เมียนมา

ขีดเส้น 31 มี.ค. นายจ้างรีบยื่นต่อใบอนุญาตแรงงานลาวเมียนมา

สวัสดีครับเพื่อนๆ เจ้านายทั้งหลายที่กำลังใช้แรงงานต่างด้าวจากลาว เมียนมา และเวียดนามอยู่ ถ้าคุณยังไม่อยากปวดหัวกับเรื่องกฎหมายแรงงาน ขีดเส้น 31 มี.ค. นี้ นายจ้าง ต้องรีบยื่นต่อใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม ให้เรียบร้อยนะครับ รัฐบาลเขาขีดเส้นชัดเจนเลย ถ้าพลาดเดดล็อคทั้งนายจ้างไทยและลูกจ้างต่างด้าวเลยทีเดียว วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่าต้องทำยังไงบ้าง จะได้ไม่พลาดโอกาส

ขีดเส้น 31 มี.ค. นี้ นายจ้าง ต้องรีบยื่นต่อใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม

ตามที่รัฐบาลประกาศตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ได้ต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้แรงงานสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่ใบเก่าหมดอายุ 31 มี.ค. 2569 อีก 1 ปี จนถึง 31 มี.ค. 2570 แต่ต้องยื่นผ่านระบบออนไลน์ eworkpermit.doe.go.th ให้ทันนะครับ นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกชัดว่าถ้าพ้นกำหนดแล้วกรมการจัดหางานตรวจเจอ มีลงโทษหนักทั้งสองฝ่ายเลย

ทำไมถึงสำคัญขนาดนี้? เพราะแรงงานกลุ่มนี้เป็นกำลังหลักในอุตสาหกรรมก่อสร้าง โรงงานผลิต และบริการต่างๆ ถ้าขาดไป ธุรกิจสะดุดแน่นอน ปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างด้าวกว่า 2 ล้านคน โดยเฉพาะ 3 สัญชาตินี้กว่า 1 ล้านคน ถ้าทุกคนทำถูกกฎหมาย ทุกฝ่ายก็ win-win กันหมด

ขขั้นตอนยื่นต่อใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม ก่อนขีดเส้น 31 มี.ค.

ไม่ต้องกังวลครับ ระบบออนไลน์ทำให้ง่ายขึ้นมาก นายจ้างเป็นคนยื่นแทนลูกจ้างได้เลย ขั้นตอนหลักๆ มีดังนี้:

  • ขั้นตอนที่ 1: ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานผ่าน eworkpermit.doe.go.th พร้อมเอกสาร เช่น ใบรับรองแพทย์ ประกันสุขภาพหรือประกันสังคม เอกสารนายจ้าง ชำระค่ายื่น 100 บาท/ฉบับ และค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 900 บาท/ฉบับ ต้องทำก่อน 31 มี.ค. 2569
  • ขั้นตอนที่ 2: รอนายทะเบียนพิจารณา ระหว่างนี้ใช้ทะเบียนใบอนุญาตเป็นหลักฐานทำงานได้ชั่วคราว จนกว่าจะได้ใบใหม่ แรงงานอยู่และทำงานต่อได้ถึง 31 มี.ค. 2570
  • ขั้นตอนที่ 3: แรงงานต้องไปตรวจลงตราวีซ่าหรือขออนุญาตอยู่ชั่วคราวให้เสร็จภายใน 28 ก.ย. 2569 แล้วอัพโหลดเอกสารครบในระบบ

เตรียมเอกสารให้พร้อมล่วงหน้าเลยครับ เช่น พาสปอร์ตหรือเอกสารแทน รูปถ่าย และหลักฐานอื่นๆ ถ้ามีปัญหาเรื่องเอกสาร สามารถขอคำปรึกษาได้ ห้ามปล่อยให้เลยเดดไลน์เด็ดขาด!

ผลที่ตามมาถ้าพลาดขีดเส้น 31 มี.ค. นี้ นายจ้าง ต้องรีบยื่นต่อใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม

ถ้าถูกตรวจเจอทำงานผิดกฎหมาย นายจ้างโดนปรับสูงสุด 800,000 บาท ต่อแรงงาน 1 คน แรงงานเองก็โดนปรับ ขับออกนอกประเทศ และแบนกลับมาทำงานไม่ได้อีก อย่าคิดว่าไม่เป็นไรนะครับ ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตรวจเข้มมาก โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

นอกจากนี้ การยื่นต่อถูกต้องยังช่วยให้นายจ้างเข้าถึงสิทธิประโยชน์ เช่น ลดหย่อนภาษี สนับสนุนจากรัฐ และลูกจ้างก็มีสวัสดิการดีขึ้น ธุรกิจยั่งยืนกว่าเดิมเยอะ

มีเคสจริงจากโรงงานในสมุทรปราการที่ลืมยื่น โดนปิดกิจการชั่วคราว ปรับเป็นล้าน ต้องรีสตาร์ทใหม่หมด ถ้าคุณไม่อยากเจอแบบนี้ รีบเช็คสถานะลูกจ้างแต่ละคนเลยครับ

คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับนายจ้าง

1. ใช้แอป DOL WORKPOINT ช่วยจัดการข้อมูลได้สะดวก
2. จัดอบรมลูกจ้างเรื่องกฎหมาย เพื่อป้องกันปัญหา
3. วางแผนงบค่าธรรมเนียมล่วงหน้า คิดเฉลี่ยคนละ 1,000 บาท
4. ถ้ามีหลายคน จัดทีมยื่นพร้อมกันประหยัดเวลา

ถ้าสงสัยอะไร โทรสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 หรือไปสำนักงานจัดหางานใกล้บ้านได้เลยครับ

สรุปนะครับ ขีดเส้น 31 มี.ค. นี้ นายจ้าง ต้องรีบยื่นต่อใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม เป็นโอกาสทองให้ธุรกิจต่อเนื่องได้อย่างถูกต้อง รีบดำเนินการวันนี้ ผ่านเว็บ eworkpermit.doe.go.th แล้วธุรกิจคุณจะมั่นคง ไม่ต้องกังวลเรื่องกฎหมายอีกต่อไป ลุยเลยครับ!

