อิสราเอล

85 ชาติสมาชิกยูเอ็น ผนึกกำลังประณามอิสราเอล ปมเวสต์แบงก์

85 ชาติสมาชิกยูเอ็น ผนึกกำลังประณามอิสราเอล ฐานขยายการควบคุมพื้นที่ในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งถือเป็นประเด็นร้อนที่สั่นสะเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่ยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้งมานานหลายทศวรรษ เหตุการณ์ล่าสุดนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงจุดยืนของนานาชาติ แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่กระบวนการสันติภาพอาจพังทลายลง

85 ชาติสมาชิกยูเอ็น ผนึกกำลังประณามอิสราเอล

เมื่อวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ คณะผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติจาก 85 ประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ 85 ชาติสมาชิกยูเอ็น ผนึกกำลังประณามอิสราเอล กรณีแผนการขยายอำนาจควบคุมในเขตเวสต์แบงก์ โดยระบุชัดเจนว่ามาตรการดังกล่าวอาจเทียบเท่ากับ “การผนวกดินแดนโดยพฤตินัย” ซึ่งขัดแย้งกับกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ทั้งกลุ่มประเทศนี้เรียกร้องให้อิสราเอลยกเลียมาตรการเหล่านี้ทันที เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

แถลงการณ์ระบุว่า “เราขอประณามอย่างรุนแรงต่อการตัดสินใจและมาตรการฝ่ายเดียวของอิสราเอล ที่มุ่งขยายการปรากฏตัวอย่างผิดกฎหมายในเขตเวสต์แบงก์” นอกจากนี้ ยังย้ำจุดยืนคัดค้านการผนวกดินแดนทุกรูปแบบ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ถูกยึดครองตั้งแต่ปี 1967 รวมถึงเยรูซาเล็มตะวันออก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของข้อพิพาทอิสราเอล-ปาเลสไตน์

ปมขยายเขตนิคมรุกรานเวสต์แบงก์: สาเหตุหลักของการประณาม

จุดเริ่มต้นของความตึงเครียดเกิดจากเมื่อสัปดาห์ก่อน คณะรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงของอิสราเอล ซึ่งมีรัฐมนตรีขวาจัดหนุนหลัง อนุมัติชุดมาตรการเพื่อกระชับการควบคุมพื้นที่เวสต์แบงก์ที่เดิมอยู่ภายใต้องค์การบริหารปาเลสไตน์ (PA) ตามข้อตกลงออสโลช่วงปี 1990s ล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ รัฐบาลอิสราเอลยังอนุมัติจดทะเบียนที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวเป็น “ทรัพย์สินของรัฐ” สิ่งนี้จุดชนวนความไม่พอใจทั่วโลก

นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ออกมาเตือนทันทีว่านโยบายนี้ “ผิดกฎหมาย” และทำให้สถานการณ์ “ขาดเสถียรภาพ” ปัจจุบันมีชาวอิสราเอลกว่า 500,000 คนอาศัยในนิคมเวสต์แบงก์ (ไม่รวมเยรูซาเล็มตะวันออก) ท่ามกลางชาวปาเลสไตน์ 3 ล้านคน ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายสากล

กลุ่ม 85 ชาติที่ร่วมแถลงการณ์รวมมหาอำนาจอย่างซาอุดีอาระเบีย จีน รัสเซีย สหภาพยุโรป สันนิบาตอาหรับ และองค์การความร่วมมืออิสลาม พวกเขาย้ำว่ามาตรการของอิสราเอลกำลังบ่อนทำลายสันติภาพและโอกาสแก้ไขข้อพิพาทในอนาคต

บริบทประวัติศาสตร์: เวสต์แบงก์และข้อพิพาทยาวนาน

เวสต์แบงก์เป็นหนึ่งในดินแดนที่อิสราเอลยึดครองตั้งแต่สงครามหกวันปี 1967 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของรัฐปาเลสไตน์ในอนาคตตามมติสหประชาชาติ การตั้งนิคมอิสราเอลในพื้นที่นี้ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคหลักต่อการเจรจาสันติภาพ ข้อตกลงออสโลปี 1993 แบ่งพื้นที่เป็น A B C โดย PA บริหาร A และ B แต่ล่าสุดอิสราเอลกำลังรุกเข้าไปมากขึ้น

  • พื้นที่ A: PA ควบคุมทั้งพลเรือนและความมั่นคง (18% ของเวสต์แบงก์)
  • พื้นที่ B: PA ควบคุมพลเรือน อิสราเอลความมั่นคง (22%)
  • พื้นที่ C: อิสราเอลควบคุมทั้งหมด (60%) ซึ่งเป็นที่ตั้งนิคมหลัก

การขยายนิคมไม่เพียงเปลี่ยนแปลงประชากรศาสตร์ แต่ยังขัดขวางการสร้างรัฐปาเลสไตน์ที่มีอิสระ

ผลกระทบต่อกระบวนการสันติภาพ

นานาชาติเห็นตรงกันว่าการกระทำของอิสราเอลกำลังทำลายความหวังในการสองรัฐ (Two-State Solution) ซึ่งเป็นกรอบหลักในการแก้ไขข้อพิพาท หากไม่ยกเลิกมาตรการ สถานการณ์อาจนำไปสู่ความรุนแรงรอบใหม่และการโดดเดี่ยวทางการทูตของอิสราเอล

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงอิทธิพลของกลุ่มขวาจัดในรัฐบาลอิสราเอลที่นำโดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งมุ่งเน้นนโยบายแข็งกร้าวต่อปาเลสไตน์

สุดท้ายแล้ว 85 ชาติสมาชิกยูเอ็น ผนึกกำลังประณามอิสราเอล เป็นเครื่องเตือนใจว่านานาชาติยังคงจับตาและพร้อมใช้เครื่องมือทางกฎหมายเพื่อรักษาสันติภาพ คุณคิดว่าการประณามครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้หรือไม่? แสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารต่างประเทศจากเราเพื่ออัปเดตเหตุการณ์ล่าสุด!

