อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์

ปลัด มท. สั่งด่วนผู้ว่าฯ 31 จว.ชายแดนสกัดสินค้าผิดกฎหมาย

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแส ปลัด มท. สั่งด่วนผู้ว่าฯ 31 จว.ติดชายแดน สกัดส่งออกนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย-ยาเสพติด ซึ่งเป็นมาตรการเข้มข้นจากกระทรวงมหาดไทย เพื่อปกป้องความมั่นคงชายแดนไทยให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามทั้งยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมายที่ลักลอบข้ามแดน ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในช่วงนี้ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะบริเวณชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้รัฐบาลต้องออกมาตรการด่วนเพื่อรับมือ

ปลัด มท. สั่งด่วนผู้ว่าฯ 31 จว.ติดชายแดน สกัดส่งออกนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย-ยาเสพติด

วันที่ 6 พฤษภาคม 2567 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัด 31 จังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดน โดยอ้างอิงนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มุ่งส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด สแกมเมอร์ หรือการลักลอบขนส่งสินค้า

ปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย เช่น สินค้าปลอม ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงยาเสพติดทุกประเภท ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย ความมั่นคง และสุขภาพประชาชน หากปล่อยไว้จะทำให้สูญเสียรายได้ภาษีมหาศาล และเปิดช่องให้อาชญากรรมข้ามชาติเติบโต ปลัดมหาดไทยจึงเน้นย้ำให้ทุกจังหวัดบูรณาการกำลังทุกฝ่าย เพื่อสกัดกั้นอย่างเด็ดขาด

รายชื่อ 31 จังหวัดชายแดนที่ได้รับคำสั่งด่วน

จังหวัดเหล่านี้ครอบคลุมชายแดนทั้ง北部 東部 ตะวันตก และใต้ ได้แก่:

  • เชียงราย
  • เชียงใหม่
  • ตาก
  • กาญจนบุรี
  • ราชบุรี
  • แม่ฮ่องสอน
  • เพชรบุรี
  • ประจวบคีรีขันธ์
  • ชุมพร
  • ระนอง
  • พะเยา
  • น่าน
  • อุตรดิตถ์
  • พิษณุโลก
  • เลย
  • หนองคาย
  • บึงกาฬ
  • นครพนม
  • มุกดาหาร
  • อำนาจเจริญ
  • อุบลราชธานี
  • ศรีสะเกษ
  • บุรีรัมย์
  • สุรินทร์
  • สระแก้ว
  • จันทบุรี
  • ตราด
  • สตูล
  • สงขลา
  • ยะลา
  • นราธิวาส

4 มาตรการเข้มงวดที่ปลัด มท. สั่งการ

เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ ปลัดมหาดไทยกำหนด 4 มาตรการหลัก ดังนี้:

  1. เพิ่มความเข้มงวดการตรวจตราและเฝ้าระวัง: จัดชุดลาดตระเวนร่วมระหว่างฝ่ายปกครองและหน่วยความมั่นคง โดยเฉพาะจุดเสี่ยง ช่องทางธรรมชาติ มอบหมายนายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สอดส่องและแจ้งเบาะแส เพื่อป้องกันการลักลอบตั้งแต่ต้นทาง มาตรการนี้จะช่วยลดช่องโหว่และเพิ่มการตรวจจับได้ทันท่วงที
  2. ดำเนินคดีผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด: หากพบการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าผิดกฎหมายหรือยาเสพติด ให้ตรวจสอบแหล่งที่มา การเคลื่อนย้าย และครอบครองอย่างละเอียด แล้วลงโทษตามกฎหมายเต็มขั้น ไม่มีละเว้น เพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง
  3. สร้างการรับรู้และมีส่วนร่วมของประชาชน: จัดรณรงค์ให้ชาวชายแดนตระหนักถึงกฎหมายและผลกระทบ เช่น สินค้าผิดกฎหมายทำลายอุตสาหกรรมในประเทศ ส่งเสริมแจ้งเบาะแสผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อให้ทุกคนเป็นหูเป็นตา
  4. ติดตามวิเคราะห์และรายงานสถานการณ์: ผู้ว่าฯ ต้องรายงานกระทรวงทันทีเมื่อพบปัญหา เพื่อประเมินและปรับมาตรการให้เหมาะสม

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงสกัดกั้นภัยทันที แต่ยังสร้างระบบเฝ้าระวังระยะยาว ทำให้ชายแดนไทยแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในมุมมองของผู้เขียน ปลัด มท. สั่งด่วนผู้ว่าฯ 31 จว.ติดชายแดน สกัดส่งออกนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย-ยาเสพติด ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความเด็ดขาดของรัฐบาล หากบูรณาการดี จะช่วยลดอาชญากรรมชายแดนได้มาก

สำหรับประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ชายแดนหรือสนใจเรื่องนี้ ลองช่วยกันเป็นส่วนหนึ่งโดยแจ้งเบาะาสู่เจ้าหน้าที่ สามารถโทรสายด่วน 191 หรือ 1155 เพื่อรายงานข้อมูล ติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมเพื่อรู้เท่าทันสถานการณ์ คุณคิดว่ามาตรการนี้จะได้ผลแค่ไหน? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – ปลัด มท. สั่งด่วนผู้ว่าฯ 31 จว.ติดชายแดน สกัดส่งออกนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย-ยาเสพติด

มหาดไทย สั่งเร่งสอบปมข่าวแฉรับเงิน 3 แสน แลกสอบ อส.

