องค์การอนามัยโลก

โจมตีโรงพยาบาลซูดานคร่าชีวิต 64 ศพ WHO ประณาม

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจกำลังเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก เมื่อเกิดการโจมตีโรงพยาบาลซูดานที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 64 ราย รวมถึงเด็กน้อย 13 ศพ องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ออกมาแสดงท่าทีประณามอย่างหนัก และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว สงครามครั้งนี้ไม่เพียงทำลายชีวิตผู้คน แต่ยังทำลายระบบสาธารณสุขของประเทศซูดานให้ย่อยยับไปด้วย

โจมตีโรงพยาบาลซูดาน

รายละเอียดของเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม ที่โรงพยาบาลศูนย์การเรียนรู้ในเมืองเอล-แดน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐดาร์ฟูร์ตะวันออก แรงระเบิดจากอาวุธหนัก โดยเฉพาะโดรนของกองทัพซูดานที่กำลังรุกคืบเข้าพื้นที่ของกองกำลังกึ่งทหาร RSF ทำให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ ผู้เสียชีวิตทันที 64 ราย ในนั้นมีเด็ก 13 ราย พยาบาลหญิง 2 ราย แพทย์ชาย 1 ราย และคนไข้จำนวนมาก บาดเจ็บอีก 89 ราย รวมถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 8 รายที่สาหัส

ความเสียหายจากโจมตีโรงพยาบาลซูดาน

โรงพยาบาลแห่งนี้เสียหายหนักมาก โดยเฉพาะแผนกสำคัญๆ ที่ประชาชนต้องการ ดังนี้

  • แผนกกุมารเวชกรรม: ที่เด็กๆ ต้องพึ่งพาในการรักษา
  • แผนกสูตินรีเวช: สถานที่ช่วยชีวิตแม่และเด็กแรกเกิด
  • แผนกฉุกเฉิน: จุดรับมือผู้บาดเจ็บเร่งด่วน

ผลคือโรงพยาบาลไม่สามารถให้บริการได้อีกต่อไป ชาวบ้านในพื้นที่ต้องเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนการรักษาพยาบาลที่จำเป็น สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเพราะสงครามที่ปะทุมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2023 ระหว่างกองทัพซูดาน (SAF) กับกองกำลังสนับสนุนอย่างรวดเร็ว (RSF)

ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังการโจมตีสถานพยาบาล (SSA) ของ WHO เผยว่า ตั้งแต่เริ่มสงคราม มีการโจมตีสถานพยาบาลถึง 213 ครั้ง ส่งผลให้เสียชีวิตสะสม 2,036 ราย โดยเฉพาะในปี 2025 เพียงปีเดียว มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีสถานพยาบาลถึง 1,620 ราย คิดเป็น 82% ของยอดรวมทั่วโลก! นี่แสดงให้เห็นว่าซูดานกลายเป็นจุด hotspot ของการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมสงคราม

WHO ประณามและเรียกร้องยุติสงคราม

นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการ WHO กล่าวด้วยน้ำเสียงสลดใจว่า “เลือดที่หลั่งไหลมามากเกินพอแล้ว ความทุกข์ทรมานนี้เกินกว่าที่มนุษย์จะรับไหว สถานพยาบาลต้องไม่ใช่เป้าหมายของสงคราม สันติภาพคือยาที่ดีที่สุดสำหรับมนุษยชาติ” คำพูดนี้สะท้อนถึงความสิ้นหวังของหน่วยงานสากลที่พยายามช่วยเหลือ แต่ถูกขัดขวางด้วยความรุนแรง

นอกจากนี้ สงครามยังก่อให้เกิดวิกฤตมนุษยธรรมครั้งใหญ่ ผู้พลัดถิ่นกว่า 11 ล้านคน ประชาชน 33 ล้านคนเผชิญความหิวโหยรุนแรง การใช้โดรนโจมตีชุมชนและสถานพยาบาลกลายเป็นเรื่องปกติ สหประชาชาติออกมาประณามซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เป็นส่วนหนึ่งของ pattern ที่น่ากลัว หากไม่หยุด สุขภาพของชาวซูดานจะพังทลายทั้งระบบ เด็กๆ แม่ๆ และผู้บริสุทธิ์จะเป็นเหยื่อต่อไป เราควรตระหนักว่าสงครามใดๆ ก็ตามที่โจมตีสถานพยาบาล ถือเป็นอาชญากรรมสงครามตามอนุสัญญาพีระมิดเจนีวา

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้โลกหันมาให้ความสำคัญกับมนุษยธรรมมากขึ้น อย่าปล่อยให้การเมืองและอำนาจทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ หากคุณอยากช่วยเหลือ สามารถบริจาคให้ WHO หรือหน่วยงานช่วยเหลือมนุษยธรรมได้ หรือแชร์บทความนี้เพื่อสร้างกระแสเรียกร้องสันติภาพ แสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าควรทำอย่างไรเพื่อหยุดยั้งโศกนาฏกรรมนี้!

