หมิ่นประมาท

สุชาติ ส่งทนายแจ้งความ รักชนก หมิ่นประมาท พ.ร.บ.คอมพ์ จ่อ 50 ล้าน

สุชาติ ส่งทนายแจ้งความ รักชนก หมิ่นประมาท พ.ร.บ.คอมพ์ กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายทนายความยื่นแจ้งความดำเนินคดีกับนางสาวรักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์ รักชนก” ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

สุชาติ ส่งทนายแจ้งความ รักชนก หมิ่นประมาท พ.ร.บ.คอมพ์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 โดยนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความหัวหน้าทีมกฎหมายของนายสุชาติ ได้นำหลักฐานโพสต์เฟซบุ๊กจากบัญชีส่วนตัวของน.ส.รักชนก ซึ่งตั้งค่าเป็นสาธารณะให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ ไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้อความในโพสต์ดังกล่าวทำนองว่า “ก็ดีจะได้เรียกได้เต็มปากว่า ไอ้รัฐมนตรีที่มาจากการโกงเลือกตั้ง” และยังมีคอมเมนต์ใต้โพสต์ว่า “คนเฮ้งซวย” ซึ่ง “เฮ้ง” คือชื่อเล่นของนายสุชาติ โพสต์นี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติวินิจฉัยไม่นับคะแนนใหม่ในการเลือกตั้ง ส.ส.เขต 1 จังหวัดชลบุรี

รายละเอียดข้อความหมิ่นประมาทที่จุดชนวน

ทนายความระบุว่า แม้น.ส.รักชนกจะแก้ไขคอมเมนต์ “คนเฮ้งซวย” ออกไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว เนื่องจากนายสุชาติและทีมงานได้เห็นข้อความดังกล่าว และถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ นอกจากนี้ โพสต์หลักยังกล่าวหานายสุชาติว่ามาจากการโกงเลือกตั้ง ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่กกต.รับรองผลการเลือกตั้งและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยไม่มีหลักฐานทุจริตใดๆ

ก่อนหน้านี้ นายสุชาติอดทนกับคำวิจารณ์มากมาย โดยทีมกฎหมายมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเพื่อให้การเลือกตั้งผ่านพ้นไป แต่ครั้งนี้ถือว่าส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์อย่างรุนแรง จึงต้องดำเนินคดีเพื่อปกป้องเกียรติศักดิ์ศรี

ขั้นตอนทางกฎหมายและค่าเสียหาย 50 ล้าน

หลังแจ้งความอาญาแล้ว ทีมทนายจะยื่นฟ้องศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ในคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายสูงถึง 50 ล้านบาทในสัปดาห์หน้า นายณัฐวุฒิ ยืนยันว่าไม่ใช่การ “ฟ้องปิดปาก” แต่เป็นการตอบโต้ที่เหมาะสม หากมีการโพสต์ซ้ำ จะดำเนินคดีหลายกระทง ส่วนประชาชนที่แชร์หรือคอมเมนต์หมิ่นประมาท จะรวบรวมหลักฐานตรวจสอบเพิ่มเติม

  • ข้อหาหลัก: หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326
  • ข้อหาเสริม: พ.ร.บ.คอมพ์ มาตรา 14 ฐานนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จหรือบิดเบือนให้ผู้อื่น
  • ผลกระทบ: ส่งผลต่อชื่อเสียงและตำแหน่งหน้าที่การเมือง
  • แผนต่อไป: ฟ้องแพ่ง 50 ล้านบาท เพื่อชดเชยความเสียหาย

กรณีสุชาติ ส่งทนายแจ้งความ รักชนก หมิ่นประมาท พ.ร.บ.คอมพ์ นี้ สะท้อนปัญหาการใช้โซเชียลมีเดียในวงการเมืองไทยที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การแสดงความเห็นต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง มิเช่นนั้นอาจต้องรับผิดชอบทั้งทางอาญาและแพ่ง นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้นักการเมืองทุกฝ่ายระมัดระวังคำพูด โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลแพร่กระจายรวดเร็ว

จากประสบการณ์คดีคล้ายๆ กันในอดีต เช่น คดีหมิ่นประมาทนักการเมืองผ่านเฟซบุ๊ก มักจบลงด้วยการไกล่เกลี่ยหรือศาลสั่งชดใช้ค่าเสียหายจำนวนมาก ครั้งนี้คาดว่าจะเป็นคดีตัวอย่างที่สำคัญ

คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? การแจ้งความปกป้องเกียรติถือว่าจำเป็นหรือเป็นการปิดปากฝ่ายตรงข้าม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – “สุชาติ” ส่งทนายแจ้งความ “รักชนก” หมิ่นประมาท-พ.ร.บ.คอมพ์ จ่อเรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน

ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด”

ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิด คดีหมิ่นประมาท “วีระ สมความคิด” หลังโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุ “นักร้องรับจ้างไงจะใครล่ะ” ไม่ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

