เขมรยิงไทย

GULF มอบเงิน 23 ล้านบาท ดูแลครอบครัวทหารกล้า

บริษัท GULF มอบเงินช่วยเหลือจำนวน 23 ล้านบาทจากกองทุน 100 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือและดูแลครอบครัวทหารกล้าที่เสียสละชีพปกป้องอธิปไตยของชาติ

GULF มอบเงิน 23 ล้านบาท ดูแลครอบครัวทหารกล้า ผู้สละชีพเพื่อแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF นำโดย นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ในการดูแลครอบครัวทหารกล้าผู้เสียสละชีพเพื่อชาติ โดยมอบเงินช่วยเหลือจำนวน 23 ล้านบาท ให้แก่ครอบครัวทหารกล้าที่เสียชีวิตจากการปกป้องอธิปไตยของชาติบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดเหตุปะทะในช่วงระหว่างวันที่ 8-23 ธันวาคม 2568

GULF มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวทหารกล้า

โดยมี พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และพลเอกบุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก และผู้บังคับบัญชาระดับสูง ให้เกียรติเป็นสักขีพยาน ณ กองบัญชาการกองทัพบก เงินช่วยเหลือดังกล่าวมาจาก “กองทุน 100 ล้านบาท” ที่ GULF จัดตั้งขึ้นเพื่อเยียวยาและเชิดชูเกียรติทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยการส่งมอบในครั้งนี้เป็นการช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียรวม 23 ครอบครัว

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในฐานะบริษัทของคนไทย เรามีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนภารกิจของกองทัพบก ทั้งในทางตรงและทางอ้อม โดยที่ผ่านมาได้มีการหารือร่วมกับผู้บัญชาการทหารบกอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางที่ GULF จะสามารถช่วยเหลือกองทัพได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยีหรือระบบดาวเทียมที่เรามีความเชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม อีกสิ่งหนึ่งที่เราให้ความสำคัญอย่างมากคือการสนับสนุนทางอ้อม โดยเฉพาะการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพล ในฐานะที่ผมเองก็เติบโตมาในครอบครัวทหาร จึงมีความเข้าใจและตระหนักถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า รวมถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของทหารผู้กล้าทุกท่าน ที่ผ่านมา เราได้มีการจัดตั้งกองทุน 100 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งในครั้งนี้ เมื่อทราบถึงเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทางบริษัทฯ ได้ประสานงานเพื่อขอมอบเงินสนับสนุนเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเยียวยาครอบครัวที่ต้องสูญเสียเสาหลักไป ในฐานะบริษัทไทย เราขอยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งกัน และจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีสิ่งใดที่กองทัพต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม เรามีความยินดีและพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง เพราะถือเป็นหน้าที่ของคนไทยคนหนึ่ง ที่จะต้องรักชาติบ้านเมืองและเสียสละช่วยเหลือ ทั้งตรงทางอ้อมและจะทําให้ดีที่สุด”

GULF ช่วยเหลือครอบครัวทหารกล้า

พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวว่า “ในนามของกองทัพบก รวมถึงผู้บังคับหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยต้นสังกัดของกำลังพลผู้เสียสละ ขอขอบพระคุณทาง GULF ที่ได้สละเวลามามอบเงินสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือครอบครัวและญาติของกำลังพลผู้สูญเสียในครั้งนี้ ทุกความสูญเสียที่เกิดขึ้นย่อมนำมาซึ่งความเสียใจอย่างสุดซึ้ง เพราะกำลังพลทุกนายคือบุคคลสำคัญ เป็นทั้งพ่อ เป็นลูก และเป็นเสาหลักของครอบครัว ไม่มีใครอยากที่จะไปสูญเสียในลักษณะอย่างนั้น และทำหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถแล้ว กองทัพรู้สึกเสียใจ และกำลังพลเหล่านั้นจะจารึกอยู่บนพื้นแผ่นดินแห่งนี้ ทั้งชื่อและนามสกุล จะเป็นเกียรติประวัติให้กับกองทัพและประเทศ ให้ลูกหลานได้รับทราบสืบต่อกันไปในอนาคตว่าพ่อหรือลูกของพวกเขา ได้เสียสละให้กับผืนแผ่นดินแห่งนี้ กองทัพบกขอขอบคุณที่เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยดูแลครอบครัวทหารกล้าเหล่านั้น”

