สแกมเมอร์ล่าสุด

รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบฉากธนาคารโรงพัก

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามีข่าวร้อนที่ต้องพูดถึงกันหน่อย เพราะ รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องระวังตัวมากขึ้นกับพวกมิจฉาชีพออนไลน์เลยนะครับ สแกมเมอร์พวกนี้ไม่ได้โกงแบบสุ่ม ๆ แต่จัดเต็มแบบมืออาชีพ จนสูญเงินทั่วโลกไปหลายพันล้านดอลลาร์!

ฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชาที่รอยเตอร์เปิดโปง

รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก

ทีมผู้สื่อข่าวรอยเตอร์สบุกสำรวจฐานที่ถูกทิ้งร้างอย่างเร่งด่วนในกัมพูชา บริเวณใกล้เมืองโอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย พื้นที่ชื่อ Royal Hill ที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางสแกมออนไลน์และค้ามนุษย์เลยครับ ภายในอาคารเต็มไปด้วยโต๊ะทำงานที่กระจัดกระจาย เอกสารข้อมูลเหยื่อล้นทะลัก ห้องต่าง ๆ ถูกจัดฉากให้เหมือนสถานีตำรวจสิงคโปร์ ออสเตรเลีย และธนาคารเวียดนาม เพื่อใช้หลอกเหยื่อให้เชื่อว่าน่าเชื่อถือ!

ห้องจัดฉากสถานีตำรวจในฐานสแกมเมอร์กัมพูชา

เอกสารลับที่หลุดรอด: ข้อมูลเหยื่อและสคริปต์หลอกลวง

น่าขนลุกสุด ๆ เลยครับ ในกองเอกสารมีข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อจากทั่วโลก เช่น ชายญี่ปุ่นวัย 73 ปีพร้อมเบอร์โทรและยอดเงินบัญชี หญิงอเมริกันที่เคยโดน虐待ในครอบครัว ยังมีสคริปต์ Romance Scam และบทพูดปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ รอยเตอร์สยืนยันข้อมูลบางส่วนโดยติดต่อเหยื่อจริง ๆ ซึ่งเล่าว่าโดนหลอกให้ข้อมูลธนาคารโดยอ้างตัดไฟ!

  • ข้อมูลเหยื่อ: ชื่อ เบอร์โทร ยอดเงิน รายละเอียดชีวิตส่วนตัว
  • สคริปต์หลอก: Romance Scam, เจ้าหน้าที่ไฟฟ้า, ตำรวจ
  • เอกสารบริหาร: แผนฝึกซ้อมทหาร ห้ามส่งอาหาร ห้ามกิจกรรมผิดกฎ
เอกสารสแกมเมอร์ที่พบในกัมพูชา

นอกจากนี้ยังมีเอกสารการเงิน ค่าเช่ากลุ่มสแกมหลายพันดอลลาร์ต่อเดือน ข้อมูลกระเป๋าคริปโตเชื่อมโยงการพนันและฟอกเงิน แม้แต่สมุดบันทึกที่เขียนว่า “วันนี้โทรหลอกโดนด่ากลับหมด เจอแต่คนรู้ทัน” ฮ่า ๆ น่าสงสารพวกมันเหมือนกันนะ

ผลกระทบใหญ่หลวง: สแกมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครองโลก

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นแหล่งสแกมระดับโลก กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ ชายแดนไทย-เมียนมา ถูกคุมโดยแก๊งจีน ใช้แรงงานทาสในสภาพโหดร้าย สหรัฐฯ เสียเงินจากสแกมที่นี่ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024! ไทยทิ้งระเบิดโดรน กัมพูชากวาดล้าง ทำให้สแกมเมอร์อพยพ 100,000 คน

ภาพภายในฐาน Royal Hill กัมพูชา

รัฐบาลกัมพูชาโต้กลับและแผนปราบปราม

รัฐบาลกัมพูชาแถลงว่า Royal Hill เป็นโรงแรม และกล่าวหาไทยบุกยึด แต่ยืนยันปราบสแกมให้หมดในเมษายนนี้ ข้อมูลกรรมสิทธิ์ที่ดินลึกลับ มีชื่อ “จาง” เป็นผู้เช่าแต่ไม่ตอบสื่อ

วิธีป้องกันตัวเองจากสแกมเมอร์แบบนี้

เพื่อไม่ให้เป็นเหยื่อแบบในข่าว รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก ลองทำตามนี้ครับ

  • อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวทางโทรศัพท์หรือออนไลน์ ถ้าดูแปลก
  • ตรวจสอบเบอร์โทรด้วย Google ก่อนเชื่อ
  • ไม่โอนเงินให้คนไม่รู้จัก โดยเฉพาะ Romance Scam
  • แจ้งตำรวจไซเบอร์ทันที ถ้าถูกหลอก
  • ใช้แอปกันสแกมและอัพเดทความรู้ข่าวสแกมใหม่ ๆ
ภาพเพิ่มเติมฐานสแกมเมอร์ร้าง

เห็นไหมครับว่าสแกมเมอร์พวกนี้ฉลาดและ organized สุด ๆ แต่ถ้าเราตื่นตัว รู้ทัน ก็รอดพ้นได้ ข่าวนี้เป็นเครื่องเตือนใจดี ๆ ว่าอาชญากรรมไซเบอร์กำลังลุกลาม หวังว่ารัฐบาลทุกประเทศจะร่วมมือปราบปรามให้สิ้นซาก

CTA: ถ้าคุณเคยเจอสแกมแบบนี้ แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ ระวังตัวกันด้วยนะครับ อย่าลืมติดตามข่าวอัพเดทสแกมอื่น ๆ จากเรา!