คำถามยอดฮิต:

  • ยื่นสายได้ไหม? ไม่ได้ครับ ต้องก่อน 31 มี.ค. 2569
  • เอกสารแพทย์ต้องอายุเท่าไหร่? ไม่เกิน 3 เดือน
  • แรงงานที่อยู่นอกประเทศล่ะ? ต้องกลับมาดำเนินการ

การปฏิบัติตามกฎหมายไม่ใช่ภาระ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตธุรกิจที่ยั่งยืนครับ

ที่มา – ขีดเส้น 31 มี.ค. นี้ นายจ้าง ต้องรีบยื่นต่อใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม

จับตา “ขิ่น ยี” อดีตนายพลเมียนมา จ่อคุมเก้าอี้ประธานสภาฯ

จับตา “ขิ่น ยี” อดีตนายพลเมียนมา จ่อคุมเก้าอี้ประธานสภาฯ เป็นข่าวใหญ่ที่สายตาชาวโลกกำลังจับจ้อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากแหล่งข่าวภายในพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) เปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า อดีตนายพลผู้ทรงอิทธิพลคนนี้กำลังจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญที่สุดในสภาใหม่ของเมียนมา การเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นยุทธศาสตร์ชัดเจนของกองทัพเมียนมาในการรักษาอำนาจ แม้จะมีการเลือกตั้งและเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลพลเรือนก็ตาม

จับตา “ขิ่น ยี” อดีตนายพลเมียนมา จ่อคุมเก้าอี้ประธานสภาฯ

หลังรัฐประหารปี 2021 รัฐบาลทหารเมียนมามีกำหนดถ่ายโอนอำนาจอย่างเป็นทางการเมื่อสภาชุดใหม่เปิดประชุมเดือนหน้า แต่บรรยากาศยังคงตึงเครียด นายขิ่น ยี หรือ Khin Yi ประธานพรรค USDP ซึ่งเป็นพรรคที่กองทัพหนุนหลังตั้งแต่ปี 2010 คือตัวเต็งอันดับหนึ่ง แหล่งข่าวจากพรรคถึง 3 รายยืนยันกับรอยเตอร์ว่า เขาจะได้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ตำแหน่งนี้มีพลังอำนาจมหาศาล เพราะต้องควบคุมการเลือกประธานาธิบดี ผ่านกฎหมาย อนุมัติงบประมาณ และเห็นชอบแต่งตั้งบุคคลสำคัญ

บทบาทสำคัญของขิ่น ยี ในเวทีการเมืองเมียนมา

ขิ่น ยี ไม่ใช่หน้าใหม่ เขาเคยเป็นพลจัตวาและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความใกล้ชิดกับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารอย่างมาก แหล่งข่าวระบุว่าอดีตนายพลหลายคนในพรรค USDP มีโอกาสได้รองประธานาธิบดีคนที่ 1 และ 2 แต่สำหรับขิ่น ยี ตำแหน่งประธานสภาฯ คือที่ที่เหมาะสมที่สุดจากประสบการณ์และบทบาทของเขา

ระบบรัฐธรรมนูญเมียนมาให้กองทัพครองที่นั่งสภา 25% อัตโนมัติ และควบคุมกระทรวงหลักอย่างกลาโหม กิจการชายแดน และมหาดไทย ผลเลือกตั้งล่าสุด พรรค USDP กวาดที่นั่งถึง 81% ทั้งสภาสูงสภาล่าง แม้การเลือกตั้งเกิดท่ามกลางสงครามกลางเมืองและผู้มาใช้สิทธิ์น้อย แต่ก็เพียงพอให้รัฐสภาตกอยู่ใต้การควบคุมของกองทัพ

  • พรรค USDP กวาดที่นั่ง 81% ในสภาทั้งสอง
  • กองทัพควบคุมกระทรวงสำคัญ 3 แห่ง
  • สภาที่ปรึกษาแห่งสหภาพใหม่ 5 ชุด เพื่อกำกับทั้งพลเรือนและทหาร

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งสภาที่ปรึกษาแห่งสหภาพ คณะกรรมการ 5 รายชุดใหม่ เพื่อดูแลการบริหารทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร นักวิเคราะห์เชื่อว่านี่คือกลไกที่ช่วยให้มิน อ่อง หล่าย ขึ้นเป็นประธานาธิบดีโดยไม่ต้องปล่อยอำนาจกองทัพ

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญต่อการเมืองเมียนมา

ถิ่น จอ เอ นักวิเคราะห์การเมืองอิสระ วิเคราะห์ว่า ตำแหน่งประธานสภาฯ มีอิทธิพลมากกว่ารองประธานาธิบดีที่เป็นเชิงพิธีการ “นี่คือตำแหน่งที่จะใช้อำนาจได้มากที่สุด หากไม่ได้เป็นประธานาธิบดี” ขณะที่ ส.ส.ใหม่จาก USDP บอกว่าข้อมูลการแต่งตั้งเป็นความลับสุดยอด แต่ในการประชุมพรรคล่าสุด ขิ่น ยี ถูกทาบทามให้เป็นรองประธานาธิบดี แต่เขาปฏิเสธเพราะอยากมีบทบาทในสภามากกว่า

