เกาหลีใต้

แฉอาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา! สื่อเกาหลีใต้เตือน

สถานการณ์ในกัมพูชาที่สื่อเกาหลีใต้กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดคือ อาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา ที่มีการกล่าวถึงการทรมานเหยื่ออย่างโหดร้ายถึงขั้นเสียชีวิต สำนักข่าวยอนฮัปของเกาหลีใต้รายงานว่า ผู้ที่เคยทำงานภายในพื้นที่อาชญากรรมในกัมพูชาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับเรื่องนี้

อาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา: การทรมานและการค้ามนุษย์

แหล่งข่าวระบุว่า ภายในแต่ละแหล่งอาชญากรรม มีการทรมานเหยื่ออย่างทารุณ ทั้งการถอนเล็บ ตัดนิ้ว และมีการค้ามนุษย์ โดยขายเหยื่อไปยังแก๊งอาชญากรรมอื่นในราคาที่ตกลงกัน คาดว่าปัจจุบันมีพื้นที่ลักษณะนี้มากกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ

อาณาจักรอาชญากรรมในกัมพูชามีขนาดแตกต่างกันไป และเป็นแหล่งที่เกิดอาชญากรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น โรแมนซ์สแกม (การหลอกให้หลงรัก), การหลอกขายหุ้นนอกตลาด, การหลอกลงทุนฟิวเจอร์สในต่างประเทศ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มีข้อกล่าวอ้างว่ามีศูนย์อาชญากรรมเหล่านี้สูงถึง 400 แห่งในกัมพูชา

นาย A ผู้เกี่ยวข้องรายหนึ่ง อธิบายว่า เหตุที่แก๊งเหล่านี้ต้องการคนสัญชาติเกาหลี เนื่องจากนำไปใช้ในการฟอกเงินจากรายได้อาชญากรรม หรือทำงานด้านเทเลมาร์เก็ตติ้ง, แชท และบริการลูกค้าสำหรับการหลอกลวงเป้าหมายที่เป็นชาวเกาหลี

พื้นที่ใดในกัมพูชาที่อันตรายที่สุด?

นาย A ยังเตือนว่า ไม่ใช่กัมพูชาทุกพื้นที่ที่เหมือนกัน โดยระบุว่าพื้นที่ชายแดนอย่างปอยเปต และ บาเวต นั้นอันตรายที่สุด และเป็นที่ที่คนส่วนใหญ่ถูกส่งไปเป็นที่สุดท้าย ต่างจากพนมเปญหรือสีหนุวิลล์

นาย B ชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ในกัมพูชา กล่าวเสริมว่า หากทำงานในพนมเปญหรือสีหนุวิลล์แล้วทำผลงานไม่ดีหรือติดหนี้ในคาสิโน ก็จะถูกขายต่อไปยังพื้นที่ชายแดนอย่างปอยเปตหรือบาเวต โดยมีคนจำนวนมากต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้

นาย B ยืนยันว่า การที่เหยื่อถูกทำร้ายจนเสียชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก โดยมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละหนึ่งคน เหยื่อไม่ได้มีเพียงชาวเกาหลีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาวเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และจีนด้วย ผู้ที่ถูกซ้อมจนสุขภาพทรุดโทรมก็เสียชีวิต หรือหากทำงานไม่ได้ตามเป้าก็จะถูกทำร้าย บางกรณีถึงขั้นตัดนิ้วทั้งหมดหากบัญชีธนาคารที่นำมาขายถูกระงับ

ส่วนกรณีที่มีนักศึกษารายหนึ่งเสียชีวิตในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาในพื้นที่ เขาโบโก นาย B อธิบายว่า ที่แห่งนั้นมักเป็นที่ที่คนถูกส่งไปขายบัญชีธนาคาร และมักจะถูกกักขังและถูกบังคับให้ทำงานผิดกฎหมาย หรือแม้กระทั่งต้องจบชีวิตลงที่นั่น

นาย C ผู้ที่เคยถูกคุมขังในแก๊งอาชญากรรม เล่าว่า เขาเคยเห็นภาพถ่ายการทรมานและศพในกลุ่มแชทเทเลแกรมของผู้ดูแล ซึ่งพวกเขาภาคภูมิใจที่จะพูดถึงเรื่องนี้และนำภาพมาให้เขาดูพร้อมข่มขู่ว่า “ถ้าไม่เชื่อฟัง จะมีสภาพแบบนี้”

นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวอ้างว่า เหยื่อที่ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตจะถูกนำไปเผาในเตาเผาของสถานที่นั้น แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อโต้แย้งว่าอาจเป็นข่าวลือที่เกินจริง โดยเตาเผาอาจใช้สำหรับเผาขยะเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม มีข้อกล่าวอ้างเพิ่มเติมที่น่าสะพรึงกลัวว่า หากเหยื่อไม่สามารถทำ “ผลงาน” ได้ตามเป้า ก็อาจถูกบังคับให้ “ขายอวัยวะ” นาย A อธิบายว่า หากเป็นหนี้และไม่มีผลงาน ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขายอวัยวะ โดยเริ่มจากดวงตา เนื่องจากกระจกตาผ่าตัดง่ายกว่าและมีราคาสูง

แต่ก็มีความเห็นแย้งว่า ปัจจุบันการค้าอวัยวะอาจไม่ได้เกิดขึ้นในกัมพูชาแล้ว โดยนาย B ชี้ว่า “ในสีหนุวิลล์มีโรงพยาบาลจีนจำนวนมาก ซึ่งในอดีตถูกใช้เพื่อผ่าตัดเอาอวัยวะ แต่ปัจจุบันน่าจะใช้วิธีบังคับให้ทำงานจนกว่าจะไม่สามารถใช้งานได้อีก แล้วค่อยส่งต่อไปยังพม่า ซึ่งคาดว่าจะเป็นสถานที่ที่มีการผ่าตัดเอาอวัยวะเกิดขึ้น”

สถานการณ์ อาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา นี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการค้ามนุษย์และความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้นการตระหนักถึงภัยและการป้องกันตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง หากมีคนชักชวนให้ไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบและปรึกษาผู้มีประสบการณ์ก่อนตัดสินใจ เพื่อความปลอดภัยของตนเอง