ที่ห้องพิจารณา 714 ศาลอาญา เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 19 ธ.ค. 2568 ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดำอ.711 /2567 ที่นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.)เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ปารีณา หรือ เอ๋ ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ,พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พร้อมเรียกค่าเสียหาย 3 แสนบาท 

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 65 จําเลยโพสต์เฟซบุ๊ก ให้บุคคลทั่วไปทราบว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี เป็นนักร้องรับจ้าง (ได้รับเงินในการไปร้องเรียนข้าราชการ ทุจริต) อันเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย พร้อมเรียกค่าเสียหาย 3 แสนบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี 

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ข้อความที่จำเลยโพสต์ว่า “นักร้องรับจ้างไงจะใครล่ะ” ความหมายตามพจนานุกรม ความหมายว่า นักร้องหมายถึงศิลปิน นักร้องที่ทำงานโดยรับค่าจ้าง เป็นอาชีพสุจริต ส่วนคำว่านักร้องรับจ้างทางการเมือง ผู้ที่สนใจทางการเมืองเท่านั้นถึงเข้าใจว่า หมายถึงผู้ที่ทำการร้องเรียนไปในทางที่ไม่ดี ดังนั้น คำว่านักร้องรับจ้างจึงไม่ใช่ข้อความที่จะทำให้เสื่อมเสียโดยตัวเอง ผู้ที่รับฟังจะต้องนำบริบทเนื้อหาแวดล้อมอื่นเข้ามาประกอบด้วยจึงจะเข้าใจ

เห็นว่าข้อความดังกล่าวไม่ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่นเกลียดชัง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326,328 จำเลยไม่จำเป็นต้องชดใช้ค่าเสียหาย 3 แสนบาทให้แก่โจทก์ พิพากษายกฟ้อง  

 ภายหลังจากฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้น น.ส.ปารีณา เดินทางกลับทันทีโดยไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด

ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด”

คดีที่น่าสนใจนี้จบลงด้วยการที่ศาลยกฟ้องคุณปารีณาในคดีหมิ่นประมาทคุณวีระ สมความคิด สิ่งที่น่าพิจารณาคือข้อความที่นำไปสู่การฟ้องร้องนั้นมีความกำกวมและต้องตีความจากบริบทแวดล้อม

รายละเอียดคำพิพากษาคดี “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด”

จากข้อมูลที่ได้ ศาลอาญาได้ทำการยกฟ้องในคดีที่นายวีระ สมความคิดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ปารีณา หรือ เอ๋ ไกรคุปต์ ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ สืบเนื่องมาจากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กของ น.ส.ปารีณา.

ใจความสำคัญของคดี:

  • วันที่ 19 ธันวาคม 2568 ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องคดีดำ อ.711/2567 ที่นายวีระ สมความคิด เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ปารีณา หรือ เอ๋ ไกรคุปต์ ในข้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
  • นายวีระ สมความคิด ฟ้องร้อง น.ส.ปารีณา จากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กที่ระบุว่า “นักร้องรับจ้างไงจะใครล่ะ” ซึ่งนายวีระเห็นว่าเป็นการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง
  • ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อความดังกล่าวไม่ได้ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงโดยตัวของมันเอง ผู้ที่รับฟังจะต้องนำบริบทอื่นมาประกอบด้วย
  • ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง น.ส.ปารีณา และไม่จำเป็นต้องชดใช้ค่าเสียหาย 3 แสนบาทให้แก่นายวีระ

คำตัดสินของศาลในคดี ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณาบริบทแวดล้อมในการตีความข้อความ การที่ศาลยกฟ้องนั้นเป็นเพราะข้อความที่ น.ส.ปารีณา โพสต์ไม่ได้มีความหมายที่ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียงโดยตัวของมันเอง แต่ต้องมีการตีความร่วมกับบริบทอื่นๆ

คดีนี้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจในการพิจารณาคดีหมิ่นประมาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการโพสต์ข้อความใดๆ บนโซเชียลมีเดียนั้นจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจนำไปสู่การฟ้องร้องได้ ถึงแม้ว่าในกรณีนี้ ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด” แต่ก็เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับทุกคน

ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความสุจริต เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นได้ การใช้ภาษาที่ชัดเจนและหลีกเลี่ยงการใช้คำที่มีความหมายกำกวมจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

สำหรับใครที่ติดตามข่าวสารนี้อยู่ หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้นนะครับ และอย่าลืมตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านก่อนที่จะแชร์หรือแสดงความคิดเห็นใดๆ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการใช้สื่อสังคมออนไลน์ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางกฎหมายตามมา ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด” เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ

ที่มา – ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด”

