อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง

บอร์ด รฟท. ไฟเขียวกู้เงิน 1.8 หมื่นล้าน เสริมสภาพคล่อง ปี 70

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กันมาบ้าง โดยล่าสุดมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจคือ บอร์ด รฟท. ไฟเขียวกู้เงิน 1.8 หมื่นล้าน เสริมสภาพคล่อง ปี 70 เพื่อให้นำมาใช้ดำเนินงานต่อได้อย่างราบรื่น วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นนี้ให้เข้าใจง่ายๆ กันครับ

บอร์ด รฟท. ไฟเขียวกู้เงิน 1.8 หมื่นล้าน เสริมสภาพคล่อง ปี 70

การตัดสินใจอนุมัติวงเงินกู้สูงถึง 18,000 ล้านบาทในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผลนะครับ หลักๆ เป็นเพราะภาระค่าใช้จ่ายที่ รฟท. ต้องแบกรับ โดยเฉพาะเรื่องการซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีแดงที่จะเข้าสู่ช่วงการบำรุงรักษาใหญ่ (Major Overhaul) ตามแผนงานนั่นเอง

ทำไมต้องกู้เงิน? เจาะลึกเหตุผล บอร์ด รฟท. ไฟเขียวกู้เงิน 1.8 หมื่นล้าน เสริมสภาพคล่อง ปี 70

ปัญหาหลักที่หลายคนอาจยังไม่ทราบคือ รถไฟฟ้าสายสีแดงในปัจจุบันสร้างรายได้ประมาณ 300 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น ในขณะที่ค่าดำเนินงานและค่าบำรุงรักษาในแต่ละปีนั้นสูงถึงหลายพันล้านบาท ทำให้เกิดผลขาดทุนปีละกว่า 700 ล้านบาท รฟท. จึงจำเป็นต้องมีเงินทุนสำรองเพื่อประคับประคองสภาพคล่องให้การเดินรถทำได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารทุกคน

อย่างไรก็ตาม ทาง รฟท. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจครับ โดยมีแผนกลยุทธ์ที่น่าจับตามองเพื่อเพิ่มรายได้ ดังนี้:

  • เพิ่มรายได้จากทรัพย์สิน: ตั้งเป้าขยับจาก 4,700 ล้านบาท เป็น 5,200 ล้านบาท
  • ใช้เทคโนโลยี FMIS: นำระบบสารสนเทศด้านการเงินมาคำนวณต้นทุนให้แม่นยำ เพื่อสะท้อนราคาค่าบริการที่เหมาะสม
  • คาดการณ์รายได้เดินรถ: แม้การขนส่งสินค้าบางประเภทจะลดลง แต่รายได้จากการเดินรถโดยสารมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์และสินทรัพย์ให้เกิดมูลค่าสูงสุด ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ รฟท. ลดการพึ่งพาการกู้ยืมในอนาคตได้ นี่เปรียบเสมือนการปรับตัวครั้งสำคัญขององค์กรที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย เพื่อให้ก้าวทันต่อยุคสมัยและสร้างสมดุลทางการเงินให้ยั่งยืนครับ

ในมุมมองของผู้ใช้งานอย่างเรา แม้จะมีข่าวเรื่องการกู้เงิน แต่สิ่งที่เราคาดหวังคือการบริการที่มีคุณภาพและระบบรางที่ปลอดภัย หาก รฟท. สามารถเพิ่มรายได้จากทรัพย์สินได้ตามเป้าจริง เชื่อว่าสถานะทางการเงินขององค์กรจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – บอร์ด รฟท. ไฟเขียวกู้เงิน 1.8 หมื่นล้าน เสริมสภาพคล่อง ปี 70 เหตุแบกขาดทุนสายสีแดง

อัปเดตไฮสปีดไทย-จีน รฟท. ปรับแบบสถานีอยุธยา จ่อประมูลครึ่งปีหลัง 69

วันนี้เรามี อัปเดตไฮสปีดไทย-จีน ล่าสุดจากรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่กำลังเร่งมือปรับแบบสถานีอยุธยา เพื่อเลี่ยงผลกระทบต่อมรดกโลกวัดมหาธาตุและวัดหน้าพระเมรุ จ่อเปิดประมูลช่วงครึ่งปีหลัง 2569 แล้วนะครับ สุดยอดข่าวดีสำหรับคนรอรถไฟความเร็วสูงสายนี้!

