เงินบริจาค

ต๋อย วงพิงค์แพนเตอร์ โต้เอี่ยวเงินวัดพระบาทน้ำพุ

“ต๋อย วิชัย ปุญญะยันต์” หัวหน้าวงพิงค์แพนเตอร์ ออกมาโต้ตอบข้อกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ หลังจากถูกพาดพิงว่าเป็นนักร้องดังยุค 80 ชื่อวงเป็นชื่อสี โดยเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง

จากกระแสข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 มีรายงานว่ามีการพาดพิงถึงนักร้องดังในยุค 80 ที่มีชื่อวงเป็นชื่อสีภาษาอังกฤษ ซึ่งถูกโยงเข้าไปเกี่ยวข้องกับเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ ทำให้เกิดความสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์

ล่าสุด ต๋อย วิชัย ปุญญะยันต์ หัวหน้าวงพิงค์แพนเตอร์ ศิลปินชื่อดังในยุค 80 ได้ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงความบริสุทธิ์ใจ

ข้อความที่ ต๋อย วงพิงค์แพนเตอร์ โพสต์ระบุว่า “ขอบคุณครับ…. วงพิงค์เราจัดคอนเสิร์ตหาเงินช่วยวัดพระบาทน้ำพุเกือบทุกปี เพราะเห็นในความมีเจตนาดี มีคุณูปการของสังคมในการดูแลผู้ป่วยเอดส์และผู้ป่วยยากไร้ ในยุคที่สังคมยังไม่เปิดรับทางทัศนคติเท่าทุกวันนี้”

นอกจากนี้ เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า “ผมโอนเงินให้วัดปีละแสนมาเกือบสิบปี มาสองปีนี้เองทำบุญได้แค่ปีละ 50,000 น้อยหน่อยเพราะตรงกับวันเกิด เลยจัด 2 รอบ (แต่ได้เงินเท่าเดิม ก็วงมันดังเท่านี้ แถมยังแก่อีก)”

ต๋อย วงพิงค์แพนเตอร์ ยังได้กล่าวถึงกระแสข่าวที่เกิดขึ้นด้วยว่า “ขอ…ขอบคุณผู้ที่กรุณาพาดพิงถึงวงเรา เพราะทำให้วงดังขึ้นมาอีกที แต่อย่าทำให้เราต้องฟ้องร้องได้นะครับ…คือ ไม่รู้จริงว่า เรามีแต่ให้ และมีจิตใจที่ศรัทธาสิ่งที่ดี…จัดอีกสักรอบดีมั้ยครับ ท่านจะได้ช่วยโปรโมทเราให้ขายบัตรได้หมด…”

ท้ายที่สุด เขาได้ทิ้งท้ายด้วยข้อคิดว่า “เราทุกคนมีกรรม มีวาระเป็นของตัวเอง รักษาใจตัวเองไว้ ความจริงก็คือ ความจริงครับ” ซึ่งหลังจากที่โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจคุณต๋อย พร้อมทั้งเชื่อมั่นในการทำความดีของเขาต่อไป

จากข้อความที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า ต๋อย วงพิงค์แพนเตอร์ ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาและแสดงความบริสุทธิ์ใจอย่างชัดเจน พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงเจตนาที่ดีในการช่วยเหลือสังคมและการทำบุญอย่างต่อเนื่อง

เพื่อให้เข้าใจถึงประเด็นนี้อย่างกระจ่างชัด เรามาสรุปใจความสำคัญของการเคลื่อนไหวของ ต๋อย วงพิงค์แพนเตอร์ กันอีกครั้ง:

  • ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการมีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ
  • ยืนยันว่าวงพิงค์แพนเตอร์จัดคอนเสิร์ตเพื่อหารายได้ช่วยเหลือวัดพระบาทน้ำพุเป็นประจำ
  • แสดงความบริสุทธิ์ใจและเจตนาที่ดีในการทำบุญและช่วยเหลือสังคม

ต๋อย วงพิงค์แพนเตอร์ เคลื่อนไหวตอบโต้

การออกมาเคลื่อนไหวของ ต๋อย วงพิงค์แพนเตอร์ ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอบโต้ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการทำงานและการทำบุญของเขา

ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นประเด็น?

ประเด็นนี้กลายเป็นที่สนใจของสังคมเนื่องจากวัดพระบาทน้ำพุเป็นองค์กรการกุศลที่ช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์และผู้ยากไร้ ซึ่งการที่เงินบริจาคถูกนำไปใช้อย่างไม่โปร่งใส ย่อมส่งผลกระทบต่อความศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชน

นอกจากนี้ การพาดพิงถึงศิลปินที่มีชื่อเสียงอย่าง ต๋อย วงพิงค์แพนเตอร์ ยิ่งทำให้เรื่องนี้ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมากที่ติดตามและชื่นชอบผลงานของเขา

อย่างไรก็ตาม การที่ ต๋อย วงพิงค์แพนเตอร์ ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นการปกป้องชื่อเสียงของตนเองและวงพิงค์แพนเตอร์

สิ่งที่สำคัญที่สุดในเรื่องนี้คือการรักษาความจริงและความถูกต้อง การที่ทุกฝ่ายออกมาให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา จะช่วยให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริงและตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

สำหรับผู้ที่ให้กำลังใจ ต๋อย วงพิงค์แพนเตอร์ พวกเขามีความเชื่อมั่นในการทำความดีของเขา และสนับสนุนให้เขาทำสิ่งดีๆ เพื่อสังคมต่อไป

ท้ายที่สุดแล้ว การทำความดีและการช่วยเหลือผู้อื่น คือสิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุด ไม่ว่าจะมีอุปสรรคหรือข้อกล่าวหาใดๆ เกิดขึ้นก็ตาม

