อุบลราชธานี

คนร้ายแก้ผ้างัดห้อง สาววัย 16 สติดีเยี่ยม รอดหวุดหวิด

คนร้ายแก้ผ้างัดห้อง สาววัย 16 สติดีเยี่ยม รอดหวุดหวิด

เหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาสาวรายหนึ่งในอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี กลายเป็นอุทาหรณ์ชั้นดีให้กับผู้ที่พักอาศัยอยู่หอพัก เมื่อมีรายงานข่าวว่ามี คนร้ายแก้ผ้างัดห้อง สาววัย 16 สติดีเยี่ยม ชวนคุย-ถ่ายรูป หนีรอดหวุดหวิด โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้พักอาศัยในละแวกใกล้เคียง

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อคนร้ายบุกเดี่ยวแอบงัดหลังห้องพักของนักศึกษาสาวคนดังกล่าวในสภาพเปลือยกายสร้างความตกใจอย่างมาก แต่ด้วยไหวพริบปฏิภาณในเสี้ยววินาทีวิกฤต เธอไม่ได้กรีดร้องจนคนร้ายคลุ้มคลั่ง แต่กลับเลือกที่จะตั้งสติและชวนคนร้ายคุย พร้อมกับอาศัยจังหวะถ่ายรูปใบหน้าคนร้ายไว้เป็นหลักฐาน ก่อนจะหาโอกาสวิ่งหนีออกมาขอความช่วยเหลือได้สำเร็จ จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่โซเชียลยกย่องว่าเธอคือคนที่ตัดสินใจได้ดีเยี่ยมที่สุดในสถานการณ์คับขัน

บทเรียนจากเหตุการณ์ คนร้ายแก้ผ้างัดห้อง สาววัย 16 สติดีเยี่ยม

จากกรณีข่าว คนร้ายแก้ผ้างัดห้อง สาววัย 16 สติดีเยี่ยม ชวนคุย-ถ่ายรูป หนีรอดหวุดหวิด ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ประกอบการหอพักต้องเร่งหามาตรการป้องกันเข้มข้นขึ้น โดยทางสถานีตำรวจภูธรเดชอุดมได้เร่งติดตามตัวคนร้าย ซึ่งคาดว่าเป็นบุคคลในพื้นที่ที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยอาศัยหลักฐานภาพถ่ายสำคัญจากมือถือของผู้เสียหายที่บันทึกไว้ได้ทันท่วงที

เหตุการณ์นี้นำไปสู่การปรับปรุงความปลอดภัยในอาคารพักอาศัย ดังนี้:

  • การติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมในจุดอับหรือด้านหลังอาคาร
  • การเสริมเหล็กดัดหรืออุปกรณ์ป้องกันการงัดแงะที่แข็งแรงกว่าเดิม
  • การเพิ่มไฟส่องสว่างบริเวณทางเดินและรอบหอพัก
  • ความร่วมมือในการแจ้งเบาะแสเมื่อพบคนแปลกหน้าหรือบุคคลต้องสงสัย

ท้ายที่สุดแล้ว ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นเรื่องที่ไม่ควรประมาท โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่อยู่หอพักคนเดียว การตั้งสติแบบนักศึกษาสาวรายนี้ถือเป็นวิธีเอาตัวรอดที่ดีที่สุด แต่การป้องกันเชิงรุกด้วยเทคโนโลยีและการตรวจสอบความมั่นคงของประตูหน้าต่างก็เป็นสิ่งที่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด เราขอส่งกำลังใจให้ผู้เสียหายและหวังว่าเจ้าหน้าที่จะจับกุมคนร้ายมาลงโทษได้อย่างรวดเร็วครับ

ที่มา – คนร้ายแก้ผ้างัดห้อง สาววัย 16 สติดีเยี่ยม ชวนคุย-ถ่ายรูป หนีรอดหวุดหวิด

สกัดจับ 2 ผัวเมียเครือข่ายค้าอาวุธสงครามข้ามชาติ

สกัดจับ 2 ผัวเมียเครือข่ายค้าอาวุธสงครามข้ามชาติ ที่อุบลราชธานี

เหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดอุบลราชธานี สามารถสกัดจับ 2 ผัวเมียเครือข่ายค้าอาวุธสงครามข้ามชาติได้อย่างคาหนังคาเขา ขณะกำลังลำเลียงอาวุธปืนและกระสุนจำนวนมหาศาลมุ่งหน้าสู่ภาคเหนือ ถือเป็นผลงานการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ที่สามารถทลายแผนร้ายนี้ได้ทันท่วงที

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา ชุดสืบสวน สภ.เดชอุดม ได้ดำเนินการวางแผนดักซุ่มจนพบรถเก๋งต้องสงสัยบนทางหลวงหมายเลข 24 เมื่อเข้าตรวจค้นต้องถึงกับตกตะลึง เพราะพบอาวุธปืนอาก้า (AK47) จำนวน 5 กระบอก และกระสุนอีกกว่า 7,000 นัด ซุกซ่อนอยู่หลังรถ นี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของสกัดจับ 2 ผัวเมียเครือข่ายค้าอาวุธสงครามข้ามชาติแก๊งนี้ที่เชื่อมโยงถึงอดีตเพื่อนร่วมคุก