อัปเดตไฮสปีดไทย-จีน รฟท. ปรับแบบสถานีอยุธยา จ่อประมูลครึ่งปีหลัง 69

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรฟท. รักษาการผู้ว่า เปิดเผยความคืบหน้าสัญญา 4-5 ช่วงสถานีอยุธยา หรือบ้านโพ-พระแก้ว ระยะทาง 13.3 กม. วงเงิน 11,000 ล้านบาท โดยปรับรูปแบบสถานีให้เลี่ยงพื้นที่มรดกโลก ขยับศูนย์กลางสถานีไม่เกิน 100 เมตร แยกโครงสร้างใหม่จากสถานีเก่า ไม่ครอบหลังคาใหญ่ ลดขนาดสถานีลง ยังอยู่ในแนวทางเดิม ไม่กระทบ EIA ควบคุมงบได้ตามกรอบครม.

แผนงานชัดเจน: จัดทำ TOR เสร็จปลายพ.ค. 69 รับฟังความเห็น มิ.ย. 69 ประมูล ก.ค.-พ.ย. 69 ลงนามปลายปี 69 เริ่มสร้างต้นปี 2570 โยธา 3 ปี เสร็จ 2573 ติดตั้งระบบ+ทดสอบ 1 ปี เปิดบริการ 2574-2575 สุดยอด!

กลยุทธ์ก่อสร้างแบบขนานสถานีอยุธยา

รฟท. แบ่งพื้นที่ 2 โซน: 7 กม. ไม่กระทบมรดกโลก เริ่มงาน NTP ทันที อีก 6 กม. พื้นที่敏感 ขุดสำรวจโบราณคดีคู่ขนาน หาเจอเคลื่อนย้ายกับกรมศิลปากร ตามประสบการณ์โครงการเก่า มั่นใจผู้รับเหมาแห่ประมูล เอกชนเดิมพร้อมกลับมา ถ้ากรอบชัด.

ส่วนสัญญา 4-1 สถานีดอนเมือง-บางซื่อ ร่วมกับไฮสปีด 3 สนามบิน (CP) ล่าช้า ถ้า มิ.ย.-ก.ค. 69 ไม่ชัด ดึงงานทางวิ่ง 4,000 ล้านมาทำเอง ป้องกันล่าช้าทั้งโครงการ ยังรอทบทวนครม. จ่ายแบบทำไปจ่ายไป ค่าสิทธิเดินรถ มิฉะนั้นใช้สัญญาเดิม EEC ต้องอนุมัติ.

  • ปรับแบบสถานีอยุธยาเลี่ยงมรดกโลก
  • ประมูลสัญญา 4-5 ครึ่งปีหลัง 69
  • เริ่มสร้าง 2570 เปิด 2574
  • สัญญา 4-1 เตรียมแผนสำรอง

วิกฤตน้ำมันกระทบรฟท. ราคาจาก 35 เป็น 50 บาท/ลิตร ใช้วันละ 220,000 ลิตร ค่าเอ็นเนอร์ยี่ 30% ขาดสภาพคล่องเพิ่ม 500 ล้านจาก 18,000 ล้าน แต่ตรึงค่าโดยสาร ขอรัฐชดเชย ติดตามถึง ก.ย. 66

โครงการไฮสปีดไทย-จีนนี้จะเปลี่ยนโฉมการเดินทางไทย เชื่อมกรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย สู่ลาว จีน ความเร็ว 250 กม./ชม. สร้างงาน ส่งเสริมเศรษฐกิจ ผู้สนใจอย่าพลาด อัปเดตไฮสปีดไทย-จีน นี้ ติดตามต่อไปเพราะใกล้แล้ว!