ที่มา – รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก

ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา

“ไชยชนก” ย้ำประชุมหุ้นส่วนโลกต้านสแกมเมอร์ไม่ใช่ ดึง “โลกล้อมกัมพูชา” แต่อยากให้ทั่วโลกรวมพลังกันต่อต้านสแกมเมอร์อย่างจริงจัง 

วันที่ 17 ธ.ค. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า การประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ตนคิดว่าไม่ใช่การเอาโลกมารวมพลังกันจัดการกับสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่เจอทุกประเทศทั่วโลก จึงเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมกันให้ความร่วมมือ ในรูปแบบที่กฎหมายแต่ละประเทศสามารถรองรับและช่วยจัดการปัญหานี้ได้ 

การที่กระทรวงดีอี ได้ร่วมลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention Against Cybercrime) ที่กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จะทำให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมในระดับนานาประเทศได้มากขึ้น ดังนั้นจึงถือเป็นทิศทางที่ดีและการจัดการกับปัญหานี้ ที่เป็นปัญหากับหลายชาติ จึงกลายเป็นปัญหาระดับโลก

ส่วนคำถามว่า การแก้ไขปัญหานี้จะเกิดเป็นรูปธรรมอย่างไร ตนมองว่า การจัดประชุมในครั้งนี้ได้ ก็ถือว่าเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ประเทศที่จะเข้าร่วมการประชุม แจ้งความประสงค์เข้ามาน้อยกว่าที่มาเข้าร่วมประชุมในวันนี้ แต่เมื่อถึงงานจริงมีหลายประเทศที่มาเข้าร่วม สะท้อนให้เห็นถึงการตระหนักว่าเป็นปัญหาระดับโลก และความจริงจัง และความจริงใจของประเทศไทย ที่จะจัดการกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ในเวทีโลก จึงถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างมหาศาลต่อมุมมองโลกที่มองประเทศไทยในเรื่องนี้

ส่วนกระทรวงดีอี จะวางแนวทางในการร่วมมือกับนานาชาติอย่างไรในการปราบอาชญากรรมออนไลน์ นายไชยชนก กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เราไม่ได้เจาะจงเฉพาะประเทศกัมพูชา และอยากให้ทุกประเทศรับรู้ว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา แต่เทคโนโลยีสามารถจะเป็นทางออกได้ แต่ถ้าผู้ใช้ไม่ได้ควบคุมและตรวจสอบผู้ใช้ให้ดี เทคโนโลยีที่ควรจะเป็นตัวตัดวงจรสแกมเมอร์ เช่น การสแกนม่านตา อาจถูกครอบงำ ก็กลายเป็นว่าแทนที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสแกมเมอร์ จะกลายเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถแก้ได้เลย ตรงนี้หากเรานำมาแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเวทีนี้ และสามารถนำไปใช้ได้เพื่อป้องกันการเกิดภัยแบบเดียวกันในแต่ละประเทศ ก็จะส่งผลดีอย่างมหาศาลต่อวิวัฒนาการเทคโนโลยี

ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา

จากกรณีการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังแพร่หลายไปทั่วโลก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เน้นย้ำว่าการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่การมุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการเรียกร้องให้ทุกประเทศทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมมือกันเพื่อต่อต้านภัยคุกคามทางไซเบอร์

ความร่วมมือระดับนานาชาติเพื่อต่อต้านสแกมเมอร์

การลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างประเทศสมาชิก การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ในการจัดการกับอาชญากรรมออนไลน์ จะช่วยให้แต่ละประเทศสามารถพัฒนากลยุทธ์และมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายไชยชนกยังกล่าวอีกว่า การจัดประชุมในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตระหนักและความมุ่งมั่นของนานาชาติในการแก้ไขปัญหานี้ การที่ประเทศต่างๆ ให้ความสนใจและเข้าร่วมการประชุมอย่างคึกคัก สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก

กระทรวงดีอีมีบทบาทสำคัญในการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ นายไชยชนกเน้นย้ำว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้ หากมีการใช้งานอย่างเหมาะสมและมีการควบคุมดูแลที่ดี การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสแกนและตรวจสอบข้อมูล สามารถช่วยป้องกันการหลอกลวงและลดความเสี่ยงจากอาชญากรรมออนไลน์ได้

การสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นสิ่งสำคัญ ประชาชนควรได้รับการศึกษาและฝึกอบรมให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีอย่างปลอดภัย และสามารถป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ได้

การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ จะช่วยสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

ดังนั้น ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา แต่เป็นการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเพื่อต่อต้านปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังเป็นภัยคุกคามไปทั่วโลก ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ที่มา – “ไชยชนก” ย้ำประชุมหุ้นส่วนโลกต้านสแกมเมอร์ไม่ใช่ ดึง “โลกล้อมกัมพูชา”

ไทย จีน เมียนมา ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์!

ปฏิบัติการกวาดล้างครั้งประวัติศาสตร์ “ไทย-จีน-เมียนมา” จับมือลุยพื้นที่สีเทาชายแดน ทุบทำลายตึกบัญชาการแก๊งสแกมเมอร์ “KK Park” และ “ชเวก๊กโก” จนราบเป็นหน้ากลอง

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. พร้อมด้วย นายหลิวจงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ ได้ลงพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อผนึกกำลังกับทางการเมียนมา ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติครั้งใหญ่ที่สุด

โดยเปิดภาพการทลายรังสแกมเมอร์ – ตึกหรูสู่ซากปรักหักพัง จุดสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ คือการที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของเมียนมา ได้นำคณะทำงานของไทยและจีน เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายหลัก 2 แห่ง ได้แก่ KK Park และ ชเวก๊กโก ฐานบัญชาการใหญ่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงคนทั่วโลก

จากการลงพื้นที่พบว่า อาคารตึกสูงและสำนักงานที่เคยเป็นแหล่งกบดานของเหล่าสแกมเมอร์ ได้ถูกทุบทำลายทิ้งอย่างถาวร สภาพปัจจุบันเหลือเพียงความว่างเปล่าและซากอาคาร ยืนยันให้เห็นถึงความร่วมมือและความจริงจังในการตัดรากถอนโคน ไม่ให้เหลือสถานที่สำหรับตั้งฐานปฏิบัติการหลอกลวงประชาชนได้อีกต่อไป ส่งผลให้กลุ่มจีนเทาและลูกจ้างสแกมเมอร์แตกฮือ ไม่สามารถทำการหลอกลวงคนในหลายประเทศได้อีกต่อไป