ตร.แจ้งความ “บิ๊กโจ๊ก” ปมพาดพิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการสีกากี เมื่อ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีกับ “บิ๊กโจ๊ก” จากกรณีการให้สัมภาษณ์ที่พาดพิงองค์กรด้วยถ้อยคำที่รุนแรง จนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และเกียรติยศของข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2566 โดยทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบอำนาจให้ตัวแทนเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หลังพบว่ามีการให้สัมภาษณ์พาดพิงองค์กรด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ซึ่งมองว่าเป็นการลดทอนคุณค่าของหน่วยงานและบั่นทอนขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 16.00 น. ณ ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ (รอง จตช.) ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้นำเอกสารหลักฐานเข้าพบพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ในความผิดฐาน “หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา” และความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

## ทำไมสำนักงานตำรวจแห่งชาติถึงแจ้งความบิ๊กโจ๊ก?

สาเหตุหลักของการดำเนินคดีในครั้งนี้มาจากการให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ซึ่งมีการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2567 โดยในคลิปวิดีโอดังกล่าว มีการใช้ถ้อยคำที่ระบุว่า “…ตำรวจเนี่ยคือ แก๊งอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย” ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นว่าถ้อยคำดังกล่าวเป็นการใส่ความองค์กร ลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีของหน่วยงานอย่างร้ายแรง ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดและเสื่อมศรัทธาต่อองค์กรตำรวจในภาพรวม

## ผลกระทบที่เกิดขึ้น

แน่นอนว่าการกล่าวหาเช่นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกียรติยศของข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ทั่วประเทศ ทำให้เกิดความรู้สึกเสียใจและไม่พอใจต่อการกระทำดังกล่าว ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงต้องดำเนินการเพื่อรักษาสิทธิตามกฎหมายและปกป้องชื่อเสียงขององค์กรจากการถูกกล่าวหาที่เกินกว่าวิสัยการติชมโดยสุจริต ฝ่ายกฎหมายได้รวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งคลิปวิดีโอและเอกสารถอดเทปคำพูด ส่งมอบให้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามเพื่อพิจารณาตามขั้นตอน

### ขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร?

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์และลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานแล้ว โดยจะดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป เราคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่ายจะเป็นเช่นไร

การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกมาปกป้องศักดิ์ศรีขององค์กร แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของตำรวจไทย แม้ว่าการวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นเรื่องปกติในสังคม แต่การกล่าวหาที่รุนแรงและเกินเลยก็ย่อมส่งผลเสียต่อขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน และความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อองค์กร

ที่มา – “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” แจ้งความ “บิ๊กโจ๊ก” ปมพาดพิงองค์กรด้วยถ้อยคำรุนแรง

ศาลยกฟ้อง! กุสุมาลวตี ฟ้องอนุทินหมิ่นประมาท

ศาลอาญาได้ยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีที่นางกุสุมาลวตี ฟ้องร้องนายอนุทินในข้อหาหมิ่นประมาท สืบเนื่องมาจากการตอบโต้กันในคดียุบพรรคฮั้ว สว. โดยศาลชี้ว่าเป็นการโต้ตอบโดยสุจริต นางกุสุมาลวตีเตรียมปรึกษาทนายเพื่อยื่นอุทธรณ์ต่อไป

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม เวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 808 ศาลอาญา ได้นัดฟังคำสั่งในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ อ.1418/2568 ซึ่งนางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี (ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท

ใจความสำคัญของคดีคือ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ภายหลังจากที่โจทก์ได้ยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกโดยมิชอบต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้ กกต. พิจารณายื่นศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคภูมิใจไทย และโจทก์ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความตั้งใจในการยื่นเรื่องดังกล่าวต่อ กกต. แล้ว จำเลยได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ที่นำเข้าไต่สวนมูลฟ้องประกอบคำแถลงของจำเลยแล้วเห็นว่า โจทก์ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กกต. เพื่อให้ กกต. พิจารณายื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคภูมิใจไทย และให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับกรณีที่โจทก์เห็นว่าการกระทำของพรรคภูมิใจไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รวมถึงกรรมการบริหารพรรคและเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กระทำการอันขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิก โดยโจทก์ให้สัมภาษณ์ก่อนเกิดเหตุหลายครั้งและวันเกิดเหตุด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำสัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนของโจทก์ยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาจาก กกต. ผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานอันควรยื่นยุบพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ และเป็นการกล่าวถึงจำเลยโดยตรง จำเลยจึงเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้การสัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนของจำเลยที่กล่าวถึงลักษณะพฤติกรรมของโจทก์จึงเป็นคำที่จำเลยโต้ตอบโจทก์ เพื่อให้ผู้ที่รู้เห็นเข้าใจว่า โจทก์เป็นบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ เป็นการแสดงข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม แก้ข่าวที่โจทก์ให้สัมภาษณ์ อันเป็นการป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ฟ้องโจทก์ไม่มีมูลว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องพิพากษายกฟ้อง