คุณคิดยังไงกับความคืบหน้าโครงการนี้? แสดงความเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะครับ จะได้ไปถึงเป้าหมายเปิดบริการ 2574 เร็วๆ

ที่มา – อัปเดตไฮสปีดไทย-จีน รฟท. ปรับแบบสถานีอยุธยา จ่อประมูลครึ่งปีหลัง 69

มติ ครม. แต่งตั้ง “อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง” ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยคนใหม่

ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะ มติ ครม. แต่งตั้ง “อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง” ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยคนใหม่ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการขนส่งทางรางของไทย นอกจากนี้ยังมีการโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการระดับสูงอีกหลายราย ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวในกระทรวงคมนาคมอย่างคึกคัก

มติ ครม. แต่งตั้ง “อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง” ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยคนใหม่

มติ ครม. แต่งตั้ง “อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง” เป็นผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้าง และไม่ก่อนวันที่ครม.มีมติ ซึ่งได้รับการเห็นชอบจากรองนายกรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการแล้ว การแต่งตั้งครั้งนี้คาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนโครงการรถไฟความเร็วสูงและระบบรางอื่นๆ ให้ก้าวหน้าขึ้น เนื่องจากรถไฟแห่งประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาโครงการใหญ่ เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูงไทย-จีน และโครงการรถไฟสายสีแดง

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง มีประสบการณ์ยาวนานในวงการคมนาคม เคยผ่านตำแหน่งสำคัญในกระทรวงคมนาคมมากมาย ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าเขาจะนำพาการรถไฟสู่ยุคใหม่ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

รายละเอียดการแต่งตั้งอื่นๆ จากมติ ครม.

นอกจาก มติ ครม. แต่งตั้ง “อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง” ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยคนใหม่ แล้ว ครม.ยังอนุมัติการแต่งตั้งและโยกย้ายตำแหน่งอื่นๆ ดังนี้

  • นายปริญญวัฒน์ วัชรอาภากร ขยับจากที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ) เป็นนักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ สำนักงาน กปร. ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568
  • นางสาวจิรัสยา พีรานนท์ จากอัครราชทูตที่เวียงจันทน์ เป็นเอกอัครราชทูตที่กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา
  • นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  • นายเกียรติชัย ชัยเรืองยศ รองอธิบดีกรมท่าอากาศยาน เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

การโยกย้ายเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง และได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง

ผลกระทบต่อระบบขนส่งไทย

การแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงเหล่านี้ โดยเฉพาะผู้ว่าการรถไฟคนใหม่ จะส่งผลดีต่อระบบขนส่งสาธารณะของไทยอย่างมาก ในยุคที่รัฐบาลกำลังผลักดัน BCG Economy และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์จะช่วยแก้ปัญหาการล่าช้าของโครงการรถไฟ และยกระดับบริการให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด เช่น การลดค่าโดยสาร เพิ่มความปลอดภัย และเชื่อมโยงระบบขนส่งทั้งประเทศ

นอกจากนี้ การโยกย้ายรองอธิบดีกรมต่างๆ ไปเป็นผู้ตรวจราชการ จะช่วยให้เกิดการตรวจสอบและประสานงานที่ดีขึ้นในกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาคมนาคม หากนายอนันต์สามารถนำทีมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการรถไฟแห่งประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งที่แข็งแกร่งในภูมิภาคอาเซียน

คุณคิดอย่างไรกับ มติ ครม. แต่งตั้ง “อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง” ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยคนใหม่ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – มติ ครม. แต่งตั้ง “อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง” ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยคนใหม่