เปิดเบื้องหลังปฏิบัติการ สกัดจับ 2 ผัวเมียเครือข่ายค้าอาวุธสงครามข้ามชาติ

จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า รับจ้างขนอาวุธปืนและกระสุนดังกล่าวมาจากชายไม่ทราบชื่อในจังหวัดสุรินทร์ เพื่อส่งต่อไปยังนายทุนในพื้นที่เชียงใหม่และลำพูน โดยทำมาเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ข้อมูลเบื้องต้นจากแหล่งข่าวทางทหารเผยว่า อาวุธเหล่านี้อาจลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านในช่วงสถานการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดน ซึ่งมีลักษณะการขนส่งที่แอบแฝงผ่านบริษัทขนส่งเอกชนมาก่อนหน้านี้

สิ่งที่น่ากังวลคือปริมาณกระสุนปืนกลและอาวุธที่ยึดได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระบวนการอาวุธเถื่อนนี้มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายขนาดใหญ่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเดินหน้าขยายผลเพื่อถอนรากถอนโคนผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นต้นทางผู้จัดหาหรือผู้รับปลายทางก็ตาม

  • ยึดของกลาง: ปืน AK47 จำนวน 5 กระบอก
  • ยึดกระสุน: กระสุนปืนรวมกว่า 7,118 นัด
  • พฤติการณ์: รับจ้างขนส่งด้วยรถยนต์ส่วนตัวและผ่านระบบขนส่งเอกชน
  • สถานะคดี: อยู่ระหว่างการขยายผลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง

สรุปประเด็นสำคัญ: การปราบปรามอาวุธเถื่อนถือเป็นภารกิจสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง การที่เจ้าหน้าที่สามารถติดตามพฤติกรรมและทำการจับกุมได้มหาศาลเช่นนี้ ถือเป็นปราการสำคัญที่ช่วยลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หากท่านพบเห็นการกระทำผิดกฎหมายที่น่าสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เพื่อร่วมกันเป็นหูเป็นตาให้แก่สังคมได้ทันที

ที่มา – สกัดจับ 2 ผัวเมียเครือข่ายค้าอาวุธสงครามข้ามชาติ ยึดอาก้า-กระสุนเฉียดหมื่นนัด

โซเชียลอนุโมทนา! 4 ทายาทตระกูลดัง บริจาคที่ดิน 66 ไร่

วันนี้เรามีเรื่องดีๆ มาอนุโมทนาบุญกันค่ะ! 4 ทายาทตระกูลดัง บริจาคที่ดิน 66 ไร่ มูลค่ากว่าพันล้านบาท ให้โรงพยาบาลวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี สุดยอดมากเลยนะคะ ชาวโซเชียลแห่แชร์กันรัวๆ อนุโมทนาบุญกันถล่มทลาย เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นำทีมเข้าเยี่ยมและขอบคุณครอบครัวสมิตะมานที่ใจกว้างขนาดนี้

ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ขอบคุณครอบครัวสมิตะมาน

ผู้บริจาคหลักคือ 4 สาวทายาทตระกูลดัง ได้แก่ นางสาวประพิศ สมิตะมาน, นางสาวนฤมล สมิตะมาน, นางสาวลัดดาวัลย์ สมิตะมาน และนางสาวกรรณิการ์ สมิตะมาน ลูกสาวของร้อยโทปิ่น และคุณแม่วิเชียร สมิตะมาน ครอบครัวนี้มีบุญคุณกับวงการสาธารณสุขอุบลฯ มานานแล้วนะคะ เคยบริจาคที่ดิน 33 ไร่ สร้างโรงพยาบาลวารินชำราบตั้งแต่ปี 2527 ครั้งนี้สานต่อบุญใหญ่ บริจาคเพิ่มอีก 66 ไร่ เพื่อสร้างศูนย์การแพทย์แห่งอนาคต รองรับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น

4 ทายาทตระกูลดัง บริจาคที่ดิน 66 ไร่ เพื่ออนาคตสาธารณสุข

ที่ดินผืนนี้มีมูลค่าคาดการณ์ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทเลยค่ะ ถ้าคิดถึงราคาที่ดินในอุบลฯ แล้ว ล้ำค่าเหลือเกิน! จะนำไปพัฒนาโรงพยาบาล ขยายบริการทางการแพทย์ ลดความแออัด ช่วยชาวอำเภอวารินชำราบและพื้นที่ใกล้เคียงให้เข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้น ผู้ว่าฯ ณรงค์ กล่าวในนามชาวอุบลฯ ว่าขอบคุณความเมตตานี้มาก มันจะเป็นรากฐานสำคัญ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้น

4 ทายาทตระกูลสมิตะมาน บริจาคที่ดิน

ประโยชน์จากการบริจาคที่ดิน 66 ไร่ ครั้งนี้

  • สร้างศูนย์การแพทย์ทันสมัย รองรับผู้ป่วยจำนวนมาก
  • เพิ่มบริการเฉพาะทาง ลดการเดินทางไปโรงใหญ่
  • ยกระดับสาธารณสุขท้องถิ่น สร้างงาน สร้างรายได้
  • เป็นแบบอย่างการให้เพื่อสังคม สร้างแรงบันดาลใจ
  • ช่วยลดภาระงบประมาณรัฐ เน้นพัฒนาบริการ

ครอบครัวสมิตะมานนี่แหละค่ะ แบบอย่างของการแบ่งปันที่ยั่งยืน จากรุ่นพ่อแม่สู่ลูกหลาน ชาวเน็ตแชร์กันเพียบ บอกว่าบุญกุศลแบบนี้หายาก อนุโมทนาเพ้อเจ้อเลย!

ผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าวขอบคุณ

นอกจากนี้ ยังมี นพ.ปิยวัฒน์ อังควะนิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่อื่นๆ มาร่วมด้วย บรรยากาศอบอุ่นมาก การบริจาคครั้งนี้ไม่ใช่แค่ที่ดิน แต่เป็นความหวังใหม่ให้กับชาวอุบลฯ ในยุคที่ระบบสาธารณสุขต้องการขยายตัว

ภาพพิธีขอบคุณ

เพื่อนๆ คิดยังไงกับ 4 ทายาทตระกูลดัง บริจาคที่ดิน 66 ไร่ ครั้งนี้? มันสร้างแรงบันดาลใจให้เราอยากทำบุญบ้างเลยนะคะ ลองแชร์เรื่องดีๆ แบบนี้ต่อกันเถอะ จะได้สะสมบุญไปด้วยกัน! ถ้าชอบอย่าลืมกดไลค์ แชร์ และคอมเมนต์อนุโมทนาบุญด้านล่างเลยนะ

ที่มา – โซเชียลอนุโมทนาบุญ 4 ทายาทตระกูลดัง บริจาคที่ดิน 66 ไร่ มูลค่ากว่าพันล้านบาท ให้ รพ.

จุดประทัดเตือน 3 นัด ทหารกัมพูชายั่วยุชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาใกล้จุดช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ กลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อจุดประทัดเตือน 3 นัด “ทหารกัมพูชา” ยั่วยุฝ่ายไทย เข้าใกล้แนวลวดหนามชายแดนช่องจอม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ไม่ควรมี โดยทหารไทยยึดมั่นในหลักสันติวิธีและข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

จุดประทัดเตือน 3 นัด “ทหารกัมพูชา” ยั่วยุฝ่ายไทย เข้าใกล้แนวลวดหนามชายแดนช่องจอม

จากข้อมูลของกองทัพบกไทย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้แถลงถึงเหตุการณ์ที่ชายแดนช่องจอม โดยระบุว่าหน่วยเฝ้าระวังได้รับแจ้งจากชุดประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ฝ่ายกัมพูชาจะนำคณะทูตเข้าตรวจพื้นที่ใกล้แนวรบของไทย เวลา 10.00 น. ทหารไทยจึงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

แต่แล้วทหารกัมพูชาก็ทำการยั่วยุ โดยเข้าใกล้แนวลวดหนามของฝ่ายไทย ซึ่งขัดต่อข้อตกลงที่เคยแจ้งเตือนและทำความเข้าใจกันไว้แล้ว แม้จะเตือนหลายครั้ง แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงกระทำซ้ำ ทางทหารไทยจึงต้องจุดประทัดเตือน 3 นัด ตามขั้นตอนมาตรฐาน เพื่อส่งสัญญาณให้ถอยห่าง ส่งผลให้ฝ่ายนั้นถอยออกจากพื้นที่ทันที

ขั้นตอนการตอบโต้เหตุการณ์จุดประทัดเตือน 3 นัด ทหารกัมพูชายั่วยุ

การจัดการของทหารไทยในครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการรักษาความสงบ โดยมีขั้นตอนชัดเจน ดังนี้:

  • เฝ้าระวังล่วงหน้า: ได้รับแจ้งล่วงหน้าเรื่องคณะทูต จึงเตรียมพร้อมทันที
  • แจ้งเตือนด้วยวาจา: เตือนหลายครั้งก่อนดำเนินการขั้นต่อไป
  • จุดประทัดเตือน 3 นัด: ใช้สัญญาณไม่รุนแรงตามคู่มือปฏิบัติ
  • รายงานผู้บังคับบัญชา: ส่งข้อมูลให้กองกำลังสุรนารีและกองทัพภาคที่ 2
  • ออกหนังสือประท้วง: จัดการทางการทูตอย่างเป็นทางการ

หลังจากนั้น กองทัพบกได้ออกหนังสือประท้วงไปยังฝ่ายกัมพูชา เรียกร้องให้เคารพข้อตกลงตามถ้อยแถลงร่วม โฆษกฯ เน้นย้ำว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความพยายามสร้างภาพลักษณ์ว่าฝ่ายไทยรุนแรง ซึ่งไม่เป็นความจริง ไทยยึดหลักกติกาเสมอ แต่สงวนสิทธิ์ป้องกันตนเองตามกฎสากล

ชายแดนช่องจอมเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เชื่อมโยงการค้าชายแดนและประชาชนทั้งสองฝ่าย ปัญหานี้ไม่ใช่ครั้งแรก ในอดีตเคยมีข้อพิพาทปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียงที่ทำให้เกิดความตึงเครียด การยั่วยุครั้งนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองภายในกัมพูชา หรือทดสอบปฏิกิริยาของไทย แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ไทยต้องรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของพี่น้องชาวสุรินทร์

ประโยชน์ของการใช้ประทัดเตือนคือไม่ก่อให้เกิดการสูญเสีย แต่ส่งสัญญาณชัดเจน นอกจากนี้ยังช่วยลดโอกาสบานปลายเป็นความขัดแย้งใหญ่ ข้อตกลงชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีมานาน ต้องได้รับการเคารพจากทุกฝ่ายเพื่อสันติภาพในภูมิภาคอาเซียน