ต่อมาเวลา 14.20 น. ณ ห้องประชุมสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ฝั่งเมียนมา ได้มีการประชุมไตรภาคีร่วมกันระหว่าง พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. และคณะ (ผู้แทนประเทศไทย) ,พล.ต.ต.มิน ไทก์ เมียว (Min Htike Myo) รองผู้บัญชาการตำรวจเมียนมา และคณะ (ผู้แทนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา) และนายหลิวจงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ (ผู้แทนสาธารณรัฐประชาชนจีน) โดยได้ข้อสรุปมาตรการขั้นเด็ดขาด ซึ่งประเทศไทย จะใช้กลไกของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti Cyber Scam Center : ACSC) เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Task Force) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล/พยานหลักฐานเพื่อขยายผลเครือข่ายร่วมกัน ภายใน 24 ชั่วโมง โดย เน้นย้ำหลักการอาชญากรรมไร้พรมแดน การปราบปรามต้องไร้พรมแดน จะต้องร่วมมือแบบไร้ข้อจำกัดและรวดเร็ว โดยจะยังคงนโยบายประสานงานร่วมกันในการตัดวงจรปัจจัยพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า, สัญญาณอินเตอร์เน็ต ของกลุ่มอาชญากรในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

รวมทั้งยังตกลงกันที่จะให้ความร่วมมือด้านการอำนวยความสะดวก และลดขั้นตอน เรื่องการส่งตัวกลุ่มชาวต่างชาติที่หลบหนีออกจากเมียนมากลับประเทศ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว, ลดภาระเจ้าหน้าที่ฝั่งไทย และ เพื่อความปลอดภัยของชาวต่างชาติ และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย

ทั้งนี้ ผลพวงจากการทุบทำลายตึกและฐานที่มั่น ทำให้กลุ่มสแกมเมอร์ชาวจีนจำนวนมากที่พยายามหลบหนีออกจากพื้นที่ KK Park และ ชเวก๊กโก ถูกเจ้าหน้าที่เมียนมาจับกุมตัวได้ในที่สุด โดย นายหลิวจงอี้และคณะ ได้เดินทางไปตรวจสอบห้องกักตัวในเมืองเมียวดี ซึ่งปัจจุบันเต็มไปด้วยผู้ต้องหาชาวจีน โดยทั้งหมดถูกควบคุมตัวไว้ เพื่อรอขั้นตอนการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีตามกฎหมายที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นจุดจบของขบวนการต้มตุ๋นข้ามชาติที่สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยและคนทั่วโลกมาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระหว่างประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า พื้นที่ชายแดนจะไม่ใช่เซฟโซนของอาชญากรอีกต่อไป เมื่อ 3 ประเทศร่วมมือกันจนมีผลเป็นรูปธรรมดังกล่าว.

“ไทย-จีน-เมียนมา” ผนึกกำลังทลายรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง ไทย จีน เมียนมา ในการทลายรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

ความสำคัญของความร่วมมือ ไทย จีน เมียนมา

  • แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
  • ตัดวงจรการเงินและแหล่งพักพิงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการบังคับใช้กฎหมาย

การผนึกกำลังของ ไทย-จีน-เมียนมา ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทลายตึก แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า อาชญากรรมทางออนไลน์จะไม่สามารถหลบซ่อนได้อีกต่อไป การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด และความร่วมมือระหว่างประเทศ จะเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและปราบปรามภัยร้ายนี้ให้หมดสิ้นไป

ที่มา – “ไทย-จีน-เมียนมา” ผนึกกำลังทลายรัง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ทุบตึก KK Park-ชเวก๊กโก

ตร. แถลงผลปราบสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” เตรียมแถลงผลปราบ “สแกมเมอร์” ครั้งใหญ่ ตอกย้ำความมุ่งมั่น ในการเดินหน้าเชิงรุกปราบปรามสแกมเมอร์ทุกรูปแบบอย่างเต็มกำลัง

วันที่ 9 พ.ย. 2568 พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”เตรียมแถลงผลปฏิบัติการปราบปรามสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ ในวันจันทร์ที่ 10 พ.ย. 2568 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ซึ่งจะมีการรวบรวมผลการดำเนินการจากทุกหน่วยทั่วประเทศ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในการเดินหน้าเชิงรุกปราบปรามสแกมเมอร์ทุกรูปแบบอย่างเต็มกำลัง ตามนโยบายรัฐบาลที่ประกาศสงครามไซเบอร์สแกม ปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกประเภท โดยยกเป็นวาระแห่งชาติ

พร้อมกันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้าปฏิบัติการ MONEY CASH BACK อย่างต่อเนื่อง สามารถหยุดยั้งการโอนเงิน ติดตามเงินของผู้เสียหายคืนได้อย่างรวดเร็ว โดยได้รับการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพระหว่าง ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) หรือ ศูนย์ PCT และศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ WARROOM IAC และสถาบันการเงิน โดยล่าสุด สภ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 สามารถนำเงินคืนผู้เสียหายได้รวมกว่า 1.2 ล้านบาท

คดีที่ 1 สภ.ศรีราชา อายัดเงินได้ 300,320 บาท ขณะบัญชีม้ากำลังถอนเงิน โดยเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2568 ตำรวจ สภ.ศรีราชา ได้รับการประสานจาก WARROOM IAC และทีมสืบสวนทุจริตด้านดิจิทัล ฝ่ายป้องกันอาชญากรรมทางการเงินของธนาคารแห่งหนึ่ง ว่าพบความเคลื่อนไหวผู้ต้องสงสัยภายในธนาคาร ตำรวจชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าตรวจสอบ พบนายอำนาจฯ กำลังรอถอนเงินสด 300,320 บาท จึงเข้าควบคุมตัว

