เชียงใหม่

จับแล้ว! มือพ่นสีลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์

ตำรวจเชียงใหม่รวบตัวหนุ่มมือบอน จับแล้ว มือพ่นสีสเปรย์ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ สารภาพแค้นเทศกิจยึดสเก็ตบอร์ด! ไปดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น

จับแล้ว มือพ่นสีสเปรย์ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์

จากกรณีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพชายพ่นสีสเปรย์บริเวณลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา ข้อความที่พ่นมีลักษณะต่อว่าเจ้าหน้าที่เทศกิจด้วยถ้อยคำหยาบคาย สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่พบเห็นเป็นอย่างมาก

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากอนุสาวรีย์สามกษัตริย์เป็นสถานที่สำคัญ เป็นแลนด์มาร์คที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจเดินทางมากราบไหว้สักการะ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการทำลายทัศนียภาพและไม่เคารพสถานที่

ล่าสุด ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้ทำการสืบสวนจนสามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว คือ นายพีรวัฒน์ อายุ 31 ปี จากการสอบสวน นายพีรวัฒน์ ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุจริง โดยมีสาเหตุมาจากความไม่พอใจที่เจ้าหน้าที่เทศกิจได้ทำการยึดสเก็ตบอร์ดของตนไป

ทำไมถึงต้อง จับแล้ว มือพ่นสีสเปรย์ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์?

นายพีรวัฒน์ อ้างว่า เจ้าหน้าที่เทศกิจได้ยึดสเก็ตบอร์ดไปเนื่องจากนำไปเล่นในบริเวณที่ไม่ได้รับอนุญาต และไม่ได้เก็บอุปกรณ์ให้เรียบร้อย ทำให้กีดขวางทางสัญจรของประชาชนทั่วไป การกระทำดังกล่าวทำให้นายพีรวัฒน์เกิดความไม่พอใจและตัดสินใจพ่นสีสเปรย์เพื่อระบายความโกรธ

หลังจากทำการสอบสวนแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายพีรวัฒน์ไปชี้จุดเกิดเหตุ และให้นายพีรวัฒน์เป็นผู้ดำเนินการซื้อสีมาทาสีบริเวณที่ถูกพ่นให้กลับสู่สภาพเดิม เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง

ทั้งนี้ นายพีรวัฒน์ จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยจะถูกเปรียบเทียบปรับตาม พ.ร.บ.ความสะอาด เป็นเงินจำนวน 5,000 บาท

เหตุการณ์ จับแล้ว มือพ่นสีสเปรย์ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ นี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพกฎหมายและสถานที่สาธารณะ การกระทำใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อส่วนรวมถือเป็นการกระทำที่ไม่สมควร และต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

ที่มา – จับแล้ว มือพ่นสีสเปรย์ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ แค้นเทศกิจยึดสเก็ตบอร์ด

สุดยอด! ผ่าตัดต่อมือ ด.ญ. 14 สำเร็จ

ทีมแพทย์ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ผ่าตัด 20 ชั่วโมง ต่อมือ ด.ญ. 14 ถูกมีดฟันขาดสำเร็จ เป็นเรื่องราวสุดอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในวงการแพทย์ไทย เมื่อทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ได้ระดมกำลังและความสามารถ ผ่าตัดต่อแขนให้กับเด็กหญิงวัย 14 ปี ที่ถูกทำร้ายจนข้อมือขาดได้อย่างสำเร็จ

เหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้เกิดขึ้นเมื่อนายหม่องและพวกอีกเกือบ 20 คน ใช้อาวุธมีดทำร้ายเด็กหญิงวัย 14 ปี จนข้อมือขาด และยังมีเพื่อนของผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บอีก 2 คน เหตุเกิดที่ร้านสะดวกซักแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ หลังจากเกิดเหตุ ตำรวจสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ทั้งหมด 15 ราย

ทีมแพทย์ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ผ่าตัด 20 ชั่วโมง ต่อมือ ด.ญ. 14 ถูกมีดฟันขาดสำเร็จ

รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับกรณีนี้ โดยระบุว่า โรงพยาบาลได้รับตัวเด็กหญิงวัย 14 ปี ที่ถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีดจนมือขวาขาดระดับข้อมือ เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา ผู้ป่วยถูกนำส่งโรงพยาบาลในภาวะบาดเจ็บรุนแรง มีแผลฉีกขาด และเสียเลือดเป็นจำนวนมาก การรับความรู้สึกและการเคลื่อนไหวของมือสูญเสียไปทั้งหมด

ทีมแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งและมือ นำโดย ผศ.นพ.โอภาส พิณไชย หัวหน้าหน่วยศัลยกรรมตกแต่ง ภาควิชาศัลยศาสตร์ พร้อมด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้ทำการผ่าตัดฉุกเฉินเพื่อเชื่อมต่อแขนและมือขวาของผู้ป่วย โดยใช้เวลาผ่าตัดยาวนานเกือบ 20 ชั่วโมง