GULF สนับสนุนกองทัพบก

สำหรับภาพรวมการดำเนินงานของกองทุนฯ ในปัจจุบัน ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวทหารกล้าที่สละชีพไปแล้วรวม 40 ครอบครัว เป็นเงิน 40 ล้านบาท พร้อมทั้งเยียวยาทหารที่ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 10.5 ล้านบาท นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนด้านสาธารณสุข โดยมอบเครื่องมือแพทย์มูลค่ากว่า 2 ล้านบาท ให้แก่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี รวมยอดการส่งมอบความช่วยเหลือจากกองทุนจนถึงปัจจุบันเป็นมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนความเสียสละของเหล่าทหารไทยอย่างต่อเนื่อง

GULF ดูแลทหารกล้าและครอบครัว

นอกจากภารกิจกองทุน 100 ล้านบาท GULF ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากภารกิจความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการมอบถุงยังชีพ “GULF Care” จำนวนกว่า 2,000 ชุด แก่ทหารและประชาชนที่ได้รับผลกระทบในศูนย์พักพิงตามจังหวัดต่าง ๆ การสนับสนุนงบประมาณให้ศูนย์พักพิง รวมถึงการผนึกกำลังกับบริษัทในเครือ เพื่อนำเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและดาวเทียมมาช่วยอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น GULF มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ โดยเชื่อว่าความมั่นคงของชาติจะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง

GULF ขับเคลื่อนสังคมไทยอย่างยั่งยืน

GULF เพื่อความมั่นคงของชาติ

GULF ร่วมมือกับกองทัพ

GULF เคียงข้างและดูแลครอบครัวทหารกล้า

การสนับสนุนของ GULF ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือสังคมและการให้ความสำคัญกับผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ การดูแลครอบครัวทหารกล้าเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่องและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – GULF มอบเงิน 23 ล้านบาท ดูแลครอบครัวทหารกล้า ผู้สละชีพเพื่อแผ่นดิน

เสธ.ทบ. ยัน! กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

เสธ.ทบ. เผยถึงการประชุม GBC ยันทหารยังคงทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ซึ่งยังมีการปะทะต่อเนื่อง เพื่อดำเนินการตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ย้ำจุดยืนกัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือ GBC ถึงข้อยุติในการประชุมว่า คงต้องติดตาม ขณะนี้เป็นเพียงการพูดคุยของฝ่ายเลขานุการ GBC เท่านั้น ซึ่งจะมีรายละเอียดว่าสามารถตกลงอะไรกันได้บ้าง ส่วนกัมพูชาจะยอมรับข้อเสนอของฝ่ายไทยหรือไม่นั้น ขอให้รอฟังการประชุม ทั้งฝ่ายเลขานุการ GBC รวมถึงในวันที่ 27 ธ.ค.นี้ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทั้ง 2 ประเทศ ขอย้ำว่า ในพื้นที่หน้าที่ของเรายังคงดำเนินการอยู่ ซึ่งยังมีการปะทะอย่างต่อเนื่อง เรายังต้องทำและปฏิบัติ และทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่า 1 ใน 3 ข้อเสนอ คือกัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อนในฐานะผู้รุกราน ปัจจุบันนี้ได้เห็นสัญญาณนั้นแล้วหรือไม่ ภายหลังได้มีการทำหนังสือมาถึงกระทรวงกลาโหม พล.อ.ชัยพฤกษ์ ตอบว่า กัมพูชาได้ส่งสัญญาณมาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงต้นว่าคิดและอยากปฏิบัติเช่นนั้น แต่เราไม่ได้เป็นฝ่ายที่ทำให้สถานการณ์เกิดขึ้น และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว เราต้องปกป้องอธิปไตย

เมื่อถามว่า กัมพูชาสงวนคำพูดหลบเลี่ยงที่จะประกาศหยุดยิงก่อนโดยใช้วิธีการให้ไทยและกัมพูชาประกาศหยุดยิงพร้อมกันหรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า เชื่อว่าฝ่ายกัมพูชาพยายามสื่อสารกับคนไทยในประเทศเช่นนั้น เมื่อถามว่าเรายังยืนยันในจุดยืนว่า ฝ่ายกัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อนใช่หรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า แน่นอน

เมื่อถามว่าปัจจุบันกัมพูชาอยู่ในสภาพที่สิ้นสภาพแล้วหรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทำลายไปหลายส่วน กำลังที่อยู่บริเวณเขตอธิปไตยของเรา ตอนนี้ทำได้ 90% แต่ในพื้นที่ทางลึก ยุทโธปกรณ์ที่เขามีอยู่ ก็ยังมีอีกจำนวนมาก แต่ไม่ขอพูดถึงรายละเอียด คิดว่าเราดำเนินการตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้เป็นที่น่าพอใจ

กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

จุดยืนของไทยชัดเจน: กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้จะมีการประชุม GBC แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชัดเจนคือจุดยืนของประเทศไทยที่ต้องการให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศหยุดยิงก่อน