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายอำนาจยอมรับว่า ได้รับว่าจ้างให้ถอนเงินโดยแลกค่าจ้างเพียง 4,000 บาท ขณะที่เจ้าหน้าที่อีกชุดคุมตัว นางธัญญพัทธ์ ทำหน้าที่ควบคุมการถอนเงิน จากการสอบสวนสารภาพว่าได้รับว่าจ้างผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ให้ดูแลการถอนเงิน เมื่อตรวจสอบที่มาของเงิน พบมีผู้เสียหายรายหนึ่งอยู่ในพื้นที่ สน.ท่าข้าม กรุงเทพมหานคร ถูกหลอกลงทุน โอนเงินให้แก๊งมิจฉาชีพผ่านบัญชีของนายอำนาจ 301,141 บาท จึงให้เข้าร้องทุกข์ เพื่อดำเนินการคืนเงินตามโครงการ MONEY CASH BACK

อีกคดี ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 1 จับกุมเครือข่ายคอกม้า 12 ราย ยึดเงินสดกว่า 927,000 บาท โดย ศปอส.ตร. สืบสวนเส้นทางการเงินและติดตามผู้ต้องสงสัยในเครือข่ายบัญชีม้า ก่อนเข้าตรวจสอบที่ธนาคารแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา พบกลุ่มบุคคล 12 ราย พฤติการณ์ตรงกับข้อมูลเครือข่ายบัญชีม้า จึงเข้าควบคุมตัวพร้อมตรวจยึดของกลางเงินสด 927,000 บาท ส่งพนักงานสอบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา ดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมด ให้การว่าเห็นโฆษณาชักชวน “รับเช่าบัญชี รายได้สูง” ผ่านเพจเฟซบุ๊ก เช่น “หารายได้เสริมง่ายๆ” และ “ไม่ง้อเงินเดือน” อ้างว่าถูกแอดมินในไลน์หลอกให้ส่งเอกสารส่วนตัว และบัญชีธนาคารเพื่อเช่าบัญชี โดยได้รับค่าตอบแทนครั้งละ 5,000 บาท เมื่อถึงวันถอนเงิน แอดมินจะสั่งการผ่านโทรศัพท์ตลอดเวลา และมีผู้คุมบัญชีคอยติดตามดูแลในพื้นที่ เมื่อถอนเงินเสร็จจะนำเงินทั้งหมดส่งต่อให้ผู้รวบรวมเงินตามคำสั่ง

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ที่ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและธนาคารเอกชน เพื่อหยุดยั้งเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ ผบ.ตร.ชมเชยชุดสืบสวน สภ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และตำรวจภูธรภาค 1 ที่สามารถดำเนินการเชิงรุก รวดเร็ว เฉียบขาด จนนำไปสู่การยึดเงินคืน และจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งเครือข่าย และขอเตือนผู้หลงผิดให้เช่าบัญชี รับจ้างกดเงินแลกกับรายได้ไม่กี่บาท ทั้งที่รู้ว่าเป็นขบวนการอาชญากรรมที่ตำรวจมุ่งมั่นปราบปรามเด็ดขาด จริงจัง ต้องถูกดำเนินคดี รับโทษหนักทั้งจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างทุ่มเท เสียสละ เพื่อคุ้มครองประชาชนจากภัยอาชญากรรมออนไลน์ และขอให้ประชาชนร่วมกันเฝ้าระวัง หากพบพฤติกรรมต้องสงสัย สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ สายด่วน 1441 หรือ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

การแถลงผลการปราบปรามสแกมเมอร์ครั้งใหญ่นี้ แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ของ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

ความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติมุ่งมั่นที่จะปกป้องประชาชนจากอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ และขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส เพื่อให้การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ประชาชนควรตระหนักถึงกลโกงของมิจฉาชีพ และระมัดระวังในการทำธุรกรรมออนไลน์ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

ที่มา – “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ตอกย้ำความมุ่งมั่น เตรียมแถลงผลปราบ “สแกมเมอร์” ครั้งใหญ่

ปล่อยตัว 18 เชลยศึก: กัมพูชาต้องทำอะไรบ้าง

ความคืบหน้าล่าสุดกรณี ปล่อยตัว 18 เชลยศึก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำ กัมพูชาต้องดำเนินการตามข้อตกลงให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเรื่องการถอนอาวุธหนักและการเก็บกู้ทุ่นระเบิด พร้อมเน้นย้ำว่าจะไม่มีการเปิดด่านชายแดนจนกว่าจะบรรลุข้อตกลงทั้งหมด นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์สแกมเมอร์ที่เห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการปล่อยตัว 18 เชลยศึกชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่ได้มีการตกลงเงื่อนไข 4 ข้อ ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก, การเก็บกู้ทุ่นระเบิด, การจัดการปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน อย่างไรก็ตาม การเจรจาในระดับพื้นที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ต้องนำกลับมาหารือในการประชุมเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 ซึ่งมีความคืบหน้าไปบ้าง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวเพิ่มเติมว่า รายละเอียดต่างๆ จะถูกนำไปพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) โดยเฉพาะเรื่องการถอนอาวุธหนักในพื้นที่ต่างๆ เช่น บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในถ้อยแถลงร่วม (Joint Declaration) ทางกัมพูชาได้แสดงความประสงค์ที่จะให้มีการปล่อยตัวเชลยศึกด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม แต่ทางฝ่ายไทยได้ยืนยันว่าต้องมีการดำเนินการตามข้อตกลงทั้ง 4 ข้อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมเสียก่อน

ปล่อยตัว 18 เชลยศึก

พล.อ.ณัฐพล เน้นย้ำว่า “รูปธรรม” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้องเสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่หมายถึงการแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการปฏิบัติตามข้อตกลง ซึ่งหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในถ้อยแถลงแล้ว ได้มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิบัติตามเอกสารถ้อยแถลงฯ โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธาน เพื่อหารือและดำเนินการในรายละเอียดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการถอนอาวุธหนักและการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ไทยต้องการให้กัมพูชาดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในระยะแรกก่อนที่จะพิจารณาเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึก

ในส่วนของการเก็บกู้วัตถุระเบิด เดิมทีกัมพูชาเสนอให้เก็บกู้ใน 13 พื้นที่ แต่ภายหลังการเจรจาในระดับพื้นที่ได้ลดลงเหลือ 5 พื้นที่ ซึ่งกัมพูชายินยอมให้เข้าดำเนินการเก็บกู้ได้ ดังนั้น ทั้งสองประเด็นหลักนี้ได้รับการตอบรับจากกัมพูชาแล้ว ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิบัติตามถ้อยแถลงที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามไว้

เงื่อนไขสำคัญก่อนปล่อยตัว 18 เชลยศึก

รมว.กลาโหม ชี้แจงว่า ข่าวการปล่อยตัวเชลยศึกในวันที่ 12 พฤศจิกายน เป็นเพียงการคาดการณ์ และยังไม่มีการยืนยันวันดังกล่าว เนื่องจากต้องพิจารณาความสำเร็จของเฟสแรกที่วางไว้ ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 21 พฤศจิกายน แต่ทางกัมพูชาแจ้งว่าจะพยายามดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 10-12 พฤศจิกายน โดยทางฝ่ายไทยได้แจ้งว่า หากกัมพูชาสามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไขก็จะพิจารณาเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกให้เร็วขึ้น โดยจะพิจารณาจากผลการดำเนินการตามเงื่อนไข ไม่ใช่จากวันที่ที่กำหนดไว้ หากการถอนจรวดหลายลำกล้องและปืนใหญ่ระยะยิงไกลยังไม่เสร็จสิ้น หรือการเก็บกู้วัตถุระเบิดใน 5 พื้นที่ที่รับปากไว้ไม่สามารถดำเนินการได้ ก็จะยังไม่มีการปล่อยตัวเชลยศึก

ในส่วนของปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์สแกมเมอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า “เรื่องสแกมเมอร์ตอนนี้เป็นรูปธรรมมากขึ้นแล้ว มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ และล่าสุดที่มีผู้เสียชีวิตจากคอลเซ็นเตอร์ ทางกัมพูชาก็ให้ความร่วมมือดีขึ้นมากเป็นรูปธรรม”

สำหรับประเด็นปัญหาพื้นที่ชายแดนบริเวณบ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว จะดำเนินการตามขั้นตอน โดยเริ่มจากการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวที่จะปักหมุดชั่วคราว ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 17 พฤศจิกายน หลังจากนั้นกรมแผนที่ทหารจะเริ่มดำเนินการปักหมุดชั่วคราว โดยจะมีการปักหมุด 2 แนว คือแนวที่ไทยยึดถือ และแนวที่กัมพูชาอ้างมา ซึ่งได้มีการตกลงกันเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ว่าจะให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) พิจารณาในรายละเอียดต่อไป

รมว.กลาโหม ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนในการช่วยอธิบายให้สังคมเข้าใจถึงความจำเป็นในการดำเนินการตามแนวทางของประเทศที่มีวุฒิภาวะ และย้ำว่ารัฐบาลจะยึดมั่นในเรื่องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศชาติ โดยจะดำเนินการตามขั้นตอนและแนวทางที่อารยประเทศปฏิบัติกัน

เมื่อถามถึงแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับปราสาทตาควาย รมว.กลาโหม กล่าวว่า จะขอให้ความสำคัญกับการดำเนินการใน 5 ประเด็นหลักข้างต้นก่อน เมื่อเสร็จสิ้นแล้วจึงจะเริ่มเก็บรายละเอียดในส่วนของปราสาทตาควาย ปราสาทคนา และปัญหาทางชำรากต่อไป โดยขอความเห็นใจจากสื่อมวลชนเนื่องจากปัญหาดังกล่าวสะสมมานานกว่า 15 ปี ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันกำลังพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างละเอียดรอบคอบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงเงื่อนไขในการปล่อยตัว 18 เชลยศึก ว่าต้องดำเนินการให้ครบทั้ง 5 ข้อ หรือเพียงข้อใดข้อหนึ่ง รมว.กลาโหม ย้ำว่า ตามถ้อยแถลงกำหนดไว้ 4 ข้อ แต่ 2 ข้อหลักคือ การถอนอาวุธหนักและการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นสิ่งที่ไทยให้ความสำคัญมาก โดยจะให้หน่วยในพื้นที่หารือและตกลงกันในรายละเอียดเพื่อให้ทั้ง 2 ข้อนี้เป็นรูปธรรม แต่ไม่ใช่ว่าข้ออื่นไม่สำคัญ ทุกข้อต้องมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม หากบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งหมดก็จะพิจารณาเรื่องการปล่อยตัว นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเปิดด่านชายแดน ซึ่งจะไม่ดำเนินการจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย

การดำเนินการตามข้อตกลงเหล่านี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา การแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม จะนำไปสู่ความร่วมมือที่ยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – ปล่อยตัว 18 เชลยศึก กัมพูชาต้องบรรลุ 2 ข้อก่อน ชี้เรื่องสแกมเมอร์เป็นรูปธรรมมากขึ้น

จับนายหน้าซิมผี เปิดซิมหลอกเหยื่อ!

ตำรวจบุกจับนายหน้าซิมผี! ปูพรมล่าเครือข่าย ป้อนซิมให้แก๊งมิจฉาชีพ เปิดซิมกว่า 300 หมายเลข ใช้หลอกลวงเหยื่อ เตือนประชาชนอย่ารับจ้างเปิดซิม ผิดกฎหมาย!