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์จุดประทัดเตือน 3 นัด “ทหารกัมพูชา” ยั่วยุฝ่ายไทย เข้าใกล้แนวลวดหนามชายแดนช่องจอม แสดงให้เห็นถึงความมืออาชีพของกองทัพไทย ที่เลือกใช้วิธีอ่อนนุ่มแต่เด็ดขาด หวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะเรียนรู้และหลีกเลี่ยงการยั่วยุในอนาคต เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตชายแดนไทย-กัมพูชาได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – จุดประทัดเตือน 3 นัด “ทหารกัมพูชา” ยั่วยุฝ่ายไทย เข้าใกล้แนวลวดหนามชายแดนช่องจอม

พรรคไทรวมพลังเลือกจิตรวรรณหวังศุภกิจโกศลหัวหน้าพรรค

ในวงการการเมืองท้องถิ่นของจังหวัดอุบลราชธานี มีข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแส เมื่อ พรรคไทรวมพลัง เลือก “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “มาดามกบ” ส.ส.เขต 9 อุบลราชธานี ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ ขณะที่ “กังฟู” หรือนายวสวรรธน์ พวงพรศรี ย้ายมานั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรค การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ที่โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดอุบลราชธานี

พรรคไทรวมพลัง เลือก “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เป็นหัวหน้าพรรค

การประชุมครั้งนี้มีสมาชิกพรรคและตัวแทนจากทั่วสารทิศมาร่วมอย่างคับคั่ง โดยมีนายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือ กังฟู หัวหน้าพรรคคนเก่า เป็นผู้กล่าวต้อนรับ ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยคณะกรรมการบริหารพรรคชุดเก่า ประธานที่ปรึกษาพรรค นายสมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.เขต 9 นางพิมพกาญจน์ พลสมัคร ส.ส.เขต 3 นายสมศักดิ์ บุญประชม ส.ส.เขต 10 นายณรงค์ชัย วีระกุล ส.ส.เขต 2 รวมถึงกรรมการสาขาพรรค 10 สาขา ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด และสมาชิกพรรคจำนวนมาก

นายวสวรรธน์ ได้กล่าวเปิดประชุม แจ้งวาระสำคัญ และเพื่อให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการเลือกคณะบริหารชุดใหม่ จึงยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อนายทะเบียนสมาชิกในที่ประชุม ตามข้อบังคับพรรค ข้อ 17 (2) ซึ่งกำหนดว่าหากหัวหน้าพรรคลาออก คณะกรรมการบริหารทั้งชุดจะพ้นจากตำแหน่งทันที สิ่งนี้เปิดทางให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ทันที

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ดังนี้

  • นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล เป็นหัวหน้าพรรค
  • นางพิมพกาญจน์ พลสมัคร เป็นรองหัวหน้าพรรค ลำดับที่ 1
  • นายสมศักดิ์ บุญประชม เป็นรองหัวหน้าพรรค ลำดับที่ 2
  • นายสิทธิชัย กอแก้ว เป็นรองหัวหน้าพรรค ลำดับที่ 3
  • นายวสวรรธน์ พวงพรศรี เป็นเลขาธิการพรรค
  • นายกิตติกร เชิดชู เป็นรองเลขาธิการพรรค
  • นางมาลี บุญเรือง เป็นเหรัญญิกพรรค
  • นางสาววรางคณา สำราญสุข เป็นนายทะเบียนสมาชิกพรรค
  • นายณรงค์ชัย วีระกุล เป็นโฆษกพรรค
  • นายบรรหาร ศรีบุระ เป็นกรรมการบริหารพรรค
  • นายวีระนันท์ ทัศศรี เป็นกรรมการบริหารพรรค
  • นายเหมชาติ เชื้อโชติ เป็นกรรมการบริหารพรรค

พรรคไทรวมพลัง เลือก จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล สร้างทีมบริหารใหม่ที่แข็งแกร่ง

นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล หรือมาดามกบ เป็น ส.ส.พรรคไทรวมพลัง จังหวัดอุบลราชธานี เขต 9 มีประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างโชกโชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง เธอเป็นที่รู้จักจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาท้องถิ่น การเลือกเธอเป็นหัวหน้าพรรค แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของพรรคที่ต้องการผู้นำหญิงที่เข้มแข็งและใกล้ชิดประชาชน ขณะที่นายวสวรรธน์ หรือกังฟู ยังคงอยู่ในทีมบริหารในฐานะเลขาธิการพรรค ซึ่งจะช่วยรักษาความต่อเนื่องในการทำงานของพรรค

พรรคไทรวมพลังเป็นพรรคท้องถิ่นที่เน้นนโยบายพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี ส.ส.กระจายในหลายเขต เช่น เขต 2, 3, 9, 10 การเปลี่ยนแปลงคณะบริหารครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้พรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเฉพาะการผลักดันประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่น

เฟซบุ๊กเพจพรรคไทรวมพลังได้โพสต์แสดงความยินดีกับคณะกรรมการบริหารชุดใหม่แล้ว เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 สะท้อนถึงความสามัคคีภายในพรรค การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปรับโครงสร้างภายในเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณว่าพรรคพร้อมก้าวสู่เวทีการเมืองระดับชาติมากขึ้น

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การ พรรคไทรวมพลัง เลือก “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เป็นหัวหน้าพรรค จะช่วยดึงดูดฐานเสียงสตรีและเยาวชนในพื้นที่ได้ดีขึ้น ด้วยภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและใกล้ชิดประชาชน ขณะที่ทีมรองหัวหน้าและเลขาธิการที่มีประสบการณ์ จะเป็นกำลังสำคัญในการวางแผนยุทธศาสตร์

หากคุณสนใจการเมืองท้องถิ่นและอยากติดตามพัฒนาการของพรรคไทรวมพลัง ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากเพจทางการของพรรค หรือแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่า คุณคิดอย่างไรกับคณะบริหารชุดใหม่นี้ พรรคจะประสบความสำเร็จในอนาคตอย่างไร?

