เชลยศึกกัมพูชา

ปล่อยตัว 18 เชลยศึก: กัมพูชาต้องทำอะไรบ้าง

ความคืบหน้าล่าสุดกรณี ปล่อยตัว 18 เชลยศึก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำ กัมพูชาต้องดำเนินการตามข้อตกลงให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเรื่องการถอนอาวุธหนักและการเก็บกู้ทุ่นระเบิด พร้อมเน้นย้ำว่าจะไม่มีการเปิดด่านชายแดนจนกว่าจะบรรลุข้อตกลงทั้งหมด นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์สแกมเมอร์ที่เห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการปล่อยตัว 18 เชลยศึกชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่ได้มีการตกลงเงื่อนไข 4 ข้อ ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก, การเก็บกู้ทุ่นระเบิด, การจัดการปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน อย่างไรก็ตาม การเจรจาในระดับพื้นที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ต้องนำกลับมาหารือในการประชุมเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 ซึ่งมีความคืบหน้าไปบ้าง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวเพิ่มเติมว่า รายละเอียดต่างๆ จะถูกนำไปพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) โดยเฉพาะเรื่องการถอนอาวุธหนักในพื้นที่ต่างๆ เช่น บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในถ้อยแถลงร่วม (Joint Declaration) ทางกัมพูชาได้แสดงความประสงค์ที่จะให้มีการปล่อยตัวเชลยศึกด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม แต่ทางฝ่ายไทยได้ยืนยันว่าต้องมีการดำเนินการตามข้อตกลงทั้ง 4 ข้อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมเสียก่อน

ปล่อยตัว 18 เชลยศึก

พล.อ.ณัฐพล เน้นย้ำว่า “รูปธรรม” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้องเสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่หมายถึงการแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการปฏิบัติตามข้อตกลง ซึ่งหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในถ้อยแถลงแล้ว ได้มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิบัติตามเอกสารถ้อยแถลงฯ โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธาน เพื่อหารือและดำเนินการในรายละเอียดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการถอนอาวุธหนักและการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ไทยต้องการให้กัมพูชาดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในระยะแรกก่อนที่จะพิจารณาเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึก

ในส่วนของการเก็บกู้วัตถุระเบิด เดิมทีกัมพูชาเสนอให้เก็บกู้ใน 13 พื้นที่ แต่ภายหลังการเจรจาในระดับพื้นที่ได้ลดลงเหลือ 5 พื้นที่ ซึ่งกัมพูชายินยอมให้เข้าดำเนินการเก็บกู้ได้ ดังนั้น ทั้งสองประเด็นหลักนี้ได้รับการตอบรับจากกัมพูชาแล้ว ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิบัติตามถ้อยแถลงที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามไว้

เงื่อนไขสำคัญก่อนปล่อยตัว 18 เชลยศึก

รมว.กลาโหม ชี้แจงว่า ข่าวการปล่อยตัวเชลยศึกในวันที่ 12 พฤศจิกายน เป็นเพียงการคาดการณ์ และยังไม่มีการยืนยันวันดังกล่าว เนื่องจากต้องพิจารณาความสำเร็จของเฟสแรกที่วางไว้ ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 21 พฤศจิกายน แต่ทางกัมพูชาแจ้งว่าจะพยายามดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 10-12 พฤศจิกายน โดยทางฝ่ายไทยได้แจ้งว่า หากกัมพูชาสามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไขก็จะพิจารณาเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกให้เร็วขึ้น โดยจะพิจารณาจากผลการดำเนินการตามเงื่อนไข ไม่ใช่จากวันที่ที่กำหนดไว้ หากการถอนจรวดหลายลำกล้องและปืนใหญ่ระยะยิงไกลยังไม่เสร็จสิ้น หรือการเก็บกู้วัตถุระเบิดใน 5 พื้นที่ที่รับปากไว้ไม่สามารถดำเนินการได้ ก็จะยังไม่มีการปล่อยตัวเชลยศึก

ในส่วนของปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์สแกมเมอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า “เรื่องสแกมเมอร์ตอนนี้เป็นรูปธรรมมากขึ้นแล้ว มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ และล่าสุดที่มีผู้เสียชีวิตจากคอลเซ็นเตอร์ ทางกัมพูชาก็ให้ความร่วมมือดีขึ้นมากเป็นรูปธรรม”