รฟท. จ่อชงครม.ใหม่ แก้สัญญารถไฟไฮสปีด 3 สนามบิน

วันนี้เรามีข่าวดีสำหรับคนที่รอคอยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งในประเทศไทย โดยเฉพาะ รฟท. จ่อชง ครม.ใหม่ เคาะแก้สัญญารถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน คาดออก NTP ส.ค.นี้ ซึ่งเป็นความคืบหน้าล่าสุดของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา โครงการนี้จะช่วยยกระดับการเดินทางให้รวดเร็วและสะดวกสบายมากขึ้น เชื่อมโยง EEC เข้ากับหัวใจเศรษฐกิจของประเทศ

รฟท. จ่อชง ครม.ใหม่ เคาะแก้สัญญารถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน คาดออก NTP ส.ค.นี้

จากข้อมูลล่าสุดที่นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยหลังการประชุมบอร์ด รฟท. โครงการรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเจรจาแก้ไขสัญญาร่วมทุนกับภาคเอกชน หลังจากเคลียร์ปมสำคัญเรื่องหลักประกันงานโยธาและรูปแบบการจ่ายเงินของภาครัฐ ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้เอกชนมีสภาพคล่องตึงตัว

รายละเอียดการเจรจาแก้สัญญา

การแก้ไขสัญญาครั้งนี้ รฟท. ร่วมกับบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด และ สกพอ. ได้หารือกันอย่างเข้มข้น โดยได้รับความเห็นจากอัยการสูงสุดแล้ว ขณะนี้เตรียมเสนอ สกพอ. และชงให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณา โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณตาม พ.ร.บ. การเงินการคลังภาครัฐ

  • หลักประกันงานโยธา: เอกชนยอมวางเงิน 160,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงานโยธา 120,000 ล้านบาท และงานระบบ 40,000 ล้านบาท
  • เงื่อนไขคืนหลักประกัน: คืนทั้งหมดภายใน 5 ปีหลังเริ่มงานและเปิดบริการ
  • ความเห็นอัยการ: เสนอเก็บไว้บางส่วนเพื่อคุ้มครองความเสี่ยง แต่ รฟท. ยืนยันว่ามีหลักประกันสัญญาหลัก 4,500 ล้านบาทรองรับความเสี่ยงอื่นๆ แล้ว

การแก้ไขนี้จะช่วยให้โครงการเดินหน้าต่อได้ โดยยังคงเชื่อมโยงกับโครงการรถไฟไทย-จีน โดยเฉพาะช่วงโครงสร้างร่วมอย่าง Missing Link เพื่อหลีกเลี่ยงการรื้อถอนซ้ำและลดต้นทุนวิศวกรรม

กรอบเวลาดำเนินโครงการ

หาก ครม. อนุมัติในมิถุนายน-กรกฎาคม 2567 จะลงนามสัญญาเดือนกรกฎาคม และออก NTP (Notice to Proceed) ในเดือนสิงหาคม 2567 ตามนั้น ก่อสร้าง 5 ปี ทดสอบระบบ 6 เดือน คาดเปิดบริการปี 2575 ซึ่งตรงตามแผนเดิม แม้จะล่าช้าจากโควิด

หากล่าช้าเกินกรอบ รฟท. อาจปรับขอบเขต ดึงงานโครงสร้างร่วมกลับมาทำเอง เพื่อไม่กระทบสัญญา 4-5 ของไทย-จีนที่กำลังเปิดประมูลช่วงอยุธยา

มาตรการโปร่งใสและป้องกันความเสี่ยง

ก่อนออก NTP รฟท. จะส่งสัญญาให้ สตง. และ ป.ป.ช. ตรวจสอบ เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ หากมีข้อเสนอแนะจะปรับปรุงได้ โครงการนี้เป็นหัวใจของ EEC เชื่อมเมืองการบินอู่ตะเภา สนับสนุนการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์