สถานการณ์การเมืองเมียนมาในปัจจุบันยังคงซับซ้อน สงครามกลางเมืองรุนแรง ผู้คนจำนวนมากหลีกเลี่ยงการเลือกตั้ง การที่พรรค USDP ชนะถล่มทลายจึงถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส แต่สำหรับกองทัพ มันคือชัยชนะที่ยืนยันอำนาจเบ็ดเสร็จ การจับตา “ขิ่น ยี” อดีตนายพลเมียนมา จ่อคุมเก้าอี้ประธานสภาฯ จึงเป็นสัญญาณสำคัญที่นักการเมืองและนักลงทุนต้องไม่พลาด

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่ากองทัพเมียนมาไม่ยอมเสียอำนาจง่ายๆ แม้จะมีการเลือกตั้ง ผู้ติดตามข่าวสารควรจับตาดูพัฒนาการต่อไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – จับตา “ขิ่น ยี” อดีตนายพลเมียนมา จ่อคุมเก้าอี้ประธานสภาฯ

กองทัพเมียนมายกระดับโจมตีทางอากาศรัฐคะฉิ่น

สถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมามีแนวโน้มรุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อกองทัพเมียนมายกระดับโจมตีทางอากาศรัฐคะฉิ่นหลายพื้นที่ หลังจากอ้างว่าเครื่องบินโดยสารของสายการบินแห่งชาติถูกโจมตีด้วยโดรนพุ่งชนที่สนามบินมิตจีนา เหตุการณ์นี้จุดชนวนให้เกิดปฏิบัติการทางอากาศที่เข้มข้นมากขึ้น สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านในพื้นที่

กองทัพเมียนมายกระดับโจมตีทางอากาศรัฐคะฉิ่น

ตามรายงานเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 กองทัพเมียนมาได้เพิ่มความถี่ในการโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่องในรัฐคะฉิ่นตั้งแต่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พื้นที่เป้าหมายครอบคลุมหลายจุดสำคัญใกล้ชายแดนจีน เช่น เมืองไลซา ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) โดยเช้าวันจันทร์ กองทัพทิ้งระเบิดใกล้หมู่บ้านวาชองและลามยางในเมืองเวียงมอว์ ซึ่งเป็นจุดปะทะบ่อยครั้งระหว่างทหารรัฐบาลกับ KIA นอกจากนี้ยังมีรายงานการทิ้งระเบิดใกล้หมู่บ้านมินจางในเมืองโมเมาก์ แม้ยังไม่ทราบจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บที่แน่ชัด แต่เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ประชาชนในพื้นที่หวาดกลัวอย่างมาก

จุดเริ่มต้นจากเหตุโดรนโจมตีเครื่องบินโดยสาร

สาเหตุหลักที่ทำให้กองทัพเมียนมายกระดับโจมตีทางอากาศรัฐคะฉิ่นคือเหตุการณ์เมื่อวันที่สำคัญที่เครื่องบินโดยสารแบบ ATR 72-600 ของสายการบิน Myanmar National Airlines ถูกโดรนพลีชีพพุ่งชนขณะจอดอยู่ที่สนามบินมิตจีนา รัฐบาลทหารเมียนมาโทษว่า KIA เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง และประกาศว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม พ.อ. นอว์ บู โฆษกของ KIA ออกมาปฏิเสธอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่าไม่มีนโยบายโจมตีเป้าหมายพลเรือน และเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายพวกเขา

รัฐคะฉิ่นเป็นหนึ่งในรัฐที่มีความขัดแย้งยืดเยื้อมายาวนาน โดย KIA เป็นกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์คะฉิ่นที่ต่อสู้เพื่ออิสรภาพและสิทธิของชาวคะฉิ่นมาตั้งแต่ปี 1961 หลังการรัฐประหารในปี 2564 สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อกลุ่มต่อต้านต่างๆ รวมตัวกันต่อกรกับรัฐบาลทหาร ทำให้เกิดการปะทะหนักหน่วง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือใกล้ชายแดนจีนและไทย

  • พื้นที่ที่ถูกโจมตีล่าสุด: เมืองไลซา, หมู่บ้านวาชอง, ลามยางในเวียงมอว์, หมู่บ้านมินจางในโมเมาก์
  • อาวุธที่ใช้: เครื่องบินรบและระเบิดทางอากาศ
  • ผลกระทบ: ชาวบ้านขาดที่หลบภัย โดยเฉพาะหากมิตจีนาถูกโจมตีหนัก

การโจมตีทางอากาศเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายทางกายภาพ แต่ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนนับหมื่นคน หลายครอบครัวต้องอพยพหนีภัยไปยังพื้นที่ใกล้เคียง สร้างวิกฤตมนุษยธรรมที่รุนแรง ชาวบ้านในรัฐคะฉิ่นหลายคนแสดงความกังวลว่าหากการโจมตีขยายวงกว้างขึ้น จะไม่มีที่หลบภัยที่ปลอดภัยอีกต่อไป