ที่มา – 85 ชาติสมาชิกยูเอ็น ผนึกกำลังประณามอิสราเอล ปมขยายเขตนิคมรุกราน “เวสต์แบงก์”

ชาติอาหรับเดือด อิสราเอลอนุมัติขึ้นทะเบียนที่ดินในเขตเวสต์แบงก์

ชาติอาหรับเดือด อิสราเอลอนุมัติขึ้นทะเบียนที่ดินในเขตเวสต์แบงก์ สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลอิสราเอลตัดสินใจอนุมัติกระบวนการขึ้นทะเบียนที่ดินจำนวนมากในเขตเวสต์แบงก์ให้กลายเป็นทรัพย์สินของรัฐ สิ่งนี้ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญสู่การผนวกดินแดนปาเลสไตน์ ทำให้ชาติอาหรับและนานาชาติประณามอย่างหนัก

ชาติอาหรับเดือด อิสราเอลอนุมัติขึ้นทะเบียนที่ดินในเขตเวสต์แบงก์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลอิสราเอลได้อนุมัติมาตรการดังกล่าวในช่วงดึกของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศไทยอิสราเอลอ้างว่าเป็นการชี้แจงสิทธิ์ที่ดินอย่างโปร่งใส เพื่อแก้ไขข้อพิพาททางกฎหมาย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เคยมีการขึ้นทะเบียนโดยมิชอบจากฝั่งปาเลสไตน์

อย่างไรก็ตาม ชาติอาหรับมองว่านี่คือการยึดครองดินแดนอย่างผิดกฎหมาย อียิปต์ประกาศว่ามาตรการนี้เป็นการยกระดับความขัดแย้งที่อันตราย กาตาร์ระบุว่ามันพรากสิทธิชาวปาเลสไตน์ ขณะที่จอร์แดนก็ประณามเช่นกัน องค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์ (PA) เรียกร้องให้นานาชาติเข้าแทรกแซงทันที

ผลกระทบต่อเขต C ในเวสต์แบงก์

ที่ดินที่ได้รับการอนุมัตินี้อยู่ในเขต C ซึ่งครอบคลุมกว่า 60% ของเวสต์แบงก์ทั้งหมด และอยู่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอลทั้งด้านความมั่นคงและการบริหาร ชาวปาเลสไตน์ที่ถือครองที่ดินเหล่านี้อาจสูญเสียสิทธิ์ทันที นายโจนาธาน มิซราชี จากองค์กร Peace Now กล่าวว่า “ที่ดินที่ปาเลสไตน์คิดว่าเป็นของตัวเอง จะถูกเปลี่ยนสถานะภายใต้กระบวนการใหม่นี้”

บริบทและมาตรการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงของอิสราเอลเพิ่งอนุมัติมาตรการที่สนับสนุนโดยฝ่ายขวา เช่น:

  • อนุญาตให้ชาวยิวอิสราเอลซื้อที่ดินในเวสต์แบงก์โดยตรง
  • ให้ทางการอิสราเอลบริหารสถานที่ทางศาสนาในพื้นที่ PA
  • เพิ่มการควบคุมพื้นที่ภายใต้นโยบายออสโลตั้งแต่ทศวรรษ 1990

นอกจากนี้ ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลยังเพิ่มการโจมตีชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่ นายโฟลเคอร์ เติร์ก จากสหประชาชาติเตือนว่า นี่คือการเปลี่ยนแปลงประชากรอย่างถาวร โดยพรากที่ดินและบังคับให้ชาวปาเลสไตน์อพยพ

เวสต์แบงก์ถือเป็นหัวใจของรัฐปาเลสไตน์ในอนาคตสำหรับชาวปาเลสไตน์ แต่ฝ่ายขวาศาสนาของอิสราเอลมองว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องยึดครอง สถานการณ์นี้จุดประกายความขัดแย้งมานานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะหลังข้อตกลงออสโล

แม้ประธานาธิบดีทรัมป์เคยคัดค้านการผนวก แต่ครั้งนี้เขายังนิ่งเงียบ ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากนานาชาติ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองตะวันออกกลาง ที่ความมั่นคงของอิสราเอลมักชนะดุลยภาพสันติภาพ

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ ชาติอาหรับเดือด อิสราเอลอนุมัติขึ้นทะเบียนที่ดินในเขตเวสต์แบงก์ นี้เสี่ยงทำให้เกิดความรุนแรงรอบใหม่ นานาชาติควรเร่งหาทางออกสองรัฐเพื่อสันติภาพยั่งยืน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? ติดตามข่าวสารต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ที่มา – ชาติอาหรับเดือด อิสราเอลอนุมัติขึ้นทะเบียนที่ดินในเขตเวสต์แบงก์

“เนทันยาฮู” ยื่นคำขาด อิหร่านต้องรื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด

“เนทันยาฮู” ยื่นคำขาด อิหร่านต้องรื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในวงการการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่สถานการณ์ตึงเครียดมาตลอด นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้ประกาศจุดยืนชัดเจนต่อหน้าที่ประชุมองค์กรยิวในสหรัฐฯ ยืนกรานว่าข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านต้องบังคับให้อิหร่านรื้อถอนโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์ทั้งหมด ไม่ใช่แค่หยุดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเท่านั้น

“เนทันยาฮู” ยื่นคำขาด อิหร่านต้องรื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ นายเนทันยาฮูได้แจ้งต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไปแล้วว่าข้อตกลงใดๆ ต้องครอบคลุมการรื้อถอนโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมดของอิหร่าน ในสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมประจำปีขององค์กรยิวรายใหญ่ในอเมริกา เขาแสดงความกังวลต่อการเจรจา แต่ย้ำว่ายูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมดต้องถูกส่งออกนอกอิหร่าน และไม่มีขีดความสามารถเหลืออยู่ในการกลับมาเสริมสมรรถนะได้อีก “ไม่ใช่แค่หยุด แต่ต้องรื้อถอนอุปกรณ์และโครงสร้างทั้งหมด” เขากล่าว

นอกจากนี้ เนทันยาฮูยังพูดถึงสถานการณ์ในฉนวนกาซา โดยอิสราเอลยังต้องทำลายอุโมงค์ของฮามาส ซึ่งทำลายไปแล้ว 150 กิโลเมตร จากทั้งหมด 500 กิโลเมตร เพื่อความมั่นคง

การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และจุดยืนของทั้งสองฝ่าย

ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านและสหรัฐฯ เตรียมเจรจารอบสองที่สวิตเซอร์แลนด์ นายมาจิด ทัคต์-ราวันชี รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศไทยอิหร่าน ระบุว่าอิหร่านพร้อมประนีประนอมหากสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร แต่ปฏิเสธ “การเสริมสมรรถนะเป็นศูนย์” เพราะถือเป็นสิทธิ์ภายใต้ NPT

ด้านสหรัฐฯ นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ยืนยันว่าทรัมป์ชูการทูตนำหน้า แม้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำไปตะวันออกกลาง ในเจรจาที่เจนีวา สหรัฐฯ ส่งสตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยทรัมป์ เข้าร่วม

  • เงื่อนไขสำคัญจากอิสราเอล: รื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด
  • ควบคุมขีปนาวุธนำวิถีที่อิหร่านใช้โจมตี
  • ตัดสนับสนุนกลุ่มฮามาสและฮิซบอลเลาะห์

“เนทันยาฮู” ยื่นคำขาด อิหร่านต้องรื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด เพื่อป้องกันภัยคุกคามนิวเคลียร์ที่อาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจในภูมิภาค สถานการณ์นี้สะท้อนความแตกต่างระหว่างจุดยืนแข็งกร้าวของอิสราเอล กับแนวทางการทูตของสหรัฐฯ

ผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่นิวเคลียร์ แต่เชื่อมโยงกับความมั่นคงของอิสราเอลและชาติอื่นๆ ในตะวันออกกลาง หากอิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ อาจจุดชนวนสงครามใหญ่ อิสราเอลเคยโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านมาแล้วหลายครั้ง และครั้งนี้เนทันยาฮูย้ำว่าจะไม่ยอมให้เกิดข้อตกลงที่อ่อนแอ

การส่งเรือรบสหรัฐฯ แสดงถึงการเตรียมพร้อมทางทหารควบคู่การทูต ซึ่งรูบิโอยอมรับว่า “ไม่เคยมีใครทำข้อตกลงกับอิหร่านสำเร็จ แต่เราจะลอง”

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเจรจาครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยน หากอิหร่านยอมรื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมดตามที่ “เนทันยาฮู” ยื่นคำขาด จะช่วยลดความตึงเครียดได้มาก แต่ถ้าล้มเหลว สงครามอาจปะทุ

คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของเนทันยาฮู? คอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความนี้เพื่อติดตามพัฒนาการล่าสุดในตะวันออกกลาง!

ที่มา – “เนทันยาฮู” ยื่นคำขาด อิหร่านต้องรื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซาหลายจุด ดับแล้ว 11 ศพ อ้างถล่มกลุ่มติดอาวุธ

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซาหลายจุด ดับแล้ว 11 ศพ อ้างถล่มกลุ่มติดอาวุธ เป็นเหตุการณ์ล่าสุดที่สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางอีกครั้ง เมื่อกองทัพอิสราเอลโจมตีทางอากาศหลายจุดในฉนวนกาซา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แม้ทางอิสราเอลจะอ้างว่าเป็นการกำจัดกลุ่มติดอาวุธ แต่ฝั่งปาเลสไตน์กลับระบุว่าการโจมตีนี้กระทบพลเรือนโดยตรง

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซาหลายจุด ดับแล้ว 11 ศพ อ้างถล่มกลุ่มติดอาวุธ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันภัยพลเรือนและสาธารณสุขปาเลสไตน์รายงานว่า การโจมตีของอิสราเอลในช่วงเช้าทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิต 11 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตอนเหนือและตอนใต้ของฉนวนกาซา

กองกำลังป้องกันตนเองของอิสราเอล หรือ IDF ระบุชัดเจนว่าการโจมตีมุ่งเป้าไปที่ผู้ก่อการร้ายของกลุ่มฮามาส เพื่อตอบโต้การละเมิดข้อตกลงหยุดยิง พวกเขาอ้างว่าสังหารนักรบติดอาวุธที่โผล่พ้นจากอุโมงค์ใต้ดินในเขตที่อิสราเอลควบคุม ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง

รายละเอียดการโจมตีและผลกระทบต่อพลเรือน

อย่างไรก็ตาม สภาเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์ (PRCS) เผยข้อมูลที่ขัดแย้ง โดยระบุว่าการทิ้งระเบิดครั้งแรกทางตอนเหนือของกาซา ถูกยิงโดนเต็นท์ที่พักอาศัยของผู้พลัดถิ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ราย ส่วนการโจมตีครั้งที่สองทางตอนใต้ คร่าชีวิตอีก 5 ราย สถานการณ์นี้ยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงความแม่นยำของการโจมตีและผลกระทบต่อประชาชนที่ไร้เดียงสา

  • ผู้เสียชีวิตหลัก: ชาวปาเลสไตน์ 11 ราย
  • พื้นที่เป้าหมาย: ตอนเหนือและตอนใต้ของฉนวนกาซา
  • สาเหตุอ้าง: ละเมิดหยุดยิงโดยฮามาส
  • ผลกระทบ: ทำลายเต็นท์ผู้พลัดถิ่น

นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อ 10 ตุลาคม 2568 ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาว่าอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงเกือบทุกวัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในกาซาอย่างน้อย 600 ราย สถานการณ์ย่ำแย่ยิ่งขึ้นท่ามกลางการเตรียมข้อตกลงหยุดยิงระยะที่สอง โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นตัวกลาง

บทบาทของสหรัฐและคณะกรรมการสันติภาพ

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจัดตั้ง “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ให้ดูแลกองกำลังนานาชาติเพื่อรักษาความปลอดภัยชายแดนกาซา ปลดอาวุธฮามาส จัดตั้งรัฐบาลปาเลสไตน์ชุดใหม่จากผู้เชี่ยวชาญ และฟื้นฟูหลังสงคราม คณะกรรมการนี้มีกำหนดประชุมครั้งแรกที่วอชิงตันในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569

เหตุการณ์ อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซาหลายจุด ดับแล้ว 11 ศพ อ้างถล่มกลุ่มติดอาวุธ จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อน สะท้อนถึงความเปราะบางของกระบวนการสันติภาพ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการโจมตีครั้งนี้อาจเป็นการส่งสัญญาณจากอิสราเอลเพื่อกดดันฮามาสให้ปฏิบัติตามข้อตกลงมากขึ้น

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงตึงเครียด ผู้พลัดถิ่นนับล้านยังขาดแคลนอาหาร ยา และที่อยู่อาศัย สงครามครั้งนี้ไม่เพียงคร่าชีวิตผู้คน แต่ยังทำลายโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ทำให้เกิดวิกฤตมนุษยธรรมรุนแรง

ในมุมมองของผู้เขียน สันติภาพที่ยั่งยืนต้องมาจากการเจรจาที่เท่าเทียมและยุติธรรม ไม่ใช่การใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว ประชาคมโลกควรเร่งรัดให้ทั้งสองฝ่ายเคารพข้อตกลงหยุดยิง และสนับสนุนการฟื้นฟูอย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสารต่างประเทศล่าสุดได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซาหลายจุด ดับแล้ว 11 ศพ อ้างถล่มกลุ่มติดอาวุธ

อินโดนีเซียเผย เตรียมส่งทหาร 8,000 นาย ไปรักษาความสงบในกาซา

อินโดนีเซียเผย เตรียมส่งทหาร 8,000 นาย ไปรักษาความสงบในกาซา ข่าวนี้กำลังเป็นกระแสในแวดวงข่าวต่างประเทศ เพราะอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตัดสินใจเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยฟื้นฟูฉนวนกาซา หลังจากสงครามยืดเยื้อมานาน

อินโดนีเซียเผย เตรียมส่งทหาร 8,000 นาย ไปรักษาความสงบในกาซา

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 กองทัพอินโดนีเซียประกาศแผนการส่งกำลังพลทหารสูงสุด 8,000 นาย เข้าพื้นที่ฉนวนกาซา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังนานาชาติที่มุ่งสร้างเสถียรภาพ นี่ถือเป็นประเทศแรกที่เริ่มดำเนินการจริงจัง ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงระลอกที่สอง ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยตั้งแต่ปลายปีก่อน

พลเอก มารูลี ซิมานจุนตัก เสนาธิการทหารบกอินโดนีเซีย ระบุว่าการฝึกอบรมทหารเหล่านี้ได้เริ่มต้นไปแล้ว โดยเน้นภารกิจด้านการแพทย์ วิศวกรรม และการช่วยเหลือมนุษยธรรม เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายจากสงคราม

บทบาทของอินโดนีเซียในคณะกรรมการสันติภาพ

อินโดนีเซียเข้าร่วม “คณะกรรมการสันติภาพ” ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เป็นผู้ริเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม คณะกรรมการนี้ได้รับมอบหมายจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ให้จัดตั้งกองกำลังสร้างเสถียรภาพระหว่างประเทศ (ISF) หน้าที่หลักคือ

  • รักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดนกาซา
  • ทำให้พื้นที่เป็นเขตปลอดทหาร
  • ปลดอาวุธกลุ่มฮามาส
  • กำกับดูแลรัฐบาลปาเลสไตน์ชุดใหม่ที่บริหารโดยผู้เชี่ยวชาญ
  • ดูแลการบูรณะเมืองกาซาหลังสงคราม

แม้ยังไม่มีกำหนดการส่งทหารที่ชัดเจน แต่ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้ตัดสินใจเด็ดขาดที่จะส่งกำลังพลไปแล้ว ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นผู้นำในภารกิจนี้