รายละเอียดการผ่าตัด ทีมแพทย์ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ผ่าตัด 20 ชั่วโมง ต่อมือ ด.ญ. 14 ถูกมีดฟันขาดสำเร็จ

การผ่าตัดครั้งนี้เป็นการต่อซ่อมโครงสร้างสำคัญต่างๆ ของมือ ได้แก่ เส้นเอ็น (tendons) จำนวน 21 เส้น เส้นประสาท (nerves) จำนวน 6 เส้น เส้นเลือดแดง (artery) จำนวน 1 เส้น และเส้นเลือดดำ (veins) จำนวน 3 เส้น คิดเป็นประมาณร้อยละ 90 ของโครงสร้างที่จำเป็นทั้งหมดของมือ การผ่าตัดต่อแขนและมือสำเร็จเบื้องต้น ทำให้มือที่ขาดกลับมามีเลือดไปเลี้ยงได้ อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่การผ่าตัดอาจไม่สำเร็จ โดยเฉพาะในช่วงแรกของการรักษา ผู้ป่วยจึงต้องได้รับการติดตามและประเมินการไหลเวียนเลือดและความมีชีวิตของเนื้อเยื่อที่ถูกต่อหรือปลูกถ่าย (flap monitoring) ตลอด 24 ชั่วโมง และติดตามภาวะการอุดตันของเส้นเลือดอย่างใกล้ชิด

อาการล่าสุดหลังผ่าตัด แขนและมือที่ต่อกลับมายังมีชีวิตอยู่ มีการไหลเวียนเลือดเพียงพอ แต่ยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ต้องรอการฟื้นฟูของเส้นประสาทในระยะต่อไป แม้ว่าจะสามารถฟื้นฟูได้เต็มที่ แต่การทำงานของมืออาจไม่กลับมาเป็นปกติทั้งหมด อาจมีข้อจำกัด เช่น การเคลื่อนไหวลดลงจากการบาดเจ็บและการยึดติดของข้อ การรับความรู้สึกลดลง และอาจมีอาการชา การทำงานของกล้ามเนื้อลดลง และจำเป็นต้องเข้ารับการกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องและยาวนาน

ผลกระทบต่อผู้ป่วยในอนาคต แม้ว่าทีมแพทย์จะสามารถช่วยชีวิตและต่อมือกลับคืนให้ได้ แต่ผู้ป่วยจะไม่สามารถใช้งานมือขวาได้เต็มประสิทธิภาพดังเดิม จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา ฟื้นฟูสมรรถภาพ และอาจต้องมีการผ่าตัดเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อเพิ่มโอกาสให้กลับมาใช้งานได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังต้องได้รับคำปรึกษาจากทีมจิตแพทย์ เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจหลังเผชิญกับเหตุการณ์รุนแรง

เรื่องราวการ ทีมแพทย์ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ผ่าตัด 20 ชั่วโมง ต่อมือ ด.ญ. 14 ถูกมีดฟันขาดสำเร็จ ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของวงการแพทย์ไทย และเป็นกำลังใจให้กับผู้ป่วยและครอบครัวที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก การผ่าตัดที่ซับซ้อนและใช้เวลานานเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ไทย ที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้ป่วยให้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การผ่าตัดต่ออวัยวะที่ขาด ถือเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับทีมแพทย์ เพราะต้องอาศัยความแม่นยำและความละเอียดในการต่อเชื่อมเส้นเลือด เส้นประสาท และเส้นเอ็นต่างๆ การดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัดก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะต้องมีการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนต่างๆ และให้การฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีสติ และหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการถูกทำร้าย นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมตระหนักถึงปัญหาความรุนแรง และร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – ทีมแพทย์ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ผ่าตัด 20 ชั่วโมง ต่อมือ ด.ญ. 14 ถูกมีดฟันขาดสำเร็จ

กระบะชนเสาไฟฟ้า ออกจาก รพ. แล้ว! เจอ 2 ข้อหาหนัก

ตำรวจเตรียมแจ้ง 2 ข้อหาหนักคนขับรถกระบะชนเสาไฟฟ้า ล่าสุดออกจากโรงพยาบาลแล้ว ประเมินความเสียหายทั้งหมดกว่า 10 ล้านบาท

จากอุบัติเหตุรถกระบะส่งน้ำพุ่งชนเสาไฟฟ้าและเสาไฟกิ่งกว่า 52 ต้น รวมทั้งบ้านเรือนร้านค้าอีก 22 หลัง เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา ความเสียหายที่เกิดขึ้น ถือเป็นอุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก แต่จนถึงวันนี้ผู้เสียหายทั้งหมดก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาแม้แต่รายเดียว เช่นเดียวกับการดำเนินคดีกับคนขับ

ล่าสุดวันนี้ (18 ก.ย. 66) พ.ต.อ.เสวก ชูศิริ ผกก.สภ.ช้างเผือก เปิดเผยว่า แพทย์โรงพยาบาลนครพิงค์ได้ให้การรักษานายทรงชัย อายุ 25 ปี คนขับรถส่งน้ำจนอาการดีขึ้นและได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว หลังจากเหตุกระบะชนเสาไฟฟ้า