ภายหลัง นางกุสุมาลวตีกล่าวว่า เป็นดุลยพินิจของศาล แต่ส่วนตัวยังติดใจในความหมายของคำพูดว่า “กักขฬะ” ที่ตีความแล้ว ความหมายไม่ตรงกับที่ตนเองคิด เพราะทนายจำเลยสืบพยานอ้างว่า คำว่า “กักขฬะ” คือพื้นดินที่ขรุขระ ส่วนตัวมองว่าเป็นถ้อยคำที่ดูหมิ่น มีความเถื่อน หลังจากนี้จะปรึกษากับทนายความเพื่อเดินหน้าในการยื่นอุทธรณ์คดีต่อไป

ศาลอาญา ยกฟ้อง “กุสุมาลวตี” ฟ้อง “อนุทิน” หมิ่นประมาท

เรื่องราวของคดีกุสุมาลวตี ฟ้องอนุทินหมิ่นประมาท กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างมาก การที่ศาลยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องทำให้เกิดคำถามและความเห็นที่แตกต่างกันในวงกว้าง

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดี กุสุมาลวตี ฟ้องอนุทินหมิ่นประมาท

คดีนี้มีความซับซ้อนในแง่ของข้อกฎหมายและการตีความ คำว่า “หมิ่นประมาท” เองก็มีหลายแง่มุม การที่ศาลมองว่าเป็นการโต้ตอบโดยสุจริตเพื่อป้องกันสิทธิ์ของตนเองเป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามกันต่อไปว่าการยื่นอุทธรณ์ของนางกุสุมาลวตีจะเป็นอย่างไร

การพิจารณาคดีกุสุมาลวตี ฟ้องอนุทินหมิ่นประมาทนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้ภาษาและการสื่อสารในสังคม การที่คำพูดคำเดียวสามารถนำไปสู่การฟ้องร้องและเป็นประเด็นทางกฎหมายได้นั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนควรตระหนักถึง

ผลของคดีกุสุมาลวตี ฟ้องอนุทินหมิ่นประมาทนี้อาจมีผลกระทบต่อแนวทางการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม การใช้สิทธิในการแสดงออกอย่างระมัดระวังจึงเป็นสิ่งสำคัญ

จากเหตุการณ์กุสุมาลวตี ฟ้องอนุทินหมิ่นประมาทนี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นหรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ เพื่อป้องกันการกระทำที่อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือละเมิดสิทธิของผู้อื่น

ที่มา – ศาลอาญา ยกฟ้อง “กุสุมาลวตี” ฟ้อง “อนุทิน” หมิ่นประมาท

“ศักดิ์ดา” แจ้งความ “ณัฐวุฒิ” หมิ่นประมาท

การเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 กำลังดุเดือด เมื่อ “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” มท.3 ตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ “ณัฐวุฒิ” ในข้อหาหมิ่นประมาท จากกรณีที่นำภาพของตนเองขณะรอลูกสาวหาเสียงที่อำเภอบ่อพลอยไปโพสต์ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 นี้ มีผู้สมัครจากพรรคการเมือง 2 คน ได้แก่ นางสาววิสุดา วิเชียรศิลป์ หรือน้องดรีม พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เบอร์ 1 และ พล.อ.ดร.ชินวัฒน์ แม้นเดช หรือ บิ๊กเลน พรรคเพื่อไทย (พท.) เบอร์ 2 การหาเสียงกำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย โดยทั้ง 2 พรรคมีเวลาหาเสียงจนถึง 18.00 น. ของวันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม 2568 ก่อนที่จะต้องหยุดการหาเสียงทั้งหมด

บรรยากาศล่าสุดเป็นไปอย่างเข้มข้น เมื่อนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และทีมหาเสียงของ พล.อ.ดร.ชินวัฒน์ แม้นเดช หรือ บิ๊กเลน ผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย (พท.) เขต 4 เบอร์ 2 ได้โพสต์ภาพบนเฟซบุ๊ก โดยเป็นภาพของ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และเป็นบิดาของนางสาววิสุดา วิเชียรศิลป์ หรือน้องดรีม ผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 1 พร้อมข้อความว่า “เลือกตั้งซ่อมเขต 4 กาญจนบุรี สถานการณ์กำลังเข้มข้น รมต.ศักดิ์ดาท่านขยันดี ช่วงเที่ยงวันนี้ ขึ้นไปที่ว่าการอำเภอบ่อพลอยในเขตเลือกตั้ง เข้าไปนั่งในห้องนายอำเภอ สั่งการโน่น นั่น นี่ เย็นนี้ข่าวว่าจะนัดผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ กินข้าวที่บ้านนายอำเภอด้วย สื่อมวลชนว่างๆไปดูได้ ท่านคงไม่ว่าหรอก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ห่วงว่าข้าราชการจะเป็นกลางมาก มาก ถึงมากที่สุด”

