หากการตรวจสอบไม่เป็นอิสระและมีความโปร่งใส ประชาชนย่อมตั้งคำถามว่าใครกันแน่ที่อยู่เหนือกฎหมาย หรือนี่เป็นเพียงละครฉากใหญ่ที่วางแผนไว้เพื่อปกป้องพวกพ้องของตนเอง

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า รัฐบาลจะสามารถกู้คืนความเชื่อมั่นกลับมาได้หรือไม่ หรือจะปล่อยให้กรณีนี้กลายเป็นเพียงเรื่องตลกที่ไม่มีใครได้รับโทษตามกฎหมายอย่างแท้จริง การตรวจสอบที่ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อนเท่านั้นคือทางออกเดียวที่จะทำให้ความยุติธรรมกลับมามีศักดิ์ศรีในสังคมไทยอีกครั้ง

ที่มา – “ทวี” ชี้ตลกร้าย สอบทุจริตท้องถิ่น เมื่อผู้ต้องหาเป็นพนักงานสอบสวน

ศศินันท์ ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ไม่มีวันเกิดสังคมสันติสุข

ศศินันท์ ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ไม่มีวันเกิดสังคมสันติสุข

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อนางศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ได้ออกมาอภิปรายอย่างดุเดือดเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยเธอตั้งคำถามถึงความยุติธรรมในการเลือกปฏิบัติที่มีต่อกลุ่มเยาวชนและผู้เห็นต่างทางการเมือง การที่รัฐเลือกให้โอกาสกลุ่มบุคคลที่เคยก่อเหตุร้ายแรง อาทิ คดีก่อการร้าย กบฏ หรือการปิดสนามบิน แต่กลับเมินเฉยต่อเยาวชนที่แสดงออกผ่านการโพสต์เฟซบุ๊ก รีทวีต หรือกดไลก์ เป็นสิ่งที่สะท้อนว่า ศศินันท์ ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

ทำไมเราถึงยอมรับการนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติไม่ได้?

ในการอภิปราย ศศินันท์ชี้ให้เห็นว่า การนิรโทษกรรมควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนในสังคมกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ ไม่ใช่การเลือกช่วยบางกลุ่มแล้วทิ้งอีกกลุ่มไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีจากความคิดเห็นและการเรียกร้องทางการเมือง การออกกฎหมายที่ปิดประตูใส่เยาวชนเหล่านี้ไม่ใช่การสร้างสันติสุข แต่มันคือ ศศินันท์ ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ว่าเป็นการกระทำที่อำมหิตและไม่ส่งผลให้เกิดความปรองดองที่แท้จริง

  • คดีเยาวชนจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ถูกละเลยในการนิรโทษกรรม
  • มีการเปรียบเทียบระหว่างผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ได้รับโอกาส กับเยาวชนที่แสดงออกบนโลกโซเชียล
  • ความล้มเหลวของมาตรา 11 ในร่างกฎหมายที่ถูกวุฒิสภากีดกันการคุ้มครองเยาวชน

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การตั้งคำถามย้อนกลับไปว่า หากรัฐต้องการก้าวข้ามความขัดแย้ง เหตุใดจึงเลือกปฏิบัติเช่นนี้? การนิรโทษกรรมที่แท้จริงต้องครอบคลุมทุกคน เพื่อให้คนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรา 112 หรือ 110 สามารถกลับมาเรียนหนังสือหรือทำงานได้อย่างคนปกติ ไม่ใช่การถูกตีตราและทำลายอนาคตเพียงเพราะได้ออกมาพูดความจริงที่รัฐไม่พอใจ

ในท้ายที่สุด สังคมไทยต้องตั้งคำถามว่า เรากำลังสร้างสันติสุขหรือสร้างความขัดแย้งใหม่กันแน่? การที่ ศศินันท์ ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ถือเป็นการตอกย้ำว่า ความยุติธรรมต้องเท่าเทียมกันทุกคน หากเรายังไม่กล้าโอบรับอนาคตของชาติอย่างเยาวชนไว้ในกระบวนการยุติธรรม สังคมก็ไม่มีทางเดินทางไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ความปรองดองที่ไร้ความยุติธรรมย่อมไม่มีวันจีรังยั่งยืน หากเรายังคงเลือกปฏิบัติเพียงเพราะต้องการรักษาฐานอำนาจบางอย่างไว้เท่านั้น เราทุกคนควรกลับมาทบทวนว่าสังคมที่สันติสุขควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร ความจริงใจในการแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการเปิดใจยอมรับความต่าง ไม่ใช่การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเอาชนะกัน

ที่มา – “ศศินันท์” ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ไม่มีวันเกิดสังคมสันติสุข

Scroll to top