สำหรับประเด็นปัญหาพื้นที่ชายแดนบริเวณบ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว จะดำเนินการตามขั้นตอน โดยเริ่มจากการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวที่จะปักหมุดชั่วคราว ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 17 พฤศจิกายน หลังจากนั้นกรมแผนที่ทหารจะเริ่มดำเนินการปักหมุดชั่วคราว โดยจะมีการปักหมุด 2 แนว คือแนวที่ไทยยึดถือ และแนวที่กัมพูชาอ้างมา ซึ่งได้มีการตกลงกันเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ว่าจะให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) พิจารณาในรายละเอียดต่อไป

รมว.กลาโหม ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนในการช่วยอธิบายให้สังคมเข้าใจถึงความจำเป็นในการดำเนินการตามแนวทางของประเทศที่มีวุฒิภาวะ และย้ำว่ารัฐบาลจะยึดมั่นในเรื่องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศชาติ โดยจะดำเนินการตามขั้นตอนและแนวทางที่อารยประเทศปฏิบัติกัน

เมื่อถามถึงแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับปราสาทตาควาย รมว.กลาโหม กล่าวว่า จะขอให้ความสำคัญกับการดำเนินการใน 5 ประเด็นหลักข้างต้นก่อน เมื่อเสร็จสิ้นแล้วจึงจะเริ่มเก็บรายละเอียดในส่วนของปราสาทตาควาย ปราสาทคนา และปัญหาทางชำรากต่อไป โดยขอความเห็นใจจากสื่อมวลชนเนื่องจากปัญหาดังกล่าวสะสมมานานกว่า 15 ปี ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันกำลังพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างละเอียดรอบคอบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงเงื่อนไขในการปล่อยตัว 18 เชลยศึก ว่าต้องดำเนินการให้ครบทั้ง 5 ข้อ หรือเพียงข้อใดข้อหนึ่ง รมว.กลาโหม ย้ำว่า ตามถ้อยแถลงกำหนดไว้ 4 ข้อ แต่ 2 ข้อหลักคือ การถอนอาวุธหนักและการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นสิ่งที่ไทยให้ความสำคัญมาก โดยจะให้หน่วยในพื้นที่หารือและตกลงกันในรายละเอียดเพื่อให้ทั้ง 2 ข้อนี้เป็นรูปธรรม แต่ไม่ใช่ว่าข้ออื่นไม่สำคัญ ทุกข้อต้องมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม หากบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งหมดก็จะพิจารณาเรื่องการปล่อยตัว นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเปิดด่านชายแดน ซึ่งจะไม่ดำเนินการจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย

การดำเนินการตามข้อตกลงเหล่านี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา การแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม จะนำไปสู่ความร่วมมือที่ยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – ปล่อยตัว 18 เชลยศึก กัมพูชาต้องบรรลุ 2 ข้อก่อน ชี้เรื่องสแกมเมอร์เป็นรูปธรรมมากขึ้น

ด่วน! ไทยเตรียมปล่อย 18 เชลยศึกกัมพูชา 12 พ.ย.นี้

กองทัพบกประสานกองบัญชาการป้องกันชายแดน เตรียมปล่อย 18 เชลยศึกกัมพูชา ในวันที่ 12 พ.ย. 2568 ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด จ.จันทบุรี ข่าวด่วนนี้ได้รับความสนใจจากหลายภาคส่วน

วันที่ 6 พ.ย. 2568 มีรายงานข่าวด่วนว่า กองทัพบกได้ประสานไปยังกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กป.ชต.) ให้เตรียมความพร้อมด้านสถานที่ ที่พัก และการดำเนินการต่างๆ เพื่อเตรียมการปล่อยตัว18 เชลยศึกกัมพูชา จำนวน 18 นาย ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ในวันที่ 12 พ.ย. 2568 ที่จะถึงนี้ การเตรียมความพร้อมนี้แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ในรายละเอียดและขั้นตอนการดำเนินการที่เป็นระบบ

