เชียงใหม่

เชียงใหม่แน่น! นักท่องเที่ยวแห่ “ลอยกระทง 2568”

เชียงใหม่เนืองแน่น นักท่องเที่ยวแห่ “ลอยกระทง 2568” เต็มสองฝั่งแม่น้ำปิง ชมความสวยงามของสีสันแสงไฟในคืนลอยกระทง

วันที่ 5 พ.ย. 68 บรรยากาศในค่ำคืนแห่งประเพณียี่เป็งเชียงใหม่เต็มไปด้วยความคึกคัก สองฝั่งแม่น้ำปิงในตัวเมืองเชียงใหม่ เต็มไปด้วยชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่พากันมาลอยกระทง 2568 ในแม่น้ำปิงพร้อมกับชมความสวยงามของสีสันแสงไฟในคืนลอยกระทง โดยเฉพาะที่สะพานจันทร์สม สะพานนวรัฐ และ สะพานเหล็ก มีผู้คนจำนวนมากพากันออกมาเที่ยวชมร่วมกิจกรรมลอยกระทงจนเนืองแน่น

ขณะที่ ปีนี้ร้านขายกระทงส่วนใหญ่เลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติ ทั้งต้นกล้วย ใบตอง ดอกไม้สด นำมาประดับตกแต่งทำเป็นกระทงหลากหลายรูปแบบ มีทั้ง กระทงพญานาค กระทงดอกไม้ รวมทั้งกระทงดอกบัว เป็นที่ถูกใจของลูกค้า

ส่วนบรรยากาศที่บริเวณข่วงประตูท่าแพ และถนนท่าแพก็เป็นไปอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่างพากันไปชมความงดงามของซุ้มไฟ “ทิพยรัศมีเวียงพิงค์ สู่ดินแดนวิจิตรแห่งล้านนา” โดยทางเทศบาลนครเชียงใหม่ ได้ปิดพื้นที่ถนนบริเวณถนนท่าแพ ที่จัดตั้งซุ้มไฟเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมความงามได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

สำหรับซุ้มไฟปีนี้ ได้ผสมผสานศิลปะล้านนากับเทคโนโลยีแสง สี เสียง และเอฟเฟกต์พิเศษ เคลื่อนไหวตามจังหวะดนตรีล้านนา และเพลงพระราชนิพนธ์ ฐานซุ้มตกแต่งประดับไฟด้วยแนวคิดของดอกทองกวาว ดอกไม้ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนด้านบนเป็นรูปนางฟ้า ที่มาพร้อมการแสดงแสงเหนือจำลอง ปล่อยแสงสีระยิบระยับ สื่อถึงพลังแห่งแสงสว่าง ความหวัง การนำทางชีวิต และเปรียบเสมือนแสงจากกระทงที่ลอยไปพร้อมคำอธิษฐานในคืนเดือนยี่เป็ง สร้างความประทับใจและความตื่นตาตื่นใจแก่นักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมความงาม ซึ่งต่างผลัดเปลี่ยนกันถ่ายรูปเก็บภาพความประทับใจ

อย่างไรก็ตามสำหรับวันที่ 5- 6 พฤศจิกายน 2568 นั้นทางจังหวัดเชียงใหม่ได้มีการอนุญาตปล่อยโคมในหลายพื้นที่นอกเหนือจากเขตรัศมีการบินของท่าอากาศยานเชียงใหม่ โดยจะสามารถปล่อยโคมลอยได้หลังเวลา 19.00 น. เป็นต้น และในวันพรุ่งนี้ (6 พ.ย. 68) ทางจังหวัดเชียงใหม่ก็จะมีการจัดประกวดกระทงใหญ่ซึ่งมีทั้งหมด 31 ขบวนเพื่อชิงถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย

เชียงใหม่คึกคัก นักท่องเที่ยวแห่ “ลอยกระทง 2568”

บรรยากาศงานลอยกระทง 2568 ที่เชียงใหม่ปีนี้เต็มไปด้วยความสุขและความสวยงาม ผู้คนต่างออกมาเฉลิมฉลองและร่วมสืบสานประเพณีอันดีงามนี้ ใครที่พลาดไปปีนี้ไม่ต้องเสียใจ ปีหน้าฟ้าใหม่ยังมีโอกาสได้สัมผัสบรรยากาศลอยกระทง 2568 ที่เชียงใหม่อีกครั้งแน่นอน

เตรียมตัวเที่ยว “ลอยกระทง 2568” ปีหน้าอย่างไรให้คุ้มค่า

  • จองที่พักล่วงหน้า: ที่พักดีๆ มักจะเต็มเร็ว โดยเฉพาะช่วงเทศกาล
  • วางแผนการเดินทาง: เชียงใหม่ช่วงลอยกระทงรถติดมาก วางแผนการเดินทางดีๆ จะช่วยประหยัดเวลาได้เยอะ
  • เตรียมเสื้อผ้าให้พร้อม: อากาศช่วงเดือนพฤศจิกายนที่เชียงใหม่อาจจะเย็น เตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วยก็ดี
  • พกกล้องถ่ายรูป: เก็บภาพความประทับใจในงานลอยกระทง
  • เตรียมเงินสด: ร้านค้าบางร้านอาจจะไม่รับบัตรเครดิต

นอกจากนี้ อย่าลืมศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเพณีลอยกระทง เพื่อให้การเที่ยวชมเป็นไปอย่างเข้าใจและเคารพวัฒนธรรมท้องถิ่นนะครับ

การได้ไปสัมผัสบรรยากาศงานลอยกระทง 2568 ที่เชียงใหม่ ถือเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากๆ นอกจากจะได้ชมความสวยงามของประเพณีแล้ว ยังได้สัมผัสวัฒนธรรมล้านนาอันเป็นเอกลักษณ์อีกด้วย ปีหน้าอย่าลืมวางแผนไปเที่ยวกันนะครับ!