ที่มา – โจมตีโรงพยาบาลซูดานคร่าชีวิต 64 ศพ WHO ประณามหนัก เรียกร้องยุติสงคราม

WHO เตือนภัย “ฝนพิษสีดำ” ในอิหร่าน หวั่นส่งผลกระทบระยะยาว

WHO เตือนภัย “ฝนพิษสีดำ” ในอิหร่าน หวั่นส่งผลกระทบระยะยาว หลังจากคลังน้ำมันถูกโจมตี สร้างมลพิษรุนแรงที่คุกคามสุขภาพประชาชนและแหล่งน้ำในช่วงวิกฤตขาดแคลน

WHO เตือนภัย “ฝนพิษสีดำ” ในอิหร่าน หวั่นส่งผลกระทบระยะยาว

องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาเตือนถึงอันตรายจาก “ฝนพิษสีดำ” หรือน้ำฝนที่ปนเปื้อนมลพิษหนัก หลังคลังน้ำมันในอิหร่านถูกโจมตีทางอากาศ ทำให้เกิดไฟไหม้ลุกลาม ส่งผลให้ควันดำหนาทึบลอยขึ้นฟ้าและปนเปื้อนชั้นบรรยากาศ เมื่อวันอังคารที่ 10 มี.ค. 2569 นายคริสเตียน ลินด์ไมเออร์ โฆษก WHO ระบุว่า สถานการณ์นี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงสุขภาพรุนแรง โดยเฉพาะฝนที่ตกลงมาผสมสารพิษ

สาเหตุของฝนพิษสีดำในอิหร่าน

คลังเก็บเชื้อเพลิงหลายแห่ง โดยเฉพาะคลังน้ำมันชาห์ราน (Shahran) ในกรุงเตหะราน ถูกโจมตีจนไฟลุกท่วม กลุ่มควันดำที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าทำให้อากาศเต็มไปด้วยสารมลพิษ เมื่อฝนตก น้ำจะดูดซับสารเหล่านี้ลงสู่พื้นดิน นอกจากนี้ ยังเสี่ยงกลายเป็น “ฝนกรด” จากปฏิกิริยากับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และไนโตรเจนออกไซด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวหนัง ปอด และแหล่งน้ำ

  • คลังน้ำมันชาห์รานในเตหะรานถูกโจมตีหนักสุด
  • ควันดำปนเปื้อนชั้นบรรยากาศทั่วพื้นที่
  • ทางการสั่ง lockdown ชั่วคราว ห้ามประชาชนออกจากบ้าน
  • คลังน้ำมันในบาห์เรนและ UAE ก็ได้รับผลกระทบ

ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

WHO เตือนภัย “ฝนพิษสีดำ” ในอิหร่าน หวั่นส่งผลกระทบระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่อิหร่านกำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนน้ำอย่างหนัก ชาวอิหร่านที่รอฝนเพื่อบรรเทาความแห้งแล้ง กลับต้องเผชิญฝนพิษที่อาจปนเปื้อนแหล่งน้ำดื่ม สภาเสี้ยววงเดือนแดงอิหร่านเตือนว่าน้ำฝนนี้มีความเป็นกรดสูง อาจทำให้ผิวหนังไหม้และ損傷ปอดรุนแรง ขณะที่นายโวลเคอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชน UN ก็แสดงความกังวลต่อผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ฝนกรดเกิดจากมลพิษอุตสาหกรรมและไฟไหม้ สามารถทำลายพืชผล ดิน และน้ำ ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ มะเร็ง และปัญหาสุขภาพเรื้อรังในระยะยาว ลินด์ไมเออร์เรียกสถานการณ์นี้ว่า “อันตรายมาก” และอาจลุกลามทั่วภูมิภาค

มาตรการป้องกันที่แนะนำ

เพื่อรับมือ WHO เตือนภัย “ฝนพิษสีดำ” ในอิหร่าน ประชาชนควร:

  • งดออกจากบ้านขณะฝนตกและหลังฝนหยุด
  • หลีกเลี่ยงน้ำฝนทุกชนิด อย่าเก็บไว้ใช้
  • สวมเสื้อผ้าปกปิดผิวหนังและหน้ากากอนามัย
  • ตรวจสอบคุณภาพน้ำดื่มจากหน่วยงานท้องถิ่น
  • แจ้งเจ้าหน้าที่หากพบอาการผิดปกติ เช่น ระคายเคืองผิวหรือหายใจลำบาก

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบอิหร่าน แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจทั่วโลกถึงความเสี่ยงจากสงครามและมลพิษอุตสาหกรรม ในขณะที่อิหร่านกำลังขาดน้ำรุนแรง ฝนพิษยิ่งซ้ำเติมวิกฤต สิ่งสำคัญคือการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและเสริมสร้างความมั่นคงน้ำอย่างเร่งด่วน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์ WHO เตือนภัย “ฝนพิษสีดำ” ในอิหร่านนี้ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานและสิ่งแวดล้อมในตะวันออกกลาง ลองคิดดูสิ ถ้าฝนที่ควรเป็นพระพรกลับกลายเป็นภัยพิบัติ มันชวนให้เราต้องตระหนักถึงการดูแลโลกใบนี้ให้ดีกว่านี้

ติดตามข่าวสารสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา และอย่าลืมแบ่งปันบทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักแก่ผู้อื่น!