หลังจากภาพและข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามข้อเท็จจริงไปยังนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ซึ่งได้ชี้แจงว่า วันดังกล่าวลูกสาวและทีมงานได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนในหลายพื้นที่ และตนเองได้ไปที่ว่าการอำเภอบ่อพลอยเพื่อรอลูกสาว โดยไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง เนื่องจากที่ว่าการอำเภอเป็นสถานที่ที่ใครๆ ก็สามารถเข้าไปได้ หลังจากนั้นลูกสาวก็ได้เดินทางไปหาเสียงในพื้นที่อำเภอหนองปรือ และอำเภอเลาขวัญ โดยตนเองไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย จึงได้หาสถานที่นั่งรอซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อเดินทางถึงอำเภอเลาขวัญ จึงทราบข่าวว่านายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ได้นำภาพไปโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความดังกล่าว ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เลาขวัญ เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ทำให้ตนเองได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง และสูญเสียคะแนนนิยม

นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การกระทำของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับพรรคเพื่อไทย เป็นการใส่ร้ายป้ายสี จึงจำเป็นต้องแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท ส่วนจะเข้าข่ายความผิดทางกฎหมายข้ออื่นอีกหรือไม่นั้น จะต้องตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

“ศักดิ์ดา” แจ้งความ “ณัฐวุฒิ” หมิ่นประมาท

ทำไม “ศักดิ์ดา” ถึงแจ้งความ “ณัฐวุฒิ” ข้อหาหมิ่นประมาท?

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นของการแข่งขันในการเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 การกล่าวหาหมิ่นประมาทเป็นเรื่องร้ายแรง และการแจ้งความดำเนินคดีของนายศักดิ์ดาต่อ นายณัฐวุฒิ แสดงให้เห็นว่าเขาต้องการปกป้องชื่อเสียงและคะแนนนิยมของตนเองและลูกสาว

  • การแจ้งความหมิ่นประมาท: ขั้นตอนและความสำคัญ
  • ผลกระทบต่อการเลือกตั้ง: ความสำคัญของชื่อเสียงและการกล่าวหา
  • มุมมองทางกฎหมาย: ความหมายของหมิ่นประมาทและองค์ประกอบความผิด

สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและความถูกต้องของข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่มีการแข่งขันทางการเมืองสูง การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือบิดเบือนความจริงอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งได้

บทสรุป

ประเด็นสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือ การที่นักการเมืองต้องมีความระมัดระวังในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และควรตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนที่จะเผยแพร่ต่อสาธารณชน นอกจากนี้ ประชาชนก็ควรใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร และไม่ควรด่วนตัดสินใจจากข้อมูลที่ได้รับมาเพียงด้านเดียว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของความถูกต้องและความรับผิดชอบในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคม

ที่มา – “ศักดิ์ดา” แจ้งความ “ณัฐวุฒิ” หมิ่นประมาท โพสต์ภาพ-แคปชั่น ทำคนเข้าใจผิด

จับแล้วแท็กซี่อ้างจ่ายส่วยตำรวจคลองหลวง

จับแล้วแท็กซี่อ้างจ่ายส่วยตำรวจคลองหลวง: เรื่องราวเบื้องหลังที่ต้องรู้

ในโลกโซเชียลมีเดียที่ข่าวสารแพร่กระจายรวดเร็ว การโพสต์คลิปวิดีโอหรือข้อความที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดสามารถนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ได้ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ จับแล้วแท็กซี่อ้างจ่ายส่วยตำรวจคลองหลวง ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนในหมู่ผู้ใช้รถใช้ถนนและคนขับแท็กซี่ทั่วประเทศ เรื่องนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงปัญหาการแย่งคิวรถรับจ้าง แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนในการใช้คำพูดที่อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาท

จับแล้วแท็กซี่อ้างจ่ายส่วยตำรวจคลองหลวง: เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2567 เวลาประมาณ 14.00 น. เพจเฟซบุ๊กชื่อ “รวมพลคนขับแท็กซี่ประเทศไทย” ได้โพสต์คลิปวิดีโอของคนขับรถแท็กซี่รายหนึ่งที่อ้างว่าตนเองจ่ายเงินส่วยให้กับตำรวจจราจร สภ.คลองหลวง คำพูดดังกล่าวระบุว่า “ถนนพหลโยธินหน้าม.กรุงเทพ เล่นกับใครไม่เล่น เจอผมไม่กลัวอยู่แล้ว เขาบอกเสียตังค์ให้ตำรวจคลองหลวง ไม่ได้แย่งแต่ไม่ชอบคนเอาเปรียบ อย่าเห็นแก่ตัวอย่าใช้กฎหมายมาหากิน” คลิปนี้ถูกแชร์และแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก สร้างความฮือฮาและความสงสัยเกี่ยวกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ภาพจับกุมแท็กซี่

