เปิดบัญชีม้า

บุกรวบ “เจ้าของคอกม้า” กลุ่มขบวนการซื้อ-ขาย “บัญชีม้า”

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับอาชญากรรมไซเบอร์กันมาไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะเรื่องของ “บัญชีม้า” ที่เป็นเครื่องมือสำคัญของแก๊งมิจฉาชีพ ล่าสุดทางตำรวจไซเบอร์ได้เปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ บุกรวบ “เจ้าของคอกม้า” กลุ่มขบวนการซื้อ-ขาย “บัญชีม้า” ส่งขายแก๊งสแกมเมอร์ ได้ถึงที่พักย่านดาวคะนอง ซึ่งถือเป็นการทลายรังใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนมาตลอด 1 ปีเต็ม

จากเบาะแสสู่การบุกรวบ “เจ้าของคอกม้า” กลุ่มขบวนการซื้อ-ขาย “บัญชีม้า”

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมสืบทราบข้อมูลว่า มีความเคลื่อนไหวของการซื้อขายบัญชีธนาคารภายในโรงแรมแห่งหนึ่งย่านซอยตากสิน 33 โดยกลุ่มขบวนการนี้ทำหน้าที่รวบรวมบัญชีธนาคาร พร้อมบัตรเอทีเอ็ม และโทรศัพท์มือถือที่ผูกแอปพลิเคชันไว้เสร็จสรรพ เพื่อนำไปส่งต่อให้แก๊งสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่บ่อนทำลายความปลอดภัยในระบบการเงินของเราอย่างมาก

เปิดพฤติการณ์ “เจ้าของคอกม้า” กลุ่มขบวนการซื้อ-ขาย “บัญชีม้า”

ในการจับกุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่พบของกลางจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น:

  • โทรศัพท์มือถือที่ผูกแอปฯ ธนาคาร 5 เครื่อง
  • ซิมการ์ดโทรศัพท์ 3 หมายเลข
  • บัตรเอทีเอ็มกว่า 16 ใบ และสมุดบัญชีธนาคาร
  • บัตรประชาชนของบุคคลอื่นอีก 9 ใบ

รายงานระบุว่า น.ส.สมใจ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาหลัก ทำหน้าที่เป็นนายหน้าหรือ “เจ้าของคอกม้า” ในการรับซื้อและรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลมาเปิดบัญชี แล้วนำไปขายต่อเอากำไรส่วนต่างบัญชีละ 2-3 พันบาท โดยมีเพื่อนร่วมขบวนการคอยสนับสนุน ซึ่งทุกคนต้องได้รับโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่มีความผิดชัดเจนทั้งการเป็นธุระจัดหา การฉ้อโกง และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

นอกเหนือจากคดีบัญชีม้าแล้ว เจ้าหน้าที่ยังตรวจค้นพบยาเสพติดทั้งยาไอซ์และยาบ้าภายในห้องพักของผู้ร่วมขบวนการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มคนที่ยุ่งเกี่ยวกับขบวนการเหล่านี้มักเชื่อมโยงกับอาชญากรรมประเภทอื่นด้วย

ข้อคิดและคำเตือนจากเหตุการณ์นี้: การเปิดบัญชีธนาคารให้ผู้อื่นใช้ หรือการขายบัญชีตัวเองเพื่อแลกกับเงินเพียงไม่กี่พันบาท ไม่คุ้มค่าเลยเมื่อแลกกับคดีอาญาที่ติดตัวและอนาคตที่ต้องพังพินาศ อย่าหลงเชื่อหรือตกเป็นเหยื่อของการจ้างเปิดบัญชี เพราะคุณอาจกลายเป็นเครื่องมือที่สร้างความเสียหายให้คนอื่นโดยไม่รู้ตัว

ที่มา – บุกรวบ “เจ้าของคอกม้า” กลุ่มขบวนการซื้อ-ขาย “บัญชีม้า” ส่งขายแก๊งสแกมเมอร์

กมธ.ปปง. เรียก 8 หน่วยงานบริษัทหลักทรัพย์ โยงฟอกเงิน ฉะ “ก.ล.ต.” เปิดช่อง

เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกง โดยเฉพาะข่าวสารล่าสุดที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อ กมธ.ปปง. เรียก 8 หน่วยงานบริษัทหลักทรัพย์ โยงฟอกเงิน ฉะ “ก.ล.ต.” เปิดช่อง ให้มิจฉาชีพใช้แพลตฟอร์มการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นช่องทางในการฟอกเงิน ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ซึ่งเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในตลาดทุนไทยอย่างเร่งด่วน