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราได้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและความโปร่งใสในการทำงานขององค์กรการกุศลต่างๆ การที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินบริจาคได้อย่างโปร่งใส จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาในการบริจาคให้กับองค์กรเหล่านั้น

การออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาของ ต๋อย วงพิงค์แพนเตอร์ ในครั้งนี้ เป็นบทเรียนสำคัญที่สอนให้เรารู้ว่า การรักษาความจริงและความถูกต้อง คือสิ่งสำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิต

ที่มา – เคลื่อนไหวแล้ว “ต๋อย วงพิงค์แพนเตอร์” โต้เอี่ยวเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ

ค้น 5 จุดวัดพระบาทน้ำพุ หาหลักฐานการเงิน

เจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้าตรวจค้น 5 จุด “วัดพระบาทน้ำพุ” เน้นจุดสำคัญคือกุฏิของ “หลวงพ่ออลงกต” เพื่อหาหลักฐานทางการเงิน หลังจากการบุกจับ “พระอลงกต” รักษาการเจ้าอาวาสยอมรับว่ากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ เพราะยังมีผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของวัด

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), ตำรวจกองบังคับการปราบปราม, เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ภายหลังการเข้าควบคุมตัวหลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัด ในช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ภายในสนามกีฬาฟุตบอลใจฟ้าอคาเดมี่

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการอ่านหมายค้นจำนวน 5 จุดภายในวัด ซึ่งพระครูสุวัฒน์กิตติสาร รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เป็นผู้รับหมายค้น เพื่อทำการตรวจค้นเอกสารบัญชีรายรับรายจ่าย และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินของวัด รวมถึงการตรวจสอบและค้นหาข้อมูลในเครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดของวัด เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการสอบสวน

ตรวจค้น 5 จุด วัดพระบาทน้ำพุ หาหลักฐานการเงิน

อุปสรรคในการตรวจค้น 5 จุด “วัดพระบาทน้ำพุ” คือเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปภายในกุฏิของหลวงพ่ออลงกตได้ เนื่องจากประตูทางเข้าออกต้องใช้รหัสผ่าน ซึ่งทั้งผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ภายในวัดไม่มีใครทราบรหัสผ่านดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ภายหลังเจ้าหน้าที่วัดได้แสดงตัวและนำกุญแจมาเปิดให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าไปตรวจค้นภายในได้

พระครูสุวัฒน์กิตติสารกล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับวัดพระบาทน้ำพุ แต่จากการตรวจสอบภายในไม่พบความผิดปกติเกี่ยวกับการเปิดรับบริจาคและการใช้จ่ายเงินของวัด แต่เมื่อศาลได้ออกหมายจับ และตำรวจมีหมายค้น แสดงว่าต้องมีหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขอให้เป็นหน้าที่ของตำรวจในการดำเนินการต่อไป

พระครูสุวัฒน์กิตติสารกล่าวเพิ่มเติมว่า เพิ่งเข้ารับตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสได้ไม่นาน ทำให้ยังไม่ทราบข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ภายในวัดมากนัก แต่ยอมรับว่ามีความกังวลเกี่ยวกับผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ภายในวัด เนื่องจากเงินของวัดเหลือน้อยลง และผู้คนไม่บริจาคเงินให้กับวัดเหมือนในอดีต ซึ่งจากงบประมาณที่มี คาดว่าจะสามารถดูแลผู้ป่วยไปได้อีกระยะหนึ่ง พร้อมทั้งกล่าวว่า ทางวัดไม่สามารถปฏิเสธการช่วยเหลือผู้ป่วยในอนาคตได้ เพราะวัดเป็นที่พึ่ง หากมีใครมาขอความช่วยเหลือก็ต้องให้การดูแล ส่วนเรื่องมูลนิธิของวัดนั้น จะมีการหารือร่วมกับคณะกรรมการชุดใหม่อีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

สำหรับการตรวจค้น 5 จุด “วัดพระบาทน้ำพุ” ในครั้งนี้ ประกอบด้วย:

  • กุฏิเจ้าอาวาส
  • จุดรับบริจาค
  • มูลนิธิธรรมรักษ์
  • สำนักงานโครงการเมตตาธรรม
  • บริษัทใจฟ้า

ทำไมต้องตรวจค้น 5 จุด “วัดพระบาทน้ำพุ”?

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยืนยันว่า เมื่อคืนนี้ เวลา 02.00 น. ชุดสืบสวนได้เข้าจับกุมหลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ภายในอาคารสนามกีฬาฟุตบอลใจฟ้าฯ เดิมชุดสืบสวนจะเข้าจับกุม 08.00 น.วันนี้ แต่หลวงพ่ออลงกตมีพฤติการณ์พยายามจะหลบหนี ชุดสืบสวนจึงเข้าแสดงตัวจับกุม ซึ่งจากการตรวจค้นภายในรถก็พบเงินสดหลักแสนที่กระจายอยู่ตามกระเป๋าต่างๆ ซึ่งในขณะนี้กำลังสอบปากคำและขยายผลต่อไปว่า เงินสดที่พวกนั้นกำลังจะนำไปทำอะไร เบื้องต้นยังให้การปฏิเสธ ซึ่งขณะนี้ชุดสืบสวนได้คุมตัวหลวงพ่ออลงกตไปสอบสวนเพิ่มเติมที่สอบสวนกลาง

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า คดีนี้นอกจากหลวงพ่อแล้ว ยังมีหลักฐานอีกหลายประเด็นที่ต้องดำเนินการต่อ โดยเฉพาะบุคคลใกล้ชิด ที่อาจเข้าข่ายในการกระทำความผิดกฎหมายด้วย