นอกจากนี้ โครงการรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินยังช่วยลดเวลาเดินทางจากสุวรรณภูมิไปอู่ตะเภาเหลือเพียง 30 นาที จากเดิมหลายชั่วโมง สร้างโอกาสทางธุรกิจมหาศาล โดยเฉพาะใน EEC ที่เป็นแหล่งลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง และกระตุ้น GDP โตต่อเนื่อง

ในมุมมองของผม โครงการนี้ไม่ใช่แค่รถไฟ แต่เป็นอนาคตของการเดินทางไทย ที่จะแข่งขันระดับโลกได้ หากรัฐและเอกชนร่วมมือกันดีแบบนี้ โครงการ EEC ทั้งหมดจะสำเร็จแน่นอน คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ กับเรา!

ที่มา – รฟท. จ่อชง ครม.ใหม่ เคาะแก้สัญญารถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน คาดออก NTP ส.ค.นี้

บอร์ด รฟท.ไฟเขียว จัดซื้อรถจักรบำรุงทาง 23 คัน

บอร์ด รฟท.ไฟเขียว จัดซื้อรถจักรบำรุงทาง 23 คัน มูลค่า 2,850 ล้านบาท เพื่อทดแทนรถเก่าที่ใช้งานมานานกว่า 40 ปี ข่าวดีสำหรับระบบรถไฟไทยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่และสายใหม่ที่จะทยอยเปิดบริการทั่วประเทศในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การตัดสินใจครั้งนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพการซ่อมบำรุงทางรถไฟ ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลด downtime และเพิ่มความปลอดภัยในการเดินรถ

บอร์ด รฟท.ไฟเขียว จัดซื้อรถจักรบำรุงทาง 23 คัน

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการผู้ว่าการ เปิดเผยหลังการประชุมบอร์ด รฟท. ว่ามีมติอนุมัติโครงการจัดหารถจักรบำรุงทางจำนวน 23 คัน วงเงินรวม 2,850 ล้านบาท โดยรถเหล่านี้จะนำมาแทนที่รถเก่าที่เสื่อมสภาพจากการใช้งานยาวนาน ทำให้การบำรุงรักษาทางรถไฟมีประสิทธิภาพดีขึ้น รองรับภารกิจใหม่จากโครงการขยายโครงข่ายรถไฟทั่วประเทศ

รถจักรบำรุงทาง

ประเภทรถจักรบำรุงทางที่จะจัดหาใหม่

โครงการนี้ครอบคลุมรถหลากหลายประเภท เพื่อตอบโจทย์การบำรุงรักษาที่ครบวงจร ดังนี้

  • รถลากจูง (Utility Track Vehicle): 10 คัน ทดแทนรถเก่า 6 คันสำหรับอัดหิน และเพิ่ม 4 คันสำหรับหน่วยรถเจียรราง
  • รถอัดหินต่อเนื่อง 32 ใบอัด (Continuous Tamping Machine): 4 คัน เพิ่มความเร็วในการอัดหิน 2 เท่า และแม่นยำยิ่งขึ้น ทดแทนรถอายุ 40 ปี
รถอัดหิน
  • รถเกลี่ยหิน (Ballast Regulator): 2 คัน และ รถสั่นหิน (Ballast Stabilizer Machine): 5 คัน ช่วยปรับสภาพหินโรยทางให้มั่นคง แข็งแรงตามมาตรฐาน รฟท.
  • รถล้างหิน (Ballast Cleaner): 2 คัน เพิ่มระยะทางทำความสะอาดและคัดแยกหินได้ 2 เท่า
รถเกลี่ยหิน
รถล้างหิน

รถจักรเหล่านี้จะใช้เวลาจัดหา 2 ปี คาดรับมอบไม่เกินปี 2571 โดยคัดเลือกผู้รับจ้างแล้ว เช่น บริษัท บรอดแคส ดีพอท (ไทยแลนด์) สำหรับรถอัดหินและล้างหิน, กิจการค้าร่วม ซีเอบี สำหรับรถสั่นหิน เป็นต้น ลงนามสัญญาต้นเดือนมี.ค. 2569