ขณะที่พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานจนครบถ้วนและจะเรียกตัวนายทรงชัยให้มารับทราบข้อกล่าวหาภายในสองวันนี้ ซึ่งนายทรงชัยจะถูกดำเนินคดีในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตและขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย จากนั้นจะสอบปากคำและส่งฟ้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ตามขั้นตอนกฎหมาย

ส่วนความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งในส่วนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและประชาชน คาดว่าจะอยู่ที่ 8-10 ล้านบาท โดยในวันที่ 23 ก.ย. จะเชิญผู้เสียหายทั้งหมดและนายทรงชัยมาเจรจาตกลงเรื่องค่าเสียหาย หากตกลงกันไม่ได้ก็เป็นสิทธิของผู้เสียหายที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ซึ่งในส่วนคดีแพ่งจะไม่อยู่ในการดำเนินคดีของตำรวจแต่เป็นเรื่องระหว่างคู่กรณี โดยทางตำรวจจะเป็นตัวกลางในการเจรจาให้

กระบะชนเสาไฟฟ้า ออกจาก รพ. แล้ว

ข้อหาหนักรออยู่หลังกระบะชนเสาไฟฟ้า

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ขับขี่ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของการขับรถด้วยความระมัดระวัง การพักผ่อนให้เพียงพอ และการเคารพกฎจราจร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์กระบะชนเสาไฟฟ้า หรืออุบัติเหตุอื่นๆ ที่อาจนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ผลกระทบจากเหตุการณ์กระบะชนเสาไฟฟ้าครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความเสียหายทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งผู้ที่บ้านเรือนได้รับความเสียหาย ผู้ที่ต้องเผชิญกับความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน และผู้ที่ต้องสูญเสียรายได้จากการที่ร้านค้าต้องปิดทำการชั่วคราว การเยียวยาผู้เสียหายอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและกำหนดมาตรการป้องกันที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำรอยในอนาคต นอกจากนี้ การให้ความรู้และสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการขับขี่ปลอดภัยแก่ประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

อุบัติเหตุ กระบะชนเสาไฟฟ้า ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าว แต่เป็นกระจกสะท้อนปัญหาที่ซ่อนอยู่ ทั้งด้านความปลอดภัยบนท้องถนน การบังคับใช้กฎหมาย และการเยียวยาผู้เสียหาย การแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังเท่านั้นที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – กระบะชนเสาไฟฟ้า ออกจาก รพ. แล้ว โดน 2 ข้อหาหนัก คาดเสียหายกว่า 10 ล้าน

เอาใจสายมู! อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ งานไทยรัฐแฟร์ 2


เตรียมพบกับปรากฏการณ์สุดมงคล! งานไทยรัฐแฟร์ 2 อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์จริงจากทั่วประเทศไทย มาให้สายมูได้สักการะ ขอพร เสริมสิริมงคล ระหว่างวันที่ 18-21 กันยายน 2568

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ณ เกาะคำชะโนด วังนาคินทร์ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของพญานาคราชพ่อปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าศรีปทุมมา ได้มีการจัดพิธีขอขมาเพื่ออัญเชิญ “รูปปั้นพ่อปู่แม่ย่า” เพื่อนำไปประดิษฐานในงานไทยรัฐแฟร์ 2 ณ MCC Hall เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค ให้ผู้ที่ศรัทธาได้กราบไหว้ขอพร ขอโชคลาภตามความเชื่อ

พ่อจ้ำชวการ คำวันสา พ่อจ้ำประจำเกาะคำชะโนด เป็นผู้นำในพิธีขอขมาและอัญเชิญรูปปั้นพ่อปู่แม่ย่าในครั้งนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ร่วมงาน

ทางด้านจังหวัดเชียงใหม่ อาจารย์ปกรณ์ ทีรคานนท์ ได้ประกอบพิธีสวดอัญเชิญ “พระพิฆเนศ” จากพิพิธภัณฑ์พระพิฆเนศดอยหล่อ เพื่อนำไปประดิษฐานให้ประชาชนได้สักการะบูชาในงานไทยรัฐแฟร์ 2 เช่นกัน

อาจารย์ปกรณ์ ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์พระพิฆเนศ กล่าวว่า พระพิฆเนศองค์นี้มีนามว่า “เหรัมภะคเณศ” เป็นพระคเณศ 4 เศียร 8 กร ทรงสิงโต ซึ่งเป็นปางที่ยิ่งใหญ่และหาชมยาก เชื่อกันว่าพระองค์จะประทานพรในเรื่องสติปัญญา ความสำเร็จ ความสุข อำนาจ วาสนา บารมี และความมงคลในชีวิต

ผู้ที่เคยมาขอพรพระพิฆเนศองค์นี้ที่พิพิธภัณฑ์ ต่างประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน การเงิน หรือการศึกษา สิ่งสำคัญคือทุกคนจะได้รับความมงคลกลับไปอย่างแน่นอน