สถานการณ์ที่วัดพระบาทน้ำพุยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของวัด การตรวจค้น 5 จุด “วัดพระบาทน้ำพุ” ครั้งนี้ หวังว่าจะนำไปสู่ความกระจ่างและความโปร่งใสในการบริหารจัดการวัดต่อไป

ที่มา – ตรวจค้น 5 จุด “วัดพระบาทน้ำพุ” หาหลักฐานการเงิน หลังบุกจับ “พระอลงกต”

พบแล้ว! บ้าน “พระอลงกต” ที่ขอนแก่น ทำบุญวันเกิดทุกปี

จากกรณีข่าวเกี่ยวกับ พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ที่มีข้อมูลคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับชื่อและเลขบัตรประชาชน วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกเรื่องราวอีกด้านของผู้ที่ชาวบ้านขอนแก่นคุ้นเคยในชื่อ “พระจอร์จ”

พบแล้วบ้าน “พระอลงกต” ที่ขอนแก่น ชาวบ้านเรียกพระจอร์จ กลับมาทำบุญวันเกิดทุกปี

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านของ “พระอลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ซึ่งมีข้อมูลว่าเป็นคนจังหวัดขอนแก่นแต่กำเนิด โดยที่อยู่ตามทะเบียนบ้านปี 2526 ระบุว่าเป็นบ้านหลังหนึ่งในหมู่ 4 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จากการตรวจสอบพบว่าเป็นบ้านพักข้าราชการของสำนักงานทางหลวงที่ 7 ขอนแก่น กรมทางหลวง

ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงเล่าว่า บ้านหลังดังกล่าวเดิมเป็นบ้านของพ่อเฉย ผู้เป็นพ่อของ “พระอลงกต” ซึ่งชาวบ้านจะเรียกท่านว่า “พระจอร์จ” มากกว่า และจดจำเรื่องราวดีๆ ที่ “พระจอร์จ” มอบให้กับสังคมได้เป็นอย่างดี ท่านมักจะแวะเวียนมาบอกบุญปีละครั้งในช่วงวันเกิด โรงเรียนที่ “พระจอร์จ” เคยศึกษาคือโรงเรียนแก่นนคร พ่อเฉยก็เป็นที่รักของคนในชุมชนเช่นกัน ท่านจะทำว่าวให้เด็กๆ เล่นสนุกสนาน ส่วนพี่สาวของ “พระจอร์จ” ก็ขายข้าวแกงอยู่ตรงข้ามบ้านพักข้าราชการ บ้านของครอบครัว “พระอลงกต” นั้นติดกับรั้วของสำนักงานทางหลวง มีประตูเหล็กที่สร้างไว้เพื่อให้เข้าออกได้สะดวก

หลังจากครอบครัวของ “พระจอร์จ” เกษียณอายุราชการ ก็ได้ย้ายออกไปอยู่ที่อื่น บ้านพักปัจจุบันนี้ไม่มีใครอยู่ ส่วนบ้านส่วนตัวก็ไม่มีใครอาศัยเช่นกัน “พระจอร์จ” ออกจากบ้านไปตั้งแต่ปี 2527 แต่ท่านจะกลับมาที่บ้านส่วนตัวทุกปีหลังจากเป็นเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เพื่อมาทำบุญวันเกิดที่โรงเรียนแก่นนคร ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าของท่าน มอบทุนการศึกษาให้กับเด็กๆ เสมอ และทุกครั้งที่ “พระอลงกต” มาทำบุญ จะมีญาติโยมมาร่วมงานจนเต็มพื้นที่

เรื่องเล่าจากเพื่อนบ้านเกี่ยวกับ “พระอลงกต”

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังเล่าว่าช่วงที่ “พระจอร์จ” เรียนอยู่ที่โรงเรียนแก่นนคร ท่านยังเป็นนักกีฬาฟุตบอล เป็นคนใจดี ยิ้มเก่ง คาดว่าหลังจากจบ ม.ต้น จากโรงเรียนแก่นนคร ท่านก็ไปศึกษาต่อสายอาชีพที่โรงเรียนเทคนิคขอนแก่นใกล้ๆ บ้าน แต่ทุกคนไม่ทราบชื่อ-สกุลจริงของ “พระจอร์จ” มาทราบจากข่าวที่ปรากฏ ส่วนพ่อของ “พระจอร์จ” ชื่อเฉย แต่ไม่มีใครทราบนามสกุล เมื่อเห็นข่าวเกี่ยวกับ “พระอลงกต” ทุกคนก็รู้สึกตกใจและสงสาร เพราะเท่าที่เคยสัมผัส ท่านเป็นคนใจดีมาก

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านของ “พระอลงกต” ตามข้อมูลที่ได้รับจากชาวบ้าน โดยมีประธานชุมชนบะขาม หมู่ 4 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ร่วมเดินทางไปด้วย บ้านหลังดังกล่าวอยู่ในซอยอำพล หมู่ 4 จากการสำรวจพบว่าประตูถูกล็อคไว้นานแล้ว สภาพบ้านเป็นบ้านร้าง มีจดหมายจำนวนมากในตู้จดหมาย สภาพขาดรุ่งริ่งจากฝนตกใส่ และเป็นจดหมายเก่า โดยจ่าหน้าซองถึงบุคคลในครอบครัวพี่สาวของ “พระอลงกต” ซึ่งนามสกุลเป็นนามสกุลของครอบครัวสามีพี่สาว

นางจารุณี ประธานชุมชนบะขาม ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองเป็นประธานชุมชนมาตั้งแต่ปี 2543 ข้อมูลที่ทราบคือบ้านหลังนี้เป็นบ้านของพ่อเฉย พ่อของ “พระอลงกต” แต่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ชื่อนี้ ตนเองจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร ส่วนนามสกุลของพ่อเฉยก็จำไม่ได้เช่นกัน ในบ้านหลังนี้มีพ่อเฉย พี่เขย และพี่สาวอาศัยอยู่ด้วยกัน ส่วนภรรยาของพ่อเฉยเสียชีวิตไปก่อนหน้านั้นหลายปี