ที่มา – พรรคไทรวมพลัง เลือก “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ “กังฟู” นั่งเลขาธิการพรรค

อัญเชิญ “หลวงพ่อเงิน” วัดปากน้ำ สู่สงกรานต์ไอคอนสยาม

เทศกาลสงกรานต์ปีนี้มาพร้อมความพิเศษสุดๆ เลยนะคะ! อัญเชิญ “หลวงพ่อเงิน” วัดปากน้ำ องค์จำลองพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อายุ 700 ปี จากวัดปากน้ำ จังหวัดอุบลราชธานี มาประดิษฐานให้ทุกคนได้สรงน้ำทำบุญในงาน “สุขสยาม สนุกสนาน สงกรานต์ บ้านฉัน” ที่ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ ถือเป็นครั้งแรกที่วัดอนุญาตให้นำองค์หลวงพ่อเงินออกนอกพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงศรัทธาจากลุ่มน้ำมูลสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา รับรองว่ามาแล้วคุ้มแน่นอน!

อัญเชิญ “หลวงพ่อเงิน” วัดปากน้ำ ประดิษฐานงาน “สุขสยาม สนุกสนาน สงกรานต์ บ้านฉัน”

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ไอคอนสยามจัดพิธีอัญเชิญ หลวงพ่อเงิน 700 ปี (องค์จำลอง) อย่างนอบน้อม โดยมีพระศรีวิสุทธิมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ (บุ่งสระพัง) เปิดเผยรายละเอียดให้ทราบ งานนี้จัดภายใต้แนวคิด “มหาศรัทธาแห่งแม่น้ำมูล สู่ปฐพีบุญลุ่มน้ำเจ้าพระยา” เพื่อยกระดับประเพณีสงกรานต์ไทยให้เป็น Soft Power สู่สายตาชาวโลก พิธีเปิดได้รับเกียรติจากนางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน

ไฮไลต์สำคัญคือโอกาสสรงน้ำหลวงพ่อเงินสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ รับพรแห่งความเป็นสิริมงคล ปกป้องคุ้มครองให้พ้นภัย ไม่ว่าจะเป็นชาวกรุงหรือนักเดินทางจากทั่วสารทิศ งานสงกรานต์ที่ไอคอนสยามปีนี้คึกคักสุดๆ มีกิจกรรมสนุกๆ มากมาย ทั้งสาดน้ำ ดนตรีสด ชมนิทรรศการวัฒนธรรมอีสาน และของดีจากอุบลราชธานี

ประวัติหลวงพ่อเงิน วัดปากน้ำ อายุ 700 ปี

หลวงพ่อเงิน เป็นพระพุทธรูปเงิน ปางมารวิชัย ศิลปะเชียงแสนล้านช้าง สูงราวศอกคืบ มีพรรณฐานงดงาม อายุราว 700 ปี ถือเป็นพระชัยหลังช้างแห่งแผ่นดินอีสาน ประจำกองทัพพระวอ-พระตา ในการสถาปนาเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัย เคยร่วมศึกเดียวกันกับกองทัพสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ในคราวอัญเชิญพระแก้วมรกตสู่กรุงธนบุรี

พระองค์ถูกขุดพบเมื่อ พ.ศ. 2515 ณ วัดป่าพระพิฆเณศวร์ บริเวณบ้านปากน้ำ (บุ่งสระพัง) ตำบลกุดลาด อำเภอเมืองอุบลราชธานี จากนิมิตของ หลวงปู่เจ้าคุณพระมงคลธรรมวัฒน์ (ญาท่านบุญจันทร์ จตฺตสลฺโล) ที่เห็นลำแสงพุ่งขึ้นจากดงพระคเณศ ทำให้เกิดการค้นหาและอัญเชิญขึ้นจากพื้นดิน ปฐมเหตุแห่งความศรัทธาที่ต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ 54 ปี

สายสืบทอดมหาทิพย์มนต์ของหลวงปู่พระมงคลธรรมวัฒน์

หลวงปู่พระมงคลธรรมวัฒน์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการค้นพบหลวงพ่อเงิน ท่านเรียนรู้มหาทิพย์มนต์ทั้ง 5 จากสายสืบตรงจากค่ายบ้านดอนมดแดง เมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัย ลำดับครูบาอาจารย์มีดังนี้:

  • ญาท่านเฒ่า: พระมหาเถระผู้อพยพมากับกองทัพพระวอ-พระตา นำสรรพวิทยามหาทิพย์มนต์ทั้ง 5 และศาสตร์ช่างศิลป์มาสอนชาวเมือง สร้างพระธาตุผาแก้ว (พระธาตุพระแก้ว) เป็นอาจารย์ของครูบาธรรมวงศ์
  • ครูบาธรรมวงศ์: วัดบ้านผาแก้ว (บ้านพระแก้ว) อายุยืน 135 ปี เรียนมนต์ทั้ง 5 จากญาท่านเฒ่า เป็นอาจารย์หลวงปู่ดีโลด และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส)
  • พระครูวิโรจน์รัตโนบล (รอด นนฺตโร) หรือหลวงปู่ดีโลด วัดทุ่งศรีเมือง ผู้บูรณะพระธาตุพนม เรียนมนต์และช่างศิลป์จากครูบาธรรมวงศ์
  • หลวงปู่เจ้าคุณพระมงคลธรรมวัฒน์ (บุญจันทร์ จตฺตสลฺโล): เรียนจากหลวงปู่ดีโลด ผู้มีนิมิตนำไปสู่การค้นพบหลวงพ่อเงิน

สายธารแห่งศรัทธานี้แสดงให้เห็นถึงพลังวัฒนธรรมอีสานที่ลึกซึ้ง เชื่อมโยงอดีตสู่อนาคตผ่านหลวงพ่อเงิน

การ อัญเชิญ “หลวงพ่อเงิน” วัดปากน้ำ ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นส่วนหนึ่งของสงกรานต์ แต่ยังเป็นการเผยแพร่เรื่องราวบุญบารมีให้กว้างไกลยิ่งขึ้น ในยุคที่ Soft Power ไทยกำลังรุ่งเรือง งานนี้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์วัฒนธรรมไทยได้อย่างงดงาม

ใครที่กำลังหาที่เที่ยวสงกรานต์กรุงเทพฯ แนะนำเลยค่ะ ไปไอคอนสยาม สรงน้ำหลวงพ่อเงิน ขอพรปีใหม่ไทย รับรองปีนี้ปังแน่นอน! อย่าพลาดโอกาสบุญใหญ่แบบนี้ ไปกันเถอะ!

ที่มา – อัญเชิญ “หลวงพ่อเงิน” วัดปากน้ำ ประดิษฐานงาน “สุขสยาม สนุกสนาน สงกรานต์ บ้านฉัน”

ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันชายแดนแจง หลังน้ำมันขาดแคลนหนักในพื้นที่

ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันชายแดนแจง หลังน้ำมันขาดแคลนหนักในพื้นที่ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 4 มี.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าปั๊มน้ำมันหลายแห่งในอำเภอน้ำยืนขึ้นป้าย “น้ำมันดีเซลหมด” บางแห่งปิดบริการชั่วคราว สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านและเกษตรกรในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นอย่างมาก

ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันชายแดนแจง หลังน้ำมันขาดแคลนหนักในพื้นที่

นายจิราวัตร อรุณพงษ์ อายุ 33 ปี เจ้าของปั๊มน้ำมันในพื้นที่ ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญว่า สถานการณ์นี้เกิดจากราคาน้ำมันในตลาดที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการอย่างเขาไม่สามารถรับสินค้ามาขายต่อได้ในราคาที่กำหนด ขณะที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่กำลังเร่งไถนา ขนส่งมันสำปะหลัง และกลัวว่าราคาจะขึ้นอีก จึงแห่กันมาซื้อตุนเก็บไว้ใช้ในระยะยาว

สาเหตุหลักของปัญหาน้ำมันขาดแคลนในชายแดน

จากที่ ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันชายแดนแจง สาเหตุหลักมาจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่

  • ราคาตลาดน้ำมันโลกที่ผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนนำเข้าสูงเกินกว่าที่ปั๊มจะรับไหว
  • ฤดูกาลเกษตรกรรมที่กำลังเร่งรัด ชาวนาต้องการน้ำมันดีเซลจำนวนมากสำหรับเครื่องจักรกลการเกษตร
  • พฤติกรรมผู้บริโภคที่ตื่นตระหนก ซื้อไปตุนในถังจำนวนมาก รวมถึงเตรียมสำหรับกรณีฉุกเฉิน เช่น การอพยพ
  • ปัญหาการขนส่งข้ามชายแดนที่ล่าช้า ทำให้สต็อกไม่ทันใจ

นายจิราวัตรยืนยันว่าตอนนี้ราคาน้ำมันได้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว และกำลังเร่งสั่งขนส่งน้ำมันเข้าเพิ่ม โดยเย็นวันที่ 4 มี.ค. จะมีสต็อกใหม่มาถึง และวันที่ 5 มี.ค. จะมีเพิ่มอีก คาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายในเร็ววัน

ผลกระทบต่อชาวบ้านและคำแนะนำจากผู้ประกอบการ

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการค้าขายข้ามแดนและชีวิตประจำวันของชาวบ้านในพื้นที่ นายจิราวัตรขอความร่วมมือจากลูกค้าให้แบ่งปันน้ำมันกันใช้ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ โดยปั๊มจะจำกัดการซื้อต่อครั้งหากจำเป็น

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังหลีกเลี่ยงการสต็อกน้ำมันจำนวนมาก เพราะหากราคาตกต่ำจะขาดทุนหนัก จึงต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง ในมุมมองของเขา ชาวบ้านมีความกังวลเรื่องราคาน้ำมันและพลังงานพอสมควร โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลอย่างชายแดน

เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต ชาวบ้านควรติดตามข่าวสารราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด และวางแผนการใช้อย่างประหยัด เช่น ใช้รถที่ประหยัดน้ำมัน หรือหันมาใช้พลังงานทางเลือกอย่างก๊าซหุงต้มสำหรับบางงาน นอกจากนี้ รัฐบาลควรมีมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันชายแดนให้มากขึ้น เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน

สรุปแล้ว แม้จะมีกระแสในโซเชียลว่าขาดแคลนหนัก แต่จากที่ ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันชายแดนแจง จริงๆ แล้วเป็นปัญหาชั่วคราวที่กำลังคลี่คลาย สิ่งสำคัญคือการสื่อสารที่ชัดเจนเพื่อลดความตื่นตระหนก หากคุณอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง แนะนำให้เช็คสต็อกปั๊มน้ำมันประจำวัน และอย่าตุนมากเกินไปเพื่อให้ทุกคนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ติดตามข่าวสารพลังงานและเศรษฐกิจท้องถิ่นกับเราต่อไป เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่ช่วยวางแผนชีวิตประจำวันของคุณ!

ที่มา – ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันชายแดนแจง หลังน้ำมันขาดแคลนหนักในพื้นที่

ด่วน ทหารไทยเหยียบกับระเบิด ชายแดนสุรินทร์ ขาขาดสาหัส

ด่วน “ทหารไทย” เหยียบกับระเบิดอีก ชายแดน จ.สุรินทร์ ขาขวาขาด อาการสาหัส เมื่อเช้าวันที่ 27 ก.พ. 2569 เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจในพื้นที่ชายแดน จ.สุรินทร์ ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสจากกับระเบิดสังหารบุคคล ข่าวนี้สร้างความฮือฮาและความกังวลให้กับประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ด้านความมั่นคง

ด่วน “ทหารไทย” เหยียบกับระเบิดอีก ชายแดน จ.สุรินทร์ ขาขวาขาด อาการสาหัส

รายงานจากผู้สื่อข่าวระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเวลา 06.44 น. ภายในฐานปฏิบัติการเอราวัณ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญชายแดนไทย-กัมพูชา ทหารสังกัดร้อยร้อย 233 กรมทหารราบที่ 23 พัน 3 ได้ประสบเหตุเหยียบกับระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ แรงระเบิดรุนแรงจนทำให้ขาขวาขาดกระเด็น แขนซ้ายและขาซ้ายบาดเจ็บจากสะเก็ด นับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำรอยในพื้นที่เสี่ยงภัยเช่นนี้

ผู้บาดเจ็บคือใคร อาการเป็นอย่างไร

ผู้โชคร้ายคือ พลทหารเดชศักดิ์ ตรีคำ ทหารหนุ่มที่กำลังทำหน้าที่ปกป้องชายแดน หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ในหน่วยรีบปฐมพยาบาลเบื้องต้นทันที ก่อนเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลกาบเชิง จ.สุรินทร์ แพทย์กำลังดูแลอย่างใกล้ชิด อาการยังสาหัสแต่มีโอกาสรอดชีวิตหากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ขณะนี้หน่วยกำลังติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกในพื้นที่ชายแดนสุรินทร์ ฐานเอราวัณเป็นจุดที่ทหารไทยต้องเฝ้าระวังตลอดเวลา เพราะมีความขัดแย้งและปัญหาชายแดนที่ค้างคา กับระเบิดสังหารบุคคลเหล่านี้มักถูกฝังไว้โดยกลุ่มที่ไม่หวังดี เพื่อก่อวินาศกรรมหรือตอบโต้การปฏิบัติหน้าที่ของทหารไทย

บริบทชายแดนสุรินทร์และภัยจากกับระเบิด

จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดชายแดนที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ติดกับกัมพูชา พื้นที่ฐานเอราวัณตั้งอยู่ในเขตที่อ่อนไหวต่อเหตุรุนแรง ผ่านมาแล้วหลายครั้งที่ทหารไทยต้องเผชิญกับกับระเบิดแบบนี้ ทำให้มีการเพิ่มมาตรการความปลอดภัย เช่น การตรวจจับโลหะ การลาดตระเวนด้วยหุ่นยนต์ และการฝึกอบรมพิเศษ แต่ภัยคุกคามยังคงมีอยู่

  • เวลาเกิดเหตุ: 06.44 น. 27 ก.พ. 2569
  • สถานที่: ฐานปฏิบัติการเอราวัณ จ.สุรินทร์
  • ผู้บาดเจ็บ: พลทหารเดชศักดิ์ ตรีคำ
  • อาการ: ขาขวาขาด แขนซ้ายและขาซ้ายบาดเจ็บจากสะเก็ด สาหัส
  • การช่วยเหลือ: ส่ง รพ.กาบเชิงทันที

จากสถิติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ชายแดนไทยมีเหตุเหยียบกับระเบิดหลายราย สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและร่างกายให้ทหารกล้าเหล่านี้ พวกเขาคือด่านหน้าในการรักษาความสงบสุขให้ประชาชน ท่ามกลางความเสี่ยงสูงสุด

นอกจากนี้ เหตุการณ์ “ทหารไทย” เหยียบกับระเบิดอีก ชายแดน จ.สุรินทร์ ขาขวาขาด อาการสาหัส ยังจุดประกายให้มีการพูดถึงเรื่องงบประมาณด้านความมั่นคง การพัฒนาอุปกรณ์ป้องกัน และการเจรจาทวิภาคีกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดความตึงเครียดและกำจัดกับระเบิดที่ฝังไว้