กระแสต่อต้านในประเทศอินโดนีเซีย

การตัดสินใจดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกลุ่มชาวมุสลิมบางส่วนในอินโดนีเซียออกมาแสดงความไม่พอใจ โดยเฉพาะที่สหรัฐฯ สนับสนุนอิสราเอลในการโจมตีกาซา ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม อย่างไรก็ตาม ปราโบโวโต้แย้งว่า ในฐานะประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุด อินโดนีเซียมีหน้าที่ช่วยสร้างสันติภาพ โดยมุ่งสู่การแก้ปัญหาแบบสองรัฐ เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์อย่างถาวร

นอกจากนี้ อินโดนีเซียเผย เตรียมส่งทหาร 8,000 นาย ไปรักษาความสงบในกาซา ยังสะท้อนถึงบทบาทของอินโดนีเซียในเวทีโลก โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน การส่งทหารครั้งนี้ไม่เพียงช่วยกาซาเท่านั้น แต่ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ของอินโดนีเซียในฐานะผู้นำอิสลามที่สมดุล

สถานการณ์ในกาซาเองก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปมาก หลังข้อตกลงหยุดยิง การมีกองกำลังนานาชาติเข้าไปจะช่วยให้การฟื้นฟูรวดเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมโรงพยาบาล สร้างที่อยู่อาศัย หรือแจกจ่ายอาหาร สิ่งเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสงบสุขให้ชาวปาเลสไตน์

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเคลื่อนไหวของอินโดนีเซียอาจจุดประกายให้ประเทศมุสลิมอื่นๆ เข้าร่วมมากขึ้น เช่น มาลายูเซียหรือตุรกี ซึ่งจะทำให้กระบวนการสันติภาพก้าวหน้าขึ้น

สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจ อินโดนีเซียเผย เตรียมส่งทหาร 8,000 นาย ไปรักษาความสงบในกาซา ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขวิกฤตมนุษยธรรม คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวล่าสุดในตะวันออกกลาง

ที่มา – อินโดนีเซียเผย เตรียมส่งทหาร 8,000 นาย ไปรักษาความสงบในกาซา

อิสราเอลทิ้งบอมบ์เลบานอนดับ 4 ศพ อ้างโจมตี ผบ.ฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลทิ้งบอมบ์เลบานอนดับ 4 ศพ อ้างโจมตี ผบ.ฮิซบอลเลาะห์ เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางอีกครั้ง แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงไปแล้วก็ตาม การโจมตีทางอากาศครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2568 โดยอิสราเอลอ้างว่ามุ่งเป้าไปที่ผู้บัญชาการสำคัญของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ แต่กลับมีพลเรือนเสียชีวิต สร้างความโกรธแค้นให้กับฝั่งเลบานอน

อิสราเอลทิ้งบอมบ์เลบานอนดับ 4 ศพ อ้างโจมตี ผบ.ฮิซบอลเลาะห์

เหตุการณ์อิสราเอลทิ้งบอมบ์เลบานอนดับ 4 ศพ อ้างโจมตี ผบ.ฮิซบอลเลาะห์ เริ่มต้นจากการโจมตีทางอากาศที่หมู่บ้านยานูห์ (Yanuh) ทางตอนใต้ของเลบานอน กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิต 3 รายในจุดนี้ โดยหนึ่งในนั้นคือเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเลบานอนและลูกชายวัย 3 ขวบที่กำลังเดินผ่านบริเวณนั้นพอดี ขณะที่อิสราเอลระบุว่าเป้าหมายหลักคือ นายอาห์มัด อาลี ซาลาเมห์ หัวหน้าฝ่ายปืนใหญ่ของฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งกำลังฟื้นฟูขีดความสามารถทางทหารของกลุ่ม

รายละเอียดการโจมตีที่หมู่บ้านยานูห์

สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอน (NNA) รายงานว่าการทิ้งระเบิดทำให้เกิดความเสียหายหนักในพื้นที่ชาวบ้านอาศัย อิสราเอลยอมรับว่ากำลังตรวจสอบรายงานเรื่องพลเรือนเสียชีวิต แต่ยืนยันว่าการกระทำนี้จำเป็นเพื่อความมั่นคง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่การโจมตีของอิสราเอลส่งผลกระทบต่อคนบริสุทธิ์ นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงในเดือนพฤศจิกายน 2567 ซึ่งยุติการปะทะรอบก่อนหน้านานกว่า 1 ปี อิสราเอลยังคงดำเนินการโจมตีบ่อยครั้ง

ต่อมาในวันเดียวกัน อิสราเอลโจมตีอีกจุดที่หมู่บ้านไอตา อัล-ชาบ (Aita al-Shaab) ใกล้ชายแดน ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย ซึ่งอิสราเอลอ้างว่าเป็นสมาชิกฮิซบอลเลาะห์ที่กำลังสอดแนมและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มก่อการร้าย ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตทั้งหมดจากเหตุการณ์นี้อยู่ที่ 4 ศพ

ปฏิกิริยาจากฝั่งฮิซบอลเลาะห์และเลบานอน

กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ออกแถลงการณ์ประณามอิสราเอลอย่างรุนแรง เรียกร้องให้รัฐบาลเลบานอนแสดงจุดยืนชัดเจน ดำเนินการทางการเมือง การทูต และกฎหมายเพื่อปกป้องพลเมือง นอกจากนี้ ยังกล่าวหาอิสราเอลว่าลักพาตัวพลเมืองเลบานอนกว่า 20 คนตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง โดย 10 คนเกิดขึ้นหลังหยุดยิง