กมธ.ปปง. เรียก 8 หน่วยงานบริษัทหลักทรัพย์ โยงฟอกเงิน ฉะ “ก.ล.ต.” เปิดช่อง หลังพบช่องโหว่ชัดเจน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการตรวจพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทำบัญชีม้าและการฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มโบรกเกอร์ โดยมีตัวเลขความเสียหายสูงถึง 59 ล้านบาท และมีผู้เสียหายกว่า 393 ราย ทางกรรมาธิการการป้องกัน ปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติดจึงต้องเร่งเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 8 แห่งมาร่วมชี้แจงเพื่อหาทางออก

บทสรุปจากมุมมองของ กมธ.ปปง. ต่อกรณีบริษัทหลักทรัพย์ โยงฟอกเงิน ฉะ “ก.ล.ต.” เปิดช่อง อย่างดุเดือด

จากการประชุมพบว่า ปัญหาหลักมาจากความบกพร่องของบุคลากรภายในบริษัทหลักทรัพย์เอง ที่ปล่อยปละละเลยในการตรวจสอบข้อมูลลูกค้า จนกลายเป็นช่องโหว่ให้กลุ่มสแกมเมอร์เข้ามาใช้บริการ สิ่งที่น่าผิดหวังคือ:

  • ตัวแทนบริษัทที่ถูกร้องเรียนปฏิเสธความรับผิดชอบในการเยียวยาผู้เสียหาย
  • ก.ล.ต. ยังขาดมาตรการลงโทษที่มีประสิทธิภาพและมาตรการเชิงรุกในการป้องกันความเสียหาย
  • โครงสร้างการตรวจสอบของสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทยอาจยังไม่เข้มงวดพอ

ทาง กมธ. จึงได้ทำหนังสือจี้ไปยัง ก.ล.ต. ให้เข้ามากำกับดูแลด่วนที่สุด รวมถึงประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความผิดพลาดทางเทคนิค แต่มันคือภัยคุกคามที่ลุกลามไปยังความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทยทั้งประเทศ

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า หลังจากที่ กมธ.ปปง. เรียก 8 หน่วยงานบริษัทหลักทรัพย์ โยงฟอกเงิน ฉะ “ก.ล.ต.” เปิดช่อง แล้วนั้น ทางหน่วยงานกำกับดูแลจะมีมาตรการอะไรที่ชัดเจนกว่าเดิมหรือไม่ เพราะทุกบาททุกสตางค์ของนักลงทุนมีค่าและไม่ควรถูกมิจฉาชีพฉกฉวยไปง่ายๆ ด้วยความบกพร่องของระบบที่ควรจะปลอดภัยที่สุด

ที่มา – กมธ.ปปง. เรียก 8 หน่วยงานบริษัทหลักทรัพย์ โยงฟอกเงิน ฉะ “ก.ล.ต.” เปิดช่อง

ย้ำรับจ้างเปิด “ซิมม้า” คุก 3 ปี ปรับ 3 แสนบาท

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวออนไลน์ทุกคนครับ ในยุคที่โทรศัพท์มือถือกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่ใครจะรู้ว่าซิมการ์ดธรรมดาๆ สามารถกลายเป็นอาวุธร้ายของเหล่ามิจฉาชีพได้ง่ายๆ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่โทรมาหลอกเงินพี่น้องประชาชน ล่าสุดรัฐบาลออกมาย้ำรับจ้างเปิด “ซิมม้า” คุก 3 ปี ปรับ 3 แสนบาท เพื่อเตือนให้ทุกท่าน โดยเฉพาะวัยรุ่นที่อาจเห็นแก่เงินค่าจ้างเล็กน้อย อย่าไปรับจ้างเปิดซิมให้คนแปลกหน้าเด็ดขาด เพราะเสี่ยงโดนจับเข้าคุกจริงๆ นะครับ

จากข้อมูลที่ นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2569 ว่า รัฐบาลกำลังบูรณาการทุกหน่วยงานเพื่อกวาดล้างอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยมุ่งเป้าไปที่ซิมม้า ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการโกงเงินออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์มักจ้างคนไทยรับเปิดซิมลงทะเบียนด้วยชื่อจริง แล้วนำไปใช้โทรหลอกลวง สร้างความเสียหายนับพันล้านบาทต่อปี ประชาชนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี

ย้ำรับจ้างเปิด “ซิมม้า” คุก 3 ปี ปรับ 3 แสนบาท

รัฐบาลย้ำชัดเจนเลยครับว่า ผู้ที่รับจ้างเปิดซิมการ์ดหรือยอมให้ผู้อื่นใช้ซิมที่ลงทะเบียนในชื่อตัวเอง โดยพิสูจน์ได้ว่าใช้ในการกระทำผิด ต้องรับโทษตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568) คือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ค่าจ้างที่ได้มักแค่ 200-500 บาท แต่ผลที่ตามมาคือติดคุกนับปี แถมมีประวัติอาชญากร ส่งผลกระทบชีวิตทั้งหมดเลยครับ

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่เจ้าหน้าที่ตามรอยได้จากข้อมูลซิมที่เชื่อมโยงกับ IP หรือหมายเลขโทรที่ใช้โทร scam ทำให้ผู้รับจ้างถูกจับกุมจริงหลายรายแล้ว อย่าคิดว่ามันไกลตัวนะครับ ย้ำรับจ้างเปิด “ซิมม้า” คุก 3 ปี ปรับ 3 แสนบาท เป็นคำเตือนที่จริงจังที่สุด

เป็นธุระจัดหา-ชักชวนซิมม้า โทษหนักคุก 5 ปี ปรับ 5 แสนบาท

ส่วนใครที่เก่งกาจกว่านั้น เช่น เป็นตัวกลางจัดหา โฆษณา ชักชวนให้ซื้อขาย ให้เช่า หรือให้ยืมซิมม้า บัญชีเงินฝากม้า บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ โทษจะหนักกว่ามาก คือจำคุกตั้งแต่ 2-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000-500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เรียกได้ว่าเป็นห่วงโซ่อาชญากรรมที่รัฐบาลจับตาเข้มข้น

  • เจ้าของซิมม้า: จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งสอง
  • ผู้เป็นธุระจัดหา/ชักชวน: จำคุก 2-5 ปี หรือปรับ 2-5 แสนบาท หรือทั้งสอง
  • หากซิมถูกใช้ในคดีใหญ่ เช่น หลอกลวงหมู่มาก โทษอาจรุนแรงยิ่งขึ้น

ทำไมซิมม้าถึงสำคัญนัก? เพราะมันช่วยให้มิจฉาชีพปกปิดตัวตน ส่ง SMS ลวงลงทะเบียนปลอม โทรหลอกให้โอนเงิน หรือแม้แต่ใช้ในแอปธนาคารม้า สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมมหาศาล รัฐบาลจึงไม่ปล่อยไว้แน่นอน

วิธีป้องกันตัวเองและช่วยแจ้งเบาะแสซิมม้า

เพื่อนๆ สามารถป้องกันได้ง่ายๆ โดยไม่ให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ-นามสกุล รูปถ่ายบัตรประชาชน หรือสแกนใบหน้า ไปให้คนอื่นเปิดซิมแทน ตรวจสอบซิมในชื่อตัวเองได้ที่ *154# หรือแอปผู้ให้บริการ หากพบซิมแปลกๆ ที่ไม่ได้เปิดเอง รีบแจ้งทันที นอกจากนี้ อย่าหลงเชื่อโฆษณาออนไลน์ที่รับจ้างเปิดซิม หากเห็นคนชักชวนเพื่อนๆ ให้ระวังไว้

  • อย่ายอมให้ใครสแกนใบหน้าหรือใช้ข้อมูลเปิดซิม
  • ตรวจสอบซิมในชื่อตัวเองเป็นประจำ
  • ไม่รับจ้างเปิดบัญชีหรือซิมแม้ได้ค่าจ้างสูง
  • แจ้งเบาะแสได้ที่ thaipoliceonline.com หรือโทร 1441 (AOC) ตลอด 24 ชม.

รัฐบาลและตำรวจกำลังกวาดล้างอย่างต่อเนื่องแล้วนะครับ มีการจับกุมผู้ต้องหาหลายพันราย สถิติอาชญากรรมออนไลน์ลดลงชัดเจน หากเราทุกคนช่วยกันรายงาน จะช่วยให้ประเทศไทยปลอดภัยจากมิจฉาชีพได้เร็วขึ้น

สุดท้ายนี้ ขอฝากว่าเงินหาง่ายๆ มักมาพร้อมความเสี่ยงสูง ย้ำรับจ้างเปิด “ซิมม้า” คุก 3 ปี ปรับ 3 แสนบาท อีกสักรอบ อย่าเห็นแก่ได้ง่ายๆ เลยครับ ชีวิตเราคืออนาคตที่ดีกว่า รีบแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ และครอบครัวรู้ ช่วยกันสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัย หากมีประสบการณ์หรือคำถาม แสดงความเห็นด้านล่างได้เลยนะครับ!