บริบทความขัดแย้งในเมียนมาและผลกระทบระยะยาว

ความขัดแย้งในเมียนมาไม่ได้จำกัดแค่รัฐคะฉิ่นเท่านั้น แต่แผ่ขยายไปยังรัฐฉาน รากข่า และพื้นที่อื่นๆ กลุ่มต่อต้านอย่าง KIA, AA, TNLA และ PDF ได้ร่วมมือกันภายใต้นายกองทัพสามพี่น้อง สร้างความเสียหายหนักให้กับกองทัพรัฐบาล การใช้โดรนโจมตีโดยฝ่ายกบฏกลายเป็นยุทธวิธีใหม่ที่ทำให้กองทัพรัฐบาลเสียเปรียบ โดยเฉพาะเหตุการณ์เครื่องบินโดยสารที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

นอกจากนี้ พื้นที่รัฐคะฉิ่นยังเป็นเส้นทางค้าชายแดนสำคัญกับจีน ทำให้จีนมีบทบาทในการไกล่เกลี่ย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นความคืบหน้า สถานการณ์นี้อาจกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยที่อยู่ใกล้ชายแดน

ในมุมมองของผู้เขียน การยกระดับโจมตีทางอากาศเช่นนี้อาจนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบที่ไม่มีผู้ชนะ สิ่งที่จำเป็นคือการเจรจาสันติภาพผ่านช่องทางนานาชาติ เพื่อยุติความทุกข์ทรมานของประชาชน ผู้อ่านควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและสนับสนุนกิจกรรมช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม หากคุณมีมุมมองอย่างไร สามารถแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – กองทัพเมียนมายกระดับโจมตีทางอากาศรัฐคะฉิ่น หลังอ้างว่าเครื่องบินโดยสารสายการบินแห่งชาติถูกโดรนถล่ม

เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมอาชญากรรมสงคราม

เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง “อาชญากรรมสงคราม” สะเทือนอาเซียน เป็นข่าวร้อนที่กำลังสร้างความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลทหารเมียนมาได้ประกาศขับไล่อุปทูตของติมอร์-เลสเต ออกจากประเทศ หลังจากที่ติมอร์-เลสเตเริ่มดำเนินคดีทางกฎหมายต่อกองทัพเมียนมาในข้อหาอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง “อาชญากรรมสงคราม” สะเทือนอาเซียน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ รัฐบาลทหารเมียนมาได้เรียกอุปทูตติมอร์-เลสเตเข้าพบเมื่อวันศุกร์ และสั่งให้ออกจากประเทศภายใน 1 สัปดาห์ โดยมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศ แถลงการณ์ระบุว่าการกระทำของติมอร์-เลสเตน่าผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะขัดกับหลักการอธิปไตยของอาเซียน

ติมอร์-เลสเตซึ่งเพิ่งเป็นสมาชิกอาเซียนเต็มรูปแบบคนที่ 11 เมื่อเดือนตุลาคม 2025 ได้แต่งตั้งอัยการอาวุโสเพื่อตรวจสอบคดีอาญาตามหลักเขตอำนาจศาลสากล องค์กร Chin Human Rights Organization (CHRO) ซึ่งเป็นตัวแทนชนกลุ่มน้อยชินในเมียนมา ได้เปิดเผยข้อมูลหลักฐานสำคัญ เช่น การข่มขืนหมู่ การสังหารหมู่ 10 ราย การฆ่าผู้นำศาสนา และการโจมตีโรงพยาบาลด้วยอากาศยาน

ผลกระทบจากเมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ

กรณีเมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง “อาชญากรรมสงคราม” สะเทือนอาเซียนนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก ในปี 2023 เมียนมาเคยขับนักการทูตติมอร์-เลสเตมาก่อน หลังพบปะกับฝ่ายบริหารเงา รัฐบาลทหารเมียนมาซึ่งยึดอำนาจตั้งแต่ปี 2021 เผชิญข้อกล่าวหาละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อเนื่อง โดยเฉพาะต่อชนกลุ่มน้อยอย่างชาวชินและโรฮิงญา ปัจจุบันยังมีคดีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เรื่องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญา

  • หลักฐานอาชญากรรมสงคราม: ข่มขืนหมู่ สังหารหมู่ โจมตีพลเรือน
  • ผลกระทบอาเซียน: ท้าทายกฎบัตรอาเซียนเรื่องไม่แทรกแซงภายใน
  • สถานการณ์เมียนมา: สงครามกลางเมืองยืดเยื้อ สิทธิมนุษยชนถูกละเมิด

ความเคลื่อนไหวนี้เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลทหารเมียนมา จากประชาคมโลกและเพื่อนบ้านอาเซียน ติมอร์-เลสเตใช้สิทธิเขตอำนาจศาลสากลเพื่อพิสูจน์ความรับผิดชอบต่ออาชญากรรมร้ายแรง แม้เหตุเกิดนอกประเทศ

นอกจากนี้ เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ยังสะท้อนปัญหาสิทธิมนุษยชนที่อาเซียนหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะยึดหลักไม่แทรกแซง แต่กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้ประเด็นเหล่านี้ถูกจับตา

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การดำเนินคดีของติมอร์-เลสเตเป็นก้าวสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ อาจเป็นแบบอย่างให้ประเทศอื่นในอาเซียนติดตาม หากเมียนมาไม่ปรับปรุง สถานการณ์อาจรุนแรงขึ้น

ติดตามข่าวสารการเมืองระหว่างประเทศและอาเซียนเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง “อาชญากรรมสงคราม” สะเทือนอาเซียน