สำหรับผู้ที่เคยไปขอพรพระพิฆเนศในงานไทยรัฐแฟร์ครั้งที่ 1 เมื่อปีที่แล้ว และประสบความสำเร็จ ก็ได้เดินทางกลับไปกราบไหว้บูชาพระองค์ที่เชียงใหม่อีกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์และศรัทธาที่ผู้คนมีต่อพระองค์

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์พระพิฆเนศและนักท่องเที่ยว ได้ร่วมกันยกองค์พระพิฆเนศขึ้นรถกระบะ ทะเบียน ผผ 8714 อุดรธานี หลายคนไม่พลาดที่จะจดเลขทะเบียนรถ เพื่อนำไปเสี่ยงโชคตามความเชื่อ

เอาใจสายมู! อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ งานไทยรัฐแฟร์ 2

งานไทยรัฐแฟร์ 2 ปีนี้ จัดเต็มเอาใจสายมู ด้วยการอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์จริงมาให้สักการะบูชาถึงที่ ไม่ต้องเดินทางไกล ก็สามารถขอพร เสริมสิริมงคลได้

พลาดไม่ได้! สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะอัญเชิญมาในงานไทยรัฐแฟร์ 2

เตรียมพบกับ 4 เทพองค์จริง ที่จะอัญเชิญมาในงานไทยรัฐแฟร์ 2:

  • พระพิฆเนศ จากพิพิธภัณฑ์พระพิฆเนศ จ.เชียงใหม่
  • พ่อปู่ศรีสุทโธ-แม่ย่าศรีปทุมมา จากคำชะโนด วังนาคินทร์ จ.อุดรธานี
  • ท้าวเวสสุวรรณ จากวัดจุฬามณี จ.สมุทรสงคราม
  • ไอ้ไข่ จากวัดเจดีย์ จ.นครศรีธรรมราช

งานนี้สายมูห้ามพลาด! เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาพบกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์จริงได้ในงานไทยรัฐแฟร์ 2 ระหว่างวันที่ 18-21 กันยายน 2568 ณ MCC Hall เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค แล้วมาอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตกันนะครับ อย่าลืมมางานเอาใจสายมู อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์จริง ที่งานเอาใจสายมู อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์จริงครั้งนี้กันให้ได้นะครับ

ที่มา – เอาใจสายมู อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์จริง ทั่วทิศเมืองไทย มางานไทยรัฐแฟร์ 2

AI ตรวจพบรถต้องสงสัย เครือข่ายยาบ้า ยึดไอซ์ 100 กก.

AI ตรวจพบรถต้องสงสัย เครือข่ายแก๊งค้ายา ยึดไอซ์ 100 กก. ยาบ้า 3.7 ล้านเม็ด

ตำรวจสืบสวนภาค 5 ใช้เทคโนโลยี AI สุดล้ำตรวจจับรถต้องสงสัยพัวพันเครือข่ายยาเสพติด ก่อนนำไปสู่การไล่ล่าระทึก ยิงยางสกัด และจับกุมได้ในที่สุด ผลการตรวจค้นพบไอซ์จำนวนมหาศาลถึง 100 กิโลกรัม และยาบ้าอีกกว่า 3.7 ล้านเม็ด! พบว่าเป็นเครือข่ายยาเสพติดของ “นายเสือ” ซึ่งมีพฤติการณ์ซุกซ่อนยาบ้าในรถบรรทุกกะหล่ำปลีเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และตัวแทนจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 5 ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุม นายอนุสรณ์ มาสุข อายุ 24 ปี ชาวจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ พร้อมของกลางยาบ้า 3,730,000 เม็ด ยาไอซ์ 100 กิโลกรัม และรถกระบะอีซูซุ สีเทา ทะเบียนนครราชสีมา ที่ใช้ในการขนส่งยาเสพติด

AI สุดล้ำ ตรวจจับรถต้องสงสัยได้อย่างไร?

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นจากการทำงานของระบบไลเซนส์เพลต ซึ่งเป็นเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาโดยสืบสวนภาค 5 โดยระบบสามารถตรวจพบรถกระบะต้องสงสัยที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ รถคันดังกล่าวมีลักษณะมุ่งหน้าเข้าสู่อำเภอแม่แตง อำเภอสันทราย อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูนอย่างมีพิรุธ

ต่อมาในวันที่ 13 กันยายน ชุดปฏิบัติการได้เฝ้าสังเกตการณ์และพบรถยนต์อีซูซุ สีเทา ทะเบียนนครราชสีมา มีผ้าใบคลุมกระบะท้าย ขับไปตามถนนเชียงใหม่-พร้าว มุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ ลักษณะเป็นการบรรทุกสิ่งของที่มีน้ำหนักมาก โดยมีรถยนต์อีซูซุ สีเทาอีกคันหนึ่ง ป้ายทะเบียนกรุงเทพมหานคร ขับนำทาง มุ่งหน้าไปยังจังหวัดลำพูน