พ่อเฉยและพี่เขยของ “พระอลงกต” ทำงานที่สำนักงานทางหลวง มีประตูที่สามารถเข้าออกไปยังสำนักงานซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านพักข้าราชการได้สะดวก ครอบครัวนี้มักจะใช้ประตูที่ติดกับรั้วสำนักงานทางหลวงเป็นประจำ ไม่ค่อยได้ใช้ประตูทางเข้าชุมชนบะขาม ก่อนที่พ่อเฉยจะเสียชีวิตไปเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว บ้านก็ตกเป็นของลูกสาว ซึ่งเป็นพี่สาวของ “พระอลงกต” สมัยที่ “พระอลงกต” ยังเป็นวัยรุ่น ท่านไม่ค่อยได้อยู่ที่บ้าน นานๆ จะมาสักครั้ง หลังจากพ่อเฉยเสียชีวิต ท่านก็หายไป ทราบคร่าวๆ ว่าไปบวช กระทั่งมาทราบอีกทีก็คือ ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุแล้ว

นางจารุณียังเล่าอีกว่า ตนเองเคยเดินทางไปดูงานที่วัดพระบาทน้ำพุพร้อมกับชาวชุมชนในเขตเทศบาลนครขอนแก่น 30-40 คน โดยเดินทางด้วยรถของเทศบาลฯ เนื่องจากสมัยนั้นวัดพระบาทน้ำพุดังในเรื่องการช่วยเหลือผู้ป่วย HIV และในช่วงโควิด อาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้จัดทำผ้าป่าและนำเงินประมาณ 500,000 กว่าบาทไปถวายที่วัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งตนเองและชาวชุมชน รวมทั้งประธานชุมชนอื่นๆ ในเขตเดียวกันได้เดินทางไปร่วมบุญด้วย และยังได้เห็นพี่สาวของ “พระอลงกต” ทำหน้าที่ในครัว ดูแลเรื่องอาหารของวัด “พระอลงกต” จะกลับมาที่บ้านในช่วงหลังสงกรานต์ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงวันเกิดของท่าน

ก่อนที่ “พระอลงกต” จะเดินทางมา พี่สาวของท่านจะให้แม่ครัวมาทำอาหารที่บ้านหลังนี้เพื่อเตรียมถวายและเลี้ยงชาวบ้าน โดยจะมีการเชิญผู้สูงอายุมาร่วมรดน้ำดำหัวและมอบเงินให้รายละ 1,000 บาทเป็นการทำบุญวันเกิด แต่คนในชุมชนไม่ค่อยได้ไปร่วมงาน มีเพียงญาติๆ และคนในย่านบ้านพักสำนักงานทางหลวงเท่านั้นที่ได้รับเชิญ ตนเองในฐานะประธานชุมชนได้ไปร่วมงานเพื่ออยากเห็นลูกบ้านของตัวเองได้เป็นเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุด้วยความชื่นชม

เมื่อเห็นข่าวที่เกิดขึ้น ส่วนตัวไม่ได้ตกใจ คิดอยู่ว่าสักวันจะต้องมีเรื่องราวในลักษณะนี้เกิดขึ้น เพราะเงินมันเยอะ ตนเองไม่อยากจะพูดว่าเมื่อเห็นเงินเยอะแล้วเกิดกิเลส เพราะพระก็เป็นคนคนหนึ่ง ซึ่งกิเลสไม่ได้อยู่ที่พระ แต่อยู่ที่โยมที่นำกิเลสไปให้ จากแรกๆ ที่ตั้งใจจริง พอเงินเยอะก็อาจทำให้เผลอได้ ส่วนเรื่องความศรัทธาส่วนตัว ตอนนี้ยังศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทำบุญตักบาตรตามปกติ แต่อาจจะต้องเลือกสถานที่ที่จะทำบุญเพื่อให้สบายใจ

เรื่องราวของ “พระอลงกต” หรือ “พระจอร์จ” ที่ชาวบ้านขอนแก่นรู้จัก เป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างท่านกับบ้านเกิด และความทรงจำดีๆ ที่ท่านได้สร้างไว้กับชุมชน แม้จะมีข่าวคราวต่างๆ เกิดขึ้น แต่ความศรัทธาและความเคารพที่ชาวบ้านมีต่อท่านก็ยังคงอยู่

ที่มา – พบแล้วบ้าน “พระอลงกต” ที่ขอนแก่น ชาวบ้านเรียกพระจอร์จ กลับมาทำบุญวันเกิดทุกปี

วัดพระบาทน้ำพุ แจงดราม่าหลวงพ่ออลงกต ขอเวลาตรวจสอบ

จากกรณีดราม่าที่เกิดขึ้นกับวัดพระบาทน้ำพุและหลวงพ่ออลงกต พูลมุข ล่าสุดทีมทนายความและตัวแทนมูลนิธิต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ ที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะเรื่องการสวมชื่อและเลขบัตรประชาชน รวมถึงประเด็นเรื่องเงินบริจาค

วัดพระบาทน้ำพุ แจงยิบดราม่า “หลวงพ่ออลงกต” สวมเลขคนตาย-เงินบริจาค ขอเวลาตรวจสอบเพิ่ม