การที่กัมพูชาส่งสัญญาณว่าจะทำในลักษณะเดียวกันนั้น ยังไม่เพียงพอต่อการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ เนื่องจากเป็นผู้ที่ก่อให้เกิดสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นก่อน การประกาศหยุดยิงจึงเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการยุติความขัดแย้งและหันมาสู่การเจรจาอย่างสันติ

พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ได้ย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของทหาร และได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินการในพื้นที่ โดยระบุว่าสามารถทำลายกำลังของฝ่ายตรงข้ามไปได้มาก แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง การแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีจึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ การเจรจาและการสร้างความเข้าใจร่วมกันเป็นหนทางที่จะนำไปสู่การยุติความขัดแย้งอย่างยั่งยืน

การที่ประเทศไทยยืนหยัดในหลักการและจุดยืนที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่สำคัญในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน การเจรจาใดๆ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน และคำนึงถึงความถูกต้องเป็นธรรม

สถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอน แต่การที่ประเทศไทยแสดงจุดยืนที่ชัดเจนและหนักแน่น จะช่วยให้การเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในที่สุด สิ่งสำคัญคือการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสนับสนุนการดำเนินการของรัฐบาลและกองทัพในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

ถึงแม้ว่าการพูดคุยและการเจรจาจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ การที่กองทัพยังคงปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยอย่างเข้มแข็ง เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้ใครมารุกรานอธิปไตยของชาติ

ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างความเข้าใจอันดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งในอนาคต การทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และนำไปสู่ความสงบสุขในภูมิภาค

การยืนยันว่า กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะนำไปสู่การเจรจาอย่างจริงจัง และแสดงถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การที่ประเทศไทยยึดมั่นในหลักการนี้ จะช่วยให้การเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง และนำไปสู่การยุติความขัดแย้งอย่างยั่งยืน

ที่มา – เสธ.ทบ. ยันทหารยังคงทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ย้ำกัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC

กองบัญชาการกองทัพไทยเปิดเผยว่า “กระทรวงกลาโหมกัมพูชา” ได้ส่งหนังสือทางการเพื่อขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC (General Border Committee) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 ธันวาคม 2568 ณ จังหวัดจันทบุรี โดยทางไทยได้ย้ำถึงความจำเป็นในการพิสูจน์ความจริงใจตามเงื่อนไขหลัก 3 ประการ

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 เวลา 18.30 น. เพจเฟซบุ๊ก กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องที่กัมพูชาส่งหนังสือทางการขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC โดยทางไทยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพิสูจน์ความจริงใจตามเงื่อนไขหลักทั้ง 3 ข้อ

ดังที่กระทรวงการต่างประเทศได้แสดงจุดยืนเกี่ยวกับเงื่อนไขการหยุดยิงบริเวณพื้นที่ชายแดน โดยได้ระบุว่าฝ่ายกัมพูชาจะต้องแสดงเจตจำนงผ่านการปฏิบัติ 3 ประการ ได้แก่ การประกาศหยุดยิงก่อน, การยุติการใช้กำลังอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเป็นรูปธรรม

กัมพูชายื่นหนังสือขอเจรจาหยุดยิง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย เพื่อแสดงความประสงค์ที่จะเจรจาหยุดยิง ซึ่งถือเป็นก้าวที่สำคัญภายใต้กรอบเงื่อนไขที่ทางไทยได้กำหนดไว้

ทั้งนี้ จากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนสมัยพิเศษเมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้นำไปสู่การจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ตามข้อเสนอของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 ธันวาคม 2568 ณ จังหวัดจันทบุรี โดยฝ่ายไทยมี พลเอก ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร และฝ่ายกัมพูชามี Major General Nhem Boraden เป็นหัวหน้าคณะการประชุม

กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย การที่กัมพูชายื่นข้อเสนอในการเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อย่างไรก็ตาม การเจรจาจะประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องมีการดำเนินการตามเงื่อนไขที่ทางไทยได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงความจริงใจในการหยุดยิงและยุติการใช้กำลังอย่างต่อเนื่อง

การมีส่วนร่วมในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ เนื่องจากทุ่นระเบิดที่ถูกฝังไว้ตามแนวชายแดนเป็นอันตรายต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง การร่วมมือกันในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอื่นๆ ในอนาคต

การประชุม GBC ที่จังหวัดจันทบุรีจึงเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองฝ่ายจะได้หารือและทำความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนตามแนวชายแดน การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงในการหยุดยิงและร่วมมือกันในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและการเจรจาเป็นแนวทางที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การพัฒนาความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรม จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจซึ่งกันและกัน และนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

สำหรับการเจรจากัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC ในครั้งนี้ ทางฝั่งไทยเองก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และต้องยึดมั่นในหลักการและผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ การเจรจาจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนเป็นอันดับแรก

การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน และสามารถมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี

ในสถานการณ์ที่กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC, เราควรร่วมกันส่งเสริมให้เกิดการเจรจาที่สร้างสรรค์และนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน เพื่อความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ

การที่กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC นั้น จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นได้อย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – กองบัญชาการกองทัพไทย เผยหนังสือที่ “กัมพูชา” ส่งขอเจรจาหยุดยิง ตามกลไก GBC

เปิดภาพ! แม่ทัพภาคที่ 2 ยึดเนิน 350

เปิดภาพนาทีประวัติศาสตร์! “แม่ทัพภาคที่ 2 – ผบ.กกล.สุรนารี” ร่วมบัญชาการรบในภารกิจสุดหินเพื่อยึดและควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง “เนิน 350” โดยเน้นย้ำความรอบคอบและความระมัดระวังสูงสุดในทุกขั้นตอน

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ภาพและข้อความประกาศความสำเร็จในการเข้าควบคุมและสถาปนาพื้นที่ “เนิน 350” ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญใกล้ปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ หลังจากที่มีการปะทะอย่างหนักกับกองกำลังฝ่ายกัมพูชา

เปิดภาพ! แม่ทัพภาคที่ 2 ยึดเนิน 350

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดของการปฏิบัติการครั้งนี้ว่า อยู่ภายใต้การบัญชาการรบร่วมกับ พลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี โดยเน้นย้ำว่าทุกขั้นตอนการปฏิบัติงานเป็นไปอย่างรอบคอบ รัดกุม และต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดจำนวนมากในพื้นที่การรบ ทำให้การเคลื่อนกำลังและการตรวจยึดพื้นที่ต้องดำเนินไปด้วยมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด

การยึด “เนิน 350” สำเร็จครั้งนี้ ถือเป็นชัยชนะที่สำคัญอย่างยิ่งทางยุทธศาสตร์

สดุดีวีรบุรุษผู้กล้า

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ เมื่อ จ่าสิบเอก สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา สังกัด ร้อย.อวบ.ร.23 พัน.3 ได้เสียสละชีวิตของตนเองในการปฏิบัติหน้าที่เป็นชุดยิงคุ้มครอง ปกป้องและเปิดทางให้เพื่อนร่วมรบสามารถถอนกำลังได้อย่างปลอดภัยจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 10.10 น. ในระหว่างภารกิจเข้าตีต่อที่หมาย “เนิน 350” ซึ่งฝ่ายตรงข้ามได้ใช้อาวุธยิงสนับสนุนและอาวุธเล็งตรงโจมตีอย่างต่อเนื่อง

แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวยกย่องวีรกรรมของทั้งสองนายว่าเป็นแบบอย่างของทหารอาชีพผู้ยืนหยัดเพื่อแผ่นดินไทยจนลมหายใจสุดท้าย “การเสียสละของทั้งสองนาย คือแบบอย่างของคำว่า ทหารอาชีพผู้ยืนหยัดเพื่อแผ่นดินไทยจนลมหายใจสุดท้าย”

ปัจจุบัน ร่างของวีรบุรุษทั้งสองนายอยู่ระหว่างการลำเลียงลงสู่พื้นที่ราบ โดยยังคงต้องใช้มาตรการความปลอดภัยสูงสุด เนื่องจากยังมีความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่อาจหลงเหลืออยู่

ชัยชนะในการยึด “เนิน 350” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การได้มาซึ่งพื้นที่ แต่เป็นการยืนยันว่าอธิปไตยของชาติไทย ยังคงมีผู้พร้อมที่จะยืนหยัดปกป้องด้วยชีวิต

จ.ส.อ. สำเริง คลังประโคน สังกัด ร.23 พัน.3 และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา สังกัด ร.23 พัน.3 ชื่อของท่านทั้งสองจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของกองทัพไทย และจะอยู่คู่กับแผ่นดินไทยตลอดไป

การปฏิบัติการครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ และความมุ่งมั่นของทหารไทยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ การยึด “เนิน 350” สำเร็จ จึงเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่ต้องจารึกไว้

ที่มา – เปิดภาพ แม่ทัพภาคที่ 2 – ผบ.กกล.สุรนารี ร่วมบัญชาการรบ ภารกิจยึด “เนิน 350”

วันที่ 13 ของการปะทะ: กัมพูชาเสริมที่มั่น

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ล่าสุดในวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็น วันที่ 13 ของการปะทะ กัมพูชายังคงเสริมความแข็งแรงของที่มั่น ยิงปืนใหญ่ใส่ไทยเป็นระยะ โดยเน้นหนักในพื้นที่สำคัญหลายแห่งตามแนวชายแดนจังหวัดสระแก้ว