ที่มา – ย้ำรับจ้างเปิด “ซิมม้า” คุก 3 ปี ปรับ 3 แสนบาท เป็นธุระจัดหา-ชักชวน คุก 5 ปี ปรับ 5 แสน

จับ 4 คนไทย แอดมินเว็บพนันปอยเปต โดนนายจ้างปล่อยทิ้ง หลังบัญชีถูกอายัด

เหตุการณ์ จับ 4 คนไทย แอดมินเว็บพนันปอยเปต โดนนายจ้างปล่อยทิ้ง หลังบัญชีถูกอายัด สร้างความฮือฮาในแวดวงข่าวอาชญากรรมชายแดน สะท้อนปัญหาการหลอกลวงงานออนไลน์ที่เชื่อมโยงกับเว็บพนันผิดกฎหมายในพื้นที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนจังหวัดสระแก้ว ผู้เสียหายทั้ง 4 คนถูกชักชวนด้วยเงินเดือนสูงลิ่ว แต่สุดท้ายกลายเป็นเหยื่อที่ถูกทิ้งให้ลอยนวล

จับ 4 คนไทย แอดมินเว็บพนันปอยเปต โดนนายจ้างปล่อยทิ้ง หลังบัญชีถูกอายัด

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 06.30 น. เจ้าหน้าที่จากกองร้อยทหารพรานที่ 1206 ชุดลาดตระเวนฉก.อรัญประเทศ นำโดย พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับการฉก.อรัญประเทศ และ พ.อ.พงศกร เสืองาม ผู้บังคับการชค.ทพ.12 ได้เข้าจับกุมผู้ต้องสงสัย 4 คน ขณะที่กำลังลักลอบเดินเท้าข้ามชายแดนจากฝั่งกัมพูชาเข้าประเทศไทย บริเวณทุ่งนาท้ายหมู่บ้านกุดหิน หมู่ 4 ตำบลคลองน้ำใส อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ห่างจากถนนสาย 3366 ประมาณ 300 เมตร

ผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นคนไทย มีบัตรประชาชนติดตัว พวกเขายอมรับว่าลักลอบข้ามแดนเพื่อกลับภูมิลำเนา เจ้าหน้าที่จึงนำตัวมาสอบสวนที่กองร้อยทหารพรานที่ 1206 ทราบว่ามาจากจังหวัดมหาสารคาม 1 คน จังหวัดร้อยเอ็ด 2 คน และกรุงเทพมหานคร 1 คน

เส้นทางหลอกลวงสู่การเป็นแอดมินเว็บพนันปอยเปต

ผู้ต้องหาเล่าว่าตกเป็นเหยื่อตั้งแต่กลางเดือนมกราคม 2569 ได้รับการชักชวนผ่านเพจบนแอปพลิเคชันออนไลน์ เสนองานแอดมินเว็บพนันออนไลน์ที่ปอยเปต เงินเดือน 10,000-20,000 บาท โดยต้องเปิดบัญชีธนาคารก่อน มีผู้นำพารับจากบ้านแล้วลักลอบข้ามชายแดนช่องทางธรรมชาติไปกัมพูชา จากนั้นพาไปพักที่ SOKHA CONDOMINIUM อำเภอมาลัย จังหวัดบันเตียเมียนเจย ซึ่งอยู่ตรงข้ามอำเภออรัญประเทศ

ที่นั่น พวกเขาถูกให้สแกนหน้าเพื่อทำธุรกรรมบัญชีธนาคาร แต่ไม่นานบัญชีทั้งหมดถูกอายัด นายจ้างซึ่งเป็นคนไทยบอกว่า “หมดหน้าที่แล้ว จะส่งกลับไทย” แต่สุดท้ายผู้ควบคุมชาวกัมพูชานำมาทิ้งที่ชายแดนฝั่งกัมพูชา ให้เดินข้ามมาเอง จนถูกจับได้