ที่มา – สื่อเกาหลีใต้แฉอาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา เหยื่อถูกซ้อมตายวันละคน-ไร้ประโยชน์อาจถูก “ขายอวัยวะ”

โซลสร้าง “หลุมหลบภัยนิวเคลียร์” ปี 2028

ทางการกรุงโซลกําลังเดินหน้าโครงการ “Defense Seoul 2030” ท่ามกลางภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ โดยเตรียมสร้างหลุมหลบภัยนิวเคลียร์ใต้ดินในโครงการที่พักอาศัยขนาดใหญ่ บริเวณซงพา-กู ซึ่งจะมีระบบช่วยชีวิตที่ครบครัน เพื่อให้ประชาชนสามารถเอาตัวรอดจากการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ เคมี หรือชีวภาพ ได้นานถึง 14 วัน

กรุงโซลเตรียมสร้าง “หลุมหลบภัยนิวเคลียร์” สำหรับพลเรือน ภายในปี 2028

กรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ เตรียมสร้างหลุมหลบภัยนิวเคลียร์แห่งแรกสําหรับพลเรือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาคารชุดพักอาศัยขนาดใหญ่ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2028

รัฐบาลกรุงโซลและบริษัท Seoul Housing and Communities ได้วางแผนก่อสร้างหลุมหลบภัยนิวเคลียร์ใต้ดินนี้ เพื่อใช้เป็นที่หลบภัยสําหรับผู้พักอาศัยในกรณีที่เกิดการโจมตีจากภายนอกด้วยอาวุธ นิวเคลียร์ ชีวภาพ หรือเคมี

รายละเอียดที่ตั้งของหลุมหลบภัย

หลุมหลบภัยดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นที่ชั้นใต้ดินชั้นที่ 3 ของโครงการที่พักอาศัยในย่านการัก-ดง เขตซงพา-กู ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ ประกอบด้วยอาคารชุด 16 หลัง มีที่พักอาศัยรวม 1,240 ยูนิต

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในหลุมหลบภัย

หลุมหลบภัยนี้มีพื้นที่รวม 2,147 ตารางเมตร และสามารถรองรับผู้คนได้พร้อมกันถึง 1,020 คน โดยจะติดตั้งระบบที่จําเป็นสําหรับการยังชีพ เช่น ระบบระบายอากาศที่กรองสารอันตรายได้, ระบบกักเก็บและจ่ายน้ํา, และ ระบบสุขาภิบาลที่ครบวงจร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่เข้าไปหลบภัยสามารถเอาตัวรอดได้นานสูงสุดถึง 14 วัน

การใช้งานในยามปกติ

ทั้งนี้ เมื่อไม่ได้อยู่ในช่วงฉุกเฉิน หลุมหลบภัยแห่งนี้จะถูกปรับไปใช้เป็นศูนย์ออกกําลังกายของชุมชน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า โครงการนี้ถูกขับเคลื่อนจากความจําเป็นในการรับมือกับภัยคุกคามทางทหารที่เพิ่มขึ้นจากเกาหลีเหนือ และสถานการณ์ความมั่นคงโลกที่ไม่มีเสถียรภาพ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ

เจ้าหน้าที่ของกรุงโซลกล่าวว่า “เนื่องจากภัยคุกคามยุคใหม่แตกต่างจากในอดีต เราจึงเปิดตัวโครงการนี้เพื่อขยายบทบาทของที่พักพิงเพื่อป้องกันพลเรือน เราหวังว่านี่จะเป็นก้าวใหม่ในการปกป้องพลเมืองได้ดียิ่งขึ้น และยกระดับระบบความมั่นคงของกรุงโซล”

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานสําคัญ “Defense Seoul 2030” ที่รัฐบาลกรุงโซลประกาศไว้เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว

การสร้างหลุมหลบภัยนิวเคลียร์ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวในการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน

ที่มา – กรุงโซลเตรียมสร้าง “หลุมหลบภัยนิวเคลียร์” สำหรับพลเรือน ภายในปี 2028

กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัวฆ่านักศึกษา

(ภาพจาก AKP News Agency homepage /Yonhap)

ทางการกัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ที่ถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัย กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้ จนจุดชนวนปัญหาระหว่างประเทศ

สำนัก โชซอน อิลโบ (Chosun Ilbo) ของเกาหลีใต้ รายงานว่า ทางการกัมพูชาจับกุมตัวสมาชิก 3 คนขององค์กรอาชญากรรมชาวจีนที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (voice phishing) ในประเทศกัมพูชา พร้อมตั้งข้อหาในฐานะผู้ต้องสงสัยก่อเหตุทรมานและฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน

หนึ่งผู้ถูกจับกุม ถูกสงสัยว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง “คดีเครื่องดื่มยาเสพติดกังนัม” ในปี 2566 ที่คนร้ายแจกเครื่องดื่มยาเสพติดให้นักเรียน 13 คน ในย่านการศึกษา แดชี-ดง เขตคังนัม กรุงโซล โดยอ้างว่าเป็นการให้ชิมฟรี ซึ่งตอนนี้ตำรวจเกาหลีใต้ได้เริ่มทำการสืบสวนแล้ว

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีนที่ตั้งฐานอยู่ในกัมพูชา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังมุ่งเป้าหมายโจมตีไปที่ชาวเกาหลีใต้และทำให้จำนวนคดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สำนักงานอัยการของศาลประจำจังหวัดกำปอต ในกัมพูชา เปิดเผยว่า ชาวจีน 3 คนถูกจับตัวได้ต่อเนื่องกัน และถูกตั้งข้อหาเมื่อวันที่ 11 ต.ค. จากกรณีการฆาตกรรมนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ นามสมมติว่านาย “เอ” อายุ 22 ปี ผู้ถูกพบเป็นศพภายในรถยนต์คันหนึ่ง ใกล้ภูเขาบกกอร์ (Bokor Mountain) จังหวัดกำปอต เมื่อวันที่ 8 ส.ค.