วันที่ 13 ของการปะทะ กัมพูชายังคงเสริมความแข็งแรงของที่มั่น ยิงปืนใหญ่ใส่ไทยเป็นระยะ

จากรายงานของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 พบว่า กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยอย่างต่อเนื่องในสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยมีการปะทะกันใน 3 พื้นที่หลัก ได้แก่:

สถานการณ์ล่าสุด: วันที่ 13 ของการปะทะ

1. พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา: ฝ่ายกัมพูชายังคงมุ่งมั่นในการเสริมความแข็งแกร่งของฐานที่มั่นของตนเองอย่างต่อเนื่อง มีการเคลื่อนย้ายและติดตั้งปืนใหญ่ รวมถึงเครื่องยิงลูกระเบิดเพิ่มเติมในพื้นที่ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ในการปฏิบัติการรบ

2. พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง: สถานการณ์ในพื้นที่นี้ยังคงน่ากังวล ฝ่ายกัมพูชายังคงดำเนินการเสริมความแข็งแรงของที่มั่นอย่างไม่หยุดหย่อน มีการยิงปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดเข้ามายังที่มั่นของฝ่ายไทยเป็นระยะๆ นอกจากนี้ ยังตรวจพบการเคลื่อนกำลังพลเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าจะเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าดำเนินกลยุทธ์ในพื้นที่เพื่อหวังผลในการช่วงชิงความได้เปรียบ

3. พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง: ในพื้นที่นี้ ฝ่ายกัมพูชาได้ทำการยิงปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดโจมตีที่มั่นของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง ตรวจพบการลำเลียงเสบียง อาวุธ และกระสุนดินดำเข้าสู่ฐานที่มั่นต่างๆ ซึ่งบ่งชี้ถึงความพยายามในการเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติการรบที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์โดยรวมยังคงตึงเครียดและมีความผันผวนสูง การกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่บ่งชี้ถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการยกระดับความรุนแรงในการปะทะเป็นสิ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน จังหวัดสระแก้ว ได้ดำเนินการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวจำนวน 40 แห่ง เพื่อรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรง ปัจจุบัน มีประชาชนที่เข้าพักอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวรวมทั้งสิ้น 16,580 คน ซึ่งได้รับการดูแลและสนับสนุนจากส่วนราชการต่างๆ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบมีขวัญกำลังใจที่ดี และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัยในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

จังหวัดสระแก้วและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ขอให้ทุกท่านปลอดภัยและปฏิบัติภารกิจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

แม้สถานการณ์ชายแดนจะยังคงมีความไม่แน่นอน แต่ความสามัคคีและความเข้มแข็งของคนในชาติจะเป็นพลังสำคัญในการก้าวผ่านอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ ไปได้ด้วยดี วันที่ 13 ของการปะทะ กัมพูชายังคงเสริมความแข็งแรงของที่มั่น ยิงปืนใหญ่ใส่ไทยเป็นระยะ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของประชาชน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การมีระบบการป้องกันชายแดนที่มีประสิทธิภาพ การฝึกฝนกำลังพลให้มีความพร้อมในการปฏิบัติการ และการมีแผนอพยพประชาชนที่ชัดเจน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความปลอดภัยและปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ที่มา – วันที่ 13 ของการปะทะ กัมพูชายังคงเสริมความแข็งแรงของที่มั่น ยิงปืนใหญ่ใส่ไทยเป็นระยะ

กองทัพบก ประณามกัมพูชา โจมตีพลเรือน

“กองทัพบก” ประณาม “กัมพูชา” ที่โจมตีชุมชนพลเรือน ใช้กำลังไม่เลือกเป้าหมาย ชี้สร้างผลกระทบรุนแรงต่อประชาชนคนไทยในพื้นที่ชายแดน

วันที่ 20 ธ.ค. 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยว่า กองทัพบกขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา ที่ใช้กำลังทางทหารและอาวุธโจมตีเข้ามาในพื้นที่ชุมชนและบ้านเรือนประชาชนใกล้แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่พลเรือนและมิใช่พื้นที่ทางทหาร การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดหลักการคุ้มครองพลเรือนตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและบรรทัดฐานตามหลักสากลอย่างร้ายแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนคนไทยผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

การใช้กำลังในลักษณะดังกล่าว ได้สร้างความสูญเสียและความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างกว้างขวาง ทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน และความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้ต้องดำรงชีวิตท่ามกลางความหวาดกลัวและความไม่มั่นคง อันเป็นผลจากการใช้กำลังที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านมนุษยธรรมและความปลอดภัยของพลเรือน