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ปอยเปตเป็นศูนย์กลางเว็บพนันออนไลน์ขนาดใหญ่ มีการหลอกลวงคนไทยจำนวนมากด้วยงานรายได้ดี แต่จริงๆ แล้วเป็นการใช้บัญชีม้าในการฟอกเงินพนันออนไลน์ ผู้เสียหายมักถูกบังคับให้เปิดบัญชี สแกนหน้าเพื่อยืนยันตัวตน แล้วถูกทิ้งเมื่อบัญชีโดนอายัด

  • การชักชวนผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะเพจงานรายได้สูง
  • ต้องเปิดบัญชีธนาคารก่อนเริ่มงาน
  • ลักลอบข้ามแดนช่องทางธรรมชาติ
  • พักในคอนโดหรู แต่ทำงานสแกนธุรกรรมผิดกฎหมาย
  • ถูกทิ้งเมื่อบัญชีถูกอายัด

เจ้าหน้าที่ทหารพรานนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจคลองน้ำใส จังหวัดสระแก้ว เพื่อดำเนินคดีฐานลักลอบเข้าเมืองและเกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์

ข้อควรระวังจากกรณีจับ 4 คนไทย แอดมินเว็บพนันปอยเปต

กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนหางาน โดยเฉพาะงานออนไลน์ที่เสนอเงินเดือนสูงเกินจริง โดยเฉพาะที่ต้องเกี่ยวข้องกับบัญชีธนาคารหรือข้ามแดน ควรตรวจสอบนายจ้างให้ดี หลีกเลี่ยงงานที่ให้เปิดบัญชีก่อน และแจ้งเจ้าหน้าที่หากสงสัยถูกหลอกลวง เว็บพนันออนไลน์ผิดกฎหมายในปอยเปตมักเชื่อมโยงกับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ สร้างความเสียหายทั้งตัวบุคคลและสังคมไทย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานคล้ายๆ กันเกิดขึ้นบ่อยครั้งในพื้นที่สระแก้วและตราด แสดงให้เห็นว่าขบวนการนี้ยังคงดำเนินต่อไป รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต้องเข้มงวดปราบปรามมากขึ้น

สุดท้ายนี้ ขอเตือนพี่น้องประชาชนให้ระวังภัยจากงานหลอกลวง หากพบข้อมูลน่าสงสัย โทรแจ้งสายด่วน 191 หรือหน่วยทหารชายแดนใกล้เคียง เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อเหมือนกรณีนี้

ที่มา – จับ 4 คนไทย แอดมินเว็บพนันปอยเปต โดนนายจ้างปล่อยทิ้ง หลังบัญชีถูกอายัด

บิ๊กก้องยัน! เพิ่มโทษหนัก “อั้งยี่-ซ่องโจร” บัญชีม้า

พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. เผยว่า ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมติเห็นพ้องให้เพิ่มข้อหาหนักแก่กลุ่มบัญชีม้าของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้แก่ “อั้งยี่-ซ่องโจร” ซึ่งอาจทำให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษจำคุกกว่า 100 ปี

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้เปิดเผยถึงบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดี “อั้งยี่” “ซ่องโจร” “ร่วมกันหรือสนับสนุนฉ้อโกงประชาชนฯ” และ “ฟอกเงิน” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนคุมม้าและม้ากดเงินสดที่ตระเวนถอนเงินให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เนื่องจากมาตรการที่เข้มงวดและความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ ทำให้การตรวจสอบ ติดตาม และอายัดบัญชีม้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ สถานการณ์ชายแดนในปัจจุบันยังทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่สามารถนำบัญชีม้าข้ามแดนไปสแกนหน้าเพื่อทำธุรกรรมได้ ทำให้กลุ่มธุระจัดหาบัญชีม้า (คอกม้า) เปลี่ยนไปใช้วิธีการตระเวนถอนเงินสดที่หน้าเคาน์เตอร์ธนาคารและตู้ ATM โดยมีคนคุมซึ่งบางครั้งเป็นชาวจีน คอยควบคุมม้ากดเงินจำนวนมากให้สับเปลี่ยนหมุนเวียนมาถอนเงินสดและส่งมอบให้กับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อตัดตอนการติดตามเงินของผู้เสียหาย

ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจภายใต้ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ทำการสืบสวน สกัดกั้น และจับกุมผู้กระทำความผิดได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งในการจับกุมหลายครั้ง พบว่าทั้งผู้คุมม้าและเจ้าของบัญชีม้ามักอ้างว่าตนไม่มีส่วนรู้เห็นหรือไม่เกี่ยวข้องใดๆ และไม่ทราบว่าเงินที่ได้มานั้นมาจากการหลอกลวงผู้เสียหาย