ด่วน! ไทยเตรียมปล่อย 18 เชลยศึกกัมพูชา 12 พ.ย.นี้

การปล่อยตัวเชลยศึกในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศที่สำคัญ และแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมและข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

รายละเอียดการปล่อยตัวเชลยศึก

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปล่อยตัว18 เชลยศึกกัมพูชา มีดังนี้:

  • วันและเวลา: 12 พฤศจิกายน 2568
  • สถานที่: จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี
  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: กองทัพบก, กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กป.ชต.)
  • จำนวนเชลยศึก: 18 นาย

การเตรียมการในด้านต่างๆ ได้แก่ การจัดเตรียมสถานที่พัก การอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การปล่อยตัวเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมความพร้อมด้านการรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

การปล่อยตัวในครั้งนี้จะเป็นไปตามกระบวนการที่ได้วางไว้ โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและความปลอดภัยของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านและการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยสันติวิธี

การปล่อยตัวเชลยศึกครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

การดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปล่อยตัวเชลยศึก แต่เป็นการสร้างสะพานเชื่อมความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างสองชาติ การให้ความสำคัญกับหลักมนุษยธรรมและความถูกต้องเป็นสิ่งที่ควรยกย่องและสนับสนุนอย่างยิ่ง

การที่ประเทศไทยแสดงออกถึงความเมตตาและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนบ้าน จะนำมาซึ่งไมตรีจิตและความร่วมมืออันดีในระยะยาว การสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเป็นเป้าหมายที่ทุกประเทศควรหันมาร่วมมือกันอย่างจริงจัง

การปล่อยตัวเชลยศึกในครั้งนี้ จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการสร้างสันติภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่ยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – ด่วน ทางการไทย เตรียมปล่อย 18 เชลยศึกกัมพูชา 12 พ.ย. นี้

รัฐบาลยัน! ไม่จริงข่าวปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา

โฆษกรัฐบาลและกองทัพไทยยืนยันชัดเจนว่าไทยไม่มีนโยบายปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา หากกัมพูชายังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเรื่องการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Scammer) และข้อตกลงอื่นๆ ที่ได้ให้ไว้ก่อนหน้านี้ ย้ำว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้เข้าแทรกแซงกระบวนการเจรจา และกำลังเร่งรัดการประชุม JBC

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับการปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา ว่า ได้ทำการตรวจสอบข้อมูลจากนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแล้ว ถึงแม้ว่าท่านรัฐมนตรีจะติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ เนื่องจากมีความกังวลในหลายประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ท่านโฆษกฯ ยืนยันว่าข่าวที่กัมพูชานำเสนอว่าไทยจะทำการปล่อยตัวเชลยศึกทั้ง 18 คนนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากการประชุมร่วมกับทางกัมพูชาครั้งก่อน ได้มีการพูดคุยและต่อรองให้ไทยปล่อยตัวเชลยศึกทั้ง 18 เชลยศึกกัมพูชา เหล่านั้น แต่ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ยืนยันหนักแน่นว่าจะต้องมีการดำเนินการตามข้อตกลง 4 ข้อที่ได้ตกลงกันไว้ในการประชุม GBC ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งประกอบไปด้วย การถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การจัดการปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการผลักดันชาวกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ดินแดนไทยให้ออกจากพื้นที่ หากไม่มีการดำเนินการตามข้อตกลงทั้ง 4 ข้อดังกล่าว ก็จะไม่มีการเจรจาเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกทั้ง 18 คน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่านายกรัฐมนตรีของไทยได้มีการเร่งรัดให้มีการประชุม JBC นั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีการแทรกแซงในเรื่องนี้ และได้เน้นย้ำว่าทุกอย่างเป็นไปตามปฏิทินที่ได้มีการตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อหาทางออกร่วมกันในประเด็นต่างๆ

เมื่อถูกถามว่าหากมีการประชุม JBC จะถือว่าเป็นการสละสิทธิ์หรือยกเลิก MOU 43-44 หรือไม่ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันว่าได้รับคำตอบจากกระทรวงการต่างประเทศแล้วว่า การประชุม JBC เป็นเพียงการพูดคุยกันถึงแนวทางที่จะดำเนินการ เช่น การใช้ระบบไลดาร์ในการระบุพิกัด ซึ่งไม่มีพันธะผูกพันตามสัญญาใดๆ แต่เป็นเพียงการพูดคุยเพื่อหาแนวทางร่วมกันเท่านั้น