นายศุภชัย สิงคาลวานิช หัวหน้าทีมทนายความ กล่าวว่า หลวงพ่ออลงกตมีเจตนาบริสุทธิ์ในการช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ด้อยโอกาส และเด็กกำพร้า ส่วนประเด็นการสวมชื่อและเลขบัตรประชาชนของข้าราชการที่เสียชีวิตไปแล้วนั้น ยืนยันว่าหลวงพ่ออลงกตมีบัตรประชาชนของตัวเอง และนามสกุล “พูลมุข” จริงตามหลักฐานของกระทรวงมหาดไทย ส่วนกรณีที่ใบสุทธิพระใช้นามสกุลพลมุขและเลขบัตรประชาชนของผู้เสียชีวิต อาจเกิดจากความสับสน

ทีมทนายความยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเลขบัตรประชาชนที่ถูกนำไปผูกกับพร้อมเพย์ของบัญชีกองทุนอาทรประชานาถ ซึ่งเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น และยังไม่ได้ตรวจสอบเชิงลึกกับทางมูลนิธิอาทรประชานาถ อย่างไรก็ตาม ทีมทนายความจะนำประเด็นเหล่านี้ไปตรวจสอบและให้คำตอบในภายหลัง

นายเฉลิมพล พลมุข ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ ยืนยันว่า นายอลงกต พลมุข ข้าราชการที่เสียชีวิต เป็นญาติโดยตรงของตนเอง ส่วนความเกี่ยวข้องระหว่างหลวงพ่ออลงกตกับนามสกุลเดียวกันนั้น ไม่ได้มีการสอบถามโดยตรง แต่ทราบว่าทั้งสองคนมีเลขบัตรประชาชนคนละเลขกันตามที่กรมการปกครองได้ชี้แจง

ทีมทนายความของวัดพระบาทน้ำพุ ยังได้ชี้แจงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น จำนวนผู้ป่วย HIV ที่วัดรับดูแล ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 140 คน รวมถึงกลุ่มเด็กๆ ที่ต้องส่งเสียให้เรียนหนังสือ และผู้ด้อยโอกาสต่างๆ รวมแล้วมีคนที่หลวงพ่ออลงกตดูแลทั้งสิ้น 1,260 คน

ทีมทนายความยังได้อธิบายถึงบทบาทของมูลนิธิต่างๆ ที่ทำงานร่วมกับวัดพระบาทน้ำพุ โดยยืนยันว่าแต่ละมูลนิธิแยกออกจากวัดโดยสิ้นเชิง และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัดโดยตรง กิจการต่างๆ ดำเนินการในนามมูลนิธิ ไม่เกี่ยวกับวัด และมูลนิธิไม่ใช่ของวัด

สำหรับประเด็นที่ว่าสิ่งที่หลวงพ่ออลงกตทำในทุกวันนี้ไม่ใช่กิจของสงฆ์ ทีมทนายความยืนยันว่าสิ่งที่ท่านทำในพระบาทน้ำพุเป็นกิจของสงฆ์ เพราะมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ด้อยโอกาส และทำให้คนมีความสุข

เงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ

ส่วนเรื่องเงินบริจาค ทีมทนายความชี้แจงว่า เงินที่เข้ามูลนิธิกับเงินวัดไม่ได้เกี่ยวข้องกัน เงินที่หลวงพ่ออลงกตได้รับบริจาคมาและนำเข้ามูลนิธิ ก็เป็นเงินส่วนตัวของหลวงพ่ออลงกตที่ได้รับบริจาคมาให้ทำตามสาธารณประโยชน์

ประเด็นเรื่องที่ดินที่ใช้ชื่อบุคคลถือแทนวัดนั้น ทีมทนายความอธิบายว่า ไม่ใช่การถือที่ดินแทนวัด แต่เป็นการถือที่ดินแทนมูลนิธิ โดยที่ดินที่ซื้อ ไม่ได้ซื้อทั้งหมดรวดเดียว แต่ค่อยๆ ได้มาทีละแปลง จึงใช้เป็นชื่อบุคคลก่อนระหว่างรวบรวมที่ดิน เมื่อรวบรวมเรียบร้อยกรรมสิทธิ์ก็จะไปอยู่ที่มูลนิธิ

สำหรับโรงเรียนนาถะศาสตร์ สนามฟุตบอล และใจฟ้าฟาร์ม ที่ตั้งอยู่บนที่ดินของมูลนิธิธรรมรักษ์และมูลนิธิอาทรประชานาถ ทีมทนายความยืนยันว่าไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อความฟุ่มเฟือยหรูหรา แต่สร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กยากจนที่มีทักษะทางกีฬาที่ดี เพื่อพัฒนาเด็กให้มุ่งสู่อนาคตที่ดี

และกรณีที่ดินในอำเภอดินหนองม่วง 2,000 ไร่นั้น ทีมทนายความชี้แจงว่า แท้จริงมีเนื้อที่เพียงประมาณ 800-900 ไร่เท่านั้น และในจำนวนนี้ได้บริจาคให้ราชการ คือโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 33 จังหวัดลพบุรี 236 ไร่ ส่วนที่เหลือที่ทายาทของไวยาวัจกรคนเก่ายังไม่ได้โอนคืน ก็กำลังเร่งโอนคืนให้กับมูลนิธิ

นายศุภชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ทางวัดพระบาทน้ำพุ พร้อมให้ตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรม เงินทุกบาททุกสตางค์ ใช้ในประโยชน์สาธารณะทั้งหมด และยอมรับว่าอาจมีข้อบกพร่องบ้าง

จากเหตุการณ์นี้ เราเห็นได้ถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อข้อมูลใดๆ ก็ตาม การรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายและพิจารณาหลักฐานอย่างเป็นกลาง จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง และไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นได้ สิ่งที่วัดพระบาทน้ำพุกำลังเผชิญอยู่เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการดำเนินงานขององค์กรต่างๆ

ที่มา – วัดพระบาทน้ำพุ แจงยิบดราม่า “หลวงพ่ออลงกต” สวมเลขคนตาย-เงินบริจาค ขอเวลาตรวจสอบเพิ่ม

อินฟลูฯ หนุ่มสหรัฐฯ ขับเครื่องบินระดมทุน โดนจับ!