ทรัมป์ลงนามต่ออายุ “ภาวะฉุกเฉินเมียนมา” คว่ำบาตรต่อ

ทรัมป์ลงนามต่ออายุ “ภาวะฉุกเฉินเมียนมา” เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการเมืองระหว่างประเทศ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้ตัดสินใจขยายเวลาประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับเมียนมาออกไปอีก 1 ปีเต็ม สิ่งนี้เปิดทางให้สหรัฐฯ สามารถบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อกองทัพเมียนมาได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องหยุดชะงัก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นการต่ออายุประกาศที่เริ่มต้นครั้งแรกหลังจากการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2564 ทรัมป์ย้ำชัดว่าสถานการณ์ในเมียนมาและบริเวณโดยรอบยังคงเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ทำให้จำเป็นต้องรักษามาตรการเหล่านี้ไว้

ทรัมป์ลงนามต่ออายุ “ภาวะฉุกเฉินเมียนมา” อย่างไร

การตัดสินใจของทรัมป์ลงนามต่ออายุ “ภาวะฉุกเฉินเมียนมา” นี้ ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ สามารถดำเนินนโยบายกดดันรัฐบาลทหารเมียนมาได้ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนอนุมัติจากสภาคองเกรสใหม่ทุกปี นอกจากนี้ ทรัมป์ยังลงนามในร่างกฎหมายงบประมาณที่จัดสรรเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้เมียนมามูลค่า 121 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่กำชับชัดเจนว่าเงินก้อนนี้จะไม่ไหลไปถึงมือรัฐบาลทหารเด็ดขาด

ผลกระทบจากการทรัมป์ลงนามต่ออายุภาวะฉุกเฉินเมียนมา

มาตรการคว่ำบาตรที่ยังคงมีผลบังคับใช้หลังจากทรัมป์ลงนามต่ออายุ “ภาวะฉุกเฉินเมียนมา” ครอบคลุมหลายด้าน โดยเฉพาะการจำกัดการค้าขายและการเงินที่เชื่อมโยงกับกองทัพเมียนมา สถานการณ์ในเมียนมาเองยังคงตึงเครียด มีการปะทะกันระหว่างกองทัพกับกลุ่มต่อต้านอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากเผชิญความเดือดร้อนด้านมนุษยธรรม

เพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น มาดูรายละเอียดมาตรการหลักๆ กัน:

  • ห้ามจำหน่ายเชื้อเพลิงเครื่องบิน: สกัดกั้นการเคลื่อนย้ายของกองทัพทางอากาศ
  • ขึ้นบัญชีดำสถาบันการเงิน: ธนาคารหรือหน่วยงานที่ทำธุรกรรมกับรัฐบาลทหารจะถูกแบนจากระบบการเงินสหรัฐฯ
  • คว่ำบาตรบุคคลและบริษัท: ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนถูกขึ้นบัญชีดำ
  • จำกัดการส่งออกอาวุธ: ป้องกันไม่ให้เมียนมาได้รับอาวุธจากสหรัฐฯ หรือพันธมิตร

ทรัมป์ยังระบุว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะติดตามสถานการณ์การเจรจาและการลดความรุนแรงในเมียนมาอย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับระดับมาตรการให้เข้มข้นขึ้นหากจำเป็น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

บริบทสถานการณ์เมียนมาและบทบาทสหรัฐฯ

ตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2564 กองทัพเมียนมาได้ยึดอำนาจจากนางอองซาน สุจี และรัฐบาลพลเรือน ส่งผลให้เกิดการประท้วงใหญ่และการต่อสู้ติดอาวุธทั่วประเทศ สหรัฐฯ และชาติตะวันตกตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรทันที โดยภาวะฉุกเฉินเมียนมาเป็นเครื่องมือหลักในการบังคับใช้

การที่ทรัมป์ลงนามต่ออายุ “ภาวะฉุกเฉินเมียนมา” แสดงให้เห็นว่านโยบายต่อเมียนมาของสหรัฐฯ ไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะมีการเปลี่ยนตัวผู้นำ การช่วยเหลือมนุษยธรรม 121 ล้านดอลลาร์นี้จะถูกส่งผ่านองค์กรระหว่างประเทศอย่าง UNICEF หรือ Red Cross เพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและเด็กกำพร้าโดยตรง

อนาคตของมาตรการคว่ำบาตรเมียนมา

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น สหรัฐฯ อาจเพิ่มมาตรการใหม่ เช่น คว่ำบาตรบริษัทพลังงานหรือเหมืองแร่ที่กองทัพถือหุ้น นอกจากนี้ การประสานงานกับอาเซียนและจีนซึ่งมีอิทธิพลในเมียนมาก็เป็นประเด็นสำคัญ

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจทรัมป์ลงนามต่ออายุ “ภาวะฉุกเฉินเมียนมา” เป็นก้าวที่ถูกต้องเพื่อกดดันให้เกิดประชาธิปไตยในเมียนมา แต่สหรัฐฯ ควรเพิ่มการทูตและช่วยเหลือประชาชนมากขึ้น เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก สถานการณ์นี้ยังคงเป็นบททดสอบนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ในสมัยที่สอง

คุณคิดอย่างไรกับการทรัมป์ลงนามต่ออายุภาวะฉุกเฉินเมียนมา? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ทรัมป์ลงนามต่ออายุ “ภาวะฉุกเฉินเมียนมา” เปิดทางสหรัฐฯ คว่ำบาตรกองทัพเมียนมาต่ออีก 1 ปี