ที่มา – WHO เตือนภัย “ฝนพิษสีดำ” ในอิหร่าน หวั่นส่งผลกระทบระยะยาว

WHO เผย ไวรัสนิปาห์คร่า 1 ศพ ในบังกลาเทศ

WHO เผย ไวรัสนิปาห์คร่า 1 ศพ ในบังกลาเทศ สร้างความกังวลให้กับหลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะหลังจากมีรายงานผู้เสียชีวิตในพื้นที่ตอนเหนือของบังกลาเทศ แม้องค์การอนามัยโลกจะยืนยันว่าความเสี่ยงการระบาดยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ประชาชนควรตื่นตัวและระวังตัวจากการสัมผัสเชื้อไวรัสชนิดนี้

WHO เผย ไวรัสนิปาห์คร่า 1 ศพ ในบังกลาเทศ รายละเอียดเหตุการณ์

ตามรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 หญิงวัยระหว่าง 40-50 ปี ในพื้นที่ทางตอนเหนือของบังกลาเทศ เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผู้ป่วยรายนี้เริ่มมีอาการตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม โดยมีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง ต่อมาพัฒนาเป็นน้ำลายไหลมาก สับสนมึนงง และชักกระตุกในที่สุด เธอเสียชีวิตหนึ่งสัปดาห์หลังแสดงอาการ และผลตรวจยืนยันการติดเชื้อในวันถัดมา

ที่น่าสนใจคือ ผู้เสียชีวิตไม่มีประวัติการเดินทางไปต่างประเทศ ทำให้เจ้าหน้าที่สงสัยว่าอาจติดเชื้อจากแหล่งในท้องถิ่น ปัจจุบันมีผู้สัมผัสใกล้ชิด 35 รายที่กำลังถูกเฝ้าระวัง แต่ผลตรวจทั้งหมดเป็นลบ และยังไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มเติม

ไวรัสนิปาห์คืออะไร และแพร่กระจายอย่างไร

ไวรัสนิปาห์เป็นไวรัสโพลิโอไวรัสที่พบครั้งแรกในมาเลเซียปี 2541 มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 75% ในผู้ติดเชื้อ โดยแพร่หลักผ่านค้างคาวผลไม้ที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะสารคัดหลั่งในผลไม้หรือน้ำหวานจากต้นอินทผลัม แม้จะมีการแพร่จากคนสู่คนได้ แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย

ในบังกลาเทศ พบผู้ติดเชื้อเกือบทุกปี ปี 2568 มีผู้เสียชีวิต 4 ราย หญิงรายนี้มีประวัติดื่มน้ำหวานสดจากต้นอินทผลัม ซึ่งเสี่ยงปนเปื้อนจากค้างคาวแม่ไก่ แต่ยังไม่ยืนยันสาเหตุแน่ชัด

อาการและการวินิจฉัยไวรัสนิปาห์

  • อาการเริ่มต้น: ไข้สูง ปวดศีรษะ คอแข็ง
  • อาการรุนแรง: น้ำลายไหล คลื่นไส้ อาเจียน สับสน ชัก และอาจถึงขั้นโคม่า
  • ระยะฟักตัว: 4-14 วัน

การวินิจฉัยต้องใช้ PCR หรือ serological test ซึ่ง WHO แนะนำให้เฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง

ผลกระทบและมาตรการรับมือหลัง WHO เผย ไวรัสนิปาห์คร่า 1 ศพ ในบังกลาเทศ

ข่าว WHO เผย ไวรัสนิปาห์คร่า 1 ศพ ในบังกลาเทศ เกิดขึ้นหลังอินเดียพบผู้ติดเชื้อ 2 รายในรัฐเบงกอลตะวันตก ทำให้สนามบินในสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และปากีสถาน เพิ่มการตรวจวัดไข้และคัดกรองผู้โดยสารจากพื้นที่เสี่ยง

อย่างไรก็ตาม WHO ยืนยันความเสี่ยงระดับนานาชาติยังต่ำ ไม่แนะนำจำกัดการเดินทางหรือค้า แนะนำให้หลีกเลี่ยงผลไม้ดิบ น้ำหวานสดจากต้นที่เสี่ยงปนเปื้อน และล้างมือบ่อยๆ

มาตรการป้องกันที่ทุกคนทำได้

  • หลีกเลี่ยงดื่มน้ำหวานสดหรือกินผลไม้ที่ตกจากต้นโดยไม่ล้าง
  • ไม่เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ใกล้ค้างคาว
  • สวมหน้ากากและล้างมือเมื่ออยู่ในพื้นที่เสี่ยง
  • แจ้งเจ้าหน้าที่หากมีอาการผิดปกติหลังสัมผัสผู้ป่วย

บังกลาเทศมีระบบเฝ้าระวังที่ดี โดยร่วมมือกับ WHO ในการตรวจและควบคุมการระบาด ในอดีตเคยจัดการคลัสเตอร์ได้สำเร็จ