ที่มา – เชียงใหม่เนืองแน่น นักท่องเที่ยวแห่ “ลอยกระทง 2568” เต็มสองฝั่งแม่น้ำปิง

คุมเข้ม! ดูแล นทท. ลอยกระทง ยี่เป็งเชียงใหม่

เทศบาลนครเชียงใหม่ กำชับเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานลอยกระทง ยี่เป็งเชียงใหม่ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำปิง หลังระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งทีมกู้ภัยประจำการในหลายจุดสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่านักท่องเที่ยวจะได้รับความปลอดภัยตลอดงาน

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ว่าบรรยากาศงานประเพณีลอยกระทง ยี่เป็งเชียงใหม่ จะเริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา แต่เนื่องจากมีฝนตกต่อเนื่องในช่วงต้นสัปดาห์ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำปิงเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ระดับน้ำสูงกว่าช่วงปกติประมาณ 30-40 เซนติเมตร ส่งผลให้แพริมน้ำที่เทศบาลนครเชียงใหม่และหน่วยงานต่างๆ จัดเตรียมไว้สำหรับให้ประชาชนลอยกระทง บางจุดถูกน้ำท่วม ทำให้เกิดความเสี่ยงต่ออันตรายหากเข้าใกล้ริมน้ำ หรือพลัดตกลงไป

นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่ ได้เน้นย้ำเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวที่จะมาร่วมลอยกระทง ยี่เป็งเชียงใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในค่ำคืนนี้ ซึ่งเป็นคืนวันพระจันทร์เต็มดวง หรือวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ซึ่งถือเป็นวันกระทงเล็ก จะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวนำกระทงมาลอยริมแม่น้ำปิงเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากปีนี้น้ำในแม่น้ำปิงมีระดับสูงและไหลเชี่ยว ทำให้แพริมน้ำหลายจุดถูกน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม บริเวณหน้าเทศบาลนครเชียงใหม่ และเชิงสะพานนวรัฐ ยังคงสามารถลงไปลอยกระทงได้ เนื่องจากมีการทำแนวตลิ่งและบันไดลงไปอย่างปลอดภัย

ทางเทศบาลนครเชียงใหม่ ขอความร่วมมือผู้ปกครองดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด และเลือกจุดลอยกระทงที่มีผู้คนพลุกพล่าน และมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัย นอกจากนี้ เทศบาลฯ ได้กำชับให้ทีมกู้ภัยทางน้ำ ซึ่งมีเรือคอยลาดตระเวนและเฝ้าระวังเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา พร้อมทั้งจัดเตรียมห่วงชูชีพและเสื้อชูชีพตามจุดต่างๆ ที่มีประชาชนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก

สำนักงานชลประทานเชียงใหม่ รายงานว่า จากปริมาณฝนที่ตกต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำปิงเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ทางชลประทานฯ ได้เปิดประตูระบายน้ำป่าแดด ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเทศบาลนครเชียงใหม่ เพื่อเร่งระบายน้ำ แต่เนื่องจากปริมาณน้ำจากทางตอนบนยังคงไหลลงมาอย่างต่อเนื่อง การระบายน้ำอาจช่วยลดระดับน้ำได้เพียงเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าเป็นปีที่แม่น้ำปิงมีระดับน้ำเต็มตลิ่งในช่วงเทศกาลลอยกระทง ยี่เป็งเชียงใหม่

ลอยกระทง ยี่เป็งเชียงใหม่ คุมเข้มความปลอดภัย

เตรียมพร้อมรับมือ! นักท่องเที่ยว ลอยกระทง ยี่เป็งเชียงใหม่

เทศบาลนครเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ เพื่อดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานลอยกระทง ยี่เป็งเชียงใหม่ แม้ว่าสถานการณ์น้ำในแม่น้ำปิงจะอยู่ในระดับที่สูง แต่เจ้าหน้าที่ทุกคนพร้อมปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมสืบสานประเพณีอันดีงามนี้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

ดังนั้น ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงานลอยกระทง ยี่เป็งเชียงใหม่ อย่างระมัดระวัง และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและคนที่ท่านรัก

ที่มา – สั่งคุมเข้มดูแล นทท. ลอยกระทง “ยี่เป็งเชียงใหม่” หลังระดับแม่น้ำปิงเพิ่มต่อเนื่อง

ระทึก! ช่วยนักท่องเที่ยวติดน้ำป่า 25 ราย

จากนักท่องเที่ยวสู่ผู้ประสบภัย! เจ้าหน้าที่เร่งเข้าช่วยเหลือนักท่องเที่ยว 25 ชีวิตที่ไปตั้งแคมป์บริเวณ “น้ำตกแม่เตี๊ยะ” แต่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ กู้ภัยเข้าช่วย 25 นักท่องเที่ยวตั้งแคมป์ ติดน้ำป่าไหลหลาก ต้องไต่เชือกข้ามกลับ อย่างทุลักทุเล โชคดีที่ทุกคนปลอดภัย