ม.ย่างกุ้ง มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มิน อ่อง หล่าย

ม.ย่างกุ้ง มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มิน อ่อง หล่าย กลายเป็นประเด็นร้อนในสังคมเมียนมา เมื่อมหาวิทยาลัยย่างกุ้งสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ ตัดสินใจมอบปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ให้กับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารที่ครองอำนาจมาตั้งแต่การรัฐประหารปี 2564 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประชาชน นักวิชาการ และศิษย์เก่า ที่มองว่าเป็นการทำลายเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัยประวัติศาสตร์

ม.ย่างกุ้ง มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ “มิน อ่อง หล่าย” ท่ามกลางเสียงประณามจากประชาชนและนักวิชาการ

การมอบปริญญาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่จุดชนวนความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในสังคมเมียนมา ผู้คนจำนวนมากตั้งคำถามถึงคุณค่าของการตัดสินใจนี้ โดยเฉพาะเมื่อมองย้อนไปยังสถานการณ์ในประเทศตั้งแต่การรัฐประหาร มิน อ่อง หล่าย ถูกมองว่าเป็นผู้รับผิดชอบต่อความรุนแรง การปราบปรามประชาชน และวิกฤตมนุษยธรรมที่เกิดขึ้น รายงานจากองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่า มีชาวเมียนมากว่า 3.6 ล้านคนต้องพลัดถิ่นไหว และกว่า 15 ล้านคนเผชิญความอดอยากรุนแรง แต่ปริญญานี้กลับยกย่อง “ภาวะผู้นำ” ของเขา

เหตุผลจากฝั่งรัฐบาลทหาร

นพ.จ่อ จ่อ เซ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของรัฐบาลทหาร ออกมาปกป้องโดยชี้ว่า การมอบปริญญา ม.ย่างกุ้ง มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มิน อ่อง หล่าย เป็นการเชิดชูผลงานในการนำพาประเทศผ่านวิกฤต เช่น การรับมือ санкции จากนานาชาติ การจัดการเลือกตั้ง และการสร้างเจดินห์ขนาดใหญ่ในเนปิดอว์ รวมถึงยกย่องความเสียสละส่วนตัวของผู้นำทหารคนนี้ อย่างไรก็ตาม เสียงจากฝั่งรัฐบาลดูจะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมส่วนใหญ่

เสียงคัดค้านจากนักวิชาการและประชาชน

แถลงการณ์ร่วมจากสภามหาวิทยาลัยชั่วคราว สมาคมคณาจารย์ และสหพันธ์นักศึกษาทั่วเมียนมา เรียกการกระทำนี้ว่า “การสวมครุยวิชาการให้เครื่องมือของความรุนแรง” มหาวิทยาลัยย่างกุ้งซึ่งก่อตั้งปี 2463 เคยเป็นศูนย์กลางการต่อสู้เพื่อเอกราชและต่อต้านเผด็จการ แต่บัดนี้กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของการครอบงำจากทหาร นักวิชาการหลายคนเปรียบเทียบว่ามันคือ “ตราบาป” ที่จะตามหลอกหลอนสถาบันตลอดไป

  • ประชาชนตั้งคำถาม: แยก “บริหารรัฐกิจ” กับ “ทำลายประเทศ” ได้หรือไม่?
  • ศิษย์เก่าประณาม: ทำลายเกียรติยศมหาวิทยาลัย
  • นักกิจกรรม: สะท้อนการแทรกแซงการศึกษาโดยทหาร

นอกจากนี้ ยังมีกระแสในโซเชียลมีเดียที่ล้อเลียนการมอบปริญญา โดยบางคนบอกว่า มันควรเป็น “ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ด้านการรัฐประหารศาสตร์” มากกว่า สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงรอยร้าวลึกในสังคมเมียนมา ที่การศึกษาถูกดึงเข้าสู่การเมืองแบบเผด็จการ

บริบทประวัติศาสตร์และผลกระทบระยะยาว

มหาวิทยาลัยย่างกุ้งมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์เมียนมา เคยเป็นฐานที่มั่นของนักศึกษาที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในอดีต แต่หลังรัฐประหาร การศึกษาถูกควบคุมอย่างเข้มงวด การมอบปริญญาให้มิน อ่อง หล่าย จึงไม่ใช่แค่เกียรติยศส่วนบุคคล แต่เป็นสัญญาณของการสูญเสียเอกลักษณ์ทางวิชาการ ผลกระทบอาจทำให้ศิษย์เก่าและบุคคลากรต่อต้านมากขึ้น สร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลทหารในระยะยาว

จากมุมมองกว้างขึ้น เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาการเมืองในหลายประเทศ ที่สถาบันการศึกษาได้รับอิทธิพลจากผู้มีอำนาจ สุดท้ายแล้ว มันย้ำเตือนว่าความรู้และเกียรติยศทางวิชาการไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจมอบปริญญานี้? มันจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยย่างกุ้งอย่างไรในอนาคต? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลให้แพร่หลาย

ที่มา – ม.ย่างกุ้ง มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ “มิน อ่อง หล่าย” ท่ามกลางเสียงประณามจากประชาชนและนักวิชาการ

บุกค้นโกดังมหาชัย จับสาวพม่า ปลอมแชมพูยาสีฟัน

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวเด็ดจากแวดวงตำรวจปราบปรามความผิดทางเศรษฐกิจ หรือ ปอศ. มาเล่าให้ฟังแบบเป็นกันเองเลยนะ บุกค้นโกดังเมืองมหาชัย จับสาวพม่า ร่วมสามีชาวจีน ปลอมแชมพู ยาสีฟัน ขายถูกกว่าท้องตลาด เป็นข่าวร้อนที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่บุกจับกุมได้ของกลางเพียบกว่า 2 แสนชิ้น! เรื่องนี้ไม่ใช่แค่จับโจรปลอมของ แต่ยังเตือนใจเรื่องความเสี่ยงที่เราอาจเจอตอนซื้อของออนไลน์ราคาถูกๆ ด้วยนะ