ไวรัสนิปาห์ยังไม่มีวัคซีนหรือยาเฉพาะ แต่การป้องกันพื้นฐานช่วยลดความเสี่ยงได้มาก ในฐานะผู้ติดตามข่าวสุขภาพ เราควรตื่นตัวแต่ไม่ตื่นตระหนก เพราะ WHO ประเมินความเสี่ยงต่ำ หากคุณเดินทางไปบังกลาเทศหรืออินเดีย ควรตรวจสอบมาตรการล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุข

สุดท้ายนี้ แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อป้องกันข่าวลือที่อาจสร้างความตื่นตระหนกไม่จำเป็น

ที่มา – WHO เผย ไวรัสนิปาห์คร่า 1 ศพ ในบังกลาเทศ

อินเดียกลุ้ม งูกัดคนตายปีละ 50,000 ศพ เร่งหามาตรการรับมือ

อินเดียกลุ้ม งูกัดคนตายปีละ 50,000 ศพ เร่งหามาตรการรับมือ ปัญหาวิกฤตงูกัดในอินเดียกำลังกลายเป็นภัยร้ายที่คร่าชีวิตประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่การเข้าถึงบริการสุขภาพยังไม่เพียงพอ ข้อมูลล่าสุดจากรัฐบาลอินเดียเผยว่าทุกปีมีผู้เสียชีวิตจากงูกัดราว 50,000 ราย ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของยอดผู้เสียชีวิตทั่วโลก สถานการณ์นี้ทำให้อินเดียต้องเร่งรัดมาตรการป้องกันและรักษาให้ทันท่วงที

อินเดียกลุ้ม งูกัดคนตายปีละ 50,000 ศพ เร่งหามาตรการรับมือ

สำนักข่าว BBC รายงานข้อมูลจากรัฐบาลกลางอินเดียว่า ชาวอินเดียเสียชีวิตจากงูกัดเฉลี่ยปีละ 50,000 คน ผลการศึกษาในปี 2020 ชี้ว่ายอดจริงอาจสูงถึง 58,000 รายต่อปี ระหว่างปี 2000-2019 มีผู้เสียชีวิตรวม 1.2 ล้านคน รายงานจากหน่วยงาน GST พบว่า 99% ของบุคลากรทางการแพทย์ในอินเดียเผชิญปัญหาการใช้เซรุ่มแก้พิษงู จากการสำรวจ 904 คนในอินเดีย บราซิล อินโดนีเซีย และไนจีเรีย พบอุปสรรคคล้ายกัน เช่น โครงสร้างพื้นฐานย่ำแย่ การเข้าถึงเซรุ่มจำกัด และขาดการฝึกอบรม

บุคลากรเกือบครึ่งรายงานว่าความล่าช้าทำให้ผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ต้องตัดอวัยวะ ผ่าตัด หรือพิการตลอดชีวิต องค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี 2017 จัดให้พิษงูกัดเป็น “โรคเขตร้อนถูกละเลยระดับสูงสุด” โดยทั่วโลกมีผู้ถูกงูกัด 5.4 ล้านคนต่อปี เสียชีวิตกว่า 100,000 ราย ส่งผลกระทบหนักต่อชุมชนชนบทยากจนในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง

พื้นที่เสี่ยงสูงและกลุ่มเสี่ยงในอินเดีย

ดร.โยเกช เจน จาก GST และแพทย์ในรัฐฉัตตีสครห์ ระบุว่าภูมิภาคกลางและตะวันออกของอินเดียมีรายงานการเสียชีวิตสูงสุด โดยเฉพาะเกษตรกรและชุมชนชาติพันธุ์ยากจน ในปี 2024 อินเดียเปิดตัว NAPSE เพื่อลดยอดผู้เสียชีวิตครึ่งหนึ่งภายใน 2030 เน้นเฝ้าระวัง จัดหาเซรุ่ม วิจัย เพิ่มขีดความสามารถแพทย์ และรณรงค์ประชาชน ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่านี่เป็นก้าวดี แต่การปฏิบัติจริงยังขาดความต่อเนื่อง

“ในอินเดีย ปัญหานี้ถูกมองว่าเป็นของคนจน” ดร.เจนกล่าว “จึงขาดแรงผลักดันในการป้องกันที่ทำได้สิ้นเชิง ทุกวินาทีสำคัญในการรักษา” ความล่าช้าเกิดจากถนนเสีย โรงพยาบาลไกล ขาดรถพยาบาล บางรัฐเริ่มสำรองเซรุ่มในศูนย์สุขภาพปฐมภูมิ แต่บุคลากรกลัวอาการแพ้ ไม่มีอุปกรณ์รับมือ ผู้ป่วยชนบทยังพึ่งหมอธรรมะ รออาการหนักค่อยไปโรงพยาบาล