สวัสดีครับทุกท่าน ในยุคที่ข่าวสารแพร่กระจายผ่านโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว เรื่องราวการทุจริตหรือข่าวลือที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของหน่วยงานรัฐมักกลายเป็นประเด็นร้อนได้ในชั่วข้ามคืน วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นที่กำลังเป็นกระแสมหาดไทย สั่งเร่งสอบปมข่าวแฉรับเงิน 3 แสน แลกสอบ อส. ซึ่งเกิดขึ้นที่อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ข่าวนี้สร้างความฮือฮาและความกังวลให้กับประชาชนจำนวนมาก กระทรวงมหาดไทยได้ออกมาชี้แจงและสั่งการทันทีเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

มหาดไทย สั่งเร่งสอบปมข่าวแฉรับเงิน 3 แสน แลกสอบ อส.

จากรายงานของปลัดกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ได้รับแจ้งจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายสมชาย สีหล้าน้อย เกี่ยวกับโพสต์บนโซเชียลมีเดียที่แฉว่า มีการเรียกรับเงินจำนวน 300,000 บาท เพื่อแลกกับการสอบเข้าสู่ตำแหน่งสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน หรือ อส. ในพื้นที่อำเภอฉวาง ผู้ร้องเรียนยังอ้างว่าจ่ายเงินไปแล้วแต่ได้คืนมาเพียง 230,000 บาท และถูกข่มขู่ตลอด 4 ปี

ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งการนายอำเภอฉวางเรียกสมาชิก อส. ทุกคนมาสอบถามทันที ในเบื้องต้นไม่พบหลักฐานว่ามีสมาชิกคนใดกระทำผิดตามที่กล่าวอ้าง และที่สำคัญ จังหวัดนครศรีธรรมราชยันไม่มีเปิดรับสมัครสอบ อส. ตั้งแต่ปี 2567เป็นต้นมา ทำให้ประเด็นนี้ยิ่งน่าสงสัยและต้องเร่งสืบสวน

รายละเอียดปมข่าวแฉรับเงิน 3 แสน แลกสอบ อส.

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ผู้ร้องเดินทางไปศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเพื่อร้องทุกข์ โดยอ้างว่ามีสมาชิก อส. เรียกเงิน 3 แสนบาทแลกการเป็นสมาชิก แต่สุดท้ายไม่ได้เป็นจริง และเงินคืนไม่ครบ แถมยังถูกข่มขู่ กระทรวงมหาดไทยจึงสั่งเร่งตรวจสอบเพื่อความเป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และป้องกันข่าวลือที่อาจบ่อนทำลายภาพลักษณ์ของฝ่ายปกครอง

กองอาสารักษาดินแดน (อส.) คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร

กองอาสารักษาดินแดน หรือที่รู้จักกันในชื่อ อส. เป็นหน่วยอาสาสมัครที่อยู่ภายใต้กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันภัยพิบัติ และพัฒนาชุมชน โดยต้องผ่านการคัดเลือกและอบรมอย่างเข้มงวด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่

  • ช่วยเหลือการรักษาความมั่นคงในพื้นที่
  • สนับสนุนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • ส่งเสริมการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น
  • เป็นกำลังเสริมให้กับกำลังทหารและตำรวจ

ด้วยบทบาทสำคัญเช่นนี้ การรับสมัคร อส. จึงต้องโปร่งใส หากมีข่าวลือเรื่องเรียกรับผลประโยชน์ จะส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของหน่วยงานทั้งระบบ

การตอบสนองของกระทรวงมหาดไทยต่อประเด็นนี้

ปลัดมหาดไทยย้ำชัดเจนว่า เรื่องนี้กระทบภาพลักษณ์ร้ายแรง จึงสั่งผู้ว่าฯ นครศรีธรรมราชเร่งสืบหาข้อเท็จจริง ดำเนินคดีตามกฎหมายหากพบผิด และประชาสัมพันธ์ชี้แจงประชาชน กระทรวงยังติดตามใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย รวมถึงคุ้มครองผู้ร้องและพยาน

นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าไม่มีประกาศรับสมัครสอบ อส. ในจังหวัดนครศรีธรรมราชตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยหักล้างข่าวลือได้ในระดับหนึ่ง

ผลกระทบและบทเรียนที่ได้

ข่าวแบบนี้ไม่เพียงสร้างความไม่ไว้วางใจต่อหน่วยงานรัฐ แต่ยังอาจนำไปสู่การรวมตัวร้องเรียนจำนวนมาก หากไม่จัดการทันท่วงที อย่างไรก็ตาม การตอบสนองที่รวดเร็วของมหาดไทยในครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของการบริหารจัดการวิกฤตข่าวสารในยุคดิจิทัล

ในมุมมองของเรา เรื่องมหาดไทย สั่งเร่งสอบปมข่าวแฉรับเงิน 3 แสน แลกสอบ อส.นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการกำกับดูแลและความโปร่งใส หากประชาชนพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัย สามารถแจ้งศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดหรือ hotline กระทรวงมหาดไทยได้ทันที เพื่อช่วยกันสร้างสังคมที่ปราศจากการทุจริต ชวนติดตามผลการสอบสวนอย่างใกล้ชิด เพราะความจริงจะปรากฏในไม่ช้า