ในมุมมองส่วนตัว เหตุการณ์นี้เตือนใจเราว่า ทหารไทยคือวีรบุรุษที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อชาติ ควรได้รับการสนับสนุนทั้งอุปกรณ์และสวัสดิการที่ดีขึ้น ขอให้พลทหารเดชศักดิ์หายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว และขอให้เจ้าหน้าที่ทุกนายปลอดภัย ชาวสุรินทร์และคนไทยทั้งประเทศขอเป็นกำลังใจให้

ติดตามข่าวสารด้านความมั่นคงชายแดนและเหตุการณ์สำคัญได้ที่บล็อกนี้ เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด

ที่มา – ด่วน “ทหารไทย” เหยียบกับระเบิดอีก ชายแดน จ.สุรินทร์ ขาขวาขาด อาการสาหัส

อดีตรองเลขานายกฯ แฉเงินสะพัดซื้อเสียงกว่า 2 หมื่นล้าน เตือน กกต. รอรับหมายศาล

การเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2569 ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความฮือฮาให้กับสังคมไทย เมื่อ อดีตรองเลขานายกฯ แฉเงินสะพัดซื้อเสียงกว่า 2 หมื่นล้าน เตือน กกต. รอรับหมายศาล โดยนายสมคิด เชื้อคง อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและอดีต ส.ส. อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ออกมาเปิดโปงความล้มเหลวของระบบเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยการทุจริต

อดีตรองเลขานายกฯ แฉเงินสะพัดซื้อเสียงกว่า 2 หมื่นล้าน เตือน กกต. รอรับหมายศาล

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมคิด ได้วิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์อย่างหนักหน่วง โดยชี้ว่ามีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างเปิดเผยในหลายจังหวัดทั่วประเทศ นักวิชาการประเมินว่ามีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งอาจมากกว่านั้น สถานการณ์นี้ทำให้ นโยบายของพรรคการเมืองไร้ความหมาย ผู้ที่มีเงินมากกว่าคือผู้ชนะเสมอ

นายสมคิดตั้งคำถามถึงที่มาของเงินจำนวนมหาศาลนี้ว่า ถูกกฎหมายหรือไม่ ชาวบ้านในพื้นที่รู้ดีว่าใครจ่ายเท่าไหร่ แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับนิ่งเฉยต่อหลักฐานต่างๆ ทำให้ภาพลักษณ์ของ กกต. เสียหายหนัก

กกต. ถูกจวกหนัก ทำตัวเป็นทนายหน้าหอปกป้องพรรคการเมือง

นายสมคิด ระบุชัดว่าการทำงานของ กกต. ครั้งนี้ไม่ต่างจาก “ทนายหน้าหอ” หรือเลขาธิการพรรคการเมืองบางพรรค ที่ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แทนที่จะรักษาเกียรติขององค์กรและกำกับดูแลให้เกิดความยุติธรรม กกต. ปล่อยให้การซื้อเสียงกลายเป็นวัฒนธรรมปกติในสังคมไทย ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่กัดกินประชาธิปไตย

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาความผิดปกติในการนับคะแนน เช่น จำนวนบัตรไม่ตรงกับคะแนน (บัตรเขย่ง) บัตรหาย และบัตรเกินในหลายหน่วยเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนหมดศรัทธาในระบบ นายสมคิดเชื่อว่าจะมีการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน และเตือน กกต. ให้เตรียมรับหมายศาลจากความบกพร่องนี้

ผลกระทบจากการซื้อเสียงและความล้มเหลวของการเลือกตั้ง

การซื้อเสียงไม่เพียงทำลายความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ผู้สมัครที่ชนะด้วยเงิน จะขาดแรงจูงใจในการทำงานเพื่อประชาชน สนใจแต่การหาเงินคืนทุน สังคมไทยจึงติดอยู่ในวงจรทุจริตไม่จบสิ้น

  • เงินสะพัดกว่า 20,000 ล้านบาท ทำให้เลือกตั้งไม่โปร่งใส
  • กกต. ถูกร้องเรียนเรื่องละเลยหน้าที่
  • ปัญหาบัตรเขย่งและบัตรหาย สร้างความสงสัยในผลการนับคะแนน
  • ประชาชนหมดศรัทธา อาจนำไปสู่ความไม่สงบในอนาคต

เพื่อแก้ปัญหานี้ ควรมีการปฏิรูประบบเลือกตั้งอย่างเร่งด่วน เช่น เพิ่มบทลงโทษการซื้อเสียงให้รุนแรงขึ้น ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการนับคะแนน และเสริมสร้างความโปร่งใสให้ กกต. ทำงานอิสระจริงๆ

ในมุมมองของผู้เขียน การเปิดโปงครั้งนี้ของนายสมคิด เป็นสัญญาณเตือนใจว่าประชาชนต้องลุกขึ้นมาเฝ้าระวังและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ หากปล่อยไว้ ปัญหาจะยิ่งรุนแรง

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ

ที่มา – อดีตรองเลขานายกฯ แฉเงินสะพัดซื้อเสียงกว่า 2 หมื่นล้าน เตือน กกต. รอรับหมายศาล

Scroll to top