ในเดือนเดียวกันนั้น ตำรวจท้องถิ่นจับกุมตัวชาวจีน 2 คนได้ในที่เกิดเหตุ โดยอยู่ในรถยนต์ที่พบศพของนาย เอ นอกจากนั้น ระหว่างการสืบสวนคดีในอาคารที่พักอาศัยในพื้นที่ภูเขาบกอร์ ซึ่งเป็นที่ที่นาย เอ ถูกขังเอาไว้ก่อนเสียชีวิต เจ้าหน้าที่จับกุมชาวจีนได้เพิ่มอีก 1 คน และการสอบสวนยังคงดำเนินมาจนถึงเมื่อไม่นานมานี้

ตำรวจกัมพูชาได้ค้นพบหลักฐานว่าสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมชาวจีนกลุ่มนี้ได้ก่ออาชญากรรมต่างๆ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (voice phishing) และการหลอกให้รัก หรือ โรแมนซ์สแกม (romance scams) อยู่ที่อาคารที่พักอาศัยดังกล่าว ต่อมาตำรวจท้องถิ่นได้ปิดล้อมอาคารและเข้ายึดหลักฐาน ซึ่งระหว่างนั้น มีชาวเกาหลีใต้ 14 คนที่ถูกจับตัวไว้ ได้รับความช่วยเหลือ

ผู้เสียหายอีกราย นามสมมติว่านาย บี ถูกจับไว้ที่อาคารเดียวกับนาย เอ ให้ข้อมูลกับสำนักงานของ ส.ส. พัค ชัน-แด แห่งพรรคประชาธิปัตย์เกาหลี ซึ่งติดตามคดีของนาย เอ หลังจากได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจากครอบครัวของเหยื่อ

นาย บี ระบุว่า “นาย เอ ถูกทำร้ายอย่างรุนแรงจนหายใจแทบไม่ไหว ผมได้ยินมาว่าเขาเสียชีวิตในรถขณะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล”

ทั้งนี้ นาย เอ จากเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ ได้เดินทางไปกัมพูชาเมื่อวันที่ 17 ก.ค. โดยบอกครอบครัวว่าจะไปร่วมงานเทศกาล แต่ราว 1 สัปดาห์หลังจากนั้น ครอบครัวของเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากบุคคลปริศนา เรียกค่าไถ่เป็นจำนวน 50 ล้านวอน (ราว 1.15 ล้านบาท) โดยอ้างว่านักศึกษาคนนี้ “ก่อปัญหา” แต่ไม่ระบุว่าปัญหาดังกล่าวคืออะไร

แต่การติดต่อก็ถูกตัดขาดไปใน 4 วันต่อมา และสุดท้าย นาย เอ ก็ถูกพบเป็นศพในวันที่ 8 ส.ค. โดยการชันสูตรเบื้องต้นชี้ว่า เขาเสียชีวิตเนื่องจากหัวใจวายเพราะความเจ็บปวดจากการถูกทรมาน

ร่างของนาย เอ ถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญมานานร่วม 2 เดือนแล้ว และเกาหลีใต้วางแผนจะส่งตำรวจไปยังกัมพูชาภายในเดือนนี้ เพื่อดำเนินการชันสูตรศพของนาย เอ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กัมพูชา

เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางท่ามกลางการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชา

ตามข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ที่ยื่นต่อ ส.ส. พัค ชาน-แด จากพรรคประชาธิปไตยเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล พบว่าระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมของปีนี้ เกิดคดีลักพาตัวหรือการกักขังชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาถึง 330 คดี เพิ่มขึ้นจาก 221 คดีในปี 2567, 21 คดีในปี 2566, 11 คดีในปี 2565 และ 4 คดีในปี 2564

จำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจจุดชนวนปัญหาทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชา โดยเมื่อวันศุกร์ กระทรวงต่างประเทศเรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อแสดงความกังวล และขอให้รัฐบาลกัมพูชาร่วมมือกับทางการเกาหลีใต้ในการจัดตั้ง แผนกเกาหลี เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังประกาศยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญ และอีกหลายเมืองในกัมพูชา จากเดิมอยู่ที่ระดับ 2 ให้เป็นระดับ “พิเศษ” ซึ่งหมายความว่า ให้พลเรือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองที่ถูกประกาศ หรือให้พลเรือนออกจากเมืองดังกล่าวหากอยู่ที่นั่น โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 21.00 น. วันศุกร์ (10 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : chosun

กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

เหตุการณ์ กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเพิ่มขึ้นของคดีลักพาตัวและการกักขังชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาเป็นเรื่องที่น่ากังวล และจำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อปกป้องพลเมือง

ความคืบหน้า กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

ล่าสุดทางการกัมพูชาได้ดำเนินการตั้งข้อหากับผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 คน และมีการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อรวบรวมหลักฐานและขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ นอกจากนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ยังได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสวนและให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียหาย

ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการบังคับใช้กฎหมายร่วมกันจะช่วยลดโอกาสในการเกิดอาชญากรรมและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ระมัดระวังในการเดินทางไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ

การที่ กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้ นั้นเป็นสัญญาณที่ดีในการดำเนินการทางกฎหมาย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

เกาหลีใต้ส่งตำรวจกัมพูชา ชันสูตรคดีฆ่า นศ.

เกาหลีใต้เตรียมส่งตำรวจไปประจำการในกัมพูชา เพื่อช่วยเหลือพลเมืองที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม และเตรียมร่วมทำการชันสูตรศพนักศึกษาที่ถูกลักพาตัวและฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมด้วย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ต.ค. 2568 ตำรวจเกาหลีใต้เปิดเผยว่า พวกเขาวางแผนจะจัดตั้ง “แผนกตำรวจเกาหลี” (Korean Desk) ในประเทศกัมพูชา เพื่อให้ความช่วยเหลือพลเรือนที่ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงและอาชญากรรมในกัมพูชา หลังมีชาวเกาหลีถูกลักพาตัวและทรมานในประเทศแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ความตึงเครียดทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้น เรื่ององค์กรอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงทางออนไลน์ และการลักพาตัวซึ่งมุ่งเป้าหมายไปที่ชาวเกาหลีใต้

ตามรายงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (National Police Agency – NPA) ความร่วมมือในการรับมือกับอาชญากรรมเหล่านี้จะเป็นวาระสำคัญในการประชุมทวิภาคีระหว่างผู้บัญชาการตำรวจของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะจัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุมสุดยอดตำรวจสากล (International Police Summit 2025) ที่กรุงโซลระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคมนี้

คาดกันว่าในการประชุมดังกล่าวจะมีการลงนามใน บันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อจัดตั้งแผนกตำรวจเกาหลีในกัมพูชา และส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีไปประจำการในกัมพูชา

Korean Desk หมายถึง การที่ตำรวจเกาหลีใต้ไปประจำการภายในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของต่างประเทศ (ในกรณีนี้คือกัมพูชา) เพื่อจัดการปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับพลเมืองเกาหลี โดย แผนกเกาหลีแห่งแรก ถูกจัดตั้งขึ้นที่ฟิลิปปินส์ในปี 2555 ตามด้วยแห่งที่ 2 ที่ประเทศไทย ตามรายงานของสำนักข่าว Korea Times

ก่อนหน้านี้ในวันอาทิตย์ สำนักงานตำรวจเกาหลีใต้ประกาศแผนการที่จะร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กัมพูชา เพื่อทำการชันสูตรศพ นักศึกษาชาวเกาหลีใต้ที่ถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่และถูกทรมานจนเสียชีวิตเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม และผลการชันสูตรเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่กัมพูชาชี้ว่า ชายคนนี้เสียชีวิตเนื่องจากหัวใจวายเพราะความเจ็บปวดจากการถูกทรมาน

สำนักงานตำรวจจังหวัดคยองบุกระบุว่า จะดำเนินการชันสูตรศพพลเมืองเกาหลีที่เสียชีวิตในกัมพูชา ร่วมกับหน่วยนิติวิทยาศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้

“สาเหตุการเสียชีวิตนั้นไม่สามารถยืนยันได้จากการชันสูตรเบื้องต้นเพียงอย่างเดียว” ตำรวจเกาหลีใต้บอกกับสำนักข่าว ยอนฮัป และเสริมว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนจะออกเดินทางทันทีที่มีการยืนยันกำหนดการขั้นสุดท้ายกับทางการกัมพูชา

ทั้งนี้ นักศึกษาชายวัย 22 ปี จากเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ ถูกพบเป็นศพในประเทศกัมพูชาเมื่อต้นเดือนสิงหาคม เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากเขาเดินทางไปกัมพูชา โดยบอกกับครอบครัวว่าเพื่อร่วมงานเทศกาล เมื่อ 17 ก.ค.

โดยหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่เขาออกเดินทาง ครอบครัวของเขาได้รับโทรศัพท์จากบุคคลปริศนา เรียกค่าไถ่เป็นจำนวน 50 ล้านวอน (ราว 1.15 ล้านบาท) โดยอ้างว่านักศึกษาคนนี้ “ก่อปัญหา” แต่ไม่ระบุว่าปัญหาดังกล่าวคืออะไร

แต่การติดต่อกับคนร้ายเรียกค่าไถ่ถูกตัดขาดไปไม่กี่วันหลังจากนั้น และนักศึกษารายนี้ก็ถูกพบเป็นศพในวันที่ 8 ส.ค. ใกล้กับภูเขาบกกอร์ จังหวัดกำปอต โดยพยานที่อ้างว่าเคยถูกคุมขังที่เดียวกัน ระบุว่า นักศึกษารายนี้ถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงจนไม่สามารถเดินหรือหายใจได้ และเสียชีวิตในระหว่างที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางท่ามกลางการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชา

ตามข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ที่ยื่นต่อ ส.ส. พัค ชาน-แด จากพรรคประชาธิปไตยเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล พบว่าระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมของปีนี้ เกิดคดีลักพาตัวหรือการกักขังชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาถึง 330 คดี เพิ่มขึ้นจาก 221 คดีในปี 2567, 21 คดีในปี 2566, 11 คดีในปี 2565 และ 4 คดีในปี 2564

จำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจจุดชนวนปัญหาทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชา โดยเมื่อวันศุกร์ กระทรวงต่างประเทศเรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อแสดงความกังวล และขอให้รัฐบาลกัมพูชาร่วมมือกับทางการเกาหลีใต้ในการจัดตั้ง แผนกเกาหลี เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังประกาศยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญ และอีกหลายเมืองในกัมพูชา จากเดิมอยู่ที่ระดับ 2 ให้เป็นระดับ “พิเศษ” โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 21.00 น. วันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น

คำเตือนการเดินทางระดับ “พิเศษ” ของเกาหลีใต้ เทียบเท่ากับระดับ 2.5 จากทั้งหมด 4 ระดับ หมายความว่า ให้พลเรือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองที่ถูกประกาศ หรือให้พลเรือนออกจากเมืองดังกล่าวหากอยู่ที่นั่น โดยจะมีผลบังคับใช้นาน 90 วัน และสามารถขยายเวลาได้หากจำเป็น

เมื่อวันเสาร์ ประธานาธิบดี อี แจ มยอง ของเกาหลีใต้ ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศใช้ มาตรการทั้งหมดอย่างเต็มที่ เพื่อตอบโต้อาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับชาวเกาหลีในประเทศกัมพูชา

เกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา ร่วมชันสูตรกรณี น.ศ.หนุ่มถูกอุ้มฆ่า

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวและชาวเกาหลีใต้ที่เดินทางไปกัมพูชา และเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดถึงความคืบหน้าในการร่วมมือระหว่างตำรวจทั้งสองประเทศในการคลี่คลายคดี และป้องกันเหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต

ทำไมเกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา?

เหตุผลหลักที่เกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา คือการเพิ่มขึ้นของอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลี รวมถึงกรณีสะเทือนขวัญของการลักพาตัวและฆาตกรรมนักศึกษาหนุ่ม การส่งตำรวจไปประจำการจะช่วยให้การช่วยเหลือเหยื่อและการสืบสวนคดีต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ การที่เกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องพลเมืองของตนเองในต่างแดน และเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลกัมพูชาให้เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย และปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ

การตัดสินใจของเกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และเป็นตัวอย่างที่ดีในการร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับพลเมืองของตน

ที่มา – เกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา ร่วมชันสูตรกรณี น.ศ.หนุ่มถูกอุ้มฆ่า

เกาหลีใต้เรียกทูตกัมพูชา ปมนักศึกษาถูกฆ่า!