ที่มา – มหาดไทย สั่งเร่งสอบปมข่าวแฉรับเงิน 3 แสน แลกสอบ อส. ยันไม่มีเปิดรับสมัครตั้งแต่ปี 67

ปลัดมหาดไทย กำชับผู้ว่าฯ เตรียมแผนรับมือพายุฤดูร้อน

หลังจากหยุดยาวสงกรานต์ที่ผ่านมา ทุกคนคงกำลังเก็บข้าวของเตรียมกลับไปทำงานกันใช่ไหมคะ แต่ข่าวร้ายที่กำลังมาเยือนคือ พายุฤดูร้อน ที่กรมอุตุฯ เตือนไว้ ปลัดมหาดไทย กำชับผู้ว่าฯ เตรียมแผนรับมือพายุฤดูร้อน อย่างเร่งด่วน เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนทุกคน โดยเฉพาะในภาคเหนือ อีสาน และกลาง

ปลัดมหาดไทย กำชับผู้ว่าฯ เตรียมแผนรับมือพายุฤดูร้อน

วันที่ 15 เมษายน 2567 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้ออกคำสั่งกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงทันที หลังกรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า ระหว่างวันที่ 16-20 เมษายน ประเทศไทยตอนบนจะเจอพายุฤดูร้อนรุนแรง มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บ และฟ้าผ่า โดยเริ่มจากภาคอีสานก่อน แล้วลามไปภาคตะวันออก กลางตอนตะวันออก และเหนือตามลำดับ สาเหตุมาจากมวลอากาศเย็นจากจีนแผ่ลงมา ทำให้ลมใต้พัดแรงขึ้น ขณะที่อากาศตอนบนร้อนอบอ้าว

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 สะสมเกินมาตรฐานในภาคเหนือ อีสาน และกลางตอนบน เพราะจุดความร้อนเยอะเกินกว่าลมจะพัดพาได้ทัน ปลัดมหาดไทยจึงสั่งให้ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดเป็นผู้อำนวยการกองปภ.จังหวัด เฝ้าระวังสถานการณ์ร่วมกับอุตุฯ และแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง

มาตรการเตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อน

เพื่อลดความเสี่ยง ปลัดมหาดไทย กำชับผู้ว่าฯ เตรียมแผนรับมือพายุฤดูร้อน โดยสั่งการดังนี้

  • ตรวจสอบความแข็งแรงของอาคารบ้านเรือน ป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า ไม้ใหญ่ข้างถนน และสถานที่สาธารณะ หากชำรุดให้ซ่อมแซมด่วน
  • เตรียมเครื่องจักร บุคลากร และทรัพยากรปภ. ให้พร้อม รวมถึงชุด ERT (Emergency Response Team) ที่ซักซ้อมแล้ว สามารถออกช่วยเหลือได้ทันที
  • แจ้งเตือนเกษตรกรในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ให้ปกป้องผลผลิต สวนผลไม้ และสัตว์เลี้ยงจากลมแรงและลูกเห็บ

เจ้าหน้าที่ทุกระดับ ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น ต้องทำงานเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยสูงสุด

รับมือไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นควันควบคู่

ในช่วงนี้ ภาคเหนือ อีสาน และกลางตอนบน ยังวิกฤตเรื่องไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำชับให้ประกาศปิดป่า ห้ามเผา จับกุมผู้กระทำผิด รณรงค์สวมหน้ากากอนามัย และใช้เครื่องบินดับไฟ ทำฝนหลวง เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์

ดูแลประชาชนเดินทางกลับหลังสงกรานต์

วันนี้เป็นวันหยุดสุดท้ายของสงกรานต์ ประชาชนนับล้านเริ่มเดินทางกลับกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ กระทรวงมหาดไทยจึงบูรณาการทุกภาคส่วน ตั้งจุดบริการ ด่านชุมชน 24 ชม. ชุดเคลื่อนที่เร็วช่วยเหลือ รณรงค์ “ดื่มไม่ขับ พักผ่อนให้พอ ปฏิบัติกฎจราจร” น้ำมันมีเพียงพอ สามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วน 1784 ตลอด 24 ชม.

สรุปแล้ว การเตรียมพร้อมล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายได้มาก ฝนตกหนักหรือลมแรงอาจทำให้เกิดน้ำท่วมขังหรือต้นไม้ล้ม ประชาชนควรเช็คหลังคาบ้าน เก็บของล่วงหน้า และฟังประกาศเตือน

คำแนะนำสำหรับคุณ: ติดตามพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุฯ ทุกวัน เตรียมร่ม เสื้อกันฝน และหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง หากเจอภัยโทรสายด่วน 1784 ทันที เพื่อความปลอดภัยของทุกคน!

ที่มา – ปลัดมหาดไทย กำชับผู้ว่าฯ เตรียมแผนรับมือพายุฤดูร้อน 16-20 เม.ย. พร้อมดูแลคนเดินทางกลับหลังสงกรานต์

สั่งผู้ว่าฯ รณรงค์ “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ต่อยอดสวมชุดผ้าไทย

ในวันที่ 12 เมษายน 2567 ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ได้แจ้งคำสั่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่ว 76 จังหวัด เพื่อขับเคลื่อนแนวคิด ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน ซึ่งเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนแต่งกายด้วยอัตลักษณ์ไทยสู่ระดับสากล โดยต่อยอดจากการสวมชุดผ้าไทยในรูปแบบต่าง ๆ สำหรับทุกกลุ่มคน

สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ รณรงค์ “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน”