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ชุด Anti Scam Center กก.สส.ภ.จว.จันทบุรี นำโดย พ.ต.อ.อรรฆพงษ์ สุนทรวิภาต รอง ผบก.ภ.จว.จันทบุรี, พ.ต.อ.พีรพล เสลารัตน์ ผกก.สส.ภ.จว.จันทบุรี, พ.ต.ท.ธนเดช หลาบมาลา รอง ผกก.สส.ฯ และ พ.ต.ท.ภัควัต เมฆฉาย สว.กก.สส.ฯ พร้อมกำลังตำรวจ เข้าจับกุม น.ส.พรนภา หรือมิ้น อายุ 25 ปี ชาว ต.ทุ่งเบญจา อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี พร้อมของกลางโทรศัพท์ iPhone 8 Plus จำนวน 1 เครื่อง

สืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาใช้ Facebook โพสต์ในกลุ่มสาธารณะ โฆษณารับเปิดลงทะเบียนซิมมือถือให้คนอื่น โดยมีค่าตอบแทน เป็นนายหน้าซิมผี คือซิมที่ลงทะเบียนด้วยชื่อคนอื่น แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ใช้งานจริง

ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หาคนเปิดซิมได้กว่า 200-300 หมายเลข! ตำรวจเจอประวัติในระบบรับแจ้งความออนไลน์ 2 คดี จึงควบคุมตัวส่ง สภ.ทุ่งเบญจา ดำเนินคดี

ตำรวจเตือนว่า ซิมผีเป็นช่องทางสำคัญที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพออนไลน์ และเครือข่ายอาชญากรรมใช้หลอกลวงประชาชน เพราะตามตัวคนร้ายยาก ห้ามขายข้อมูลบัตรประชาชน ใช้ชื่อคนอื่นลงทะเบียนซิม หรือจ้างเปิดซิมเด็ดขาด! เพราะผิดกฎหมายทั้งผู้ใช้ ผู้ขาย และผู้ลงทะเบียนแทน อาจถูกนำไปก่ออาชญากรรมต่างๆ

หากเห็นการรับจ้างลงทะเบียนซิม หรือขอซื้อบัตรประชาชนเพื่อลงทะเบียนซิม แจ้งตำรวจใกล้บ้าน หรือโทร 191 ได้เลย

จับนายหน้าซิมผี เปิดซิมกว่า 300 หมายเลขป้อนแก๊งมิจฉาชีพใช้หลอกลวงเหยื่อ

ทำไมนายหน้าซิมผีถึงเป็นภัยสังคม?

ปัญหานายหน้าซิมผีและซิมผีไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการหลอกลวง แต่ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เพราะซิมเหล่านี้มักถูกนำไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมายที่ร้ายแรง เช่น การฟอกเงิน การค้ายาเสพติด และการก่อการร้าย เนื่องจากยากต่อการติดตามและระบุตัวผู้กระทำผิด ทำให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงซิมจำนวนมากได้อย่างง่ายดาย ทำให้พวกเขาสามารถสร้างความเสียหายแก่ประชาชนได้ในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงทางการเงิน การข่มขู่ หรือการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ดังนั้น การกวาดล้างนายหน้าซิมผีและซิมผีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องประชาชนและรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม

การที่ตำรวจสามารถจับกุมนายหน้าซิมผีรายนี้ได้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์ แต่ยังคงต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อกำจัดปัญหาซิมผีให้หมดไปจากสังคมไทย

อยากฝากถึงทุกคนว่า อย่าหลงเชื่อการโฆษณาชวนเชื่อที่ให้ผลตอบแทนง่ายๆ ในการเปิดซิม เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจทำให้คุณตกเป็นเหยื่อ หรือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการกระทำผิดโดยไม่รู้ตัว

ที่มา – จับนายหน้า “ซิมผี” เปิดซิมกว่า 300 หมายเลขป้อนแก๊งมิจฉาชีพใช้หลอกลวงเหยื่อ

“ธรรมนัส” ไม่โกรธ เข้าใจ “ชาดา” บอกพี่น้องร่วมสาบาน

“ธรรมนัส” บอก เป็นพี่น้องร่วมสาบานกับ “ชาดา” ไม่มีโกรธที่พูดตั้งโจรไปปราบโจร บอก เป็นนักการเมืองต้องยอมรับการตรวจสอบ ลั่น ไม่เล่นการเมืองมากไปกว่าการทำงานให้ชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชน

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 28 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาลถึงกรณีที่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย และประธานวิปประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการตั้ง ร.อ.ธรรมนัส เป็นคณะกรรมการปราบปรามสแกมเมอร์ว่า “ตั้งโจรไปปราบโจร” น้อยใจหรือไม่ โดย ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ตนไม่ได้รู้สึกน้อยใจ ตนไม่ได้เป็นประธานคณะกรรมการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ เป็นความเข้าใจผิด ตนในฐานะรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลทั้งหมด 4 กระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

แต่ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์โดยตำแหน่ง อะไรที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ เราก็ต้องมีการปราบปรามอย่างเอาจริงเอาจัง ส่วนกรณีต่างๆ มาถึงจุดนี้แล้วให้ฟังเรื่องเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา อย่าไปคิดมาก ตนกับนายชาดา รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา เป็นพี่น้องร่วมสาบาน ไม่มีคำว่าโกรธในหมู่พี่น้องร่วมสาบาน ตนเข้าใจเจตนาและสไตล์ของนายชาดา ซึ่งเป็นคนตรงไปตรงมาเช่นเดียวกับตน อะไรที่พูดออกมา ไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนา

ผู้สื่อข่าวถามต่อ มองอย่างไรถึงการเชื่อมโยงเรื่องสีเทาที่ถูกโจมตีก่อนการเลือกตั้ง ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า “เราเป็นนักการเมือง สิ่งที่ผมย้ำเสมอคือพร้อมถูกตรวจสอบ อยู่ในวงการการเมืองมาตั้งแต่ปี 2562 ผ่านเรื่องหนักๆ มาแล้ว เรื่องที่กำลังเจอทุกวันนี้ เราพิสูจน์ตัวเองได้ว่าเราบริสุทธิ์ และเราก็จะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด วันหนึ่งหากผมเบื่อการเมืองแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของทายาทคนรุ่นใหม่ที่จะต้องทำหน้าที่แทนผมต่อไป ยืนยันว่ามาทำงานให้ชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชน อย่าไปคิดมากกับการเมือง เราไม่เล่นการเมืองมากไปกว่าการทำงาน”

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกังวลจะกระทบฐานเสียงหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ฐานเสียงของพรรคกล้าธรรมเกิดจากการทำงานและการตอบโจทย์ประชาชน เป็นสิ่งที่ประชาชนชื่นชอบพรรคกล้าธรรม แล้วเราก็จะทำต่อไป.