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ได้รับรายงานว่า ในช่วงกลางดึกของวันที่ 2 พฤศจิกายน เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในพื้นที่อุทยานแห่งชาติออบหลวง จังหวัดเชียงใหม่ ส่งผลให้เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากบริเวณน้ำตกแม่เตี๊ยะ ซึ่งเป็นจุดกางเต็นท์ยอดนิยมใน ตำบลดอยแก้ว อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

กระแสน้ำที่เชี่ยวแรงและระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ นักท่องเที่ยวจำนวน 25 คน ติดค้างอยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามของน้ำตก ไม่สามารถข้ามกลับมาได้ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ร่วมกับทีมกู้ภัยทางสูงแห่งประเทศไทย จึงระดมกำลังเข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ปฏิบัติการ กู้ภัยเข้าช่วย 25 นักท่องเที่ยวตั้งแคมป์ ติดน้ำป่าไหลหลาก ต้องไต่เชือกข้ามกลับ เริ่มต้นขึ้น โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากอุทยานแห่งชาติฯ และหน่วยกู้ภัยต่างๆ กว่า 50 นาย ได้เข้าพื้นที่ให้การช่วยเหลือ ใช้วิธีการติดตั้งเชือกเพื่อลำเลียงนักท่องเที่ยวที่ติดอยู่บริเวณลานกางเต็นท์ข้ามฝั่ง ท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวและสถานการณ์ที่ทุกคนต่างลุ้นระทึก

เจ้าหน้าที่ค่อยๆ ทยอยพานักท่องเที่ยวออกมาทีละคน จนในที่สุดก็สามารถช่วยเหลือนักท่องเที่ยวทั้งหมดออกมาได้อย่างปลอดภัย นับเป็นปฏิบัติการ กู้ภัยเข้าช่วย 25 นักท่องเที่ยวตั้งแคมป์ ติดน้ำป่าไหลหลาก ต้องไต่เชือกข้ามกลับ ที่ประสบความสำเร็จ

ด้านอุทยานแห่งชาติออบหลวง ได้ประกาศปิดการท่องเที่ยวที่น้ำตกแม่เตี๊ยะเป็นการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว จนกว่าสถานการณ์น้ำป่าจะคลี่คลายและกลับสู่สภาวะปกติ

กู้ภัยเข้าช่วย 25 นักท่องเที่ยวตั้งแคมป์ ติดน้ำป่าไหลหลาก ต้องไต่เชือกข้ามกลับ

สถานการณ์น้ำป่าไหลหลากในครั้งนี้ เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่รักการผจญภัยในธรรมชาติ ต้องเพิ่มความระมัดระวังและติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้

การเตรียมตัวก่อนไปตั้งแคมป์ในป่า

เพื่อความปลอดภัยในการท่องเที่ยวและตั้งแคมป์ในป่า ควรเตรียมตัวให้พร้อมดังนี้:

  • ศึกษาเส้นทางและสภาพภูมิประเทศ
  • ตรวจสอบพยากรณ์อากาศ
  • เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม เช่น เชือก ไฟฉาย ยาสามัญประจำบ้าน
  • แจ้งเจ้าหน้าที่อุทยานฯ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • หลีกเลี่ยงการตั้งแคมป์ใกล้แหล่งน้ำในช่วงฤดูฝน

การท่องเที่ยวในธรรมชาติเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและสร้างความสุข แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัย การเตรียมตัวให้พร้อมและการไม่ประมาท จะช่วยให้เราสามารถเพลิดเพลินกับธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ กู้ภัยเข้าช่วย 25 นักท่องเที่ยวตั้งแคมป์ ติดน้ำป่าไหลหลาก ต้องไต่เชือกข้ามกลับ ที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – กู้ภัยเข้าช่วย 25 นักท่องเที่ยวตั้งแคมป์ ติดน้ำป่าไหลหลาก ต้องไต่เชือกข้ามกลับ

ทลายรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์! เช่าพูลวิลล่าหลอกจีน

ตำรวจบุกทลายรัง แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ชาวจีนที่เช่าพูลวิลล่าหรูติดแม่น้ำปิง มูลค่า 90 ล้านบาท ในจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเป็นฐานหลอกคนจีนด้วยกันเอง สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 20 ราย และมีผู้หลบหนีไปได้เกือบ 10 ราย ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 30 ตุลาคม 2568 พลตำรวจโท กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วย พลตำรวจเอก ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 นำกำลังชุดสืบสวนภาค 5 และตำรวจ PCT ภาค 5 บุกเข้าจับกุมเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ภายในบ้านหรูในตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ หลังได้รับรายงานว่าบ้านหลังดังกล่าวถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีนที่หลอกลวงคนจีนด้วยกันเอง โดยมีการเช่าพูลวิลล่าหรูซึ่งแบ่งย่อยออกเป็นบ้านพักอีก 3 หลัง

ผลการตรวจค้นและปิดล้อม ทำให้สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนได้ทั้งสิ้น 20 คน แบ่งเป็นชาย 14 คนและหญิง 6 คน โดยมีผู้ต้องหาหญิง 1 รายได้รับบาดเจ็บแขนหักขณะพยายามหลบหนี

นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องหาอีกกว่า 10 รายที่สามารถหลบหนีไปได้ โดยบางส่วนวิ่งลงแม่น้ำปิง และบางส่วนวิ่งหลบหนีเข้าไปในป่า เนื่องจากภายในบ้านพักมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อเห็นตำรวจจึงพากันวิ่งหลบหนีอย่างอลหม่าน ซึ่งบางรายที่หลบหนีไม่ทันก็มีร่องรอยคราบเลือดและรอยขีดข่วนให้เห็น เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวผู้ต้องหาที่หลบหนีเหล่านี้มาดำเนินคดีโดยเร็ว

เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยึดของกลางได้เป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือกว่า 100 เครื่อง ซิมโทรศัพท์จีนจำนวนมาก และแพลตฟอร์มที่ใช้ในการสนทนาเพื่อหลอกลวงเหยื่อ

พลตำรวจโท กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภาค 5 เปิดเผยว่า กลุ่มขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้ เป็นกลุ่มเดียวกันกับที่ตำรวจ PCT ภาค 5 เคยจับกุมได้ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ที่ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ที่พูลวิลล่าในบ้านหนองปลามัน ตำบลห้วยทราย อำเภอแม่ริม

หลังจากที่ตำรวจได้บุกทลายรัง แก๊งคอลเซ็นเตอร์ บอสชาวจีนก็ได้ย้ายฐานปฏิบัติการ และจัดหาคนจีนมาเช่าที่พักแห่งใหม่เพื่อใช้เป็นฐานในการหลอกลวงคนจีนด้วยกันอีก จากการสอบสวนผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ ทราบว่าพวกเขาได้เช่าพูลวิลล่าแห่งนี้เป็นเวลา 2 เดือนแล้ว โดยมีบอสชาวจีนเป็นผู้เช่าในราคาเดือนละ 120,000 บาท ส่วนพวกตนมีหน้าที่เป็นคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์ไปหลอกลวงคนจีนที่อยู่ในประเทศจีน

รูปแบบการหลอกลวงยังคงเป็นรูปแบบเดิมๆ คือการหลอกว่ามีพัสดุตกค้าง หรือการหลอกลวงให้ทำประกันชีวิต ซึ่งก็ยังมีเหยื่อชาวจีนหลงเชื่อ โดยบอสชาวจีนจะจัดให้พวกตนเดินทางมาจากประเทศจีนโดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยวและวีซ่านักศึกษา และกำหนดให้ทำงานตั้งแต่เวลา 9.00 น. ถึง 22.00 น. โดยผู้ต้องหาแต่ละคนจะได้รับค่าจ้างคนละ 100,000 – 200,000 บาทต่อเดือน

อย่างไรก็ตาม หลังจากจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการขยายผลเพื่อติดตามหาเครือข่ายที่ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป และจะประสานงานกับกงสุลจีนประจำจังหวัดเชียงใหม่เพื่อให้เข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะตั้งข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร และข้อหาฉ้อโกง ก่อนจะนำตัวผู้ต้องหาส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.แม่ริม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป หลังจากรับโทษในประเทศไทยแล้ว ก็จะถูกส่งตัวกลับไปรับโทษที่ประเทศจีนต่อไป

ตำรวจทลายรัง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” เช่าพูลวิลล่าหรู เปิดเป็นฐานจีนหลอกจีน

ความสำคัญของการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์

การทลายรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และปกป้องประชาชนจากการถูกหลอกลวง การทำงานอย่างหนักและต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของสังคม

นอกจากนี้ การจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้กระทำผิดว่า การหลอกลวงผู้อื่นจะนำมาซึ่งผลกรรมและการลงโทษทางกฎหมายอย่างแน่นอน

ประชาชนควรระมัดระวังและอย่าหลงเชื่อใครง่ายๆ หากได้รับการติดต่อจากบุคคลที่ไม่รู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจใดๆ เพื่อป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ที่มา – ตำรวจทลายรัง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” เช่าพูลวิลล่าหรู เปิดเป็นฐานจีนหลอกจีน

ยี่เป็ง 2568: เชียงใหม่ปรับรูปแบบงาน ขบวนแห่มี!

เทศบาลนครเชียงใหม่ ปรับรูปแบบจัดงาน “ยี่เป็ง 2568” ขบวนแห่กระทงใหญ่มีตามเดิม! เตรียมพบกับงานประเพณีอันยิ่งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง แม้จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ขบวนแห่กระทงใหญ่ยังคงเป็นไฮไลท์สำคัญที่ทุกคนรอคอย

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 มีรายงานว่าเทศบาลนครเชียงใหม่ได้พิจารณาปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่ ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยคำนึงถึงความเหมาะสมในหลายๆ ด้าน นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ พร้อมคณะผู้บริหาร ได้ร่วมกันพิจารณาถึงแนวทางการจัดงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และยังคงรักษาไว้ซึ่งประเพณีอันดีงาม

การปรับรูปแบบงาน ยี่เป็ง 2568 ในครั้งนี้ ยังเป็นการถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเทศบาลนครเชียงใหม่ได้จัดงานภายใต้แนวคิด “สายธารแห่งพระเมตตา ไหว้สาพระพันปีหลวง ทวยราษฎร์ทั้งปวงล้วนสดุดี ภักดีสถิตในใจนิรันดร์” เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ และแสดงความจงรักภักดี