  • ผู้เสียชีวิต 4 รายจาก 2 จุดโจมตี
  • เป้าหมายหลัก: ผู้บัญชาการฮิซบอลเลาะห์
  • ผลกระทบ: พลเรือนและเจ้าหน้าที่เลบานอนเสียชีวิต
  • พื้นหลัง: หลังหยุดยิงพฤศจิกายน 2567

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิง ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์ยังคงคุกรุ่น โดยมีปัจจัยจากอิหร่านและกลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค การโจมตีครั้งนี้อาจนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพตะวันออกกลางทั้งหมด

จากประสบการณ์ในอดีต เหตุการณ์เช่นนี้มักนำไปสู่การยกระดับความตึงเครียด ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าอิสราเอลมุ่งป้องกันไม่ให้ฮิซบอลเลาะห์ฟื้นตัว แต่การสูญเสียพลเรือนอาจทำให้เลบานอนและนานาชาติวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น ในขณะที่ฮิซบอลเลาะห์ใช้โอกาสนี้เสริมสร้างภาพลักษณ์ต่อต้านอิสราเอล

นอกจากนี้ บริบทกว้างขึ้นคือสงครามกาซาที่ยังดำเนินอยู่ ซึ่งเชื่อมโยงกับฮิซบอลเลาะห์ผ่านแนวร่วม “แนวต้าน” อิสราเอลจึงเพิ่มมาตรการป้องกันชายแดนเหนือ เพื่อไม่ให้เกิดภัยคุกคามจากเลบานอน

สำหรับชาวเลบานอนที่กำลังฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง เหตุการณ์นี้ยิ่งซ้ำเติมความทุกข์ยาก หมู่บ้านชายแดนต้องเผชิญกับความกลัวและความเสียหายซ้ำซาก

เพื่อติดตามสถานการณ์ล่าสุด แนะนำให้ติดตามข่าวต่างประเทศ อย่างใกล้ชิด เพราะเหตุการณ์นี้อาจเปลี่ยนแปลงทิศทางความสัมพันธ์ในภูมิภาคได้ทุกเมื่อ ความเห็นส่วนตัวคือ จำเป็นต้องมีกลไกนานาชาติที่เข้มแข็งกว่านี้เพื่อบังคับใช้หยุดยิงอย่างแท้จริง มิเช่นนั้น ความสูญเสียจะเกิดขึ้นไม่รู้จบ

ที่มา – อิสราเอลทิ้งบอมบ์เลบานอนดับ 4 ศพ อ้างโจมตี ผบ.ฮิซบอลเลาะห์

อิหร่านขู่ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หากวอชิงตันโจมตี

อิหร่านขู่ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หากวอชิงตันเปิดฉากโจมตี สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ กำลังร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านออกมาเตือนอย่างชัดเจนว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงหากถูกโจมตี

อิหร่านขู่ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หากวอชิงตันเปิดฉากโจมตี

เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ก.พ. 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์อัลจาซีราของกาตาร์ โดยเตือนว่าอิหร่านจะโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง หากถูกกองกำลังสหรัฐฯ โจมตีก่อน “การโจมตีดินแดนของอเมริกาคงเป็นไปไม่ได้ แต่เราจะโจมตีฐานทัพของพวกเขาในภูมิภาคนี้” นายอารักชีกล่าว พร้อมย้ำว่า จะไม่โจมตีประเทศเพื่อนบ้านโดยตรง แต่เฉพาะฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในประเทศเหล่านั้นเท่านั้น ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

บริบทหลังการเจรจานิวเคลียร์ทางอ้อม

คำขู่ครั้งนี้ออกมาเพียง 1 วัน หลังจากที่เตหะรานและวอชิงตันตกลงที่จะเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ทางอ้อมต่อไป โดยการหารือรอบล่าสุดที่ประเทศโอมานเมื่อวันศุกร์ถูกประเมินว่าเป็นไปในเชิงบวก แม้ยังไม่กำหนดวันเจรจารอบต่อไป แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นต้นสัปดาห์หน้า “เราและวอชิงตันเชื่อว่าควรจะจัดขึ้นในเร็วๆ นี้” อารักชีระบุ

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์เคยขู่ว่าจะโจมตีอิหร่าน พร้อมเสริมกำลังทหารสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง โดยเรียกร้องให้อิหร่านหยุดเสริมสมรรถนะยูเรเนียม หยุดพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป และยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค

จุดยืนของอิหร่านต่อโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ

อิหร่านยืนยันมาตลอดว่าไม่มีเจตนาพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และต้องการให้สิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อจุดประสงค์พลเรือนได้รับการยอมรับ แม้ทั้งสองฝ่ายพร้อมรื้อฟื้นการทูตเรื่องนิวเคลียร์ แต่ฝั่งอิหร่านยืนกรานว่าจะเจรจาเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์เท่านั้น ไม่รวมเรื่องขีปนาวุธหรืออื่นๆ “การหารือใดๆ จำเป็นต้องงดเว้นจากการขู่เข็ญและความกดดัน เราจะไม่หารือประเด็นอื่นใดกับสหรัฐฯ” อารักชีกล่าว หากนำเรื่องขีปนาวุธเข้าสู่การเจรจา อาจเสี่ยงถูกอิสราเอลโจมตี

ฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางที่อาจเป็นเป้าหมาย

สหรัฐฯ มีฐานทัพกระจายอยู่ในหลายประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งอาจกลายเป็นเป้าหมายหากเกิดการตอบโต้ นี่คือฐานทัพสำคัญบางแห่ง:

  • ฐานทัพอัล อัสซัด ในอิรัก
  • ฐานทัพอัล อูเดイド ในกาตาร์
  • ฐานทัพในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  • ฐานทัพในซาอุดีอาระเบีย
  • ฐานทัพในจอร์แดนและซีเรีย

หากอิหร่านลงมือจริง อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่ ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งน้ำมัน และราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง

พื้นหลังความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน

ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจนี้ยืดเยื้อมายาวนาน ตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 สหรัฐถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในสมัยทรัมป์ชุดแรก การสังหารนายพลกassem Soleimani และการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน สถานการณ์ปัจจุบันยังคงเปราะบาง โดยเฉพาะท่ามกลางการแข่งขันอิทธิพลในตะวันออกกลาง

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์อิหร่านขู่ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หากวอชิงตันเปิดฉากโจมตี อาจกระทบราคาน้ำมันนำเข้าและการค้าต่างประเทศ นักลงทุนควรจับตาใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้อาจเป็นเพียงกลยุทธ์ต่อรองของอิหร่านเพื่อถ่วงน้ำหนักในการเจรจานิวเคลียร์ แต่หากลุกลาม โลกอาจเผชิญวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ คุณคิดว่าอิหร่านจะกล้าลงมือจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา – อิหร่านขู่ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หากวอชิงตันเปิดฉากโจมตี

อิสราเอลโจมตีกาซา ดับ 20 ศพ อ้างถล่มผู้ก่อการร้าย

อิสราเอลโจมตีกาซา ดับ 20 ศพ กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางอีกครั้ง เมื่อกองทัพอิสราเอลเปิดปฏิบัติการตอบโต้หลังทหารของตนถูกยิงบาดเจ็บสาหัสในพื้นที่ฉนวนกาซา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย รวมถึงเด็กและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ทำให้สถานการณ์หยุดยิงที่เปราะบางใกล้พังทลาย

อิสราเอลโจมตีกาซา ดับ 20 ศพ: รายละเอียดปฏิบัติการทางทหาร

กองทัพอิสราเอลอ้างว่าได้ใช้รถถังและเครื่องบินรบโจมตีจุดเป้าหมายอย่างแม่นยำ โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง พวกเขาระบุว่ากลุ่มติดอาวุธได้ยิงใส่ทหารอิสราเอลบริเวณ “เส้นสีเหลือง” (Yellow Line) ซึ่งเป็นเขตแบ่งแยก ทำให้ทหาร 1 นายบาดเจ็บสาหัส การโจมตีนี้จึงเป็นการเอาคืนเพื่อปกป้องกำลังทหารของตน

อย่างไรก็ตาม ฝั่งปาเลสไตน์และกลุ่มฮามาสมองว่านี่เป็นข้ออ้างเพื่อรุกรานประชาชน โดยเฉพาะผู้พลัดถิ่นที่อาศัยในเต็นท์ชั่วคราว สถานการณ์นี้สะท้อนถึงวงจรความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำซาก แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2568

ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอิสราเอลโจมตีกาซา ดับ 20 ศพ

โรงพยาบาลหลายแห่งในกาซารายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ชัดเจน โดยมีผู้บาดเจ็บอีกเกือบ 40 ราย สถานที่หลักที่ถูกโจมตี ได้แก่:

  • ย่านเซย์ตูน (Zeitoun) และตุฟฟาห์ (Tuffah) ในเมืองกาซาซิตี้: โรงพยาบาลอัล-ชิฟารับศพ 13 ราย รวมเด็ก 5 ราย จากการโจมตีเต็นท์ผู้พลัดถิ่นและบ้านเรือน
  • เขตกิซาน ราชวาน (Qizan Rashwan) ในข่านยูนิส: โรงพยาบาลนัสเซอร์รับศพ 4 ราย รวมเด็ก 1 ราย
  • เขตอัล-มาวาซี ชายฝั่งข่านยูนิส: เด็ก 2 รายและเจ้าหน้าที่กู้ชีพ 1 รายเสียชีวิตจากการโจมตีซ้ำขณะช่วยเหลือเหยื่อ

เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากหน่วยป้องกันพลเรือนของฮามาสเล่าว่า เจ้าหน้าที่กู้ชีพถูกสังหารจากระลอกโจมตีที่สอง สร้างความโศกสลดให้กับทีมแพทย์ที่กำลังช่วยชีวิต

ข้อกล่าวหาและปฏิกิริยาจากทุกฝ่าย

สมาคมเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์กล่าวหาอิสราเอลว่าละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยบุคลากรทางการแพทย์ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเคร่งครัด ทางอิสราเอลยืนยันว่าทำตามกฎ แต่เน้นว่าผู้ก่อการร้ายใช้พลเรือนเป็นโล่ human shield

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก เมื่อวันอาทิตย์ก่อนหน้านี้ อิสราเอลโจมตีทั่วกาซา ดับกว่า 30 ศพ หลังพบกลุ่มติดอาวุธจากอุโมงค์ในราฟาห์ สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเกือบทุกวันตั้งแต่หยุดยิง ทำให้ประชาชนกาซาต้องเผชิญความทุกข์ทรมานจากความอดอยากและขาดแคลนยา

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ความขัดแย้งนี้ต้องการการแทรกแซงจากนานาชาติเพื่อสร้างสันติภาพยั่งยืน การโจมตีตอบโต้อาจทำให้ข้อตกลงล้มเหลวทั้งหมด