ในเวลาประมาณ 22.00 น. รถคันดังกล่าวขับมาถึงบริเวณตลาดแม่ทา อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ก่อนถึงด่านตรวจแม่ทาประมาณ 100 เมตร รถคันดังกล่าวกลับรถอย่างกะทันหันและขับเข้าไปในพื้นที่ตำบลทาสบเส้า อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน กระทั่งเวลาประมาณ 03.50 น. ของวันที่ 14 กันยายน พบรถยนต์ต้องสงสัยคันดังกล่าวขับออกจากพื้นที่หมู่บ้านหล่ายทา ตำบลทาสบเส้า มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองลำพูน ชุดปฏิบัติการจึงได้ไล่ติดตาม ผ่านอำเภอเมืองลำพูน อำเภอสารภี อำเภอเมืองเชียงใหม่ และขับไปตามถนนเชียงใหม่ – พร้าว ฝ่าไฟแดงแยกรวมโชค แยกหนองจ๊อม แยกแม่โจ้ และแยกโรงพยาบาลสันทราย

การไล่ล่าสิ้นสุดลงในเวลาประมาณ 04.30 น. เมื่อชุดปฏิบัติการตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงยาง จนสามารถหยุดรถยนต์คันดังกล่าวได้บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อสาขาบ้านไร่สหกรณ์ ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ พบนายอนุสรณ์ หรือ สนุ๊ก มาสุข เป็นคนขับ จากการตรวจค้นภายในรถพบของกลางยาเสพติดจำนวนมาก ทั้งยาบ้าและไอซ์ จึงจับกุมตัวพร้อมของกลางส่งดำเนินคดี ส่วนรถยนต์อีซูซุ สีเทา ทะเบียนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นรถนำสำรวจเส้นทาง ได้หลบหนีมุ่งหน้าไปยังอำเภอแม่แตง และหลุดการติดตาม เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการขยายผลเพิ่มเติม

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เปิดเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 5 ได้พัฒนาเทคโนโลยีในการตรวจและติดตาม AI ตรวจพบรถต้องสงสัย ที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ ถือเป็นนวัตกรรม AI ที่นำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้านการปราบปรามยาเสพติด สำหรับการจับกุมผู้ต้องหาคดีนี้พบว่าเป็นเครือข่ายเดียวกันกับกลุ่มนายเสือ ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้เมื่อสองปีก่อนพร้อมของกลางยาบ้า 6 ล้านเม็ด และไอซ์อีก 30 กิโลกรัม ซุกรถกระบะขนกะหล่ำปลี การใช้ AI ตรวจพบรถต้องสงสัย ครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้น

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่นำมาประยุกต์ใช้ในการปราบปรามยาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ระบบ AI ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจจับรถต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้แพร่กระจายไปในสังคม และ AI ตรวจพบรถต้องสงสัย จะเป็นเครื่องมือสำคัญต่อไป

ที่มา – AI ตรวจพบรถต้องสงสัย เครือข่ายแก๊งค้ายา ยึดไอซ์ 100 กก. ยาบ้า 3.7 ล้านเม็ด

นาทีชีวิต! ถนนถล่มทับเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ

เหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้นเมื่อถนนได้ถล่มทับร่างเจ้าหน้าที่เทศบาล ขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบการขุดท่อระบายน้ำใต้ถนนในพื้นที่แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เหตุการณ์นาทีชีวิต ถนนถล่มทับเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ ครั้งนี้ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวได้รับบาดเจ็บสาหัสและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

เมื่อเวลา 11.36 น. ของวันที่ 10 กันยายน 2568 ทีมกู้ภัยเทศบาลตำบลดอนแก้ว ร่วมกับทีมกู้ภัยมนุษย์และสัตว์ ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินว่ามีเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองดอนแก้ว ประสบอุบัติเหตุขณะปฏิบัติหน้าที่บริเวณห้วยตึงเฒ่า โครงการหลุมขนมครก อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยผู้ได้รับบาดเจ็บคือนายประเสริฐ อายุประมาณ 50 ปี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของกองช่างเทศบาลเมืองดอนแก้ว นายประเสริฐลงไปตรวจสอบการขุดท่อระบายน้ำใต้ถนนเพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ เนื่องจากพบว่าปริมาณน้ำในห้วยตึงเฒ่ามีจำนวนมาก และมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมพื้นที่ร้านค้าของประชาชนในบริเวณนั้น

ระหว่างที่นายประเสริฐกำลังปฏิบัติงานอย่างขะมักเขม้น เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อดินและแผ่นปูนถนนเกิดถล่มลงมาอย่างรวดเร็ว ทับร่างของนายประเสริฐจนจมอยู่ในดิน ทีมกู้ภัยต้องใช้ความพยายามอย่างมากและใช้เวลาประมาณ 20 นาทีในการช่วยเหลือ เพื่อนำร่างผู้บาดเจ็บขึ้นมาจากซากปรักหักพังได้สำเร็จ จากนั้นจึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยด่วน ล่าสุดอาการของนายประเสริฐยังคงอยู่ในขั้นวิกฤตและอยู่ในความดูแลของแพทย์ในห้องไอซียูอย่างใกล้ชิด