แนวคิด ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน นี้มาจากนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ต้องการเสริมสร้างอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของคนไทยผ่านงานหัตถศิลป์ หัตถกรรม และเครื่องแต่งกาย เช่น ชุดไทยพระราชนิยม ชุดผ้าไทย ชุดพื้นบ้านหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ข้าราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนสวมใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน

การรณรงค์นี้ไม่เพียงช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะผู้ประกอบการผ้าในท้องถิ่น ทำให้มีรายได้มั่นคง นอกจากนี้ยังน้อมนำพระราชปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงสืบสานพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการส่งเสริมภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย

ขับเคลื่อน “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” อย่างไร

กระทรวงมหาดไทยสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รวบรวมข้อมูลแหล่งผลิตผ้าไทย ผ้าพื้นเมือง ร้านเช่า ร้านจำหน่าย และร้านตัดเย็บในพื้นที่ จากนั้นรณรงค์ให้สวมชุดไทยพระราชนิยม ชุดไทยพระราชทาน ชุดไทยร่วมสมัย ชุดไทยประยุกต์ ผ้าไทย และชุดผ้าพื้นเมือง ในโอกาสต่าง ๆ เช่น ชีวิตประจำวัน การทำงาน อบรม สัมมนา และนิทรรศการ

  • รวบรวมองค์ความรู้ผ้าไทยในจังหวัด
  • ส่งเสริมสวมชุดไทยในวันทำงานปกติ
  • จัดกิจกรรมนิทรรศการผ้าไทย
  • เชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภค
  • ขยายสู่ระดับสากลเพื่อโปรโมทวัฒนธรรมไทย
รณรงค์ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน

การขับเคลื่อน ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน จะช่วยให้ผ้าไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนไทย สร้างความภาคภูมิใจในชาติ และสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมผ่านการแต่งกายที่สวยงามและทันสมัย

ในยุคที่แฟชั่นโลกหมุนเร็ว การนำผ้าไทยมาประยุกต์กับสไตล์ร่วมสมัย เช่น ชุดไทยประยุกต์สำหรับออฟฟิศหรือเดท จะทำให้การรณรงค์นี้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เช่น ผ้าไทยผสมไหมออร์แกนิก หรือดีไซน์ที่ใส่สบายทั้งวัน

ประโยชน์ที่ได้ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ แต่รวมถึงการอนุรักษ์ภูมิปัญญาบรรพบุรุษ สร้างอาชีพยั่งยืนให้ชุมชน และเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลก ผ่านนักท่องเที่ยวหรือ influencer ที่มาเยือนไทย

สุดท้ายนี้ การรณรงค์ ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน ถือเป็นก้าวสำคัญในการรักษาเอกลักษณ์ไทยให้ยั่งยืน หากทุกคนร่วมมือกัน เราจะเห็นคนไทยแต่งชุดไทยเต็มถนนในไม่ช้า ลองเริ่มจากตัวเอง สวมผ้าไทยวันละครั้ง แล้วแบ่งปันประสบการณ์ในโซเชียลมีเดีย พร้อมแฮชแท็ก #ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน เพื่อขยายผลไปทั่วประเทศ

ที่มา – สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ รณรงค์ “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ต่อยอดสวมชุดผ้าไทย

กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน

สถานการณ์พลังงานเชื้อเพลิงในประเทศไทยกำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดย กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วนในการบริหารจัดการ ล่าสุด กระทรวงมหาดไทยได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดและนายอำเภอ 878 แห่งทั่วประเทศ ให้เร่งรัดสำรวจสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ โดยย้อนดูข้อมูลย้อนหลัง 7 วันจนถึงปัจจุบัน เพื่อพิจารณาแนวทางการกระจายน้ำมันให้ทั่วถึง

กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่าการสั่งการครั้งนี้มาจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยบูรณาการร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานและป้องกันผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน ก่อนหน้านี้ได้สั่งการให้อนุญาตรถบรรทุกน้ำมันผ่านได้ 24 ชั่วโมงแล้ว และคราวนี้เน้นการสำรวจข้อมูลละเอียด โดยต้องรายงานกลับภายใน 21.00 น. วันเดียวกัน

คำสั่งนี้ครอบคลุมการสำรวจสถานีบริการน้ำมันทุกแห่งในอำเภอ โดยรวบรวมข้อมูล 4 ประเด็นหลัก เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบริหารจัดการพลังงานเชื้อเพลิงทั่วประเทศ การดำเนินการนี้จะช่วยให้รัฐบาลมีภาพรวมที่แม่นยำ ในการตัดสินใจกระจายทรัพยากรน้ำมันไปยังพื้นที่ที่ขาดแคลน

4 ประเด็นหลักที่ต้องรายงานด่วน

  • 1. ปริมาณน้ำมันที่ได้รับ เปรียบเทียบกับภาวะปกติ ว่ามีเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าใด พร้อมระบุเหตุผล เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการส่งมอบ
  • 2. ระบุชื่อสถานีบริการน้ำมันและสถานที่ตั้งอย่างชัดเจน เพื่อติดตามจุดที่อาจมีปัญหาเฉพาะพื้นที่
  • 3. ปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าใด เพื่อประเมินความต้องการของผู้บริโภค
  • 4. พบปัญหาหรืออุปสรรคในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่ และมาตรการแก้ไขที่ดำเนินการไปแล้ว เพื่อแก้ไขช่องโหว่ทันที

ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอต้องกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ข้อมูลถูกต้องและครบถ้วน ซึ่งจะนำไปสู่การกระจายน้ำมันที่มีประสิทธิภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน สถานการณ์พลังงานเชื้อเพลิงในขณะนี้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น ความผันผวนของราคาน้ำมันโลก สงครามภูมิภาค และปัญหาการขนส่ง ทำให้รัฐบาลต้องเร่งมือในการรับมือ

ความสำคัญของการสำรวจพลังงานเชื้อเพลิง

กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน ไม่ใช่แค่การเก็บข้อมูล แต่เป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและสังคม หากขาดน้ำมัน รถยนต์หยุดนิ่ง การขนส่งสินค้าล่าช้า ส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่พึ่งพาการขนส่งทางบก ประชาชนที่ใช้รถส่วนตัวหรือประกอบอาชีพขับรถ จะได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ธุรกิจค้าปลีก ห้างร้าน และโรงงานอุตสาหกรรมก็เสี่ยงขาดแคลนพลังงานในการดำเนินงาน

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังประสานกับตำรวจภูธรจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกให้รถขนส่งน้ำมันเคลื่อนไหวได้ตลอด 24 ชั่วโมง แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการข้ามหน่วยงานที่รวดเร็ว การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากข่าวลือหรือการกักตุนน้ำมันที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สามารถแจ้งผ่านสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ช่องทางนี้จะช่วยให้ข้อมูลจากพื้นฐานล่างไหลขึ้นสู่ผู้บริหารระดับสูงอย่างรวดเร็ว

ในมุมมองของผู้เขียน การสั่งการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนจากวิกฤตพลังงาน เป็นตัวอย่างที่ดีของการบริหารจัดการแบบ proactive ที่ไม่รอให้ปัญหารุนแรงกว่าจะแก้ไข หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน สถานการณ์น่าจะคลี่คลายได้เร็ว

หากคุณพบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในพื้นที่ แนะนำให้โทรแจ้ง 1567 ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือและปรับแผนกระจายน้ำมันได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – กระทรวงมหาดไทยสั่งการด่วนที่สุดให้ทุกจังหวัด เร่งสำรวจสถานการณ์พลังงานเชื้อเพลิงย้อนหลัง 7 วัน

ปลัดมหาดไทย สั่งด่วน ผวจ. ลดตื่นตระหนก ป้องกันน้ำมันขาดแคลน

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน โดยเฉพาะการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลก รัฐบาลไทยจึงเร่งมือเตรียมพร้อม ล่าสุด ปลัดมหาดไทย สั่งด่วนให้ ผวจ.ทั่วประเทศ ลดความตื่นตระหนก ป้องกันแห่ซื้อน้ำมันจนขาดแคลน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและป้องกันปัญหาการกักตุนสินค้า

ปลัดมหาดไทย สั่งด่วนให้ ผวจ.ทั่วประเทศ ลดความตื่นตระหนก ป้องกันแห่ซื้อน้ำมันจนขาดแคลน

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดเผยหลังร่วมประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ณ ห้องประชุมอาคารรัฐสภา โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเตรียมรับมือผลกระทบด้านพลังงานที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ปัจจุบันทำให้หลายคนเริ่มกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่อาจพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดกระแสแห่ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อกักตุน ซึ่งหากเกิดขึ้นทั่วประเทศอาจนำไปสู่การขาดแคลนชั่วคราวและราคาสูงขึ้นอีก ปลัดมหาดไทยจึงสั่งการทันทีให้ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) ทุกจังหวัด ดำเนินการเร่งด่วนเพื่อควบคุมสถานการณ์

3 แนวทางหลักจากปลัดมหาดไทย สั่งด่วนให้ ผวจ.ทั่วประเทศ

เพื่อให้การรับมือมีประสิทธิภาพ ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้มอบนโยบาย 3 แนวทางชัดเจน ดังนี้

  • แนวทางที่ 1: มอบหมายให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดรับผิดชอบติดตามสถานการณ์พลังงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยบูรณาการร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลไหลเวียนรวดเร็วและแม่นยำ
  • แนวทางที่ 2: เฝ้าระวังและกำกับดูแลการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้อยู่ในภาวะปกติ หากพบปัญหาหรือความผิดปกติ เช่น คิวยาวหรือราคาผันผวน ให้รายงานกระทรวงมหาดไทยทันที และรายงานสถานการณ์ทุกวันเพื่อติดตามต่อเนื่อง
  • แนวทางที่ 3: สื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นทางการผ่านช่องทางต่างๆ เช่น นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หอกระจายข่าว และสื่อประชาสัมพันธ์จังหวัด โดยมุ่งสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน Jobber ภาคเอกชน และประชาชน ลดความตื่นตระหนก ป้องกันการกักตุน และรักษาระบบจำหน่ายพลังงานให้มั่นคง

การสั่งการครั้งนี้ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่ทันท่วงที โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกมีความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจทำให้ราคาดีเซล เบนซิน และก๊าซหุงต้มปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลยืนยันว่าระบบสำรองน้ำมันของไทยยังเพียงพอ ไม่ต้องกังวล แต่ต้องป้องกันพฤติกรรมที่นำไปสู่ปัญหา

นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับกระทรวงพลังงานและผู้ประกอบการเอกชน เพื่อให้การนำเข้าน้ำมันราบรื่น ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่ว 76 จังหวัด จะลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมัน สร้างความมั่นใจให้ประชาชน หากพบการกักตุนหรือขึ้นราคาเกินจริง จะมีบทลงโทษทันที