ส่วนสถานการณ์ความไม่สงบและการใช้กำลังทางทหารบริเวณแนวชายแดน ซึ่งยังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนไทยเป็นวงกว้าง มีประชาชนได้รับผลกระทบรวมประมาณ 400,000 ราย จากสถานการณ์ดังกล่าว พบว่ามีประชาชนเสียชีวิตรวม 23 ราย แบ่งเป็นผู้เสียชีวิตจากกรณีอาวุธจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ตกในพื้นที่บ้านเรือนของประชาชนโดยตรง จำนวน 1 ราย และผู้เสียชีวิตจากผลกระทบทางอ้อมของเหตุการณ์ จำนวน 22 ราย

นอกจากนี้ ยังมีประชาชนได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีดังกล่าวอีก 6 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดล้วนเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบแต่อย่างใด นอกจากความสูญเสียต่อชีวิตของประชาชนแล้ว การกระทำดังกล่าวยังสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน โดยมีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่า 30 หลัง พื้นที่ทำการเกษตรซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประชาชนได้รับความเสียหายในหลายพื้นที่ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถประกอบอาชีพหรือดำรงชีวิตได้ตามปกติ

รวมทั้งพบว่า มีโรงพยาบาลได้รับผลกระทบ 20 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้รับผลกระทบ 201 แห่ง โดยเฉพาะโรงพยาบาลพนมดงรักที่ได้รับผลกระทบจากอาวุธจรวดหลายลำกล้อง BM-21 โดยตรง ขณะเดียวกัน ความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นยังส่งผลให้สถานศึกษาหลายแห่งในพื้นที่ชายแดนต้องหยุดการเรียนการสอน เด็กและเยาวชนไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ตามปกติ ขาดโอกาสทางการศึกษา และต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความหวาดกลัว ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและต่อเนื่องต่อคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในการดำรงชีพของประชาชนในระยะยาว

โฆษกกองทัพบกระบุว่า การมุ่งเป้าโจมตีของฝ่ายกัมพูชาเป็นการใช้กำลังในลักษณะไม่เลือกเป้าหมาย ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายและผลกระทบต่อชีวิตประชาชนเพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. ประชาชนคนไทยไม่ควรต้องตกเป็นเป้าหมายหรือได้รับผลกระทบจากการกระทำทางทหารในลักษณะดังกล่าว. กองทัพบกขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายุติการกระทำที่ก่อให้เกิดความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ในทันที พร้อมทั้งปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด.

จากเหตุการณ์ “กองทัพบก” ประณาม “กัมพูชา” โจมตีชุมชนพลเรือนในครั้งนี้ ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการเจรจาและหาทางออกร่วมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต ความปลอดภัยและชีวิตของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก

กองทัพบก ประณามกัมพูชา โจมตีพลเรือน

ผลกระทบจากเหตุการณ์ กองทัพบก ประณามกัมพูชา โจมตีพลเรือน

  • ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • ผลกระทบต่อการศึกษาและการดำรงชีวิต
  • ความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงในพื้นที่ชายแดน

การกระทำของกัมพูชาที่ “กองทัพบก” ประณาม “กัมพูชา” โจมตีชุมชนพลเรือนในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

ที่มา – “กองทัพบก” ประณาม “กัมพูชา” โจมตีชุมชนพลเรือน ใช้กำลังไม่เลือกเป้าหมาย

AOT โต้สื่อกัมพูชา ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย

AOT โต้สื่อกัมพูชาเสนอข่าวบิดเบือน ยันไม่มีสัมภาระผู้โดยสารสูญหาย มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “AOT Official” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า AOT โต้กัมพูชาเสนอข่าวบิดเบือน ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย-บริการผู้โดยสารตามมาตรฐานสากล 

จากกรณีที่สื่อมวลชนของประเทศกัมพูชาได้เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ว่า สถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศฝรั่งเศสได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับการเดินทางไปยังกัมพูชา โดยมีการเดินทางต่อเครื่องที่สนามบินในกรุงเทพมหานคร (ประเทศไทย) ซึ่งระบุว่าผู้โดยสารชาวยุโรปที่เดินทางต่อเครื่องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดและไม่เหมาะสม อาทิ การสอบถามเป็นเวลานานก่อนขึ้นเครื่อง การขอหลักฐานแสดงฐานะการเงินที่ไม่สมเหตุสมผล การตรวจสอบรายละเอียดการจองที่พักในกัมพูชาอย่างละเอียด และสัมภาระของผู้โดยสารสูญหายนั้น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ขอยืนยันว่าประเด็นที่กล่าวอ้างตามข่าวนั้นไม่เป็นความจริง 