บุกค้นโกดังเมืองมหาชัย จับสาวพม่า ร่วมสามีชาวจีน ปลอมแชมพู ยาสีฟัน ขายถูกกว่าท้องตลาด

เรื่องราวเริ่มจากตัวแทนบริษัทเจ้าของแบรนด์ดัง เข้าแจ้งความกับ บก.ปอศ. ว่ามีคนขาย แชมพูสระผม ยาสีฟัน และผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมปลอม ผ่านช่องทางออนไลน์ ในราคาถูกผิดปกติ แถมยังจัดโปรโมชั่นลดกระหน่ำ ล่อใจผู้บริโภคให้หลงกลซื้อไปใช้กันเพียบ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. จึงสั่งการให้ทีมงาน พ.ต.อ.ภูวเดช จุลกะเสวี ผกก.1 บก.ปอศ. และ พ.ต.ต.นพวัตติ์ ธารีจรัญพัฒน์ สว.กก.1 บก.ปอศ. ร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ลงพื้นที่สืบสวน

จากการติดตาม พวกเขาพบว่าคนร้ายแยกโกดังเก็บของ แยกออฟฟิศแพ็คของ และแยกสถานที่รับเงินผ่าน Payment Gateway ก่อนโอนเงินออกนอกประเทศ เพื่อเลี่ยงการถูกจับ สุดท้ายได้ขอหมายค้นจากศาลจังหวัดสมุทรสาคร บุกเข้าไปที่โกดัง ถนนเศรษฐกิจบางปลา ต.บ้านเกาะ และอาคารพักอาศัย ต.นาดี อ.เมืองสมุทรสาคร จับตัว Mrs. Sank สาวเมียนมา (หรือสาวพม่า) ได้คาหนังคาเขาข้อหา “ร่วมกันเสนอจำหน่าย จำหน่าย และมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม” ของแบรนด์ที่จดทะเบียนแล้ว

ของกลางที่ยึดได้จากการบุกค้นโกดังเมืองมหาชัย

ของกลางที่ยึดมานับไม่ถ้วน กว่า 200,000 ชิ้นเลยทีเดียว! รวมแชมพูสระผมปลอม ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม และยาสีฟันปลอมทั้งหมด แบรนด์ดังๆ ที่เราคุ้นเคย แต่ผลิตแบบโป๊ะเช้ะ ไม่ได้มาตรฐาน สินค้าเหล่านี้ขายถูกกว่าท้องตลาดมาก เพราะใช้วัตถุดิบถูกๆ อาจผสมสารอันตราย ทำให้ผิวหนังอักเสบ ผมร่วง หรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ ได้ง่ายๆ

Mrs. Sank สารภาพว่าเป็นคนดูแลโกดังและเป็นเจ้าของสินค้าปลอมทั้งหมด ทำธุรกิจคู่กับสามีชาวจีน โดยตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังติดตามตัวสามีมารับทราบข้อกล่าวหา และส่งตัวผู้ต้องหาไปที่ กก.1 บก.ปอศ. ดำเนินคดีต่อไป

อันตรายจากสินค้าปลอมแชมพู ยาสีฟัน และเคล็ดลับหลีกเลี่ยง

เพื่อนๆ ที่ชอบซื้อของออนไลน์ราคาถูก ต้องระวังนะ สินค้าปลอมพวกนี้ไม่ใช่แค่เอาเปรียบแบรนด์ แต่ยังเสี่ยงต่อสุขภาพด้วย เช่น แชมพูปลอมอาจทำให้หนังศีรษะระคายเคือง ยาสีฟันปลอมอาจมีสารฟลูออไรด์เกิน หรือสารเคมีอันตรายที่กินเข้าไปได้

  • ตรวจสอบราคา: ถ้าถูกกว่าท้องตลาด 30-50% มักปลอม
  • ดูผู้ขาย: ร้านใหม่ๆ หรือรีวิวปลอมๆ ต้องสงสัย
  • เช็คฉลาก: เครื่องหมาย อย. ชัดเจนไหม สีสันคมชัด
  • ซื้อจากร้าน官方: Shopee/Lazada official store หรือเว็บแบรนด์โดยตรง
  • สแกน QR Code: ถ้ามี ตรวจสอบได้ว่าจริงหรือไม่

การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ปอศ. และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ติดตามใกล้ชิดมาก เพื่อปกป้องผู้บริโภคอย่างเราๆ

สุดท้ายนี้ ขอฝากว่า การซื้อของถูกต้องดี แต่ต้องเช็คให้ดีก่อนนะ อย่าให้สุขภาพพังเพราะของปลอม ถ้าพบเห็นสินค้าปลอม รายงานได้ที่ ปอศ. โทร 1155 หรือกรมทรัพย์สินทางปัญญาเลย สนับสนุนของแท้ ช่วยเศรษฐกิจไทยด้วย!