จากประสบการณ์ในอดีต เช่น ช่วงโควิด-19 ที่เกิดการแห่ซื้อหน้ากากอนามัยหรือแอลกอฮอล์ สิ่งสำคัญคือการสื่อสารที่โปร่งใสและต่อเนื่อง ดังนั้น การที่ ปลัดมหาดไทย สั่งด่วนให้ ผวจ.ทั่วประเทศ ลดความตื่นตระหนก ป้องกันแห่ซื้อน้ำมันจนขาดแคลน จึงเป็นก้าวสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจฐานราก

ในมุมมองของผม การดำเนินการนี้ไม่เพียงป้องกันปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังสร้างวัฒนธรรมการรับมือวิกฤตของประชาชนให้ดีขึ้น ขอแนะนำให้ทุกท่านติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าว官方เท่านั้น อย่าหลงเชื่อข่าวลือในโซเชียลมีเดีย หากมีปัญหาในพื้นที่ สามารถแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดหรือหน่วยงานท้องถิ่นได้ทันที

สุดท้ายนี้ ขอให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ รัฐบาลพร้อมดูแลเรื่องพลังงานอย่างเต็มที่ แชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลจริง และคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้ครับ!

ที่มา – ปลัดมหาดไทย สั่งด่วนให้ ผวจ.ทั่วประเทศ ลดความตื่นตระหนก ป้องกันแห่ซื้อน้ำมันจนขาดแคลน

ปลัด มท. พิจารณา ขรก. WFH ไม่กระทบบริการประชาชน

ในสถานการณ์ที่ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปลัด มท. พิจารณา ขรก. WFH ไม่กระทบงานบริการประชาชน กลายเป็นมาตรการเร่งด่วนที่กระทรวงมหาดไทยออกมาแจ้งให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการ เพื่อช่วยประหยัดพลังงานและลดภาระงบประมาณแผ่นดิน โดยยังคงรักษาประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนไว้ได้อย่างเต็มที่

ปลัด มท. พิจารณา ขรก. WFH ไม่กระทบงานบริการประชาชน

วันที่ 12 มีนาคม 2567 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกหนังสือแจ้งไปยังกรมต่างๆ รัฐวิสาหกิจ และผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ ให้พิจารณาอนุญาตให้ข้าราชการปฏิบัติงานจากที่บ้านหรือ Work From Home (WFH) ตามความเหมาะสม ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 20 กันยายน 2565 โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน เช่น การออกเอกสาร การรับเรื่องร้องเรียน หรือบริการสาธารณะอื่นๆ

มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนตามมติครม. วันที่ 10 มีนาคม 2567 เรื่องการบริหารจัดการพลังงาน เพื่อรับมือผลกระทบจากราคาน้ำมันและก๊าซที่ผันผวนสูง ปลัดมหาดไทยย้ำว่าการ WFH จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารราชการ ลดค่าเดินทาง และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

มาตรการประหยัดพลังงานควบคู่ WFH

นอกจากการพิจารณา WFH แล้ว ยังมีแนวทางอื่นๆ ที่หน่วยงานต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างต้นแบบการประหยัดพลังงาน ดังนี้

  • ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26-27 องศาเซลเซียส และปิดประตู-หน้าต่างไม่ให้เปิดทิ้งไว้
  • ตรวจสอบปิดเครื่องปรับอากาศ ไฟส่องสว่างหลังเลิกงาน รวมถึงช่วงพักเที่ยง
  • ตั้งคอมพิวเตอร์ให้เข้าสู่โหมดสแตนด์บายเมื่อไม่ใช้งาน
  • ลดการใช้กระดาษ โดย改ใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์
  • งดเดินทางไปต่างประเทศ ยกเว้นกรณีจำเป็นสุดๆ ให้ใช้วิดีโอคอนเฟอเรนซ์แทน
  • รณรงค์ให้ใช้บันไดแทนลิฟต์

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยประหยัดงบประมาณ แต่ยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านสิ่งแวดล้อม

บทบาทผู้ว่าราชการจังหวัดในการกำกับดูแล

ปลัดมหาดไทยได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้อำนาจในการกำกับติดตามหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด รวมถึงประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อปรับมาตรการให้เหมาะสมกับแต่ละจังหวัด และสร้างการรับรู้ให้เจ้าหน้าที่กับประชาชน "ผมได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้อำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานราชการทุกระดับในจังหวัดอย่างใกล้ชิด" ปลัดกล่าว

ประโยชน์ของ WFH สำหรับข้าราชการและประชาชน

การ WFH ไม่เพียงช่วยประหยัดพลังงาน แต่ยังเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน ลดเวลาเดินทาง และช่วยลดการแพร่กระจายโรค โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีสนับสนุนการประชุมออนไลน์ได้เต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานต้องวางแผนให้ดี เพื่อให้บริการประชาชนยังคงรวดเร็ว เช่น ตั้งจุดบริการเคลื่อนที่หรือระบบออนไลน์เสริม

ในมุมมองของผู้เขียน มาตรการนี้เป็นก้าวสำคัญในการปรับตัวของภาครัฐสู่ digital transformation ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน หากทุกหน่วยงานปฏิบัติจริงจัง จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล และเป็นตัวอย่างที่ดีให้เอกชนและประชาชนทั่วไป