ภารกิจระดมทุนเพื่อการวิจัยโรคมะเร็งกลายเป็นฝันร้ายของ อีธาน กั๊ว อินฟลูเอนเซอร์หนุ่มชาวอเมริกัน เมื่อเขาถูกจับกุมและติดอยู่ในพื้นที่ห่างไกลของชิลีในแอนตาร์กติกา เรื่องราวของ อินฟลูฯ หนุ่มสหรัฐฯ ขับเครื่องบินระดมทุน โดนจับ กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตกตะลึงให้กับผู้ติดตามจำนวนมาก

อีธาน กั๊ว ตั้งใจที่จะขับเครื่องบินเล็กผ่านทั้ง 7 ทวีปเพื่อระดมทุนช่วยเหลือการวิจัยโรคมะเร็งในเด็ก โดยเริ่มต้นภารกิจตั้งแต่ปีก่อนเมื่อเขามีอายุเพียง 19 ปี แต่ระหว่างการเดินทางในแอนตาร์กติกา เขาได้ลงจอดในดินแดนของชิลีโดยไม่ได้รับอนุญาต และให้ข้อมูลแผนการเดินทางที่เป็นเท็จแก่เจ้าหน้าที่ ทำให้เขาถูกควบคุมตัว

อัยการระบุว่า อีธานได้รับอนุญาตให้บินไปยังเมืองปุนตา อารีนัส ทางตอนใต้ของชิลีเท่านั้น แต่เขากลับบังคับเครื่องบิน เซสนา 182คิว ของเขาลงใต้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งลงจอดที่เกาะคิงจอร์จ ซึ่งชิลีอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน และเขาถูกควบคุมตัวคาสนามบินที่นั่น

อีธานถูกตั้งข้อหาให้ข้อมูลเท็จแก่หอบังคับการภาคพื้นและลงจอดโดยไม่ได้รับอนุญาตในวันต่อมา แต่ในวันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม ผู้พิพากษายกฟ้องข้อกล่าวหา เนื่องจากทนายความของอีธานและอัยการชิลีได้บรรลุข้อตกลงยอมความ โดยมีเงื่อนไขว่า อีธานจะต้องบริจาคเงิน 30,000 ดอลลาร์ให้กับมูลนิธิโรคมะเร็งในเด็กของชิลีภายใน 30 วันเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีต่อไป

นอกจากนี้ อีธานต้องเดินทางออกจากประเทศทันทีที่สามารถทำได้ ชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างที่เขาอยู่ในฐานทัพบนเกาะคิงจอร์จ ไม่ว่าจะเป็นค่าซ่อมบำรุงเครื่องบินและค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับ และถูกห้ามกลับเข้าไปในดินแดนของชิลีเป็นเวลา 3 ปีด้วย

ตลอดระยะเวลากว่า 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา อีธานพักอยู่ที่ฐานทัพบนเกาะคิงจอร์จ โดยไม่ได้ถูกบังคับให้อยู่ที่นั่น หรืออยู่บนเกาะแห่งนี้ แต่เนื่องจากพายุฤดูหนาวที่รุนแรง ทำให้เที่ยวบินต่างๆ ไม่สามารถขึ้นบินได้ เช่นเดียวกับเครื่องบินเซสนาของเขา

หลังจากศาลมีคำตัดสิน อีธานได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอพีว่า เขารู้สึกโล่งใจกับผลที่ออกมาและหวังว่าทางการชิลีจะอนุญาตให้เขาบินโดยเร็ว เพื่อที่เขาจะได้กลับไปปฏิบัติภารกิจดั้งเดิมต่อไป

อินฟลูฯ หนุ่มสหรัฐฯ ขับเครื่องบินระดมทุน โดนจับ

เรื่องราวของอีธาน กั๊ว กลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักเดินทางและอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการวางแผนการเดินทางระหว่างประเทศและการปฏิบัติตามกฎหมายของแต่ละประเทศอย่างเคร่งครัด แม้ว่าจะมีเจตนาที่ดีในการระดมทุนเพื่อการกุศล แต่การกระทำที่ผิดกฎหมายก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลที่ตามมาได้

ความผิดพลาดที่นำไปสู่การจับกุม อินฟลูฯ หนุ่มสหรัฐฯ

ความผิดพลาดของอีธานเริ่มต้นจากการไม่ได้รับอนุญาตที่ถูกต้องในการลงจอดในดินแดนของชิลี และการให้ข้อมูลที่เป็นเท็จแก่เจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงในระดับสากล การวางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบ การตรวจสอบกฎหมายท้องถิ่น และการขออนุญาตที่จำเป็นจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักเดินทางทุกคน

การสนับสนุนกิจกรรมการกุศลเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง แต่ต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีจริยธรรม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ต่อตนเองและผู้อื่น เรื่องราวของ อินฟลูฯ หนุ่มสหรัฐฯ ขับเครื่องบินระดมทุน โดนจับ แสดงให้เห็นว่าความประมาทเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่หลวงได้

เรื่องราวของอีธานเป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้ว่าเจตนาจะดีแค่ไหน การกระทำทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและข้อบังคับของแต่ละประเทศ การวางแผนที่รอบคอบและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญ

สุดท้ายนี้ การเดินทางของ อีธาน กั๊ว ในฐานะ อินฟลูฯ หนุ่มสหรัฐฯ ขับเครื่องบินระดมทุน โดนจับ ทำให้เราได้เห็นถึงความสำคัญของการเคารพกฎหมายและการวางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบ หวังว่าเขาจะกลับมาทำภารกิจเพื่อการกุศลได้สำเร็จในอนาคต