รัฐบาลยัน! ไม่จริงข่าวปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา

กองทัพไทยย้ำ! ข่าวปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา ไม่จริง

ด้านพลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง และขอยืนยันว่าไม่มีการปล่อยตัวเชลยศึกชาวกัมพูชาทั้ง 18 เชลยศึกกัมพูชา แต่อย่างใด

การควบคุมตัวเชลยศึกนั้นเป็นไปตามหลักปฏิบัติสากล ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งด้วยอาวุธ โดยกองทัพไทยได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามหลักมนุษยธรรมและอนุสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions) เพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกควบคุมตัวทุกนาย ขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนและประชาชนใช้วิจารณญาณและความระมัดระวังในการรับและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และขอให้ติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการเท่านั้น

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การเผยแพร่ข่าวสารที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งได้ ดังนั้น การตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก่อนการเผยแพร่จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – รัฐบาล-กองทัพไทย ย้ำไม่จริง ข่าวปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา

กองทัพตรึงชายแดน จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาใน 7 จังหวัดยังคงเป็นปกติ กองทัพยังคงตรึงกำลังป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยอย่างเข้มงวด รัฐบาลอำนวยความสะดวกให้ ICRC เข้าเยี่ยมเชลยศึกกัมพูชา 18 นาย ยืนยันปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมทุกประการ และในวันนี้กองทัพจัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้าและอาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์

กองทัพยังตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา วันนี้จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า-อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานสถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด ภาพรวมทั่วไปยังคงเป็นปกติ กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยในทุกรูปแบบ

ก่อนหน้านี้ ได้เกิดกรณีที่ประชาชนชาวกัมพูชารวมตัวประท้วงใกล้หลักเขตแดนที่ 46 เนื่องจากไม่พอใจที่จังหวัดสระแก้วติดป้ายให้ประชาชนชาวกัมพูชาจำนวน 170 หลังคาเรือน ย้ายออกจากพื้นที่ที่รุกล้ำเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งกองทัพและตำรวจได้เข้าดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประสานงานกับฝ่ายกัมพูชาเพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดการยั่วยุ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ดังกล่าวได้คลี่คลายลงแล้ว

เมื่อวานนี้ (4 กันยายน 2568) กองทัพบกและกระทรวงการต่างประเทศได้นำคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ประจำกรุงเทพฯ เข้าเยี่ยมเชลยศึกชาวกัมพูชาจำนวน 18 นาย ณ สถานที่ควบคุมตัวในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเชลยศึกทุกนายมีสุขภาพแข็งแรงดี การดำเนินการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความยึดมั่นของประเทศไทยในการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

พิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า-อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์

ไฮไลท์สำคัญของวันนี้คือ กองทัพยังตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา วันนี้จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า-อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยกองบัญชาการกองทัพไทยได้จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้าและอาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ เพื่อเชิดชูเกียรติกำลังพลจำนวน 15 นาย ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ และเพื่อไว้อาลัยให้กับประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568

พิธีดังกล่าวประกอบด้วย การวางพวงมาลา ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พิธีบำเพ็ญกุศล ณ กองบัญชาการกองทัพไทย และในช่วงเย็นจะมีการจัดพิธีสวดมนต์ ณ สโมสรกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่วีรบุรุษทหารกล้าและประชาชนผู้บริสุทธิ์

การจัดงานพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้าและอาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ในวันนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ และเป็นการแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียของประชาชนผู้บริสุทธิ์จากเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน กองทัพยังตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา วันนี้จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า-อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ นับเป็นกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความห่วงใยที่กองทัพมีต่อประชาชน

ถึงแม้สถานการณ์ชายแดนจะค่อนข้างสงบ แต่การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดของกองทัพยังคงมีความจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย การจัดพิธีสดุดีในครั้งนี้จึงเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างหนักเพื่อปกป้องประเทศชาติ

ที่มา – กองทัพยังตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา วันนี้จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า-อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์

Scroll to top