นาทีชีวิต ถนนถล่มทับเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ

เหตุการณ์ นาทีชีวิต ถนนถล่มทับเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ ในครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ตระหนักถึงความเสี่ยงในการปฏิบัติงานในพื้นที่อันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เกี่ยวข้องกับการขุดเจาะและการระบายน้ำ ซึ่งอาจมีปัจจัยเสี่ยงที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้เกี่ยวข้องต่างระดมกำลังเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด การทำงานเป็นทีมและความเสียสละของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม

การป้องกันอุบัติเหตุ: บทเรียนจากเหตุการณ์ถนนถล่ม

จากเหตุการณ์ นาทีชีวิต ถนนถล่มทับเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ ทำให้เราต้องหันมาพิจารณาถึงมาตรการป้องกันอุบัติเหตุในการปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยมากยิ่งขึ้น การประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียด การใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยที่เหมาะสม และการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้ความเข้าใจในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

  • การตรวจสอบสภาพพื้นที่ก่อนเริ่มงาน
  • การใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) อย่างครบถ้วน
  • การจัดทำแผนฉุกเฉินและการฝึกซ้อม
  • การมีผู้ควบคุมงานที่มีความเชี่ยวชาญ
  • การสื่อสารและประสานงานระหว่างทีมงาน

การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการทำงาน จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและรักษาชีวิตของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความปลอดภัยในการทำงานเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด การลงทุนในมาตรการป้องกันและอุปกรณ์ความปลอดภัย จะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน และลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

ขอเป็นกำลังใจให้กับนายประเสริฐและครอบครัว ขอให้ท่านหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ววัน และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่กู้ภัยทุกท่านที่เสียสละเวลาและกำลังกายในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ที่มา – นาทีชีวิต ถนนถล่มทับเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ ระหว่างขุดท่อระบายน้ำ

เชียงใหม่วิกฤต! ฝนถล่ม น้ำป่าไหลเข้าท่วมบ้านประชาชน

เกิดเหตุการณ์ ฝนถล่มเชียงใหม่ น้ำป่าไหลเข้าท่วมบ้านประชาชน ในตัวเมืองเชียงใหม่ ทำให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างยากลำบากและต้องใช้เวลานานถึง 4 ชั่วโมง กว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ เหตุการณ์นี้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา ได้เกิดฝนตกหนักในตัวเมืองเชียงใหม่และบนดอยสุเทพอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้น้ำป่าจากดอยสุเทพไหลหลากลงมาตามลำห้วยช่างเคี่ยนอย่างรวดเร็ว ระบบระบายน้ำไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำจำนวนมากได้ทัน ส่งผลให้น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือน ร้านค้า สถานประกอบการ และหอพักในบริเวณชุมชนช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ระดับน้ำสูงตั้งแต่ 30 เซนติเมตร ไปจนถึงกว่า 1 เมตร สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

ฝนถล่มเชียงใหม่ น้ำป่าไหลเข้าท่วมบ้านประชาชน

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลให้ต้องมีการปิดการจราจรชั่วคราวในหลายเส้นทาง ได้แก่ ตั้งแต่แยกเชียงใหม่ภูคำ ไปทางสี่แยกคันคลองชลประทานช่างเคี่ยน และจากสี่แยกคลองชลประทานเข้าไปในชุมชนเป็นระยะทางประมาณ 200 – 300 เมตร รถเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้เนื่องจากถนนกลายเป็นคลอง เต็มไปด้วยน้ำและสิ่งของที่ถูกน้ำพัดพามา เช่น ถังขยะและถุงขยะ

ผลกระทบจากเหตุการณ์ ฝนถล่มเชียงใหม่ น้ำป่าไหลเข้าท่วมบ้านประชาชน

ประชาชนหลายครอบครัวที่ยังเดินทางกลับไม่ถึงที่พักอาศัยไม่สามารถขนย้ายทรัพย์สินได้ทัน ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าและที่นอนได้รับความเสียหาย ประชาชนต้องเดินลุยน้ำเพื่อเข้าไปเก็บทรัพย์สินเท่าที่สามารถทำได้ บางรายไม่สามารถย้ายรถยนต์ออกได้ทัน ทำให้น้ำท่วมรถยนต์เสียหายหลายคัน ในขณะที่บางรายสามารถย้ายรถยนต์หนีน้ำไปจอดในที่สูงได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ร้านค้าหลายแห่งต้องระดมชาวบ้านมาช่วยกันขนกระสอบทรายเพื่อกั้นน้ำไม่ให้ไหลเข้าไปในร้านค้า หรือห้องนอน และยกเครื่องใช้ไฟฟ้าขึ้นไปไว้ในที่สูง ชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่าเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ในฤดูฝนปีนี้ที่ชุมชนช่างเคี่ยนต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม

นายคเชน เจียกขจร นายกเทศมนตรีตำบลช้างเผือก ได้นำเจ้าหน้าที่เข้ามาอำนวยความสะดวกและใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ถึง 5 ตัว เร่งสูบระบายน้ำลงสู่คลองชลประทาน คาดการณ์ว่าระดับน้ำจะลดลงและกลับสู่ภาวะปกติภายใน 1 – 2 ชั่วโมง ปัญหาหลักของสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้มาจากการก่อสร้างขยายสะพานข้ามคลองชลประทานและการปิดท่อระบายน้ำจากชุมชนลงสู่คลองชลประทาน ทำให้น้ำป่าจากดอยสุเทพที่ไหลผ่านชุมชนช่างเคี่ยนไม่สามารถระบายลงสู่คลองชลประทานได้สะดวก

ทางเทศบาลฯ ได้มีการหารือกับชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยจะทำการเจาะท่อระบายน้ำจากชุมชนเพื่อระบายน้ำลงสู่คลองชลประทาน ซึ่งจะช่วยให้น้ำป่าจากดอยสุเทพสามารถระบายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และเพื่อป้องกัน ฝนถล่มเชียงใหม่ น้ำป่าไหลเข้าท่วมบ้านประชาชน อีกในอนาคต

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดเมื่อเวลา 02.00 น. ของวันที่ 3 กันยายน 2568 มีรายงานว่าสามารถเปิดใช้เส้นทางได้ตามปกติแล้ว โดยใช้เวลาในการสูบระบายน้ำนาน 4 ชั่วโมง ระดับน้ำลดลงและสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ

เหตุการณ์ ฝนถล่มเชียงใหม่ น้ำป่าไหลเข้าท่วมบ้านประชาชน ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องหันมาให้ความสำคัญกับการวางแผนและจัดการระบบระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต และเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ที่มา – ฝนถล่มเชียงใหม่ น้ำป่าไหลเข้าท่วมบ้านประชาชน ต้องใช้เวลาระบายน้ำนาน 4 ชั่วโมง

อาลัย “หนานโฮ๊ะ” อดีต สส.เชียงใหม่

วงการเมืองและวงการสื่อสารมวลชนในจังหวัดเชียงใหม่ต้องสูญเสียบุคคลสำคัญ เมื่อ “หนานโฮ๊ะ” อดีต สส.เชียงใหม่ และอดีตผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้เสียชีวิตอย่างสงบด้วยวัย 82 ปี การจากไปของ “หนานโฮ๊ะ” สร้างความโศกเศร้าให้กับผู้ที่เคยร่วมงานและผู้ที่เคยติดตามผลงานของท่าน

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งข่าวเศร้าจาก น.ส.นัทฤทัย ทวีฤทธิกุล บุตรสาวของนายณรงค์ นิยมไทย หรือที่รู้จักกันในนาม “หนานโฮ๊ะ” ว่า บิดาของเธอได้จากไปอย่างสงบ ณ โรงพยาบาลดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเวลา 18.49 น. ของวันที่ 2 กันยายน 2568 ขณะนี้ครอบครัวกำลังดำเนินการเรื่องการจัดการงานศพของคุณพ่อ

เบื้องต้น ทางครอบครัวจะนำร่างของ “หนานโฮ๊ะ” ไปตั้งบำเพ็ญกุศล ณ วัดบวกครกหลวง ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยกำหนดจัดพิธีตั้งแต่วันที่ 3-6 กันยายน 2568 จะไม่มีพิธีอาบน้ำศพ และจะเริ่มพิธีสวดอภิธรรมในเวลา 19.00 น. เป็นต้นไป ทางครอบครัวจะดำเนินการขอพระราชทานเพลิงศพ ตามความประสงค์ของ “หนานโฮ๊ะ” ก่อนที่ท่านจะสิ้นลม

ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา “หนานโฮ๊ะ” ต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพหลายประการ และกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง แม้กระทั่งนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เคยเดินทางมาเยี่ยมเยียน “หนานโฮ๊ะ” ที่โรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง “หนานโฮ๊ะ” เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลายครั้ง จนกระทั่งอาการทรุดหนักและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลดอยสะเก็ดอีกครั้ง ก่อนที่จะจากไปอย่างสงบในที่สุด

อาลัย “หนานโฮ๊ะ” อดีต สส.เชียงใหม่

สำหรับประวัติของ นายณรงค์ นิยมไทย หรือ “หนานโฮ๊ะ” นั้น ท่านเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ และเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ในรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย นอกจากบทบาททางการเมืองแล้ว “หนานโฮ๊ะ” ยังเป็นนักจัดรายการวิทยุและผู้สื่อข่าวท้องถิ่น ที่นำเสนอข่าวสารในรูปแบบภาษาท้องถิ่นภาคเหนือ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้ฟังทุกเพศทุกวัย จนเป็นที่กล่าวขานว่าเมื่อถึงเวลาที่ “หนานโฮ๊ะ” จัดรายการ ทุกคนต้องเปิดวิทยุเพื่อฟังข่าวสารจากท่าน