ปัญหารถเก่าและความสำคัญของการอัพเกรด

ปัจจุบัน รฟท. เจอปัญหาเครื่องจักรบำรุงทางเก่าแก่ อายุ 20-40 ปี ในหน่วยงานหลักทั่วประเทศ เช่น กรุงเทพฯ, ตะพานหิน, แก่งคอย ส่งผลให้งานซ่อมช้า ต้นทุนสูง และเสี่ยงชำรุดระหว่างใช้งาน โดยเฉพาะตอนที่โครงข่ายทางคู่ขยายตัว ภาระงานเพิ่มพรวด ทำให้ต้องเร่งนำรถใหม่มาแทนเพื่อรักษามาตมาตรฐานความปลอดภัยและตรงเวลา

นอกจากนี้ ยังมีการทบทวนจัดหารถโดยสารใหม่ โดยพิจารณาสัดส่วนชิ้นส่วนไทยตามนโยบายคมนาคม คาดสรุป ก.พ.-มี.ค. ก่อนชง ครม.ชุดใหม่ รถใหม่จะใช้เวลา 2-3 ปี เพื่อทันเปิดบริการทางคู่ปี 2570-2572

การตัดสินใจของบอร์ด รฟท.ไฟเขียว จัดซื้อรถจักรบำรุงทาง 23 คัน ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับระบบรถไฟไทยให้ทันสมัย รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในอนาคต ลดอุบัติเหตุ เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ลองนึกภาพรถไฟวิ่งปลอดภัย ตรงเวลา ทั่วประเทศ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากแค่ไหน

ติดตามข่าวอัพเดทโครงการรถไฟเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – บอร์ดรฟท.ไฟเขียว จัดซื้อรถจักรบำรุงทาง 23 คัน แทนของเดิมที่ใช้มากว่า 40 ปี พร้อมชง ครม.ใหม่

รฟท. เปิดใช้สถานีลพบุรี 2 พร้อมรถรับ-ส่ง

รฟท.ดีเดย์ 5 ธ.ค. 68 เปิดให้บริการ สถานี “ลพบุรี 2” ในโครงการรถไฟทางคู่ช่วงลพบุรี–ปากน้ำโพ เพื่อรองรับขบวนรถทางไกล พร้อมจัดรถบริการรับ-ส่ง ระหว่างสถานีลพบุรี-ลพบุรี 2 อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการช่วงเปลี่ยนผ่านการเดินทาง ส่วนสถานีลพบุรี ยังคงทำหน้าที่ให้บริการขบวนรถชานเมือง รถท้องถิ่น และขบวนรถสินค้าตามปกติ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนกำหนดเวลาขบวนรถสายเหนือใหม่ ให้สอดคล้องกับการเปิดใช้สถานีและเวลาเดินขบวนรถปัจจุบัน