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.คลองหลวง ได้ติดตามตัวคนขับรายนี้ทันที ชื่อ นายศักดิ์ชัย อายุ 51 ปี เจ้าของรถแท็กซี่ยี่ห้อโตโยต้าสีขาว-ชมพู ทะเบียนกรุงเทพมหานคร จากการสอบสวน นายศักดิ์ชัยยอมรับว่า คำพูดที่อ้างจ่ายส่วยนั้นเป็นเพียง “มุก” หรือการพูดเล่นเพื่อขู่ให้รถแท็กซี่คันอื่นที่แย่งคิวออกไป พื้นที่ดังกล่าวคือถนนพหลโยธิน ขาเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งไม่มีวินจัดตั้งอย่างเป็นทางการ อาศัยหลัก FIFO (First In First Out) หรือใครมาก่อนจอดก่อน และยืนยันว่าไม่เคยจ่ายเงินให้ตำรวจหรือรู้จักเจ้าหน้าที่แม้แต่คนเดียว

ผลกระทบจากการอ้างจ่ายส่วย: ทำไมถึงเป็นปัญหาใหญ่

การอ้างอิงชื่อเสียงของเจ้าหน้าที่รัฐแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อโพสต์ลงโซเชียลมีเดียที่เข้าถึงผู้คนนับหมื่น ร.ต.อ.วรุตม์ พรมลาย รอง สว.จร. สภ.คลองหลวง เปิดเผยว่า สภ.คลองหลวงไม่ได้อนุญาตให้ตั้งวินรถแท็กซี่บริเวณป้ายรถเมล์หรือจุดใดๆ การกระทำดังกล่าวของนายศักดิ์ชัยเข้าข่ายหมิ่นประมาท ทำให้ภาพลักษณ์ของงานจราจรเสียหายอย่างหนัก มีการแจ้งข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา และเคยมีคดีคล้ายกันที่ถูกดำเนินการมาแล้ว

ปัญหานี้ไม่ใช่ครั้งแรกในวงการรถแท็กซี่ไทย ที่มักมีข่าวการแย่งคิว การเรียกส่วยจากผู้โดยสาร หรือแม้กระทั่งการทุจริตจากเจ้าหน้าที่ แต่ในกรณีนี้ มันเริ่มจากความเข้าใจผิดที่เกิดจากคำพูดเล่นๆ แต่กลับกลายเป็นดราม่าทั่วโซเชียล ผู้ขับขี่แท็กซี่หลายรายแสดงความเห็นว่าควรมีการสื่อสารที่ดีกว่านี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่คดีความ

  • ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ตำรวจ: ข่าวลือแบบนี้อาจทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในเจ้าหน้าที่
  • ปัญหาแย่งคิวรถแท็กซี่: พื้นที่ถนนพหลโยธินเป็นจุดร้อนที่รถหลายคันมักทะเลาะกัน
  • บทเรียนสำหรับโซเชียลมีเดีย: ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนแชร์ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย
  • สิทธิของผู้ขับ: แม้จะเล่นมุก แต่ก็ต้องรับผิดชอบหากเข้าข่ายกฎหมาย

จากประสบการณ์ในวงการขนส่งสาธารณะ ปัญหาการจ่ายส่วยหรือการทุจริตเป็นหัวใจสำคัญที่กระทรวงคมนาคมพยายามแก้ไขมาอย่างยาวนาน โดยมีนโยบายส่งเสริมการใช้แอปพลิเคชันเรียกรถเพื่อลดการแย่งคิวแบบดั้งเดิม ในปทุมธานีซึ่งเป็นย่านที่มีนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ และสถานที่ทำงานจำนวนมาก การจัดการจราจรจึงยิ่งสำคัญ หากไม่มีวินที่ชัดเจน ผู้ขับควรยึดหลักความสุภาพและกฎจราจรเพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบนี้

นอกจากนี้ ยังมีกรณีคล้ายกันในอดีต เช่น การจับกุมผู้ขับแท็กซี่ที่โพสต์กล่าวหาเจ้าหน้าที่โดยไม่มีมูล ซึ่งมักจบลงด้วยการไกล่เกลี่ยหรือคดีหมิ่นประมาท สิ่งนี้เตือนใจว่าการใช้โซเชียลมีเดียต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลปลอมหรือมุกตลกสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว

ในมุมมองของผู้เขียน คดี จับแล้วแท็กซี่อ้างจ่ายส่วยตำรวจคลองหลวง นี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการส่งเสริมความโปร่งใส หากทุกฝ่ายเข้าใจซึ่งกันและกัน ปัญหาเหล่านี้จะลดลงได้ คุณล่ะเคยเจอปัญหาแย่งคิวหรือข่าวลือแบบนี้ไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อให้เราร่วมกันหาทางแก้ไขนะครับ

ที่มา – จับแล้วแท็กซี่อ้างจ่ายส่วยตำรวจคลองหลวง โชเฟอร์บอกแค่เล่นมุก โดนข้อหาหมิ่นประมาท