รัฐบาลเกาหลีใต้เรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อแสดงความกังวลกรณีนักศึกษาเกาหลีใต้ถูกสังหารในกัมพูชา และหลอกลวงที่มุ่งเป้าหมายไปที่ชาวเกาหลีใต้ พร้อมยกระดับเตือนการเดินทาง เรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2568 กระทรวงต่างประเทศของเกาหลีใต้เรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อประท้วงกรณีการเสียชีวิตของนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ในประเทศกัมพูชา และได้ยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา เนื่องจากคดีหลอกลวงทางออนไลน์ที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีใต้

นาย โช ฮยอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ได้แสดงความกังวลต่อ นายควน โพน รัตนาก เอกอัครราชทูตกัมพูชา เรื่องการหลอกลวงเรื่องงานและการควบคุมตัวพลเมืองชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาเร่งออกมาตรการที่รวดเร็วและปฏิบัติได้จริงเพื่อกำจัดการหลอกลวงทางออนไลน์

ด้านนายควนกล่าวว่า เขาเข้าใจถึงความกังวลและจุดยืนของรัฐบาลเกาหลีใต้ และจะรายงานเรื่องนี้ให้รัฐบาลของเขาทราบ

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของกระทรวงต่างประเทศของเกาหลีใต้เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่า นักศึกษาหนุ่มชาวเกาหลีใต้วัย 23 ปี เดินทางไปยังกัมพูชาเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม โดยบอกกับครอบครัวในเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ ว่า จะเดินทางไปร่วมงานนิทรรศการ

แต่ 1 สัปดาห์ต่อมา ครอบครัวของนักศึกษาหนุ่มรายนี้ก็ได้รับโทรศัพท์จากชายปริศนา พูดภาษาเกาหลีสำเนียงจีนอ้างว่า พวกเขาจับตัวนักศึกษารายนี้เอาไว้ พร้อมเรียกค่าไถ่เป็นเงิน 50 ล้านวอน (ราว 1.15 ล้านบาท) เพื่อแลกกับการปล่อยตัว

ครอบครัวของนักศึกษาหนุ่มรีบแจ้งต่อสถานทูตกัมพูชาและตำรวจทันที แต่การติดตามคดีเป็นไปด้วยความยากลำบาก จนกระทั่งในวันที่ 8 ส.ค. มีการพบศพนักศึกษารายนี้ใกล้กับภูเขาบกกอร์ จังหวัดกำปอต เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกับสถานทูตกัมพูชายืนยันว่า เขาเสียชีวิตจากการหัวใจวายเนื่องจากการทรมานและความเจ็บปวดแสนสาหัส

ในแถลงการณ์อีกฉบับเมื่อวันศุกร์ (10 ต.ค. 2568) กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ประกาศยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญ จากเดิมอยู่ที่ระดับ 2 ให้เป็นระดับ “พิเศษ” โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 21.00 น.วันเดียวกันนี้ตามเวลาท้องถิ่น

ทั้งนี้ คำเตือนการเดินทางระดับ “พิเศษ” ของเกาหลีใต้ เทียบเท่ากับระดับ 2.5 จากทั้งหมด 4 ระดับ หมายความว่า ให้พลเรือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองที่ถูกประกาศ หรือให้พลเรือนออกจากเมืองดังกล่าวหากอยู่ที่นั่น โดยจะมีผลบังคับใช้นาน 90 วัน และสามารถขยายเวลาได้หากจำเป็น

เกาหลีใต้เรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า ยกระดับเตือนเดินทาง

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตระหนักถึงความเสี่ยงในการเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเกิดขึ้น เราควรติดตามข่าวสารและคำเตือนการเดินทางอย่างใกล้ชิด

ทำไมเกาหลีใต้ถึงเรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า?

การตัดสินใจของเกาหลีใต้ในการเรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า ยกระดับเตือนเดินทาง เป็นการแสดงออกถึงความกังวลอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีใต้ในกัมพูชา นอกจากนี้ยังเป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อป้องกันเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นการเตือนใจให้ระมัดระวังในการรับข้อเสนอเกี่ยวกับการทำงานหรือการท่องเที่ยวที่ดูดีเกินจริง และควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเดินทางไปยังต่างประเทศ

เราควรทำอย่างไรเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ:

  • ลงทะเบียนกับสถานทูตหรือสถานกงสุล
  • แจ้งแผนการเดินทางให้ครอบครัวหรือเพื่อนสนิททราบ
  • ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่จะเดินทางไป
  • ระมัดระวังทรัพย์สินส่วนตัว
  • ติดต่อสถานทูตหรือสถานกงสุลทันทีหากมีปัญหา

เรื่อง เกาหลีใต้เรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า ยกระดับเตือนเดินทาง เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ และควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันเสมอ

ที่มา – เกาหลีใต้เรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า ยกระดับเตือนเดินทาง

เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนกระตุ้นเศรษฐกิจ

เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนกระตุ้นเศรษฐกิจ

เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนเข้าประเทศ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สานสัมพันธ์เพื่อนบ้าน เป็นข่าวดีสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ได้เริ่มมาตรการนี้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 29 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนำร่องที่มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 และเสริมสร้างความสัมพันธ์กับจีน ประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญ

เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนเข้าประเทศ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สานสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

ภายใต้โครงการนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีสมาชิกอย่างน้อย 3 คน สามารถเดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้และพำนักได้นาน 15 วัน โดยไม่ต้องขอวีซ่า มาตรการดังกล่าวมีกำหนดดำเนินการจนถึงเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งตรงกับช่วงที่การท่องเที่ยวกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนเข้าประเทศนี้ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาววันชาติจีนระหว่าง 1-8 ตุลาคม ที่จะมาพร้อมกับวันหยุดยาวของเกาหลีใต้ ทำให้คาดว่านักท่องเที่ยวจะพลุกพล่าน

ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากมาตรการยกเว้นวีซ่า

ภาคธุรกิจในเกาหลีใต้ต่างเตรียมพร้อมรับมือกับกระแสนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น บริษัทชิลลา ดิวตี้ ฟรี ได้จัดทัวร์เรือสำราญพิเศษสำหรับชาวจีน เพื่อให้พวกเขาสามารถช้อปปิ้งสินค้าหรูหราได้สะดวกยิ่งขึ้น ขณะที่แอปพลิเคชันส่งอาหารยอดนิยมอย่าง Baedal Minjok กำลังเพิ่มตัวเลือกการชำระเงินผ่าน Alipay และ WeChat Pay ซึ่งเป็นระบบที่ชาวจีนคุ้นเคย ทำให้การใช้ชีวิตในเกาหลีใต้สะดวกสบายมากขึ้น เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนเข้าประเทศนี้ ไม่เพียงช่วยกระตุ้นรายได้จากท่องเที่ยว แต่ยังส่งผลดีต่อค้าปลีก โรงแรม และร้านอาหารทั่วประเทศ

ก่อนหน้านี้ จีนเคยเสนอยกเว้นวีซ่าให้ชาวเกาหลีใต้พำนักได้นาน 30 วันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 ซึ่งเป็นการตอบแทนที่เกาหลีใต้หวังจะเสริมสร้างความสัมพันธ์สองฝ่าย การประกาศมาตรการนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 และเป็นครั้งที่สองที่เกาหลีใต้ใช้การยกเว้นวีซ่าแบบกลุ่มสำหรับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ครั้งแรกคือระหว่างธันวาคม 2560 ถึงมีนาคม 2561 เพื่อรองรับการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่พยองชาง ซึ่งประสบความสำเร็จในการดึงดูดนักท่องเที่ยว

รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง มองว่ามาตรการนี้จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์กับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-แปซิฟิกในปลายเดือนตุลาคม 2568 ที่คาดว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเข้าร่วม ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเมือง

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวเกาหลีใต้

ก่อนเกิดโรคโควิด-19 จีนเป็นตลาดนักท่องเที่ยวหลักของเกาหลีใต้ โดยในปี 2562 มีชาวจีนเดินทางเข้าประเทศกว่า 6 ล้านคน สร้างรายได้มหาศาล แต่หลังโควิด จำนวนลดลงอย่างมาก มาตรการเกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนเข้าประเทศนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟู ในช่วงปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวเกาหลีใต้เติบโตขึ้น 20-30% ต่อเดือน และคาดว่าปีนี้จะถึงเป้าหมาย 10 ล้านคนจากจีน หากโครงการนำร่องประสบความสำเร็จ อาจขยายไปสู่การยกเว้นวีซ่าทั่วไปในอนาคต

  • ดึงดูดกลุ่มทัวร์ขนาดเล็กเริ่มต้น 3 คน ทำให้เข้าถึงได้ง่าย
  • รองรับช่วงวันหยุดยาว สร้างกระแสท่องเที่ยวทันที
  • เสริมโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การชำระเงินดิจิทัล สำหรับชาวจีน
  • กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะโซลและปูซาน

นอกจากนี้ ยังมีแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่าน K-pop และ K-drama ที่เป็นจุดขายหลักสำหรับชาวจีน ทำให้พวกเขาตื่นเต้นที่จะมาเยือนสถานที่ถ่ายทำซีรีส์ดัง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ มาตรการนี้ไม่เพียงช่วยเศรษฐกิจ แต่ยังลดความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสองประเทศที่เคยมีปัญหาจากระบบ THAAD ในปี 2560 ซึ่งทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดฮวบ การยกเว้นวีซ่านี้จึงเป็นสัญญาณบวกสำหรับอนาคต หากคุณกำลังวางแผนท่องเที่ยวเกาหลีใต้ ลองเช็คโปรโมชั่นทัวร์กลุ่มจากจีน หรือหากเป็นคนไทยที่สนใจ สามารถใช้โอกาสนี้เดินทางไปช่วงเดียวกันเพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชนได้

สุดท้าย เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนเข้าประเทศนี้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการใช้การท่องเที่ยวเป็นสะพานเชื่อมสัมพันธ์ หากมาตรการนี้สำเร็จ จะเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย

ที่มา – เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนเข้าประเทศ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สานสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

เกาหลีใต้อนุญาตสักโดยไม่ต้องเป็นแพทย์

เกาหลีใต้อนุญาตให้คนที่ไม่ใช่แพทย์ ให้บริการ “สัก” ได้อย่างถูกต้องแล้ว

ในยุคที่ศิลปะบนร่างกายอย่างการสักกำลังได้รับความนิยมทั่วโลก เกาหลีใต้อนุญาตให้คนที่ไม่ใช่แพทย์ ให้บริการ “สัก” ได้อย่างถูกต้องแล้ว ถือเป็นข่าวดีสำหรับวงการช่างสักในประเทศนี้ที่รอคอยมานานกว่า 30 ปี การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลเกาหลีใต้บังคับใช้กฎหมายใหม่ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินช่างสักสามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกดำเนินคดีอีกต่อไป

เกาหลีใต้อนุญาตให้คนที่ไม่ใช่แพทย์ ให้บริการ “สัก” ได้อย่างถูกต้องแล้ว

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ผ่านกฎหมายที่เรียกว่า “กฎหมายช่างสัก” (Tattooist Act) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปีที่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์สามารถขอใบประกอบวิชาชีพช่างสักได้ กฎหมายนี้เกิดจากการผลักดันอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มศิลปินช่างสักที่ต้องการให้อาชีพนี้ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านี้ การสักในเกาหลีใต้ถูกจำกัดให้ทำได้เฉพาะโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น ตามคำตัดสินของศาลฎีกาในปี 2535 ซึ่งถือว่าการสักเป็นการแทงหรือเจาะผิวหนังที่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายทางการแพทย์ ส่งผลให้ช่างสักจำนวนมากต้องทำงานแบบหลบๆ ซ่อนๆ เสี่ยงต่อการถูกจับกุมและลงโทษรุนแรง