ยี่เป็ง 2568: ขบวนแห่กระทงใหญ่ยังคงมีอยู่

สำหรับกิจกรรมที่ยังคงจัดขึ้นในงาน ยี่เป็ง 2568 มีดังนี้:

  • การประกวดกระทงใหญ่ชิงถ้วยพระราชทานฯ (งดการแสดงประกอบ)
  • การประกวดการจัดซุ้มประตูป่า
  • การประกวดประดิษฐ์สะเปาล้านนา
  • พิธีขอขมาแม่น้ำปิง
  • การประกวดโคมยี่เป็งล้านนา
  • การปล่อยกระทงสาย
  • พิธีตั้งธรรมหลวง
  • การประกวดกระทงฝีมือใบตอง-ดอกไม้สด
  • พิธีเปิดงานประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ ยี่เป็ง 2568

ในเวลา 09.00 น. ของวันที่ 28 ตุลาคม 2568 เทศบาลนครเชียงใหม่จะมีการประชุมเพื่อสรุปแนวทางการปรับรูปแบบการจัดขบวนกระทงใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้การจัดงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมบูรณ์ที่สุด

ถึงแม้ว่ารูปแบบการจัดงานอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่หัวใจสำคัญของประเพณียังคงอยู่ นั่นคือการสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของชาวล้านนา และการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อสายน้ำ รวมถึงการถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

งาน ยี่เป็ง 2568 ที่กำลังจะมาถึงนี้ จึงเป็นการผสมผสานระหว่างการอนุรักษ์ประเพณีดั้งเดิม และการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อให้งานประเพณีนี้ยังคงเป็นที่น่าจดจำและสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่มาร่วมงานทุกคน

ดังนั้น อย่าพลาดที่จะมาร่วมสัมผัสบรรยากาศอันงดงามของงานยี่เป็งเชียงใหม่ในปีนี้ มาร่วมกันสืบสานประเพณี และสร้างความทรงจำดีๆ ไปด้วยกัน!

ที่มา – เทศบาลนครเชียงใหม่ ปรับรูปแบบจัดงาน “ยี่เป็ง 2568” ขบวนแห่กระทงใหญ่มีตามเดิม

กู้ภัยช่วยรถกระบะตกเขื่อนแม่กวงฯ พบร่างชาย

เหตุการณ์สุดสลดเกิดขึ้นเมื่อกู้ภัยต้องเข้าช่วยเหลือรถกระบะตกเขื่อนแม่กวงฯ ในจังหวัดเชียงใหม่ พบร่างคนขับถูกเชือกมัดติดกับเบาะ คาดว่าผู้เสียชีวิตมีอาการหลอนคิดว่าถูกตามฆ่า เนื่องจากมีประวัติการติดสุราเรื้อรัง และทางครอบครัวเคยพาไปรักษาแต่ไม่ยอมทานยาตามที่แพทย์สั่ง

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 มีรายงานข่าวเศร้าว่าชายวัย 34 ปี มีอาการทางจิตเวชจากการหลอนคิดว่ามีคนตามทำร้าย จึงทำการมัดตัวเองติดกับเบาะรถ แล้วขับรถกระบะตกเขื่อนแม่กวงฯ อุดมธารา ในเขตอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้จมน้ำเสียชีวิต โดยเหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกภาพโดยชาวบ้านที่ออกมาเดินออกกำลังกายในตอนเช้า ก่อนจะแจ้งหน่วยกู้ภัยให้เข้าช่วยเหลือโดยด่วน แต่ก็ไม่ทันการณ์

เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างสำเร็จและกู้ภัยแม่โจ้ ได้ส่งนักประดาน้ำลงไปสำรวจรถกระบะตกเขื่อนแม่กวงฯ คันดังกล่าวที่จมอยู่ใต้น้ำ พบร่างของนายศราวุฒิ อายุ 34 ปี อยู่บ้านในพื้นที่หมู่ 9 ตำบลหนองแหย่ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ในสภาพที่นั่งติดอยู่กับเบาะคนขับ โดยมีเชือกสีแดงมัดตัวเองติดไว้กับเบาะนั่ง เจ้าหน้าที่จึงใช้รถยกลากรถขึ้นมาพร้อมกับร่างของผู้เสียชีวิต เพื่อให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานทำการเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน โดยใช้เวลานานเกือบหนึ่งชั่วโมงในการดึงรถขึ้นมาเนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความลาดชันสูง ขณะที่พ่อและญาติของผู้เสียชีวิตได้มาเฝ้ารอที่เกิดเหตุด้วยความเสียใจ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ารถคันดังกล่าวเป็นรถกระบะยี่ห้อนิสสัน สีดำ ทะเบียนเชียงใหม่ สภาพรถด้านหน้าพังเสียหายจากการพุ่งลงไปชนกับพื้นใต้น้ำ จากการชันสูตรพลิกศพเบื้องต้นในที่เกิดเหตุไม่พบร่องรอยบาดแผลที่อาจเกิดจากการถูกทำร้าย เจ้าหน้าที่จึงได้นำร่างของผู้เสียชีวิตส่งไปยังแผนกนิติเวชของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เพื่อทำการชันสูตรอย่างละเอียด ก่อนจะมอบร่างให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