ที่มา – อินฟลูฯ หนุ่มสหรัฐฯ ขับเครื่องบินระดมทุน โดนจับหลังลงจอดผิดกฎหมาย

วัดพระบาทน้ำพุ ประชุมเข้ม! อุบรายละเอียด

“วัดพระบาทน้ำพุ” ประชุมเข้ม เตรียมแถลงทุกประเด็น! ด้านเจ้าอาวาสยังอุบตอบรายละเอียดต่างๆ ในขณะที่ “เลขาปู” ยืนยันว่าไม่มีเรื่องหลานเกี่ยวข้อง ส่วนเรื่องที่ดินที่เป็นประเด็นร้อนนั้น ให้ไปถามต้นเรื่องเองจะดีกว่า

วัดพระบาทน้ำพุ ประชุมเข้ม ยังอุบแจงรายละเอียด “หลวงพ่อ” ไม่มีกิจนิมนต์

เมื่อเวลา 10.30 น. ของวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังวัดพระบาทน้ำพุ ตั้งอยู่ที่ ต.เขาสามยอด อ.เมืองลพบุรี แม้ว่าจะเป็นวันหยุด แต่บรรยากาศภายในวัดนั้นค่อนข้างเงียบเหงา ห้องประชุม 1 ของวัดพระบาทน้ำพุ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัด ได้เชิญคณะกรรมการวัดและกรรมการมูลนิธิเข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหมอบีที่รับบริจาคเงินในชื่อวัด และเรื่องที่ดินจำนวน 2,000 ไร่ โดยไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปฟังการประชุม

นายบำรุงสิทธิ์ พนักงานเอกชนรายหนึ่ง ได้ให้ข้อมูลว่า วันนี้นำกล่องบริจาคที่ทำขึ้นเองที่บริษัทมาถวายหลวงพ่อ ด้วยจิตศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อ ในส่วนของเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้น ตนไม่ได้ให้ความสนใจ และยังคงเคารพและศรัทธาในตัวหลวงพ่อเช่นเดิม

หลังจากการประชุมนานกว่า 1 ชั่วโมง เจ้าอาวาสได้เดินออกมาจากห้องประชุม ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงเรื่องที่ดิน เจ้าอาวาสตอบว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา และจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบอีกครั้ง ส่วนเรื่องเงินจำนวน 2.7 ล้านบาทของอดีตไวยาวัจกรที่ลูกหลานนำมาคืนนั้น ทางวัดได้คืนครบแล้วหรือไม่ เจ้าอาวาสตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ก็ตามนั้น”

เมื่อสอบถามไปยัง นายบรรเจต เทพพำนัก หรือ เลขาปู เลขาของหลวงพ่ออลงกต ทราบว่า ในเรื่องที่ทนายเกิดผลถอนตัวนั้น จะมีการแต่งตั้งทนายความใหม่ แต่ยังไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด โดยโฆษกที่ได้รับมอบหมายจะเป็นผู้ชี้แจงให้สื่อมวลชนทราบต่อไป ส่วนเรื่องที่เจ้าอาวาสต้องนำเงินสดไปฝากไว้กับบุคคลอื่น รวมถึงรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ดิน หรือความสัมพันธ์ในฐานะญาติพี่น้องกับเจ้าอาวาสนั้น ตนไม่ทราบ

Regarding the personal acquaintance with นางสาววรสุดา, เลขาปู replied that he knows her, but he confirms that there’s no issue with grandchildren. As for the land issue, he said to ask the source, and whether it’s seen as a frame-up or not, he also said to ask the source.

จากการสอบถาม นายสมพร โสมะเค็ง ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดิน 2,000 ไร่ของวัด และตอนนี้หลวงพ่อไม่ได้มีกิจนิมนต์ที่ไหน ถือว่าเป็นการให้ท่านได้พักผ่อน หลังจากที่เคยออกบิณฑบาตทุกวัน

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับวัดพระบาทน้ำพุ

สถานการณ์ของวัดพระบาทน้ำพุ ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องที่ดินและการจัดการเงินบริจาค การที่ทางวัดยังคงอุบเงียบรายละเอียดต่างๆ ทำให้เกิดคำถามและความสงสัยในวงกว้าง การแถลงข่าวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการคลี่คลายข้อสงสัยและสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้น

การที่หลวงพ่ออลงกตไม่ได้มีกิจนิมนต์ในช่วงนี้ อาจเป็นสัญญาณของการพักผ่อนและทบทวนเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวต่อไปของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นที่พึ่งของผู้ยากไร้และผู้ป่วย HIV/AIDS มาอย่างยาวนาน

ที่มา – “วัดพระบาทน้ำพุ” ประชุมเข้ม ยังอุบแจงรายละเอียด “หลวงพ่อ” ไม่มีกิจนิมนต์

ทายาทแจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน วัดพระบาทน้ำพุ

จากกรณีที่ดินและเงินจำนวน 2.7 ล้านบาทของวัดพระบาทน้ำพุที่ตกเป็นประเด็นร้อนแรง ล่าสุดทายาทของอดีตไวยาวัจกรได้ออกมาแจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน ผ่านทางแพรรี่ ไพรวัลย์ เพื่อไขข้อสงสัยและแสดงความบริสุทธิ์ใจ

ทายาทอดีตไวยาวัจกร แจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน ผ่าน “แพรรี่”

แพรรี่ ไพรวัลย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่าทายาทของอดีตไวยาวัจกรได้ติดต่อมาชี้แจงเรื่องที่ดิน 740 ไร่ และเงินสด 2.7 ล้านบาท ที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าทางวัดพระบาทน้ำพุยังไม่ได้รับคืน โดยทายาทอ้างว่ายินดีคืนทุกอย่างให้กับวัด และไม่เคยมีการพูดจาในลักษณะที่ว่า “อยากได้ให้ไปฟ้องเอา” อย่างแน่นอน