ประวัติศาสตร์และความท้าทายของช่างสักในเกาหลีใต้

การสักในเกาหลีใต้มีมานานแล้ว แต่ถูกมองว่าเป็นสิ่งต้องห้ามในสังคมที่อนุรักษนิยม แม้จะพบเห็นได้ทั่วไปในหมู่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในวงการบันเทิงและกีฬา อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2535 ผู้ที่ให้บริการสักโดยไม่มีใบประกอบวิชาชีพแพทย์ จะถูกปรับสูงสุด 50 ล้านวอน (ประมาณ 1.6 ล้านบาท) หรือจำคุกสูงสุด 5 ปี สหพันธ์ช่างสักเกาหลี (Korea Tattoo Federation) ระบุว่าพวกเขาช่วยเหลือทางกฎหมายให้ช่างสักอย่างน้อย 50 รายต่อปี และเชื่อว่ามีกรณีที่ถูกปรับอีกมากมายที่ไม่ได้รับการบันทึก

ลิม โบ-รัน ประธานสหพันธ์ช่างสักเกาหลี แสดงความดีใจจนร้องไห้เมื่อกฎหมายผ่านสภา เธอให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นว่า “ฉันพูดไม่ออกเลย เพราะมันเหมือนฝัน ฉันรู้สึกขอบคุณอย่างแท้จริง” การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงช่วยให้ช่างสักทำงานได้อย่างมั่นใจ แต่ยังช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม โดยกฎหมายจะกำหนดให้ช่างสักต้องผ่านการฝึกอบรมและสอบใบประกอบวิชาชีพ เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของลูกค้า

ผลกระทบต่อสังคมและอุตสาหกรรมสัก

เกาหลีใต้อนุญาตให้คนที่ไม่ใช่แพทย์ ให้บริการ “สัก” ได้อย่างถูกต้องแล้ว จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในวงการศิลปะบนร่างกาย ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ช่างสักสามารถเปิดร้านได้อย่างถูกกฎหมาย ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สนใจการสักสไตล์เกาหลี เช่น ลายฮันบกหรือลาย K-pop ที่กำลังฮิต นอกจากนี้ ยังช่วยลดปัญหาการสักแบบผิดกฎหมายที่อาจเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น การติดเชื้อหรือใช้สีที่ไม่ปลอดภัย

  • ประโยชน์หลัก: ช่างสักทำงานได้โดยไม่กลัวถูกจับ
  • การควบคุมคุณภาพ: ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ
  • การเติบโตของอุตสาหกรรม: เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ
  • การยอมรับทางสังคม: ลดอคติต่อการสัก

อย่างไรก็ตาม บางกลุ่มยังกังวลว่ากฎหมายนี้อาจเปิดช่องให้เกิดปัญหาสุขภาพหากไม่มีการกำกับดูแลที่เข้มงวด รัฐบาลจึงวางแผนจัดตั้งสภาช่างสักเพื่อดูแลมาตรฐาน

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงการปรับตัวของสังคมเกาหลีใต้ที่กำลังเปิดกว้างมากขึ้นต่อวัฒนธรรมสมัยใหม่ คุณคิดว่าการสักควรถูกกฎหมายในทุกประเทศหรือไม่? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารอัปเดตล่าสุดเกี่ยวกับเทรนด์ศิลปะบนร่างกาย

ที่มา – เกาหลีใต้อนุญาตให้คนที่ไม่ใช่แพทย์ ให้บริการ “สัก” ได้อย่างถูกต้องแล้ว

เกาหลีเหนืออาจมียูเรเนียมเสริมสมรรถนะกว่า 2 ตัน จริงหรือ?

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรวมชาติเกาหลีใต้เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจ โดยระบุว่า เกาหลีเหนืออาจครอบครองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะกว่า 2 ตัน ซึ่งสามารถนำไปใช้สร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้จำนวนมหาศาล ทำให้เกาหลีใต้เร่งผลักดันให้มีการเจรจาทางการทูตโดยเร็วที่สุด

สถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีกำลังตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อนายชุง ดง-ยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวล โดยเชื่อว่าเกาหลีเหนือมีปริมาณยูเรเนียมเสริมสมรรถนะกว่า 2 ตัน ระดับสูง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตหัวรบนิวเคลียร์มากถึง 2,000 กิโลกรัม หรือ 2 ตัน ซึ่งข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจากหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ การเปิดเผยข้อมูลนี้สร้างความกังวลให้กับนานาชาติเป็นอย่างมาก เนื่องจากปริมาณยูเรเนียมดังกล่าว เพียงพอต่อการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้หลายลูก

นายชุงระบุว่า ปัจจุบันโรงงานปั่นแยกยูเรเนียมของเกาหลีเหนือยังคงทำงานอยู่ที่โรงงาน 4 แห่ง โดยเขาชี้ให้เห็นถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ว่า “พลูโตเนียมเพียง 5-6 กิโลกรัม ก็เพียงพอที่จะสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้แล้ว” ดังนั้น ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะกว่า 2 ตันจึง “เพียงพอที่จะสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้จำนวนมหาศาล” ข้อมูลนี้ทำให้ประชาคมโลกต้องหันกลับมาจับตาดูสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีอย่างใกล้ชิด

เกาหลีเหนืออาจมียูเรเนียมเสริมสมรรถนะกว่า 2 ตัน

รัฐมนตรีชุงกล่าวว่า “การหยุดยั้งการพัฒนานิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเป็นเรื่องเร่งด่วน” แต่เขาให้เหตุผลว่ามาตรการคว่ำบาตรจะไม่เกิดผล และทางออกเดียวคือการประชุมสุดยอดระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง-อึน ได้แสดงท่าทีพร้อมที่จะเจรจากับสหรัฐฯ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องรักษาคลังอาวุธนิวเคลียร์ไว้ ท่าทีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหา และความจำเป็นในการหาทางออกทางการทูตอย่างสันติวิธี

สถานการณ์นิวเคลียร์เกาหลีเหนือที่น่ากังวล

เกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบนิวเคลียร์ครั้งแรกในปี 2006 และถูกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติคว่ำบาตรอย่างต่อเนื่องมาตลอด อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมสู่สาธารณะจนกระทั่งเดือนกันยายนที่ผ่านมา การที่เกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการท้าทายต่อประชาคมโลก และเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงในภูมิภาค

หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้เชื่อว่า เกาหลีเหนือมีโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมหลายแห่ง รวมถึงที่ศูนย์นิวเคลียร์ยองบยอน ซึ่งเคยถูกระงับการใช้งานหลังการเจรจาในอดีต แต่ภายหลังได้กลับมาเดินเครื่องอีกครั้งในปี 2021 สิ่งนี้บ่งชี้ว่า เกาหลีเหนือยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากนานาชาติ

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกอย่างสันติ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ การเจรจา และการทูต ยังคงเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา และสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – เกาหลีเหนืออาจมียูเรเนียมเสริมสมรรถนะกว่า 2 ตัน เพียงพอสร้างระเบิดนิวเคลียร์หลายลูก

เกาหลีใต้จับผู้นำมูนนีส์ ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง

นางฮัน ฮัก-จา ผู้นำโบสถ์แห่งความสามัคคี (Unification Church) หรือที่คนทั่วไปรู้จักในชื่อ “มูนนีส์” ถูกทางการเกาหลีใต้จับผู้นำโบสถ์ “มูนนีส์” ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง หลังตกเป็นผู้ต้องหาในคดีติดสินบน นางคิม กอน-ฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ซึ่งเป็นภริยาของ นายยุน ซ็อก-ยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ที่เพิ่งถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง

โบสถ์ของนางฮันถูกกล่าวหาว่ามอบกระเป๋าแบรนด์เนมชาแนล 2 ใบ และสร้อยคอเพชร 1 เส้น รวมมูลค่ากว่า 80 ล้านวอน (ประมาณ 1.82 ล้านบาท) ให้กับนางคิม เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมือง ซึ่งขณะนี้อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งก็อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในหลายข้อหา ทั้งการติดสินบนและปั่นหุ้น

อัยการได้ยื่นขอหมายจับนางฮันใน 4 ข้อหา รวมถึงการยักยอกทรัพย์และติดสินบน โดยนางฮัน ซึ่งมีอายุ 82 ปี และเป็นภรรยาม่ายของผู้ก่อตั้งโบสถ์ ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่อง “ไม่จริง” และเธอเองก็ไม่มีความสนใจเรื่องการเมืองใด ๆ ขณะที่ทนายความได้ยื่นคัดค้านการจับกุมโดยให้เหตุผลด้านอายุและปัญหาสุขภาพของเธอ

นอกจากนี้ นางฮันยังถูกกล่าวหาว่าสมคบคิดกับอดีตเจ้าหน้าที่โบสถ์รายหนึ่งเพื่อติดสินบนเงิน 100 ล้านวอน (ประมาณ 2.28 ล้านบาท) ให้กับ นายกวอน ซอง-ดง สมาชิกรัฐสภาจากพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของอดีตประธานาธิบดียุน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้โบสถ์ได้รับผลประโยชน์หากนายยุนชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2022 ซึ่งเขาก็ชนะการเลือกตั้งในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ทั้งโบสถ์แห่งความสามัคคีและนายกวอนได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยทางโบสถ์อ้างว่าอดีตเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเป็นผู้ดำเนินการเพียงลำพังในการมอบสินบนทั้งสองกรณี ส่วนตัวโบสถ์เองได้ออกมาขอโทษประชาชนและยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น

ปัจจุบัน นายยุน อดีตประธานาธิบดีถูกควบคุมตัวตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา และกำลังเผชิญการพิจารณาคดีแยกจากกรณีความพยายามประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ประเทศเกิดความวุ่นวายและนำไปสู่การถอดถอนเขาจากตำแหน่ง

สำหรับโบสถ์แห่งความสามัคคี ก่อตั้งขึ้นในเกาหลีใต้ช่วงทศวรรษ 1950 โดย ซัน มย็อง มุน ผู้ที่ประกาศตนเองว่าเป็นพระเมสสิยาห์ โบสถ์แห่งนี้เป็นที่รู้จักจากพิธีแต่งงานหมู่ที่จัดให้คู่รักหลายพันคู่ในเวลาเดียวกัน จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นลัทธิ อีกทั้งยังเคยถูกกล่าวหาว่าบีบบังคับให้สาวกบริจาคเงินจำนวนมหาศาล

นอกจากนี้ โบสถ์แห่งความสามัคคียังตกเป็นประเด็นใหญ่ในญี่ปุ่นหลังเกิดเหตุนายชินโซ อาเบะ อดีตผู้นำญี่ปุ่นถูกลอบสังหาร โดยมือสังหารอ้างว่าโกรธแค้นโบสถ์นี้เพราะทำให้ครอบครัวของเขาล้มละลาย และมองว่านายอาเบะให้การสนับสนุนกลุ่มดังกล่าว.

ข่าวการเกาหลีใต้จับผู้นำโบสถ์ “มูนนีส์” ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่งครั้งนี้ สั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันศาสนาและนักการเมืองอย่างมาก การที่ผู้นำทางศาสนาถูกกล่าวหาว่าติดสินบนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ยิ่งทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ของบุคคลเหล่านี้

เกาหลีใต้จับผู้นำโบสถ์ “มูนนีส์” ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง

คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการที่อำนาจและเงินทองสามารถนำไปสู่การทุจริตได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำทางศาสนาหรือนักการเมือง การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจในทางที่ผิด

ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน จากกรณี เกาหลีใต้จับผู้นำโบสถ์ “มูนนีส์” ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง

  • ความเสื่อมศรัทธาในศาสนา: ผู้คนอาจเริ่มตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของศาสนาและผู้นำทางศาสนา
  • ความไม่ไว้วางใจนักการเมือง: คดีนี้อาจทำให้ประชาชนรู้สึกว่านักการเมืองไม่ซื่อสัตย์และพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
  • ความต้องการความโปร่งใส: ผู้คนเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเงินและการเมือง

การพิจารณาคดีนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมในเกาหลีใต้ และจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของโบสถ์แห่งความสามัคคี รวมถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันต่างๆ ในประเทศ

ที่มา – เกาหลีใต้จับผู้นำโบสถ์ “มูนนีส์” ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง

Scroll to top