AOT ตั้งมั่นการให้บริการและการดูแลผู้โดยสาร มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล โดยมีระบบติดตามตรวจสอบสัมภาระและรับเรื่องร้องเรียนเพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสารให้ได้รับประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่น เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ ในฐานะประตูสู่ประเทศไทย (Gateway to Thailand) และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเดินทางทางอากาศของประเทศไทยในระดับสากล 

ทั้งนี้ AOT ขอยืนยันว่าท่าอากาศยานของ AOT ทั้ง 6 แห่ง ได้ดำเนินการตามกฎระเบียบมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติที่กำหนดด้านการรักษาความปลอดภัยต่อผู้โดยสารและสัมภาระที่ออกเดินทางจากท่าอากาศยาน ซึ่งได้รับการตรวจสอบด้านมาตรฐานการบินสากลตามข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทั้งในด้านความปลอดภัย (Safety) และการรักษาความปลอดภัย (Security) เป็นไปตามมาตรฐานสากลในระดับนานาชาติเพื่อผู้โดยสารทุกท่านอย่างแท้จริง

AOT โต้สื่อกัมพูชา ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย

จากกรณีการนำเสนอข่าวของสื่อกัมพูชาที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่าข่าวที่ระบุว่ามีสัมภาระของผู้โดยสารสูญหาย หรือมีการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลนั้น ไม่เป็นความจริง

AOT ยืนยันมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นไปตามมาตรฐานสากล

AOT ย้ำว่าท่าอากาศยานทุกแห่งภายใต้การดูแล ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด โดยมีการตรวจสอบและรับรองจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทั้งในด้านความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัย เพื่อให้ผู้โดยสารทุกท่านมั่นใจได้ว่าจะได้รับการบริการที่เป็นเลิศและปลอดภัยตลอดการเดินทาง

สิ่งที่ AOT ให้ความสำคัญเสมอมา คือการอำนวยความสะดวกควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัย นี่คือหัวใจสำคัญในการดำเนินงานของท่าอากาศยานทุกแห่ง เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

AOT ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการบริการและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าเชื่อถือและปลอดภัยสำหรับนักเดินทางจากทั่วโลก ความโปร่งใสและการตอบสนองต่อข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบการขนส่งทางอากาศของประเทศไทย

AOT โต้สื่อกัมพูชา ยันไม่มีสัมภาระสูญหายและพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเดินทางทางอากาศของไทย

การเดินทางที่ราบรื่นและปลอดภัยของผู้โดยสารคือพันธกิจหลักของ AOT เสมอมา ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถมอบประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุดให้กับผู้โดยสารทุกท่านได้

AOT โต้สื่อกัมพูชา ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย และให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเสมอ

ที่มา – AOT โต้สื่อกัมพูชาเสนอข่าวบิดเบือน ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย-ให้บริการตามมาตรฐานสากล

สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเสริมกำลัง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณฝั่งสระแก้วยังคงตึงเครียด กองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับการปะทะและการเสริมกำลังของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว โดยมีการรบปะทะเพื่อยึดครองพื้นที่สำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ บ้านคลองแผงและหนองหญ้าแก้ว ซึ่งพบว่ากัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่นและเพิ่มเติมกำลังพลอย่างต่อเนื่อง

รายงานจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 น. ระบุว่า กกล.บูรพา ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 12 แล้ว สถานการณ์โดยรวมยังคงน่าจับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา

สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น เพิ่มเติมกำลัง

รายละเอียดสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่:

  • พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา: ฝ่ายกัมพูชาได้เร่งเสริมความแข็งแกร่งของที่มั่นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการเพิ่มจำนวนปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดในพื้นที่ถึง 2 จุด สันนิษฐานว่าเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการยิงสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร
  • พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง: สถานการณ์ใกล้เคียงกัน โดยกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่นและใช้ปืนใหญ่ รวมถึงเครื่องยิงลูกระเบิดโจมตีที่มั่นของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มกำลังพลอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งคาดการณ์ว่าเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าดำเนินกลยุทธ์ในพื้นที่เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ
  • พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง: การยิงปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดจากฝ่ายกัมพูชามายังฝ่ายไทยยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการลำเลียงเสบียง อาวุธ และกระสุนเข้าไปเก็บไว้ในที่มั่นต่างๆ ซึ่งคาดว่าสามารถรองรับการปฏิบัติการได้ต่อเนื่อง 2-3 วัน

ผลกระทบต่อประชาชนและการช่วยเหลือ

จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ประชาชนในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว จำนวน 4 อำเภอ ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทางจังหวัดสระแก้วร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว จำนวน 41 ศูนย์ เพื่อรองรับผู้พลัดถิ่น ปัจจุบันมีประชาชนรวม 18,874 คนที่อยู่ในความดูแลของศูนย์พักพิงเหล่านี้