ล่าสุด ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงิน

จากการหารือและประชุมร่วมกัน ที่ประชุมมีความเห็นว่า การกระทำของคนคุมม้าและม้ากดเงินสดที่ตระเวนถอนเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือเป็นการสมคบกันและรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อกระทำความผิด ซึ่งเป็นความผิดในข้อหาหนัก ได้แก่

  • ความผิดฐาน “อั้งยี่” (ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท
  • ถ้าเป็น “หัวหน้าอั้งยี่ ผู้จัดการ หรือผู้มีตำแหน่งในอั้งยี่” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
  • ความผิดฐาน “ซ่องโจร” (ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตามฐานความผิดข้างต้น ถือว่าเป็นความผิดตั้งแต่มีการสมคบวางแผนกันแล้ว แม้ว่าบัญชีนั้นจะยังไม่ได้มีเงินจากผู้เสียหายโอนเข้ามาก็ตาม อีกทั้งความผิดฐาน “อั้งยี่” และ “ซ่องโจร” นี้ยังเป็นความผิดที่แยกกันกับความผิดหลักของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือเป็นการกระทำซึ่งต่างกรรมต่างวาระกัน นอกจากจะโดนลงโทษตามกฎหมายนี้แล้ว ยังต้องรับโทษในฐานความผิดอื่นรวมด้วยอีก ทั้งความผิดฐาน “ร่วมกันหรือสนับสนุนฉ้อโกงประชาชนฯ” และความผิดฐานเกี่ยวกับการ “ฟอกเงิน” ซึ่งจะอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นหรือถูกหลอกมาไม่ได้ และหากมีการรับเงินจากผู้เสียหายหลายราย ศาลยังพิพากษาแบ่งแยกเป็นรายกรรม ตามจำนวนครั้งของธุรกรรมและตามจำนวนผู้เสียหาย ทำให้เมื่อบวกโทษกันแล้ว อาจถูกพิพากษาให้ติดคุกหนักมากกว่า 100 ปีก็เป็นได้

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดข้างต้น:

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2614/2568 วินิจฉัยว่า ความผิดฐานอั้งยี่, ซ่องโจร เป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่มีการสมคบวางแผนกัน
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8591/2563 วินิจฉัยว่า ความผิดฐานอั้งยี่, ซ่องโจร เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ กับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง, ร่วมกันฟอกเงิน สามารถฟ้องรวมกันได้
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 79/2564 วินิจฉัยว่า กระทำต่อผู้เสียหายต่างรายในต่างพื้นที่กัน เป็นการหลอกลวงแบบไม่เจาะจง ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1093/2568 วินิจฉัยว่า การหลอกลวงให้โอนเงินแต่ละครั้ง ภายใต้กลอุบายที่ต่างกัน ถือเป็นความผิดแยกกรรม
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1172/2566 วินิจฉัยว่า ความผิดฐานฟอกเงิน เป็นความผิดแยกต่างหากจากความผิดมูลฐาน
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3957/2566 วินิจฉัยว่า การถอนเงินจากบัญชี ถือว่าเป็นการแปรสภาพทรัพย์สิน เป็นความผิดฐานฟอกเงิน
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567 วินิจฉัยว่า การรับจ้างเปิดบัญชีถือเป็นการสนับสนุนการฉ้อโกงประชาชน แม้จำเลยจะอ้างว่าถูกหลอก แต่ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดได้
  • คำพิพากษาศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา คดีหมายเลขดำที่ อ.319/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อ.1230/2568 ได้มีคำพิพากษาลงโทษกลุ่มธุระจัดหาฯ และบัญชีม้า ซึ่งเป็นจำเลยในคดีแบ่งแยกเป็นรายกรรม จำคุกสูงสุด 119 ปี พร้อมสั่งคืนทรัพย์ให้แก่ผู้เสียหาย จำนวน 39 ราย

“อั้งยี่-ซ่องโจร” โทษหนักบัญชีม้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ทำความเข้าใจข้อหา “อั้งยี่-ซ่องโจร”