นายเวียง อายุ 61 ปี ผู้เป็นพ่อของนายศราวุฒิ เปิดเผยว่า เมื่อคืนลูกชายไม่ได้กลับบ้าน ประมาณตีสองได้โทรศัพท์มาหาในสภาพที่เมาสุราอย่างหนัก พูดจาไม่รู้เรื่อง เมื่อถามว่าอยู่ที่ไหนก็ไม่ยอมบอก ตนเองจึงบอกให้ลูกชายกลับบ้านเพราะเมามากแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย จนกระทั่งมาทราบข่าวว่าลูกชายขับรถกระบะตกเขื่อนแม่กวงฯ ดังกล่าว ส่วนสาเหตุน่าจะมาจากความเครียดสะสม และเชื่อว่าลูกชายทำร้ายตัวเอง ไม่ได้ถูกใครทำร้าย

ด้าน พ.ต.ท.ณัฐวัตร โอภาส สารวัตรสืบสวน สภ.สันทราย เปิดเผยว่า ผู้ตายมีอาชีพเป็นช่างทาสี และมีประวัติการติดสุราเรื้อรัง ที่ผ่านมาทางครอบครัวเคยพาไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสันทราย แต่ผู้ตายไม่ยอมทานยาที่แพทย์สั่งให้ และมักจะมีปากเสียงทะเลาะกับพ่ออยู่บ่อยครั้ง ระยะหลังผู้ตายมีอาการหลอนคิดว่าถูกปองร้ายจนต้องหนีไปตามสถานที่ต่างๆ กระทั่งเมื่อคืนที่ผ่านมาได้ดื่มสุราจนเมาหนัก และโทรศัพท์ไปขอโทษพ่อ ก่อนที่จะเกิดเหตุสลดดังกล่าวขึ้น

กู้ภัยช่วยรถกระบะตกเขื่อนแม่กวงฯ

ข้อคิดจากเหตุการณ์: เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราใส่ใจดูแลสุขภาพจิตของคนใกล้ชิด หากพบว่ามีอาการผิดปกติ ควรรีบให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนให้เข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี การละเลยปัญหาสุขภาพจิตอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่คาดฝันได้

ความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุรถกระบะตกเขื่อนแม่กวงฯ

หากพบเห็นเหตุการณ์รถกระบะตกเขื่อนแม่กวงฯ หรือแหล่งน้ำอื่นๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการโทรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร็วที่สุด เช่น หน่วยกู้ภัย ตำรวจ หรือหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัย การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำเกี่ยวกับสถานที่เกิดเหตุ ลักษณะของเหตุการณ์ และจำนวนผู้ประสบภัย จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถวางแผนและเข้าช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ หากมีความรู้และทักษะในการช่วยเหลือเบื้องต้น เช่น การปฐมพยาบาล หรือการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ ก็สามารถให้ความช่วยเหลือได้ตามความเหมาะสม แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองเป็นสำคัญ และไม่ควรเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงภัยโดยเด็ดขาด

การมีสติและความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน จะช่วยลดความสูญเสียและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ประสบภัยได้

ที่มา – กู้ภัยช่วยรถกระบะตกเขื่อนแม่กวงฯ พบร่างชายคนขับถูกเชือกสีแดงมัดติดกับเบาะ

ส่วนราชการลดธงครึ่งเสา ถวายอาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

ส่วนราชการลดธงครึ่งเสา แสดงความอาลัยถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง” สวรรคต และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิรันดร์

ภายหลังจาก สำนักพระราชวัง ออกประกาศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 93 เมื่อเวลา 21.21 น. ของวันที่ 24 ต.ค. 2568 ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

บรรยากาศที่จังหวัดเชียงใหม่เช้านี้ (25 ต.ค. 68 ) ณ ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้สั่งให้หน่วยงานราชการในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งที่หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ได้ลดธงชาติลงครึ่งเสาในเวลา 08.00 น. เพื่อเป็นการแสดงความอาลัยถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

รวมทั้งเตรียมพร้อมสำหรับดำเนินการตามพระราชพิธี ซึ่งต้องรอรับแจ้งจากส่วนกลาง ซึ่งมีรายงานว่าในเวลา 10.00 น. วันนี้ (25 ต.ค.68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อวางกรอบการจัดพระราชพิธีและแต่งตั้งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ

ในส่วนของพสกนิกรชาวจังหวัดเชียงใหม่ที่ทราบข่าวต่างก็อยู่ในอาการเศร้าสลด พร้อมใจกันสวมเสื้อสีดำแสดงความอาลัยถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นการแสดงออกถึงความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงห่วงใยราษฎร.