“ธรรมนัส” ไม่โกรธ เข้าใจสไตล์ “ชาดา” พูดตั้งโจรปราบโจร บอกเป็นพี่น้องร่วมสาบาน

จากกรณีที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ได้กล่าวถึงการตั้ง ร.อ.ธรรมนัส เป็นคณะกรรมการปราบปรามสแกมเมอร์ว่า “ตั้งโจรไปปราบโจร” นั้น ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส ได้ออกมาเปิดเผยว่าไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองแต่อย่างใด เนื่องจากเข้าใจในสไตล์การพูดของนายชาดาเป็นอย่างดี ทั้งยังยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีในฐานะพี่น้องร่วมสาบาน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่าตนและนายชาดารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ผ่านความทุกข์ความสุขมาด้วยกัน จึงไม่มีคำว่าโกรธเคืองในหมู่พี่น้อง นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการทำงานในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ว่าพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ และจะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด

ร.อ.ธรรมนัส ย้ำพร้อมถูกตรวจสอบ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยังได้กล่าวถึงประเด็นการถูกเชื่อมโยงกับเรื่องสีเทาว่า ตนพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ เนื่องจากอยู่ในวงการการเมืองมาตั้งแต่ปี 2562 และผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากมาย พร้อมยืนยันว่าจะทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองและประชาชนต่อไป

ในส่วนของผลกระทบต่อฐานเสียง ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ฐานเสียงของพรรคกล้าธรรมมาจากการทำงานและการตอบโจทย์ประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนชื่นชอบ และพรรคจะยังคงมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

ความสัมพันธ์ระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส และนายชาดา ถือเป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย เนื่องจากทั้งคู่ต่างเป็นนักการเมืองที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ การออกมาแสดงความเข้าใจและไม่ติดใจในคำพูดของนายชาดา จึงเป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสอง แม้จะมีประเด็นที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้

อนาคตทางการเมืองของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

เรื่องราวของ “ธรรมนัส” ที่ไม่โกรธ เข้าใจสไตล์ “ชาดา” ที่พูดถึงตนเองนั้น แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะและความเข้าใจในความเป็นนักการเมือง ซึ่งต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์และการตรวจสอบอยู่เสมอ การตอบสนองด้วยความใจเย็นและมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและเป็นแบบอย่างที่ดี

ที่มา – “ธรรมนัส” ไม่โกรธ เข้าใจสไตล์ “ชาดา” พูดตั้งโจรปราบโจร บอกเป็นพี่น้องร่วมสาบาน

“ชูวิทย์” เผยข้อมูลใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก

“ชูวิทย์” ชม “โรม-ไอซ์” 2 สส.พรรคประชาชน กล้าแสดงออก เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ แนะ “นายกฯ อนุทิน” หากแก้ได้ คะแนนนิยมทางการเมืองจะมากขึ้น

วันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย กล่าวถึงกระแสข่าว 7 นักการเมืองไทยเกี่ยวข้องแก๊งสแกมเมอร์ของกัมพูชา ว่า ไม่ต้องมาถามตนเอง แค่ถามประชาชนก็รู้กันหมดแล้ว ซึ่งก็เข้าใจว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องดำรงอยู่ทางการเมือง และบางครั้งการเมืองไทยเป็นที่ชุบตัวของบรรดามาเฟีย ซึ่งข้อมูลตรงนี้ตนเองได้ให้กับ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ไปแล้วและได้นำไปใช้ รวมถึง น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ก็ได้นำข้อมูลนี้ไปใช้

นายชูวิทย์ เผยต่อไปว่า ทั้ง 2 คนก็กล้าที่จะแสดงออก โดยเฉพาะเรื่องการคลั่งชาติหรือการกระทำของคนบางคนที่บางครั้งใช้เครือข่ายไปทำงาน นักการเมืองไม่ได้ออกตัวเอง ซึ่งได้แนะนำรัฐบาลไปแล้วว่าให้ใช้โอกาสนี้จัดการเรื่องสแกมเมอร์ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หากจัดการได้ คะแนนนายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทยจะมาเยอะ พร้อมระบุอีกว่า ข้อมูลที่ตนเองมีเป็นข้อมูลมาตั้งแต่ยุคจีนเทา ที่มีชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการบริหารบริษัท เช่นเดียวกับขณะนี้ที่คนที่มีชื่อเกี่ยวข้องก็พยายามจะลบชื่อออก

เมื่อถามว่าพอจะเปิดเผยชื่อย่อได้หรือไม่เป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน นายชูวิทย์ ตอบว่า อย่าให้ตนพูดเลย เพราะเมื่อสักครู่เพิ่งนั่งกับนายกรัฐมนตรี และตนก็ไม่ได้รู้สึกเกร็งอะไรเพราะรู้จักกับนายกรัฐมนตรีมานาน เพียงแต่ให้กำลังใจ ผู้สื่อข่าวถามย้ำ หรือรู้สึกเกร็งเพราะวันนี้มาอยู่ต่อหน้านายกรัฐมนตรี นายชูวิทย์ บอกว่า นายกรัฐมนตรีได้ทักทายและสอบถามเรื่องสุขภาพว่าเป็นอย่างไร ตนจึงอวยพรให้นายกรัฐมนตรีอยู่นานๆ โดยนายกรัฐมนตรีขอให้ตนด่านายกรัฐมนตรีน้อยๆ หน่อย ซึ่งตนก็บอกว่าด่าเพราะรัก ถ้าไม่รักไม่พูดหรอก พร้อมแนะว่าหากนายกรัฐมนตรีจะจัดการปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ได้ จะได้กระแสนิยมทางการเมืองมากขึ้น เพราะตอนนี้กัมพูชาเป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์ของโลก หากนายกรัฐมนตรีจัดการปัญหานี้ได้เชื่อว่าสนามเลือกตั้งในกรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทยจะมา

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างทำกิจกรรมที่สนามฟุตบอล โปโลฟุตบอลพาร์ค เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายชูวิทย์ ได้เข้าไปคุยกับนายกรัฐมนตรีระหว่างชมเกมการแข่งขันฟุตบอลในสนาม โดยมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสและหัวเราะเฮฮา ซึ่งขณะที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ นายชูวิทย์ ก็เดินมายืนฟังอยู่ด้านหลังด้วย และพยายามสะกิดนายกรัฐมนตรีให้ออกจากวงสัมภาษณ์เพื่อมาพูดคุยกับตนเอง ก่อนจะเดินไปส่งนายอนุทินขึ้นรถกลับ ซึ่งทั้งคู่ได้สวมกอดกันอย่างเป็นกันเอง และนายกรัฐมนตรีก็ยิ้มและหัวเราะด้วย.

“ชูวิทย์” เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก

ประเด็นสำคัญที่นายชูวิทย์กล่าวถึงคือการที่เขามอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ให้กับ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. รักชนก ศรีนอก ซึ่งทั้งคู่มีความกล้าที่จะแสดงออกในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการคลั่งชาติและการใช้เครือข่ายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

ข้อมูลที่ “ชูวิทย์” เปิดเผยเกี่ยวกับใครเอี่ยวสแกมเมอร์

นายชูวิทย์เน้นย้ำว่าข้อมูลที่เขามีนั้นเป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงไปถึงยุคจีนเทา โดยมีรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องในฐานะกรรมการบริหารบริษัท ซึ่งบุคคลเหล่านี้พยายามที่จะลบชื่อของตนเองออกจากข้อมูลดังกล่าว

นอกจากนี้ เขายังแนะนำให้นายกรัฐมนตรีใช้โอกาสนี้ในการจัดการปัญหาดังกล่าวภายในคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หากสามารถจัดการได้ จะส่งผลดีต่อคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทยอย่างมาก เนื่องจากกัมพูชาในขณะนี้เป็นศูนย์กลางของสแกมเมอร์ระดับโลก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความเชื่อมโยงระหว่างนักการเมืองและกลุ่มธุรกิจสีเทา การเปิดเผยข้อมูลของนายชูวิทย์และการดำเนินการของ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. รักชนก ศรีนอก เป็นสัญญาณที่ดีในการต่อต้านการทุจริตและอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หากนายกรัฐมนตรีสามารถจัดการปัญหานี้ได้จริง จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและส่งผลดีต่อการเมืองในระยะยาว

การที่นายชูวิทย์ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “ชูวิทย์” เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรค่าแก่การติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการเมืองไทย

ที่มา – “ชูวิทย์” เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก

อนุทินโต้ฮุนมาเนต ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีที่เดียว!

จากกรณีที่ ฯพณฯ ฮุน มาเนต ได้ฝากผ่านเกาหลีใต้ถึงประเทศไทยให้จัดการปัญหาภายในประเทศตนเองก่อนที่จะเข้ามาช่วยเหลือเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาตินั้น ล่าสุดท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาตอบโต้ถึงประเด็นดังกล่าวแล้ว

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และคณะผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเยือน สปป. ลาว อย่างเป็นทางการ นับเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกภายหลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นโอกาสพิเศษเนื่องในวาระครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและ สปป.ลาว โดยภายหลังจากการเยือน สปป.ลาว นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะ นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศ สปป.ลาว อีกด้วย

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทย และเมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกระแสข่าวที่ นายฮุน มาเนต ได้ฝากผ่านเกาหลีใต้มาถึงประเทศไทยในเรื่องของการจัดการปัญหาภายในประเทศก่อนที่จะเข้ามาช่วยเหลือผู้อื่นนั้น ท่านนายกฯ ได้ตอบสั้นๆ ว่า “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว” พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า “เราอย่าไปเพิ่มความเห็นต่าง หรือความขัดแย้งอะไร ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี”

อนุทิน ชาญวีรกูล โต้ ฮุน มาเนต: ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว

การตอบโต้ดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ทั้งในแง่ของการตอบโต้ทางการทูต และในแง่ของการสะท้อนปัญหาภายในประเทศที่ยังคงมีอยู่

ความหมายของ “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว”

ถึงแม้ว่านายกฯ อนุทิน จะไม่ได้อธิบายความหมายของประโยคดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่เป็นที่เข้าใจกันว่า “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว” นั้นอาจหมายถึงปัญหาเฉพาะจุดที่รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญและเร่งแก้ไขอยู่ หรืออาจตีความได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้ร้ายแรงหรือมีอยู่ทั่วไปในประเทศ

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวนี้ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ปัญหาที่นายกฯ อนุทิน กล่าวถึงนั้นคืออะไร และรัฐบาลมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร

  • ปัญหาเศรษฐกิจ: สภาพเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว, หนี้ครัวเรือนที่สูง, และการว่างงาน
  • ปัญหาสังคม: ความเหลื่อมล้ำทางรายได้, ปัญหายาเสพติด, และอาชญากรรม
  • ปัญหาการเมือง: ความขัดแย้งทางความคิดเห็น, การทุจริตคอร์รัปชัน, และความไม่มั่นคงทางการเมือง

สิ่งที่ต้องจับตามอง

การที่นายกรัฐมนตรีออกมากล่าวถึงประเด็น ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว นั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังรับรู้ถึงปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

มาร่วมกันติดตามและเป็นกำลังใจให้รัฐบาลในการแก้ไข ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของพวกเราทุกคน

ที่มา – นายกฯ อนุทิน โต้กลับ “ฮุน มาเนต” บอกปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว

Scroll to top