เตรียมออกหมายเรียกคดี เพื่อนบ้านคอนโดอาละวาด

เตรียมออกหมายเรียก ดำเนินคดี ปม “เพื่อนบ้านคอนโด” อาละวาด ไล่ถีบประตู! ผบช.น. และ ผบก.น.1 สั่งตรวจสอบเหตุการณ์สามีภรรยาทะเลาะกัน ก่อเหตุไล่เคาะและถีบห้องเพื่อนบ้านในคอนโดมิเนียมย่านดินแดง จนหนุ่มอินฟลูเอนเซอร์ต้องผวาเข้าแจ้งความ ล่าสุด สน.ดินแดงกำลังเร่งรวบรวมหลักฐานเพื่อออกหมายเรียกผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีในข้อหาพยายามบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์

เตรียมออกหมายเรียก ดำเนินคดี ปม “เพื่อนบ้านคอนโด” อาละวาด ไล่ถีบประตู

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และ พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ภษิต กะเตื้องงาน ผกก.สน.ดินแดง เร่งตรวจสอบกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Thanid Thungtongkam ซึ่งเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ได้โพสต์ข้อความเตือนภัยสำหรับผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมย่านดินแดง เกี่ยวกับพฤติกรรมของเพื่อนบ้านที่ทำการเคาะประตู ถีบประตู นำมีดมาเคาะ และนำเลือดสกปรกมาป้าย พร้อมทั้งด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย มีการหมิ่นประมาทและข่มขู่ ทำให้ผู้เสียหายต้องหลบซ่อนตัวและเกิดความวิตกกังวล จึงได้แจ้งนิติบุคคลให้เข้ามาควบคุมสถานการณ์

ผลปรากฏว่านิติบุคคลทำได้เพียงเฝ้าดูเหตุการณ์ผ่านกล้องวงจรปิด และเมื่อโทรแจ้งตำรวจ ตำรวจก็อยู่ในล็อบบี้ไม่ได้ขึ้นมายังห้องของผู้เสียหาย จนกระทั่งผู้ก่อเหตุเดินลงไปที่ล็อบบี้เอง เนื่องจากระหว่างเคาะประตูได้เผลอทำมีดบาดศีรษะตนเอง

จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 เวลา 22:47 น. เจ้าหน้าที่สายตรวจ สน.ดินแดง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ และพบผู้ก่อเหตุพร้อมภรรยารอพบเจ้าหน้าที่อยู่ด้านล่าง โดยภรรยาของผู้ก่อเหตุให้ข้อมูลว่า สามีของตนมีอาการมึนเมาและทำร้ายตัวเองจนได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ เมื่อสอบถามผู้ก่อเหตุอยู่ในอาการมึนเมา พูดจาไม่รู้เรื่องและไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานงานกับหน่วยกู้ภัยเพื่อทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและนำตัวผู้ก่อเหตุส่งไปยังโรงพยาบาลแพทย์ปัญญา

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประชาสัมพันธ์ให้นิติบุคคลและผู้เสียหายสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุ และหากต้องการดำเนินคดี ให้มาแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ดินแดง

ต่อมา ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้โพสต์ข้อความ ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ดินแดง เนื่องจากผู้ก่อเหตุได้มาเคาะห้องเพื่อหาเรื่อง เนื่องจากไม่พอใจที่ผู้เสียหายได้แจ้งนิติบุคคลให้มาตรวจสอบเรื่องที่ผู้ก่อเหตุทะเลาะกับภรรยาเสียงดัง พนักงานสอบสวน สน.ดินแดง ได้ทำการสอบปากคำผู้เสียหาย พร้อมทั้งประสานงานกับชุดสืบสวน สน.ดินแดง เพื่อตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และได้นัดหมายผู้เสียหายมาให้ปากคำเพิ่มเติม

โดยได้นัดหมายอีกครั้งในวันที่ 23 กันยายน เวลา 11:00 น. เพื่อยืนยันภาพผู้ก่อเหตุ ซึ่งทางพนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายเรียกผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีในข้อหาพยายามบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ รวมถึงการกระทำความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย

จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับคดีเพื่อนบ้านคอนโดอาละวาด?

คดี “เพื่อนบ้านคอนโด” อาละวาด นี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการอยู่อาศัยร่วมกันในคอนโดมิเนียม การกระทำของผู้ก่อเหตุถือเป็นความผิดทางอาญา และอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของผู้พักอาศัยคนอื่นๆ การดำเนินการทางกฎหมายจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความเป็นธรรมและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

ดังนั้น หากคุณกำลังประสบปัญหาเพื่อนบ้านสร้างความเดือดร้อน ควรปรึกษานิติบุคคลของคอนโดเพื่อหาทางแก้ไข หรือแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

ทั้งนี้ หากมีผู้เสียหายประสงค์จะแจ้งความเพิ่ม สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ สน.ดินแดง ต่อไป