ส่วนราชการลดธงครึ่งเสา ถวายอาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

การลดธงครึ่งเสาถือเป็นธรรมเนียมสากลที่แสดงถึงความเคารพและความอาลัยต่อการสูญเสียบุคคลสำคัญของชาติ ในกรณีนี้ การที่ส่วนราชการต่างๆ ลดธงครึ่งเสาเป็นการแสดงออกถึงความโศกเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่พระองค์ทรงมีต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย

ความสำคัญของการลดธงครึ่งเสาถวายอาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

การลดธงครึ่งเสามีความสำคัญในหลายด้าน ดังนี้:

  • เป็นการแสดงความเคารพและความอาลัย: เป็นการแสดงความเคารพต่อการจากไปของบุคคลสำคัญ และเป็นการแสดงความเสียใจร่วมกันของคนในชาติ
  • เป็นการน้อมรำลึกถึงคุณงามความดี: เป็นการน้อมรำลึกถึงคุณูปการที่บุคคลสำคัญได้สร้างไว้ให้กับประเทศชาติและประชาชน
  • เป็นการสร้างความสามัคคี: เป็นการรวมใจของคนในชาติให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ในการแสดงความอาลัยและความจงรักภักดี

นอกจากนี้ การที่พสกนิกรชาวจังหวัดเชียงใหม่พร้อมใจกันสวมเสื้อสีดำ ก็เป็นการแสดงออกถึงความเศร้าโศกและความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความเคารพที่ประชาชนมีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

การสูญเสียครั้งนี้นำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างใหญ่หลวง แต่เราเชื่อมั่นว่า คุณงามความดีและพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ จะยังคงอยู่ในความทรงจำของปวงชนชาวไทยตลอดไป และจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนร่วมกันสร้างสรรค์สังคมและประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ส่วนราชการลดธงครึ่งเสา เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ทรงพลัง และเป็นเครื่องเตือนใจให้เราน้อมนำพระราชดำรัสและพระราชกรณียกิจของพระองค์มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีความสุขอย่างยั่งยืน

ที่มา – ส่วนราชการลดธงครึ่งเสาแสดงความอาลัยถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง” สวรรคต

ดอยอินทนนท์ 9 องศาฯ รับลมหนาว นักท่องเที่ยวรอชมแสงแรก

ดอยอินทนนท์ 9 องศาฯ รับลมหนาว นักท่องเที่ยวรอชมแสงแรก

ยอดดอยอินทนนท์เช้านี้ อุณหภูมิลดลงเหลือ 9 องศาเซลเซียส ต้อนรับเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ ส่วนในตัวเมืองเชียงใหม่ช่วงเช้าก็เริ่มหนาวเย็นลงต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางขึ้นไปสัมผัสอากาศหนาวและรอชมแสงแรกของวัน

วันที่ 22 ตุลาคม ประเทศไทยเตรียมเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ ซึ่งล่าช้ากว่าปกติเล็กน้อย โดยจะเริ่มมีอากาศเย็นบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นจะขยายพื้นที่ครอบคลุมบริเวณภาคกลางและภาคตะวันออก ส่วนภาคใต้ยังคงมีฝนตก

คาดว่าช่วงอากาศเย็นที่สุดจะอยู่ระหว่างกลางเดือนธันวาคมถึงต้นกุมภาพันธ์ อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 21–22 องศาเซลเซียส เตรียมเสื้อกันหนาวให้พร้อมรับลมหนาวที่จะมาถึง

เช้านี้ ที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ อุณหภูมิที่ยอดดอยลดลงเหลือ 9.0 องศาเซลเซียส ส่วนที่กิ่วแม่ปาน 12 องศาเซลเซียส สภาพอากาศปิดตั้งแต่จุดชมวิวกิ่วแม่ปานถึงยอดดอย มีหมอกหนาและอากาศหนาวเย็น นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงก่อนหน้านี้โชคดีที่ได้สัมผัสอากาศหนาวแรกที่อุณหภูมิเลขตัวเดียว และคาดการณ์ว่าอุณหภูมิต่อจากนี้ไปจะเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการเริ่มต้นฤดูกาลท่องเที่ยวของภาคเหนือ

เตรียมตัวเที่ยว ดอยอินทนนท์ 9 องศาฯ รับลมหนาว

สำหรับตัวเมืองเชียงใหม่ อุณหภูมิลดลงเหลือ 22–23 องศาเซลเซียส ท้องฟ้าเปิด มีลมหนาวพัดโชย หมอกลงในหลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งอำเภอสันทราย ดอยสะเก็ด เส้นทางท่องเที่ยวขึ้นสู่ดอยสุเทพ และดอยปุย นักท่องเที่ยวเริ่มเดินทางขึ้นไปสัมผัสอากาศหนาวเย็นและชมวิวเมืองเชียงใหม่กันในช่วงเช้า

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ รายงานสภาพอากาศเช้านี้ว่าภาคเหนือมีอากาศเย็นในตอนเช้า และอุณหภูมิจะลดลง โดยยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้บางแห่ง เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนแล้ว ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

สำหรับภาคเหนือตอนบน อากาศเย็นในตอนเช้า และอุณหภูมิจะลดลง 1–2 องศาเซลเซียส โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิสูงสุด 31–34 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 19–21 องศาเซลเซียส ใครที่กำลังวางแผนเดินทางมาเที่ยวภาคเหนือ อย่าลืมเตรียมเสื้อผ้ากันหนาวให้พร้อมนะครับ นอกจากดอยอินทนนท์แล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่รอให้ไปสัมผัส

ช่วงฤดูหนาวนี้ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวทางภาคเหนือเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขึ้นไปสัมผัสอากาศหนาวบนดอยสูงอย่างดอยอินทนนท์ ที่ตอนนี้อุณหภูมิลดลงจนเหลือเพียง 9 องศาเซลเซียสเท่านั้น ทำให้หลายคนไม่พลาดที่จะเดินทางไปสัมผัสความหนาวเย็นและชมแสงแรกของวัน