คุณล่ะคิดอย่างไรกับมาตรการ ปลัด มท. พิจารณา ขรก. WFH ไม่กระทบงานบริการประชาชน นี้? มีประสบการณ์ WFH ในราชการบ้างไหม แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้กันนะคะ

ที่มา – ปลัด มท. แจ้งกรม-รัฐวิสาหกิจ-ผู้ว่าฯ พิจารณา ขรก. WFH ไม่กระทบงานบริการประชาชน

ปลัดมท. สั่ง 76 จังหวัดเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์พลังงาน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องสถานการณ์พลังงานที่กำลังร้อนระอุ จากผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง ทางรัฐบาลไทยจึงเร่งมือเต็มที่ ล่าสุด ปลัดมท. สั่ง ผู้ว่าราชการ 76 จังหวัดเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์พลังงานในพื้นที่ เพื่อไม่ให้ประชาชนและธุรกิจเดือดร้อน เรื่องนี้สำคัญมากเพราะน้ำมันเชื้อเพลิงคือหัวใจของเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะขนส่ง อุตสาหกรรม หรือชีวิตประจำวัน ถ้าขาดแคลนเมื่อไหร่ ทุกอย่างหยุดชะงักหมดเลยครับ

ปลัดมท. สั่ง ผู้ว่าราชการ 76 จังหวัดเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์พลังงานในพื้นที่

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับข้อสั่งการด่วนจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังการหารือสถานการณ์พลังงานเมื่อวันก่อนหน้า ปลัดมท. จึงรีบสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทันที โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ให้เกิดการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา เป้าหมายหลักคือสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนและประชาชนครับ

3 แนวทางหลักในการเตรียมรับมือสถานการณ์พลังงาน

ปลัดมท. กำหนด 3 แนวทางชัดเจนให้ผู้ว่าฯ ดำเนินการทันที โดยบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานพลังงานจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อให้ข้อมูลไหลเวียนรวดเร็วและครอบคลุมทุกพื้นที่ มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

  • แนวทางที่ 1: สำรวจและรวบรวมข้อมูลความต้องการเชื้อเพลิง
    มอบหมายให้สำนักงานพลังงานจังหวัดร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ สำรวจปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงและ LPG ที่ภาคเอกชนแต่ละประเภทธุรกิจต้องการ เช่น โรงงานผลิต การขนส่ง หรือร้านค้า จัดทำฐานข้อมูลลำดับความเร่งด่วน โดยกิจการสำคัญอย่างโรงพยาบาล โรงกลั่นน้ำมัน หรือระบบสาธารณูปโภคต้องได้จัดสรรก่อน แล้วรายงานกระทรวงพลังงานด่วนที่สุด ช่วยให้รัฐรู้ว่าต้องสำรองสต็อกเท่าไหร่ ไม่ให้ขาดแคลนเฉพาะพื้นที่ครับ
  • แนวทางที่ 2: ติดตามการจำหน่ายน้ำมันอย่างใกล้ชิด
    บูรณาการข้อมูลจากสำนักงานพลังงานและพาณิชย์จังหวัด ติดตามสถานการณ์ขายน้ำมันในพื้นที่ทุกวัน กำกับปั๊มน้ำมันและผู้ค้าปลีกไม่ให้กักตุนหรือขึ้นราคาฉวยโอกาส ถ้าพบเจอจะลงโทษทันที ป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันดีเซล เบนซิน หรือก๊าซหุงต้มพุ่งสูงกระทบค่าครองชีพประชาชน โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่พึ่งพาการขนส่งมาก
  • แนวทางที่ 3: เตรียมมาตรการรองรับฉุกเฉิน
    ประสานทุกหน่วยงานจัดแผนสำรอง เช่น เพิ่มจุดกระจายน้ำมันชั่วคราว สต็อกยุทธศาสตร์ หรือทางเลือกพลังงานทดแทน เพื่อให้กิจกรรมเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก เหมือนวิกฤตน้ำมันปีก่อนๆ ที่เคยเกิดขึ้น

มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำสั่ง แต่เป็นการทำงานเชิงรุกที่ช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามอิสราเอล-ฮามาส หรือปัญหาในอ่าวเปอร์เซียที่กระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันโลก ไทยนำเข้าน้ำมันกว่า 80% ดังนั้นต้องเตรียมพร้อมเสมอ ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นล่าสุดยังไม่น่าเป็นห่วง แต่ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจกระทบเงินเฟ้อและ GDP ได้ครับ

ผลกระทบต่อประชาชนและธุรกิจจากสถานการณ์พลังงาน

สำหรับประชาชนทั่วไป ค่าขนส่ง ค่าน้ำมันรถ จะแพงขึ้นทันที ส่งผลต่อค่าอาหารและสินค้าอุปโภค ธุรกิจขนาดเล็กอย่างร้านอาหารหรือแท็กซี่อาจขาดทุนหนัก แต่ด้วยมาตรการจากปลัดมท. จะช่วยควบคุมไม่ให้เลวร้าย ส่วนภาคอุตสาหกรรมใหญ่ๆ อย่างปิโตรเคมีหรือการบิน ก็ต้องปรับตัว เช่น หันมาใช้น้ำมันสำรองหรือพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ในระยะยาว ไทยควรเร่งพัฒนาไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าเพื่อความยั่งยืน

ปลัดมท. เน้นย้ำว่า “เพื่อสร้างความมั่นใจให้ภาคธุรกิจซึ่งเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และป้องกันผลกระทบต่อชีวิตประชาชน” นี่คือภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทยในการนำนโยบายรัฐบาลสู่ท้องถิ่น

โดยรวมแล้ว มาตรการนี้เป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ แต่เราทุกคนก็ควรช่วยกัน เช่น วางแผนใช้น้ำมันอย่างประหยัด รายงานถ้าพบปั๊มกักตุน หรือสนับสนุนนโยบาย EV เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน คุณคิดว่ามาตรการนี้เพียงพอไหม? หรือมีไอเดียอะไรเพิ่มเติม? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยครับ จะได้ช่วยกันติดตามพัฒนาการต่อไป!