ปัญหาเซรุ่มแก้พิษงูไม่ครอบคลุม

เซรุ่มปัจจุบันครอบคลุมแค่ 4 สายพันธุ์หลัก: งูเห่า งูทับสมิงคลา งูแมวเซา และงูเกล็ดเลื่อย แต่ยังมีงูพิษอื่นๆ เช่น งูเขียวหางไหม้ งูแมวเซามาลาบาร์ งูจมูกโหนก ผลศึกษาจาก AIIMS โชธปุระ พบเซรุ่มงูเกล็ดเลื่อยใช้ผิด 2 ใน 3 ผู้ป่วยตอบสนองไม่ดี นายเจอร์รี มาร์ติน จาก The Liana Trust เรียกร้องพัฒนาเซรุ่มเพิ่ม และให้งูกัดเป็นโรคแจ้งความเหมือนรัฐกรรณาฏกะ

  • อุปสรรคหลัก: ขาดเซรุ่มเฉพาะสายพันธุ์
  • โครงสร้างพื้นฐาน: ถนน-โรงพยาบาลห่างไกล
  • บุคลากร: ขาดฝึกอบรม กลัวแพ้
  • ความเชื่อ: พึ่งหมอธรรมะ
  • รายงาน: ข้อมูลต่ำกว่าความจริง

องค์กรอย่าง The Liana Trust ศึกษาพิษงูอื่นๆ มาระยะหนึ่ง แต่คืบหน้าเชื่องช้า ต้องการแรงงานและเวลา อินเดียกำลังปรับปรุงเพื่อรับมือวิกฤตนี้

ปัญหา อินเดียกลุ้ม งูกัดคนตายปีละ 50,000 ศพ เร่งหามาตรการรับมือ สอนให้ประเทศอื่นๆ รวมถึงไทยตระหนักถึงภัยงูในพื้นที่ชนบท ควรเพิ่มการฝึกอบรม รณรงค์ และพัฒนาเซรุ่มให้ครอบคลุมมากขึ้น หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ลองแบ่งปันเคล็ดลับป้องกันงูกัดในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสุขภาพเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัย!

ที่มา – อินเดียกลุ้ม งูกัดคนตายปีละ 50,000 ศพ เร่งหามาตรการรับมือ

นายกฯ สั่งเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ คุมเข้มสนามบิน

โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ พร้อมกำชับมาตรการคัดกรองผู้โดยสารที่สนามบินอย่างเข้มงวด

วันนี้ 27 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) อย่างใกล้ชิด ภายหลังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 5 ราย และผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คน ในรัฐเบงกอลตะวันตก สาธารณรัฐอินเดีย เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายสิริพงศ์ ระบุว่า ปัจจุบันสถานการณ์ในประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศ อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการเฝ้าระวังและการคัดกรองผู้เดินทาง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในสนามบินนานาชาติ 3 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานดอนเมือง สุวรรณภูมิ และภูเก็ต เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศ

นายสิริพงศ์ ยังเน้นย้ำว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังโรคและการประเมินความเสี่ยงเชิงรุก โดยสั่งการให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและท่าอากาศยาน ดำเนินมาตรการตั้งจุดคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศอินเดีย ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมด้านระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ทั้งด้านบุคลากร เวชภัณฑ์ และแนวทางการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งประสานติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงและยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม

“ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และยังไม่มีรายงานผู้ป่วยในประเทศ อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังผู้เดินทางอย่างต่อเนื่อง หากพบผู้ที่มีอาการเข้าได้กับโรค จะมีการคัดกรองเพิ่มเติม ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดทันที ทั้งนี้ โรคดังกล่าวยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน รัฐบาลจึงขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์พาหะหรือการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด”

อนึ่ง โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้ต้องรายงานทันทีเมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีพาหะสำคัญคือค้างคาว และสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น เลือดและน้ำลาย ผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูง ปอดอักเสบ สมองอักเสบ ชัก และพบอัตราการเสียชีวิตสูงร้อยละ 40–75 ซึ่งถือว่าสูงกว่าโรคโควิด-19 หลายเท่า

นายกฯ สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์

มาตรการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ที่สนามบิน

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ในต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะที่สนามบินนานาชาติหลักของประเทศ ได้แก่ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และภูเก็ต มาตรการดังกล่าวรวมถึงการติดตั้งจุดคัดกรอง การตรวจวัดอุณหภูมิ และการสอบถามประวัติการเดินทางของผู้โดยสาร

หากพบผู้ที่มีอาการต้องสงสัย จะมีการส่งตัวเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และดำเนินการตามแนวทางการป้องกันและควบคุมโรคที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในประเทศไทย

รัฐบาลยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจและสามารถป้องกันตนเองได้อย่างเหมาะสม ข้อมูลดังกล่าวรวมถึงอาการของโรค ช่องทางการติดต่อ และวิธีการป้องกัน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เตรียมความพร้อมด้านการรักษาพยาบาล หากเกิดกรณีพบผู้ป่วยในประเทศ โดยมีการเตรียมสำรองเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ในประเทศไทยยังไม่น่ากังวล แต่การเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ ถือเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และปกป้องสุขภาพของประชาชน

ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนในการติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อร่วมกันป้องกันการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว

ที่มา – นายกฯ สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ กำชับมาตรการคัดกรองผู้โดยสารที่สนามบินเข้มงวด