ข้อความจากทายาทอดีตไวยาวัจกรที่ส่งถึงแพรรี่มีรายละเอียดดังนี้:

“ผมคือ 1 ในทายาทคุณธนชัย เรื่องที่ดินมีเพียง 740 ไร่ ทางเรายินดีคืนหมด แม้กระทั่งเงิน 2,700,000 ที่หลวงพ่ออ้างว่าฝากอาไว้ เราก็นำไปคืน โดยหลวงพ่อก็ไม่มีหลักฐานในการฝากหรือสมุดบัญชี หลวงพ่ออ้างว่าหลวงพ่อฝากอาไว้”

“เรื่องที่ทางคุณทนายเกิดผลพูดว่า อยากได้ก็ไปฟ้องเอา ทางเราไม่เคยพูด วันที่นำเงินไปคืน เราโอนมอบกรรมสิทธิ์คืนรถให้ เดิมคุณ…บอกมี 6 วันไปโอนมอบมี 11 โดยทางวัดอ้างว่าเป็นของวัด เราก็คืน พร้อมโฉนดที่ดินตัวจริงอีก 340 ไร่ ที่เราค้นเจอจากห้องพักที่คุณธนชัยเสีย”

“ทางเรามีแค่นี้ เราเซ็นมอบอำนาจให้วัด เพราะทางวัดบอกว่าเซ็นมอบอำนาจแล้ววัดจัดการได้ ทางเราวิ่งตั้งผู้จัดการ วันนั้นทางวัดไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย ค่าทนาย ตั้งผู้จัดการมรดก และทุกอย่าง เราทำกันเอง วัดมีหน้าที่เซ็นรับอย่างเดียว เสียแค่น้ำดื่ม 3 ขวด”

“แล้วสุดท้ายวัดโอนไม่ได้ เลยติดต่อเรามาอีกครั้ง เรื่องที่ดินที่คาราคาซัง วัดจะให้เราเดินทางไปคุยกับด็อกเตอร์ แต่ทางผู้จัดการมรดกปฏิเสธไป 1 ครั้งว่าไม่สะดวก เพราะทางผู้จัดการมรดกทำเกี่ยวกับราชการ แล้วติดธุระทางราชการ เลยปฏิเสธไปว่าไม่สะดวก”

“ทางเราไม่ได้มีการพูดแบบที่ทนายเกิดผลอ้างเบื้องต้นว่าถ้าอยากได้ก็ไปฟ้องเอา แล้วไม่มีการส่งเจ้าหน้าที่มา แล้วไม่มีหนังสือทวงถามตามที่กล่าวอ้าง เรื่องเรารับรู้หลังจากปู่ตาย แต่วัดไม่เคยช่วยเราดำเนินการอะไร ทั้งที่สร้างปัญหาให้พวกเรา คำว่าคุณอาของวรสุดา เป็นคำย่อมาจากอาจารย์วรสุดา ไม่ใช่ญาติครับ”

“ผมไม่กล้าเมนต์หรืออธิบาย กลัวคนที่ถล่ม เราไม่เคยโอนที่มาเป็นของเรา โฉนดก็คืนไป 340 โดยประมาณ โฉนดที่เหลือที่ญาติผมตอนนี้ไม่มีเลย มีแต่ที่เราก๊อปปี้ไว้เป็นหลักฐานวันส่งมอบ ผมพยายามติดต่อตามเพจครับ แต่ยังไม่มีใครตอบ”

นอกจากนี้ แพรรี่ยังได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเงินสดจำนวน 2.7 ล้านบาทที่ทายาทนำมาคืน โดยโพสต์ภาพเงินจำนวนดังกล่าวที่วางอยู่ในพาน พร้อมข้อความว่า “อยากรู้ค่ะว่าเงิน 2,700,000 ที่ทายาทอดีตไวยาวัจกรเอามาคืนหลวงพ่อ คือเงินอะไรคะ และทำไมหลวงพ่อถึงต้องเอาเงินสดเยอะขนาดนี้ไปฝากอดีตไวยาวัจกรของวัดไว้ เพื่อความเป็นธรรมของพ่อนะคะ ช่วยชี้แจงด้วย”

ประเด็นสำคัญ: ทายาทอดีตไวยาวัจกรชี้แจงเรื่องที่ดินและเงิน 2.7 ล้าน

จากคำชี้แจงของทายาทอดีตไวยาวัจกร ประเด็นหลักๆ ที่ต้องการสื่อสารคือ:

  • ยินดีคืนที่ดินทั้งหมด 740 ไร่ให้กับวัดพระบาทน้ำพุ
  • ได้นำเงินสดจำนวน 2.7 ล้านบาทคืนให้กับวัดแล้ว
  • ไม่เคยพูดจาในลักษณะท้าทายให้ไปฟ้องร้อง
  • พร้อมให้ความร่วมมือกับวัดในการดำเนินการต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องที่มาของเงิน 2.7 ล้านบาท ยังคงเป็นข้อสงสัยที่แพรรี่และหลายคนต้องการคำตอบ เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เรื่องราวนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และทางวัดพระบาทน้ำพุจะมีการชี้แจงเพิ่มเติมในประเด็นใดบ้าง เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเกี่ยวกับปมแจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน นี้

การออกมาแจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน บาทในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดเผยข้อมูลอีกด้านหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังคงเป็นที่สงสัยและต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้

ที่มา – ทายาทอดีตไวยาวัจกร แจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน ผ่าน “แพรรี่” ยันไม่เคยไล่ไปฟ้อง

Scroll to top