“หนานโฮ๊ะ” กับบทบาท สส. ที่สร้างความฮือฮา

“หนานโฮ๊ะ” เคยได้รับเลือกตั้งเป็น สส. ในแบบที่เรียกว่า “ส้มหล่น” ซึ่งสร้างความฮือฮาเป็นอย่างมากในสมัยนั้น ตลอดระยะเวลาที่ท่านดำรงตำแหน่ง สส. “หนานโฮ๊ะ” ได้ทุ่มเททำงานเพื่อประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ และเป็นปากเสียงให้กับคนในท้องถิ่น

ในช่วงบั้นปลายชีวิต “หนานโฮ๊ะ” เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง โดยมีลูกสาวและญาติคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ท่านต้องนอนเป็นผู้ป่วยติดเตียงนานถึง 6 ปี ก่อนที่จะจากไปอย่างสงบด้วยวัยชรา การจากไปของ “หนานโฮ๊ะ” ถือเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ และเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

  • อดีต สส.เชียงใหม่ พรรคประชาธิปัตย์
  • อดีตผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
  • นักจัดรายการวิทยุ
  • ผู้สื่อข่าวท้องถิ่น

การจากไปของ “หนานโฮ๊ะ” ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการการเมืองท้องถิ่น และวงการสื่อสารมวลชนของจังหวัดเชียงใหม่ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของท่าน และขอให้ดวงวิญญาณของ “หนานโฮ๊ะ” ไปสู่สุคติ

ที่มา – อาลัย “หนานโฮ๊ะ” อดีต สส.เชียงใหม่ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทย์ฯ

เตรียมขุดเปิดหน้าดินหาร่าง 2 เด็กชายเหยื่อดินถล่มปางอุ๋ง

ความคืบหน้าล่าสุดเหตุการณ์ดินโคลนถล่มที่บ้านปางอุ๋ง จ.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่เตรียม ขุดเปิดหน้าดินหาร่าง 2 เด็กชายเหยื่อดินถล่มปางอุ๋ง ที่ยังสูญหายไป เพื่อนำร่างกลับคืนสู่ครอบครัว

จากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่บ้านปางอุ๋ง ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน นายดุสิต พงศาพิพัฒน์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการค้นหาผู้สูญหายและการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

เตรียมขุดเปิดหน้าดินหาร่าง 2 เด็กชายเหยื่อดินถล่มปางอุ๋ง จ.เชียงใหม่

สถานการณ์โดยรวมพบว่า มีประชาชนได้รับผลกระทบในพื้นที่ 4 ตำบล 15 หมู่บ้าน รวม 769 ครัวเรือน คิดเป็น 2,816 คน มีบ้านเรือนเสียหาย 157 หลัง มีผู้เสียชีวิต 8 ราย ได้รับบาดเจ็บ 15 ราย และยังคงมีผู้สูญหายอีก 2 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการค้นหาอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนที่จะ ขุดเปิดหน้าดินหาร่าง 2 เด็กชายเหยื่อดินถล่มปางอุ๋ง ที่คาดว่าจะถูกฝังอยู่ใต้ซากดินโคลน

ความหวังในการพบร่างผู้สูญหาย

ทีมค้นหาได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายและเตรียมเครื่องมือหนักเพื่อ ขุดเปิดหน้าดินหาร่าง 2 เด็กชายเหยื่อดินถล่มปางอุ๋ง อย่างระมัดระวัง โดยคาดหวังว่าจะสามารถพบร่างของผู้สูญหายได้ในเร็ววัน เพื่อให้ครอบครัวได้นำไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

นอกจากการค้นหาผู้สูญหายแล้ว ทางจังหวัดยังได้ดำเนินการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ ผู้เสียชีวิตจะได้รับการเยียวยาตามระเบียบของทางราชการ ส่วนบ้านเรือนที่เสียหายทั้งหลังจำนวน 33 หลัง จะได้รับการสร้างใหม่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสำรวจและประเมินพื้นที่ที่เหมาะสม

ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันอย่างแข็งขันในการให้ความช่วยเหลือ ทั้งกำลังพล เครื่องจักรกล และทรัพยากรต่างๆ ถูกระดมเข้ามาในพื้นที่เพื่อเคลียร์เศษซากปรักหักพัง ทำความสะอาด และฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับสู่สภาพเดิมโดยเร็วที่สุด

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การให้ความช่วยเหลือในระยะสั้นเท่านั้น แต่เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในระยะยาว โดยการสร้างบ้านใหม่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย การให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยพิบัติ และการสร้างระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ชุมชนสามารถรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนการจัดการภัยพิบัติ การสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน และการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการลดผลกระทบจากภัยพิบัติและสร้างสังคมที่เข้มแข็ง

ถึงแม้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจะมากมาย แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าชุมชนบ้านปางอุ๋งจะสามารถฟื้นตัวจากเหตุการณ์ครั้งนี้ได้อย่างรวดเร็ว และกลับมาเป็นชุมชนที่เข้มแข็งและมีความสุขอีกครั้ง

ที่มา – เตรียมขุดเปิดหน้าดินหาร่าง 2 เด็กชายเหยื่อดินถล่มปางอุ๋ง จ.เชียงใหม่

Scroll to top