ที่มา – ปลัดมท. สั่ง ผู้ว่าราชการ 76 จังหวัดเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์พลังงานในพื้นที่

ราชเลขาฯ พร้อมนายกฯ ติดตามพัฒนาคูคลองเกาะรัตนโกสินทร์

ราชเลขาฯ พร้อมนายกฯ ติดตามโครงการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์-คลองแสนแสบ เป็นข่าวสำคัญที่แสดงถึงความใส่ใจในโครงการพระราชดำริที่มุ่งฟื้นฟูแม่น้ำลำคลองใจกลางกรุงเทพฯ ให้กลับมาสวยงามและยั่งยืน เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ลงพื้นที่ร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อตรวจติดตามความคืบหน้า

ราชเลขาฯ พร้อมนายกฯ ติดตามโครงการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์-คลองแสนแสบ

ราชเลขาฯ พร้อมนายกฯ ติดตามโครงการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์-คลองแสนแสบ

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมจำนวนมาก เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน ณ พื้นที่คลองผดุงกรุงเกษม คลองมหานาค และคลองโอ่งอ่าง ในกรุงเทพมหานคร โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชดำริตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มุ่งพัฒนาและฟื้นฟูภูมิทัศน์เมืองให้กลมกลืนกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชนริมคลอง

ภาพการลงพื้นที่ราชเลขาฯ พร้อมนายกฯ ที่คลองแสนแสบ

รายละเอียดการตรวจติดตามโครงการ

คณะผู้ตรวจติดตามเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 07.00 น. โดยลงเรือจากท่าเรือแยกหลานหลวง ถนนกรุงเกษม เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ล่องเรือตามเส้นทางคลองผดุงกรุงเกษม คลองมหานาค ผ่านสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ไปยังคลองโอ่งอ่าง และสิ้นสุดที่ท่าเรือชั่วคราวข้างสะพานดำรงสถิต (สะพาน SCG) ถนนเจริญกรุง เขตสัมพันธวงศ์ ระยะทางรวม 2.6 กิโลเมตร ระหว่างทาง ได้รับฟังบรรยายสรุปภาพรวมโครงการ ความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐาน การจัดระเบียบพื้นที่ การปรับปรุงภูมิทัศน์ ทางเท้า ฐานเสาไฟฟ้าและระบบแสงสว่าง รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวรอบเกาะรัตนโกสินทร์

ราชเลขาฯ และนายกฯ ได้ให้คำแนะนำเพื่อให้โครงการเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน เช่น การจัดการน้ำเสียให้สะอาด การปลูกต้นไม้ริมคลองเพื่อความร่มรื่น และการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งจะช่วยพลิกฟื้นลำน้ำสายสำคัญให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง

การล่องเรือตรวจสอบโครงการพัฒนาคูคลองเกาะรัตนโกสินทร์

ความสำคัญของโครงการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์-คลองแสนแสบ

โครงการนี้ไม่ใช่แค่การขุดลอกคลอง แต่เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ครอบคลุมหลายมิติ เช่น การแก้ปัญหาน้ำท่วม การปรับปรุงคุณภาพน้ำ และการสร้างพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชน นอกจากนี้ยังช่วยอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของเกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นหัวใจของกรุงเทพฯ ในอดีต คลองเหล่านี้เคยเป็นเส้นทางค้าขายสำคัญ แต่ปัจจุบันเสื่อมโทรมจากขยะและน้ำเสีย การฟื้นฟูจะนำความเจริญรุ่งเรืองกลับมา สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และยกระดับคุณภาพชีวิตชาวบ้านริมคลองให้ดีขึ้น

  • โครงสร้างพื้นฐาน: สร้างทางเดินริมคลองใหม่
  • สิ่งแวดล้อม: ระบบบำบัดน้ำเสียและปลูกพรรณไม้น้ำ
  • เศรษฐกิจ: ส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยวและตลาดน้ำ
  • สังคม: พื้นที่พักผ่อนสำหรับทุกคน
ผู้เข้าร่วมประชุมสรุปโครงการคูคลองแสนแสบ

ด้วยการติดตามอย่างใกล้ชิดจากราชเลขาฯ และนายกฯ โครงการราชเลขาฯ พร้อมนายกฯ ติดตามโครงการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์-คลองแสนแสบ จะสามารถบรรลุเป้าหมายได้แน่นอนในอนาคตอันใกล้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงพระราชปณิธานที่มุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

คุณคิดอย่างไรกับโครงการนี้? มันจะเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้นได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รู้จักโครงการดีๆ แบบนี้กันมากขึ้น!

ที่มา – ราชเลขาฯ พร้อมนายกฯ ติดตามโครงการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์-คลองแสนแสบ

Scroll to top