จากข่าวนี้ เราได้เห็นแล้วว่าการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นบัญชีม้า หรือผู้จัดหาบัญชีม้า ถือเป็นความผิดร้ายแรง และมีโทษหนักมาก ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจเข้าข่ายสนับสนุนการกระทำผิดของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ระมัดระวัง อย่าให้ใครใช้บัญชีของคุณ! การถูกหลอกให้เปิดบัญชีม้า อาจนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ที่คุณคาดไม่ถึง เพราะนอกจากจะต้องเสียเงินแล้ว ยังอาจต้องติดคุกอีกด้วย

สุดท้ายนี้ หากใครกำลังถูกหลอกลวงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าว อย่าลังเลที่จะแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป เพราะข้อหา “อั้งยี่-ซ่องโจร” จะทำให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษอย่างสาสม

สำหรับใครที่กำลังคิดจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นทางใดก็ตาม ขอให้คิดทบทวนให้ดี เพราะโทษทางกฎหมายนั้นหนักหนาสาหัสจริงๆ รู้แบบนี้แล้ว อย่าหาทำเลยนะครับ!

ที่มา – บิ๊กก้อง ยันเพิ่มข้อหาหนัก “อั้งยี่-ซ่องโจร” บัญชีม้าแก๊งคอลฯ ชี้อาจติดคุกกว่า 100 ปี

รวบ! แก๊งโรแมนซ์สแกม หลอกลงทุน สูญ 10 ล้าน

ตำรวจไซเบอร์รวบตัว 3 ผู้ต้องหาที่เป็นบัญชีม้าของแก๊ง “โรแมนซ์สแกม” ที่ใช้โปรไฟล์หนุ่มหล่อหลอกหญิงวัย 53 ปี จนเชื่อใจว่าจะใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน ก่อนจะชักชวนให้ลงทุน โดยเริ่มจากเงินจำนวนน้อย ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มยอดโอนขึ้นเรื่อย ๆ สูงสุดถึง 2 ล้านบาทต่อครั้ง จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปทั้งหมด 56 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 10 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ช่วยราชการ บช.สอท., พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. และ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 และ พ.ต.อ.โรจน์ศักดิ์ นัยผ่องศรี ผกก.2 บก.สอท.1 นำกำลังพร้อมหมายจับศาลอาญาพระโขนง เข้าจับกุม น.ส.วรรณวิษา หวานชะเอม อายุ 47 ปี ชาว จ.สระแก้ว, นายดลวี สระสิทธิ์ อายุ 20 ปี ชาว จ.ปราจีนบุรี และนายจิตรารุวัฒน์ เครือจันทร์ อายุ 41 ปี ชาว จ.ปราจีนบุรี

ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกจับกุมในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”

คดีนี้สืบเนื่องจากช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2567 ผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิงวัย 53 ปี ได้เข้าร่วมกลุ่มเฟซบุ๊กสาธารณะชื่อ “เกษียณรู้ใจ หาเพื่อนคุย เพื่อนกิน ชิวชิว” จากนั้นก็มีมิจฉาชีพใช้ภาพโปรไฟล์เป็นผู้ชายหน้าตาดี เข้ามาติดต่อชวนพูดคุยเรื่องทั่วไปผ่าน Messenger ก่อนจะเปลี่ยนไปพูดคุยกันในแอปพลิเคชันไลน์อย่างต่อเนื่องทุกวัน

ต่อมา ผู้เสียหายเห็นว่าสัญญาณการติดต่อผ่านไลน์ไม่ดี เป็นอุปสรรคในการพูดคุย จึงให้เปลี่ยนมาเป็นการโทรพูดคุยกันทางโทรศัพท์ โดยมิจฉาชีพมีการสอบถาม แสดงความห่วงใย ใส่ใจกันสม่ำเสมอ ด้วยความที่ผู้เสียหายเป็นคนโสด ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว อีกทั้งมิจฉาชีพรายดังกล่าวใช้คำพูดเชิงจิตวิทยาหว่านล้อม และพูดให้ความหวังเป็นประจำ เช่น บอกว่าต้องการคนที่เชื่อใจไว้ใจ พร้อมเดินไปด้วยกัน ในลักษณะหลอกให้รัก ต้องการที่จะจับ 3 สมาชิกแก๊ง “โรแมนซ์สแกม” หลอกผู้เสียหายจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ชวนลงทุนสูญ 10 ล้าน จนทำให้ผู้เสียหายเกิดความไว้ใจ