ติดตามสถานการณ์อิสราเอล-ปาเลสไตน์ต่อไป เพราะอาจกระทบเศรษฐกิจโลกและความมั่นคงภูมิภาค คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อสร้างความตระหนัก

ที่มา – อิสราเอลโจมตีกาซา ดับ 20 ศพ อ้างถล่มผู้ก่อการร้าย เอาคืนยิงทหารบาดเจ็บ

อิสราเอลเปิดด่านราฟาห์กาซา-อียิปต์คุมเข้ม

อิสราเอลเปิดด่านราฟาห์ เชื่อมระหว่างฉนวนกาซาและอียิปต์แล้ว สร้างความหวังให้ชาวปาเลสไตน์ที่ติดค้างมานาน ท่ามกลางข้อตกลงหยุดยิงจากโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ยังมีมาตรการคุมเข้มและจำกัดจำนวนคนเดินทางอย่างเข้มงวด

อิสราเอลเปิดด่าน “ราฟาห์” เชื่อมกาซา-อียิปต์ ใช้มาตรการคุมเข้ม-จำกัดจำนวนคนเดินทาง

ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ อิสราเอลได้ประกาศ อิสราเอลเปิดด่านราฟาห์ อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นด่านพรมแดนสำคัญที่เชื่อมต่อฉนวนกาซากับอียิปต์ หลังจากปิดมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 ชาวปาเลสไตน์สามารถเดินทางข้ามแดนด้วยเท้าได้แล้ว ภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิงที่ผลักดันโดยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกา

การเปิดด่านครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของเฟสแรกในแผนสันติภาพ เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส มีทีมสังเกตการณ์จากยุโรปเข้ามาร่วมดูแลความมั่นคง ทำให้การเดินทางเริ่มต้นได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป

เงื่อนไขเข้มงวดในการเปิดด่านราฟาห์

แม้จะเปิดด่าน แต่ อิสราเอลเปิดด่านราฟาห์ มาพร้อมมาตรการที่เข้มงวดมาก ผู้เดินทางทุกคนต้องผ่านการตรวจสอบความมั่นคงอย่างละเอียด ร่วมกับทางการอียิปต์ในการจำกัดจำนวนคนต่อวัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัย นอกจากนี้ อิสราเอลยังห้ามผู้สื่อข่าวต่างชาติเข้าพื้นที่ โดยอ้างเหตุผลเรื่องความปลอดภัยของทหารและนักข่าว

  • ตรวจสอบตัวบุคคลอย่างละเอียดก่อนข้ามแดน
  • จำกัดจำนวนผู้เดินทางรายวัน
  • ทีมสังเกตการณ์นานาชาติร่วมกำกับดูแล
  • ห้ามสื่อต่างชาติเข้าถึงกาซา

ก่อนหน้านี้ การปิดด่านราฟาห์และระเบียงฟิลาเดลฟี ทำให้ผู้ป่วยและบาดเจ็บชาวปาเลสไตน์กว่า 100,000 คนไม่สามารถออกไปรักษาพยาบาลได้ สหประชาชาตিরายงานว่าหลายคนต้องจ่ายสินบนสูงลิ่วเพื่อหลบหนีออกจากพื้นที่

ผลกระทบจากสงครามและแผนฟื้นฟูในอนาคต

ตามแผนของทรัมป์ เฟสสองจะส่งมอบการบริหารกาซาให้เทคโนแครตปาเลสไตน์ โดยฮามาสต้องวางอาวุธและอิสราเอลถอนกำลัง เพื่อเริ่มฟื้นฟูเมืองที่เสียหายหนัก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังตึงเครียด มีการละเมิดหยุดยิงบ่อยครั้ง ล่าสุดเมื่อ 31 มกราคม อิสราเอลโจมตีทางอากาศคร่าชีวิต 30 คน ตอบโต้การกระทำของฮามาส

ตั้งแต่หยุดยิงเดือนตุลาคม ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตเพิ่มกว่า 500 ราย ทหารอิสราเอล 4 นาย สถานการณ์เปราะบางนี้ทำให้ชาวโลกจับตาอย่างใกล้ชิด การเปิดด่านราฟาห์จึงเป็นสัญญาณบวก แต่ต้องพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติจริง

นอกจากนี้ สมาคมสื่อมวลชนต่างประเทศ (FPA) ยื่นศาลฎีกาอิสราเอลคัดค้านการห้ามสื่อ เพื่อให้ประชาชนรับข้อมูลอิสระ

  • ช่วยเหลือผู้ป่วยเดินทางรักษา
  • ลดแรงกดดันด้านมนุษยธรรม
  • เปิดทางสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจกาซา
  • แต่เสี่ยงละเมิดหากไม่คุมเข้ม

การ อิสราเอลเปิดด่านราฟาห์ ถือเป็นก้าวแรกสู่สันติภาพ แต่ความท้าทายยังรออยู่ข้างหน้า ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สิ่งสำคัญคือการสร้างความไว้วางใจระหว่างฝ่ายต่างๆ หากทำได้ กาซาอาจกลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับการเปิดด่านนี้? มันจะนำสันติภาพมาจริงหรือไม่ ติดตามข่าวอัปเดตและแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – อิสราเอลประกาศเปิดด่าน “ราฟาห์” เชื่อมกาซา-อียิปต์ ใช้มาตรการคุมเข้ม-จำกัดจำนวนคนเดินทาง

Scroll to top