หน่วยงานต่างๆ ได้ให้การสนับสนุนและบำรุงขวัญแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจที่ดีและสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ ประชาชนต่างส่งกำลังใจให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติให้ปลอดภัย

สถานการณ์ชายแดนและการเตรียมพร้อมรับมือยังคงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การเสริมกำลังของฝ่ายกัมพูชาและการปะทะที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ และการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การที่กัมพูชา สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น เพิ่มเติมกำลัง แสดงให้เห็นถึงความตึงเคลียดในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจถึงผลกระทบและความจำเป็นในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างทันท่วงที

การที่ สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น เพิ่มเติมกำลัง เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น เพิ่มเติมกำลัง

ทอ. ยัน! ป้องกันโดรนภัยคุกคามความมั่นคงของไทย

“โฆษกกองทัพอากาศ” ยัน กองทัพอากาศประสานทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย คาด CAAT จะออกมาตรการพื้นที่บินโดรนเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจในพื้นที่ “แท่นผลิตปิโตรเลียม” ที่มีมูลค่าสูง

วันที่ 19 ธ.ค. 68 พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยถึงการวางแนวทางป้องกันโดรน ของฝ่ายกัมพูชา ที่อาจมีเจตนาในการก่อวินาศกรรมต่อแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม ในพื้นที่อ่าวไทยว่า ขณะนี้กองทัพอากาศเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลมาตรการตอบโต้ หรือต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ โดยประสานงานกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งประสานกับหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อป้องกันการโจมตีจากโดรนที่คาดว่าจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทย โดยยืนยันว่าขณะนี้ทุกกองบินมีมาตรการป้องกันโดรนทั้งเชิงรุกและเชิงรับ และประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อป้องกันการบินโดรนในพื้นที่ที่มีโอกาสจะส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง

ส่วนกรณีที่ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ขอความร่วมมือเรือประมง ผู้ประกอบการเดินเรือ และผู้ดำเนินกิจกรรมทางทะเล ร่วมเฝ้าระวังความปลอดภัยในทะเล กรณีพบเรือที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยหรือใช้อากาศยานไร้คนขับเหนือพื้นที่แท่นผลิตปิโตรเลียมนั้น คาดว่า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย จะมีมาตรการต่อเนื่องตามมาเพื่อออกพื้นที่ห้ามบินโดรนเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจว่าพื้นที่ที่มีมูลค่าสูง จะได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างแท้จริง นอกจากนี้ มาตรการการลงโทษต่าง ๆ และการดำเนินคดีต่าง ๆ หากมีการฝ่าฝืน จะมีตามมา ตามที่เห็นสมควร

ทอ. ยันประสานทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เทคโนโลยีโดรนมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและแพร่หลาย การใช้งานโดรนจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การถ่ายภาพหรือกิจกรรมสันทนาการเท่านั้น แต่ยังอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย หรือก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติได้ กองทัพอากาศจึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว โดยการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมการป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทยจึงสำคัญ?

การป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก:

  • ปกป้องทรัพย์สินของชาติ: แท่นขุดเจาะปิโตรเลียมเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง หากเกิดความเสียหายจากโดรน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ
  • รักษาความปลอดภัยของประชาชน: โดรนสามารถนำไปใช้ในการก่อวินาศกรรม หรือโจมตีเป้าหมายต่างๆ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • ป้องกันการละเมิดอธิปไตย: การบินโดรนโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศ

มาตรการป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคาม:

กองทัพอากาศได้ดำเนินการมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคาม ดังนี้:

  • การเฝ้าระวังและตรวจจับ: ใช้ระบบเรดาร์และอุปกรณ์ตรวจจับอื่นๆ เพื่อเฝ้าระวังและตรวจจับโดรนที่บินเข้ามาในพื้นที่หวงห้าม
  • การตอบโต้และทำลาย: มีมาตรการในการตอบโต้และทำลายโดรนที่คุกคามความมั่นคง
  • การบังคับใช้กฎหมาย: ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการบินโดรน
  • การสร้างความตระหนักรู้: ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของโดรนและการใช้งานที่ถูกต้อง

ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน:

การป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคาม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การบูรณาการข้อมูลและทรัพยากรจากทุกฝ่าย จะช่วยให้การป้องกันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การที่กองทัพอากาศยืนยันการประสานงานกับทุกภาคส่วนเพื่อ ป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี และแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในความปลอดภัยของประเทศชาติและประชาชน การเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคามจากโดรนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับทุกภาคส่วน

ที่มา – ทอ. ยันประสานทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย

Scroll to top