ดอยอินทนนท์ ไม่ได้มีดีแค่อากาศหนาวเท่านั้น แต่ยังมีธรรมชาติที่สวยงาม ทั้งป่าสน น้ำตก และดอกไม้เมืองหนาวนานาชนิด ที่รอให้นักท่องเที่ยวได้ไปชื่นชม นอกจากนี้ ยังมีหมู่บ้านชาวเขาให้ได้เยี่ยมชม เรียนรู้วัฒนธรรม และซื้อของฝากอีกด้วย

หากคุณกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวนี้ ดอยอินทนนท์เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่ ดอยอินทนนท์ 9 องศาฯ รับลมหนาว กันนะครับ

การเดินทางไปสัมผัสอากาศหนาวบนดอยอินทนนท์ในช่วงนี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากๆ แต่ก็อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพให้ดี เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย อาจทำให้ไม่สบายได้ง่ายๆ เตรียมเสื้อผ้าให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ และเดินทางด้วยความระมัดระวัง เท่านี้ก็จะสามารถสนุกกับการท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่แล้วครับ

ที่มา – ดอยอินทนนท์เหลือ 9 องศาฯ เตรียมต้อนรับฤดูหนาว นักท่องเที่ยวห่มผ้าห่มรอชมแสงแรก

ส่อง! **เสือดาวอวดโฉม บนดอยหลวงเชียงดาว**

ภาพสุดประทับใจจากกล้องดักถ่ายสัตว์ป่าบนดอยหลวงเชียงดาว เผยให้เห็น “**เสือดาวอวดโฉม บนดอยหลวงเชียงดาว**” วัยหนุ่ม สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังพบสัตว์ป่าอีกกว่า 11 ชนิดหากินบริเวณโป่งเทียม แสดงถึงระบบนิเวศที่สมบูรณ์

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ที่ผ่านมา สถานีวิจัยสัตว์ป่าดอยเชียงดาวได้เผยแพร่ภาพจากกล้องดักถ่ายสัตว์ป่า หรือ Camera Trap เป็นภาพของ**เสือดาวอวดโฉม บนดอยหลวงเชียงดาว** บริเวณโป่งเทียมน้ำบ่อไก่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ทำให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพที่น่าทึ่งและสถานะของสัตว์ป่าที่หายาก

ไม่เพียงแต่เสือดาวเท่านั้น บริเวณโป่งเทียมแห่งนี้ยังเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด ได้แก่ กวางผา เลียงผา เก้ง หมูป่า เม่นใหญ่ เม่นหางพวง อีเห็นธรรมดา หมูหริ่ง กระรอกดินแก้มแดง และตัวลิ่นชวา สัตว์ป่าเหล่านี้ล้วนเป็นตัวชี้วัดถึงความสมบูรณ์ของผืนป่าดอยเชียงดาว

โป่งเทียมแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว โดยมีการปรับปรุงและเติมเกลือแร่เป็นประจำ กิจกรรมนี้เป็นความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว สถานีวิจัยสัตว์ป่าดอยเชียงดาว มูลนิธิผืนป่าในใจเรา กลุ่มนักสื่อความหมายดอยเชียงดาว และนักเรียนจากโรงเรียนเชียงดาววิทยาคม ซึ่งร่วมกันปรับปรุงโป่งเทียมตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568

ตลอดระยะเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามีสัตว์ป่าเข้ามาใช้ประโยชน์จากโป่งเทียมอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของโครงการในการอนุรักษ์สัตว์ป่า นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาวได้เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลพื้นที่ เพื่อให้สัตว์ป่าสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

**เสือดาวอวดโฉม บนดอยหลวงเชียงดาว**

ความสำคัญของการพบเสือดาวอวดโฉม บนดอยหลวงเชียงดาว

การค้นพบ**เสือดาวอวดโฉม บนดอยหลวงเชียงดาว** ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพสวยๆ แต่ยังเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงระบบนิเวศที่แข็งแรงและสมบูรณ์ การมีอยู่ของสัตว์ผู้ล่าอย่างเสือดาว แสดงให้เห็นว่ามีเหยื่อเพียงพอ และห่วงโซ่อาหารในผืนป่าแห่งนี้ยังคงทำงานได้อย่างปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากการอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การที่สัตว์ป่าหลากหลายชนิดเข้ามาใช้ประโยชน์จากโป่งเทียม แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการจัดการพื้นที่และการฟื้นฟูแหล่งอาหาร การมีส่วนร่วมของชุมชนและเยาวชนในการอนุรักษ์ ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผืนป่าดอยเชียงดาวยังคงเป็นบ้านของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด

การพบเห็น**เสือดาวอวดโฉม บนดอยหลวงเชียงดาว** เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง และเป็นกำลังใจให้เราทุกคนร่วมกันอนุรักษ์ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้ เพื่อให้เป็นมรดกที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นหลังต่อไป การจัดการพื้นที่อนุรักษ์อย่างเข้มแข็ง การมีส่วนร่วมของชุมชน และการให้ความรู้แก่เยาวชน คือหัวใจสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและผืนป่า

ที่มา – เสือดาวอวดโฉม บนดอยหลวงเชียงดาว สะท้อนป่าสมบูรณ์ขีดสุด

Scroll to top