จากนั้น มิจฉาชีพก็เริ่มชักชวนให้ผู้เสียหายหารายได้ทางออนไลน์ โดยส่งลิงก์ให้ดาวน์โหลดแพลตฟอร์มชื่อ “LeLong” สอนให้สมัครสมาชิกเพื่อลงทะเบียนร้านค้าออนไลน์ พร้อมทั้งขอให้ถ่ายภาพบัตรประชาชนทั้งด้านหน้าและด้านหลังเพื่ออัปโหลดไปยังแพลตฟอร์ม พร้อมแนะนำวิธีการใช้งานและการนำสินค้าเข้าแพลตฟอร์ม

ครั้งแรก มิจฉาชีพแจ้งว่ามีลูกค้าต้องการซื้อสินค้า จึงให้ผู้เสียหายโอนเงินจำนวน 473.14 บาท เพื่อนำเข้าออเดอร์ และปรากฏว่าได้กำไรจริง สามารถถอนเงินออกมาได้ จากนั้นก็มีออเดอร์ของลูกค้าทยอยเข้ามาอีกเรื่อย ๆ มิจฉาชีพก็ใช้เหตุผลต่าง ๆ พูดหว่านล้อมให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่หลักร้อยแล้วเพิ่มยอดโอนเงินสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึง 2 ล้านบาทต่อครั้ง

โดยแต่ละครั้ง ระบบจะแจ้งหมายเลขบัญชีธนาคารที่แตกต่างกันไป แม้ผู้เสียหายจะเกิดความสงสัย มิจฉาชีพก็อ้างว่าระบบมีลูกค้าจำนวนมาก ทำให้บัญชีที่รับโอนเต็มวงเงิน จึงต้องมีหลายบัญชีในการรับโอน สุดท้ายผู้เสียหายโอนเงินไปทั้งหมด 56 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 10 ล้านบาท โดยได้รับผลตอบแทนกลับมาเพียงกว่า 4 พันบาท ก่อนจะรู้ตัวว่าถูกหลอกลวง จึงเข้าแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์เพื่อดำเนินคดีกับมิจฉาชีพ

ต่อมาชุดสืบสวน กก.2 บก.สอท.1 ทำการสืบสวนจนทราบผู้เกี่ยวข้องที่กระทำผิดทั้งหมดในขบวนการ ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ รวม 43 ราย โดยก่อนหน้านี้ถูกจับกุมไปแล้ว 10 ราย ก่อนติดตามจับกุมผู้กระทำผิดในกลุ่มรับจ้างเปิดบัญชีม้าเพิ่มอีก 3 ราย ประกอบด้วย น.ส.วรรณวิษา หวานชะเอม, นายดลวี สระสิทธิ์ และนายจิตรารุวัฒน์ เครือจันทร์

เบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.สอท.1 ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

จับ 3 สมาชิกแก๊ง “โรแมนซ์สแกม” หลอกผู้เสียหายจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ชวนลงทุนสูญ 10 ล้าน

คดีจับ 3 สมาชิกแก๊ง “โรแมนซ์สแกม” หลอกผู้เสียหายจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ชวนลงทุนสูญ 10 ล้านนี้ เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงกลโกงของมิจฉาชีพที่นับวันจะยิ่งซับซ้อนและแนบเนียนมากยิ่งขึ้น การหลอกลวงผ่านความรักและความไว้ใจ ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและสูญเสียเงินทองไปเป็นจำนวนมาก

สิ่งที่ต้องระวังเกี่ยวกับ แก๊ง “โรแมนซ์สแกม” หลอกผู้เสียหายจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ชวนลงทุนสูญ 10 ล้าน

  • อย่าหลงเชื่อคนแปลกหน้าที่เข้ามาตีสนิทในโลกออนไลน์ง่าย ๆ
  • ตรวจสอบข้อมูลของบุคคลที่คุณคุยด้วยอย่างละเอียด
  • อย่าโอนเงินให้ใครก็ตามที่คุณไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว
  • หากมีข้อเสนอการลงทุนที่ดูดีเกินจริง ให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ

จับ 3 สมาชิกแก๊ง “โรแมนซ์สแกม” หลอกผู้เสียหายจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ชวนลงทุนสูญ 10 ล้าน แสดงให้เห็นว่าภัยร้ายออนไลน์อยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด การมีสติและระมัดระวังตัวอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ที่มา – จับ 3 สมาชิกแก๊ง “โรแมนซ์สแกม” หลอกผู้เสียหายจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ชวนลงทุนสูญ 10 ล้าน

Scroll to top