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ รฟท. ได้มีการดำเนินการก่อสร้าง รถไฟทางคู่สายเหนือ ช่วงลพบุรี – ปากน้ำโพ งานโยธาสร้างแล้วเสร็จ การรถไฟฯ จึงกำหนดเปิดใช้อาคารสถานีรถไฟ “ลพบุรี 2” ซึ่งอยู่ในอำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เป็นสถานียกระดับเลี่ยงเมืองลพบุรี (สถานีเดียวของโครงการ) เพื่อหลบไม่ให้แนวเส้นทางกระทบต่อพระปรางค์สามยอด ศาลพระกาฬ โบราณสถานที่สำคัญของจังหวัดลพบุรี มีระยะห่างจากสถานีลพบุรีเดิม ประมาณ 12 กิโลเมตร เปิดให้บริการรองรับขบวนรถไฟทางไกล ขบวนรถด่วนพิเศษ รถด่วน รถเร็ว ที่มีต้นทางปลายทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ จำนวน 14 ขบวน ซึ่งจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 ธันวาคม 2568 นี้ โดยจะประกาศปรับเปลี่ยนเวลาเดินรถไฟสายเหนือใหม่ เพื่อให้การเดินรถมีความสอดคล้องกับการเปิดใช้สถานีและเวลาปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน การรถไฟฯ ได้เพิ่มมาตรการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการในช่วงการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการเดินทาง โดยจัดรถโดยสารบริการรับ-ส่งผู้โดยสารขบวนรถด่วนพิเศษ รถด่วน และรถเร็ว ที่มีต้นทางและปลายทางที่สถานีลพบุรี 2 (ไม่เสียค่าใช้จ่าย) ระหว่างสถานีลพบุรี – ลพบุรี 2 สำหรับขบวนรถขาขึ้น รถโดยสารจะออกจากสถานีลพบุรี ก่อนขบวนรถออก 30 นาที ส่วนขบวนรถขาล่อง จะจอดรับผู้โดยสารตามกำหนดเวลาขบวนรถที่มาถึงสถานีลพบุรี 2 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2568 – 5 มีนาคม 2569

นายอนันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานีลพบุรี 2 เป็นสถานียกระดับ ระยะทาง 19 กิโลเมตร ระหว่างสถานีบ้านกลับ-สถานีโคกกระเทียม (ซึ่งอนาคตจะเป็นสถานีชุมทาง) เป็นอาคารขนาดใหญ่ 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นพื้นดินสำหรับจอดรถรับ-ส่ง ผู้โดยสาร ส่วนชั้น 2 สำหรับจำหน่ายตั๋วและรองรับผู้โดยสาร ที่จะผ่านไปยังชานชาลา และชั้น 3 เป็นชั้นสำหรับชานชาลารถไฟ ซึ่งสถานีมีสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งลิฟต์ บันไดทางขึ้น-ลง ห้องสุขา และห้องรับฝากสิ่งของ (ไม่มีบริการรับ-ส่งสัมภาระ)

ส่วนสถานีลพบุรียังคงเปิดให้บริการกลุ่มขบวนรถธรรมดา ขบวนรถชานเมือง และขบวนรถท้องถิ่น จำนวน 13 ขบวนเช่นเดิม รวมถึงขบวนรถสินค้า

นอกจากนี้ ผู้ใช้บริการยังสามารถตรวจสอบเวลาและตำแหน่งขบวนรถแบบเรียลไทม์ผ่านระบบ Train Tracking System (TTS) ช่วยให้วางแผนการเดินทางตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางได้อย่างแม่นยำและมั่นใจยิ่งขึ้น

สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางไปยังสถานีลพบุรี 2 สามารถดาวน์โหลดแผนที่การเดินทางได้ที่ https://maps.app.goo.gl/kdEyxLhVmpZ8yTgo8?g_st=ipc หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 1690 หรือเฟซบุ๊ก แฟนเพจ ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย ตลอด 24 ชั่วโมง

รฟท. เปิดใช้สถานีลพบุรี 2

สิ่งอำนวยความสะดวกที่สถานีลพบุรี 2

  • อาคาร 3 ชั้น
  • ลิฟต์และบันได
  • ห้องสุขา
  • ห้องรับฝากสิ่งของ

การที่ รฟท. เปิดใช้สถานีลพบุรี 2 ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบรางของประเทศไทย ช่วยให้การเดินทางด้วยรถไฟสะดวกสบายและรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การมีรถโดยสารรับ-ส่งระหว่างสถานีลพบุรีและสถานีลพบุรี 2 ยังช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารในช่วงเปลี่ยนผ่านอีกด้วย การเปิดใช้สถานีลพบุรี 2 ครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดลพบุรีอีกด้วย

ที่มา – รฟท. เปิดใช้สถานีลพบุรี 2 โครงการรถไฟทางคู่ รองรับขบวนทางไกล พร้อมจัดรถรับ-ส่ง

Scroll to top