ที่มา – เตรียมออกหมายเรียก ดำเนินคดี ปม “เพื่อนบ้านคอนโด” อาละวาด ไล่ถีบประตู

ทนายเกิดผล ชี้ปมครูปรีชาฟ้องโน้ส อุดม

กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อ “ทนายเกิดผล” ออกมาโพสต์ถึงกรณีที่ “ครูปรีชา” แจ้งความเอาผิด “โน้ส อุดม” โดยระบุว่าอยู่ดีไม่ว่าดี ระวังจะหาเรื่องติดคุกตอนแก่! เรื่องราวนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และทำไมทนายเกิดผลถึงออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ เราจะมาเจาะลึกกันในบทความนี้

ทนายเกิดผลวิเคราะห์ ปมครูปรีชาฟ้องโน้ส อุดม

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “โน้ส อุดม แต้พานิช” นักแสดงเดี่ยวไมโครโฟนชื่อดัง เดินทางไปยัง สภ.เมืองกาญจนบุรี เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในคดีที่ นายปรีชา ใคร่ครวญ หรือ ครูปรีชา เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ โดยกล่าวหาว่า โน้ส อุดม หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

สาเหตุของการแจ้งความครั้งนี้มาจากการที่ ครูปรีชาได้รับคลิปวิดีโอ “เดี่ยว 12” ของโน้ส อุดม ซึ่งเป็นการแสดงเมื่อปี 2561 เนื้อหาในคลิปมีการกล่าวถึง ครูปรีชา ในลักษณะที่อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาท เช่น “ผลงานโดดเด่นของกระทรวงศึกษา ยกให้ครูปรีชา สร้างแรงบันดาลใจ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ นี่มันหวยของครู หมวดจรูญนั้นไม่ใช่ ถ้า …ได้ขนาดนั้น นี่ต้องมั่นมาก เพราะความจริงมันพูดยากมากกว่าแถไถ ไม่ต้องห่วง ครูยังมีผมอยู่ข้างๆ แต่ว่า ผมครูตรงกลางนี่มันหายไปไหน”

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทนายเกิดผล แก้วเกิด ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีทนายเกิดผล ชี้ปมครูปรีชาฟ้องโน้ส อุดม ว่า “ครูปรีชาจะหาเรื่องติดคุกตอนแก่หรือเปล่าครับเนี่ย การไปแจ้งความเอาผิดโน้สหลังจากเหตุการณ์ผ่านมาหลายปีแล้ว และข้อเท็จจริงก็เป็นไปดังที่ปรากฏในข่าวว่าหวยเป็นของหมวดจรูญ ไม่ใช่ของครูปรีชา ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วซึ่ง คุณโน้ส อุดม สามารถต่อสู้ในประเด็นนี้ได้โดยพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริง ก็ไม่เป็นความผิด เป็นข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329 (3) ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ และมาตรา 330 อยู่ดีไม่ว่าดีนะครูปรีชา เรื่องมันผ่านไปแล้ว แท้ๆ ยังจะเอามาเป็นประเด็น”

ทำไมทนายเกิดผลถึงออกมาแสดงความเห็นเรื่องครูปรีชาฟ้องโน้ส อุดม?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมทนายเกิดผลถึงออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ ทนายเกิดผลเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงและมักจะออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจอยู่เสมอ การออกมาแสดงความคิดเห็นในกรณีนี้อาจเป็นเพราะทนายเกิดผลเห็นว่าประเด็นนี้มีความน่าสนใจและอาจมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง

ประเด็นสำคัญที่ทนายเกิดผลยกขึ้นมาคือเรื่องของ “ความจริง” และ “ความเป็นธรรม” ทนายเกิดผลชี้ให้เห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข่าวและคำพิพากษาของศาลนั้น ชี้ชัดว่าหวยเป็นของหมวดจรูญไม่ใช่ของครูปรีชา ดังนั้น การที่ครูปรีชาไปแจ้งความเอาผิดโน้ส อุดม จึงอาจเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม

นอกจากนี้ทนายเกิดผลยังได้อ้างถึงประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329 (3) และมาตรา 330 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นความผิดในกรณีหมิ่นประมาท หากเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำได้

แน่นอนว่าการออกมาแสดงความคิดเห็นของทนายเกิดผลในครั้งนี้ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ทนายเกิดผลยกขึ้นมานั้นถือว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรค่าแก่การพิจารณา

สิ่งที่เกิดขึ้นในกรณีทนายเกิดผลชี้ปมครูปรีชาฟ้องโน้ส อุดม แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ “ความเป็นธรรม” และ “สิทธิในการแสดงความคิดเห็น” ในสังคมประชาธิปไตย การที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระและเป็นธรรม ถือเป็นรากฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคม

สุดท้ายนี้ หากใครที่กำลังเผชิญกับปัญหาทางกฎหมาย หรือต้องการคำปรึกษาจากทนายความผู้เชี่ยวชาญ อย่าลังเลที่จะติดต่อสำนักงานกฎหมายที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรม

ที่มา – ทนายเกิดผล โพสต์ปม “ครูปรีชา” แจ้งความเอาผิด “โน้ส อุดม” บอกอยู่ดีไม่ว่าดี

Scroll to top