เอธิโอเปียยืนยัน ไวรัสมาร์บวร์กระบาด คร่า 3 ศพ

สถานการณ์น่ากังวล! เอธิโอเปียยืนยัน ไวรัสมาร์บวร์กระบาดในประเทศแล้ว พบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย บริเวณชายแดนที่ติดกับซูดานใต้ สร้างความตื่นตระหนกให้กับนานาชาติ และส่งผลให้มีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

ทางการเอธิโอเปียได้ออกมายืนยันถึงการระบาดของไวรัสมรณะ เอธิโอเปียยืนยัน ไวรัสมาร์บวร์กระบาด เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยพบผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสนี้จำนวน 3 ราย ในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศซูดานใต้ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

รัฐบาลเอธิโอเปียกำลังเร่งดำเนินการตรวจสอบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสจำนวน 17 ราย ในภูมิภาคโอโม (Omo) ทางตอนใต้ของประเทศ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ออกมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเพิ่มเติม เพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม ในขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าไปให้ความช่วยเหลือในการทดสอบและการควบคุมโรคระบาด

กระทรวงสาธารณสุขของซูดานใต้ได้ออกคำแนะนำด้านสุขอนามัยให้กับประชาชนใน 4 เขต โดยเน้นย้ำให้ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับของเหลวในร่างกาย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก

ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) กล่าวว่า การระบาดครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากระบบสาธารณสุขของซูดานใต้ยังมีความเปราะบาง และอาจส่งผลกระทบต่อการควบคุมการแพร่ระบาด

ไวรัสมาร์บวร์กมีต้นกำเนิดจากค้างคาวผลไม้ และสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับของเหลวในร่างกายของผู้ติดเชื้อ หรือการสัมผัสกับพื้นผิวที่ปนเปื้อน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ผู้ติดเชื้ออาจมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 88%

อาการของการติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก ได้แก่ มีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ ท้องร่วง อาเจียน และอาจมีภาวะเลือดออกรุนแรง ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีการรักษาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับไวรัสมาร์บวร์ก

เอธิโอเปียยืนยัน ไวรัสมาร์บวร์กระบาด

สถานการณ์การระบาดของไวรัสมาร์บวร์กในเอธิโอเปียครั้งนี้ ถือเป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขที่สำคัญ และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาด

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับไวรัสมาร์บวร์ก

  • แหล่งที่มา: ค้างคาวผลไม้
  • การแพร่กระจาย: สัมผัสของเหลวในร่างกายของผู้ติดเชื้อ หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อน
  • อาการ: ไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ ท้องร่วง อาเจียน
  • อัตราการเสียชีวิต: สูงถึง 88% หากไม่ได้รับการรักษา
  • การรักษา: ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีการรักษาเฉพาะ

มาตรการป้องกันตัวเองจากไวรัสมาร์บวร์ก

  • ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดบ่อยๆ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ที่ติดเชื้อ หรือสงสัยว่าติดเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับของเหลวในร่างกายของผู้อื่น
  • สวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) หากต้องดูแลผู้ป่วย
  • ปรุงอาหารให้สุกก่อนรับประทาน
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด

สถานการณ์ เอธิโอเปียยืนยัน ไวรัสมาร์บวร์กระบาด นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับโรคระบาดอุบัติใหม่ การลงทุนในระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง การเฝ้าระวังโรคอย่างใกล้ชิด และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีการป้องกันตนเอง เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อปกป้องสุขภาพและความปลอดภัยของชุมชน

ที่มา – เอธิโอเปียยืนยัน ไวรัสมาร์บวร์กระบาด คร่าแล้ว 3 ศพ

WHO เตือน! วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ก็คือวิกฤตด้านสุขภาพ

องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกโรงเตือน! วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ก็คือวิกฤตด้านสุขภาพ โดยเรียกร้องให้ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นสุขภาพในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน มากกว่าการมุ่งเน้นไปที่เรื่องของธารน้ำแข็งเพียงอย่างเดียว

WHO ย้ำ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ก็คือวิกฤตด้านสุขภาพ ที่ต้องเร่งแก้ไข

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ WHO กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเด็นสุขภาพควรถูกหยิบยกขึ้นมาหารืออย่างเป็นทางการในการประชุม COP (Conference of the Parties) เนื่องจาก วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ก็คือวิกฤตด้านสุขภาพ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วโลก

ดร. เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการ WHO ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอด COP30 ณ เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล และเรียกร้องให้การอภิปรายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้ความสำคัญกับสุขภาพมากยิ่งขึ้น

“สุขภาพคือเหตุผลที่สำคัญที่สุดในการลงมือแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ แต่สุขภาพกลับเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในการเจรจาเรื่องนี้มานานเกินไป” ดร.เทดรอสกล่าวในการแถลงข่าวที่นครเจนีวา

“การโน้มน้าวให้ผู้คนตระหนักถึงความเร่งด่วนในการปกป้องสุขภาพของตนเอง หรือของลูกหลานนั้นง่ายกว่าการปกป้องธารน้ำแข็งหรือระบบนิเวศมาก ทั้งสองสิ่งมีความสำคัญ แต่สิ่งหนึ่งใกล้ตัวกว่ามาก” เขากล่าวเสริม

ทำไมวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ถึงเป็นวิกฤตด้านสุขภาพ?

วิกฤตสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ในหลายด้าน ได้แก่:

  • มลภาวะทางอากาศ: การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจและหัวใจ ทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่น หอบหืด ปอดอักเสบ และโรคหัวใจ
  • คลื่นความร้อน: อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้เกิดคลื่นความร้อน ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัว
  • ภัยพิบัติทางธรรมชาติ: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น เช่น น้ำท่วม พายุ และไฟป่า ซึ่งทำให้ผู้คนบาดเจ็บ เสียชีวิต และพลัดพรากจากบ้านเรือน
  • โรคติดต่อ: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสามารถทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น ทำให้เกิดการระบาดของโรคต่างๆ เช่น มาลาเรีย ไข้เลือดออก และอหิวาตกโรค
  • ความมั่นคงทางอาหาร: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนอาหารและภาวะทุพโภชนาการ

ดร.เทดรอสกล่าวว่า วันพฤหัสบดีจะเป็นวันเพื่อสุขภาพของการประชุม COP30 เนื่องจากบราซิลในฐานะเจ้าภาพจะประกาศแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เน้นด้านสุขภาพ พร้อมด้วยมาตรการที่จะช่วยประเทศต่างๆ เตรียมความพร้อมของระบบสุขภาพและตอบสนองต่อผลกระทบด้านสุขภาพ

วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ก็คือวิกฤตด้านสุขภาพ” ดร.เทดรอสย้ำ

นายรือดิเกอร์ เครช หัวหน้าฝ่ายสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ WHO กล่าวเสริมว่า “แม้ว่าเราจะเห็นการอภิปรายด้านสุขภาพมากมายในการประชุม COP แต่เรายังไม่เห็นพื้นที่อย่างเป็นทางการสำหรับการเจรจาด้านสุขภาพเลย”

“ถึงเวลาแล้วที่สุขภาพจะกลายเป็นประเด็นสำหรับการเจรจาอย่างเป็นทางการ และเราหวังว่าจะได้เห็นสิ่งนี้ในการประชุม COP31 ในปีหน้า” นายเครชกล่าว

การตระหนักว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ก็คือวิกฤตด้านสุขภาพ เป็นก้าวแรกที่สำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ เราทุกคนมีบทบาทในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นแล้ว การปกป้องสุขภาพของเราและของลูกหลานคือเหตุผลที่เพียงพอในการลงมือทำ

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ? ติดตามข่าวสารและบทความจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – WHO เตือน วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ก็คือวิกฤตด้านสุขภาพ

WHO ยัน! วัคซีน-ไทลินอล ไม่เกี่ยวออทิสติก

องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวอ้างที่ว่าวัคซีนและยาไทลินอลอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดออทิสติก โดยยืนยันว่าไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว หลังจากที่อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยแนะนำให้สตรีมีครรภ์หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดดังกล่าว ทำให้เกิดความสับสนและความกังวลในวงกว้าง

WHO ยัน! วัคซีน-ไทลินอล ไม่เกี่ยวออทิสติก

WHO ย้ำว่า พาราเซตามอล หรือ อะเซตามิโนเฟน ซึ่งเป็นตัวยาหลักในไทลินอล ถือเป็นยาแก้ปวดที่ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับสตรีมีครรภ์ แม้ว่าจะมีงานวิจัยบางชิ้นที่เสนอความเชื่อมโยงระหว่างการใช้พาราเซตามอลในช่วงตั้งครรภ์กับความเสี่ยงในการเกิดออทิสติกในเด็ก แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นไม่สอดคล้องกัน และงานวิจัยในภายหลังจำนวนมากก็ไม่พบความสัมพันธ์ดังกล่าว

โฆษกของ WHO นายทาริก จาซาเรวิช กล่าวว่า หากความเชื่อมโยงดังกล่าวเป็นจริง เราควรจะเห็นหลักฐานที่ชัดเจนและสม่ำเสมอในการศึกษาต่างๆ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวอ้างนั้นอย่างชัดเจน

วัคซีนปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดออทิสติก

นอกจากนี้ WHO ยังได้ตอบโต้ข้อกังวลที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามเชื่อมโยงวัคซีนกับการเกิดออทิสติก โดยเน้นย้ำว่าวัคซีนไม่ได้ก่อให้เกิดออทิสติก และตารางการฉีดวัคซีนในเด็กที่ WHO แนะนำนั้นได้รับการใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกมานานกว่า 50 ปีแล้ว ซึ่งสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้กว่า 154 ล้านคน

WHO เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงตารางการฉีดวัคซีนโดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการระบาดของโรคร้ายแรง ทั้งในตัวเด็กเองและในชุมชนโดยรอบ ดังนั้น การพลาดการฉีดวัคซีนแต่ละครั้ง จะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคอันตรายที่อาจถึงชีวิตได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการสมองกล่าวว่า ออทิสติกเป็นภาวะที่ซับซ้อนซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาการของสมอง และมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยทางพันธุกรรม ไม่ได้เกิดจากวัคซีนหรือยาแก้ปวดอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง

การออกมาแถลงการณ์ของ WHO ในครั้งนี้ ถือเป็นความพยายามล่าสุดในการแก้ไขความเข้าใจผิดและความกังวลของประชาชน หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมากล่าวว่า สตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ไทลินอล โดยอ้างถึงความเชื่อมโยงที่ไม่ได้รับการพิสูจน์กับภาวะออทิสติก และยังเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงตารางการฉีดวัคซีนในเด็ก รวมถึงวัคซีน MMR (หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน) พร้อมทั้งตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับส่วนผสมอะลูมิเนียมที่ใช้ในวัคซีน

การทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสาเหตุของออทิสติกเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ผู้ปกครองและสังคมโดยรวมสามารถให้การสนับสนุนและดูแลเด็กที่มีภาวะออทิสติกได้อย่างเหมาะสม การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความกังวลที่ไม่จำเป็น ดังนั้น การรับฟังข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่าง WHO และผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ข้อสรุปที่สำคัญคือ วัคซีน-ไทลินอล ไม่ได้เป็นสาเหตุของออทิสติก และการได้รับวัคซีนตามกำหนดเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคร้ายแรง

ที่มา – WHO โต้ทรัมป์ “วัคซีน-ไทลินอล” ไม่เกี่ยวข้องกับออทิสติก

อีโบลาระบาดในคองโก ดับ 15 ราย! ครั้งที่ 16 แล้ว

สถานการณ์น่ากังวล! ไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งที่ 16 พบผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ ทำให้ทั่วโลกต่างจับตามองการระบาดครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นการระบาดครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น

กระทรวงสาธารณสุขของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) รายงานเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ว่าการระบาดของไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งที่ 16 นี้ คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 15 ราย และยังมีผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีก 28 รายที่กำลังรอผลการตรวจยืนยัน

ศูนย์กลางการระบาดล่าสุดอยู่ที่จังหวัดคาไซ ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคกลางของประเทศ ผู้ป่วยรายแรกที่ตรวจพบเชื้อคือหญิงตั้งครรภ์วัย 34 ปี เธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเมื่อเดือนที่แล้วหลังจากมีอาการไข้สูงและอาเจียนอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายเธอเสียชีวิตจากภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายแห่ง

จากการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการ ยืนยันว่าไวรัสที่กำลังแพร่ระบาดคือสายพันธุ์ “ซาอีร์” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้ไม่บ่อยนัก แต่มีอัตราการเสียชีวิตสูง ทำให้ทางการดีอาร์คองโกต้องออกมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวด โดยเน้นย้ำให้ประชาชนล้างมือบ่อยๆ และรักษาระยะห่างทางสังคมเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

องค์การอนามัยโลก (WHO) กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งที่ 16 ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และปกป้องชุมชนต่างๆ จากการระบาดครั้งนี้ ข่าวเศร้าคือ มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 4 รายอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิต 15 รายดังกล่าวด้วย

WHO แถลงการณ์ว่า “คาดว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากการติดต่อยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทีมตอบสนองและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกำลังเร่งติดตามผู้ที่อาจสัมผัสเชื้อและต้องการการรักษา เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะได้รับการปกป้องโดยเร็วที่สุด”

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกยังกล่าวเสริมว่า ดีอาร์คองโกมีสำรองยารักษาและวัคซีน “เออร์เวโบ” ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ซาอีร์นี้

การระบาดของไวรัสอีโบลาครั้งก่อนหน้าในดีอาร์คองโกเกิดขึ้นในปี 2565 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย อย่างไรก็ตาม การระบาดในช่วงปี 2561-2563 นั้นรุนแรงกว่ามาก โดยมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 ราย

ไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งที่ 16

สถานการณ์ปัจจุบันของการระบาดของไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งที่ 16 ทำให้เกิดความกังวลไปทั่วโลก เนื่องจากไวรัสอีโบลาเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง การป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

มาตรการป้องกันไวรัสอีโบลา

เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสอีโบลา มีมาตรการสำคัญที่ทุกคนควรปฏิบัติตาม:

  • ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังสัมผัสสิ่งของสาธารณะหรือใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือสิ่งของที่อาจปนเปื้อนเชื้อจากผู้ป่วย
  • ปรุงอาหารให้สุกก่อนรับประทาน โดยเฉพาะเนื้อสัตว์
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของไวรัสอีโบลา
  • หากมีอาการป่วย เช่น ไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หรืออาเจียน ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันเหล่านี้อย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสอีโบลาและป้องกันการแพร่ระบาดในวงกว้างได้

การระบาดของไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งที่ 16 เป็นเครื่องเตือนใจว่าโรคติดต่ออุบัติใหม่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพและชีวิตของผู้คนทั่วโลก การเตรียมพร้อมรับมือและการลงทุนในระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคติดต่อต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งที่ 16 พบผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ

Scroll to top