ที่มา – บุกค้นโกดังเมืองมหาชัย จับสาวพม่า ร่วมสามีชาวจีน ปลอมแชมพู ยาสีฟัน ขายถูกกว่าท้องตลาด

จีน ยินดีเลือกตั้งเมียนมา กระชับสัมพันธ์รัฐบาลทหาร

จีนเป็นประเทศแรกที่ออกมาแสดงความยินดีกับการเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมา โดยชื่นชมว่าการเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมทั้งประกาศเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมาต่อไป ท่าทีดังกล่าวของจีนสร้างความแตกต่างจากนานาชาติส่วนใหญ่ที่ยังคงวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งครั้งนี้

จีนแสดงความยินดีเลือกตั้งเมียนมา ชมเป็นไปอย่างราบรื่นพร้อมเดินหน้ากระชับสัมพันธ์รัฐบาลทหาร

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 นายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้แถลงข่าวที่กรุงปักกิ่ง โดยระบุว่าจีนขอแสดงความยินดีกับเมียนมาที่จัดการเลือกตั้งทั่วไปได้อย่างมั่นคง เป็นระเบียบ และมีประชาชนเข้าร่วมอย่างคึกคัก นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่าจีนพร้อมที่จะเดินหน้ากระชับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้านกับเมียนมาต่อไป

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนยังเน้นย้ำว่า จีนจะพยายามผลักดันให้ประชาคมระหว่างประเทศเคารพการตัดสินใจของประชาชนเมียนมา และให้ความช่วยเหลือเชิงสร้างสรรค์เพื่อฟื้นฟูสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ท่าทีของจีนต่อการเลือกตั้งเมียนมาสวนทางกับชาติตะวันตกและองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมาก ที่ปฏิเสธที่จะรับรองการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยมองว่าเป็นการจัดฉากเพื่อสืบทอดอำนาจของกองทัพเมียนมาเท่านั้น หลายฝ่ายมองว่าการที่จีนออกมาแสดงความยินดีเลือกตั้งเมียนมานั้น เป็นการสนับสนุนรัฐบาลทหารอย่างชัดเจน

การเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมาจัดขึ้นภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร โดยการลงคะแนนรอบสุดท้ายของการเลือกตั้งที่ยืดเยื้อนานเกือบหนึ่งเดือนสิ้นสุดลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่ามกลางรายงานความไม่โปร่งใสและการคว่ำบาตรจากประชาชนจำนวนมาก

รายงานระบุว่า ผลการนับคะแนนเบื้องต้นชี้ว่า พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเป็นพรรคตัวแทนของรัฐบาลทหาร กำลังคว้าชัยชนะตามที่คาดการณ์ไว้ การที่พรรค USDP ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ยิ่งทำให้หลายฝ่ายกังวลเกี่ยวกับอนาคตของประชาธิปไตยในเมียนมา

ท่าทีของจีนต่อการเลือกตั้งเมียนมาสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างจีนกับรัฐบาลทหารเมียนมา จีนเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญที่สุดของเมียนมา และให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารมาโดยตลอดนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564

การที่จีนให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าจีนกำลังละเลยหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม จีนยังคงยืนยันว่าการดำเนินนโยบายของตนเป็นไปเพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาในภูมิภาค

ทำไมจีนถึงแสดงความยินดีกับการเลือกตั้งในเมียนมา?

มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นเหตุผลให้จีนออกมาแสดงความยินดีเลือกตั้งเมียนมา ชมเป็นไปอย่างราบรื่นพร้อมเดินหน้ากระชับสัมพันธ์รัฐบาลทหาร ประการเเรก จีนให้ความสำคัญกับความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค และมองว่าการสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมาเป็นวิธีหนึ่งในการรักษาเสถียรภาพในประเทศ

ประการที่สอง จีนมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากมายในเมียนมา และต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลเมียนมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์เหล่านั้น

และประการที่สาม จีนมีความกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลของชาติตะวันตกในภูมิภาค และมองว่าการสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมาเป็นวิธีหนึ่งในการถ่วงดุลอำนาจของชาติตะวันตก

การที่จีนให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคอย่างแน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปจะเป็นอย่างไร และประชาคมโลกจะมีท่าทีตอบสนองต่อสถานการณ์ในเมียนมาอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป

ที่มา – จีนแสดงความยินดีเลือกตั้งเมียนมา ชมเป็นไปอย่างราบรื่นพร้อมเดินหน้ากระชับสัมพันธ์รัฐบาลทหาร

ตม.นนท์ จับสาวพม่า แย่งอาชีพคนไทยทำช่างเสริมสวย

ตม.นนทบุรี บุกจับหญิงชาวเมียนมา แย่งอาชีพคนไทย เปิดโรงเรียนสอนทำผมให้ชาวเมียนมาด้วยกันเอง และมีลูกค้าชาวเมียนมาเข้ามาใช้บริการ สารภาพเปิดสอนมานานกว่า 3 เดือน นำตัวส่งดำเนินคดีที่ สภ.บางบัวทอง เพื่อผลักดันกลับประเทศ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 14 มกราคม 2569 พ.ต.อ.พัดธงทิว ดามาพงศ์ ผกก.ตม.จว.นนทบุรี พ.ต.ท.สุกฤษณ์ มีบำรุง รอง ผกก.ตม.จว.นนทบุรี พ.ต.ท.หญิง พิชญ์สินี วัฒนจึงโรจน์ สว.ตม.จว.นนทบุรี และเจ้าหน้าที่ ตม.ชุดสืบสวน พร้อมด้วย น.ส.อารยา ชัญถาวร จัดหางานจังหวัดนนทบุรี นายสุรชัย โคตรบุตรดี นายอำเภอบางใหญ่ นายอภิชาติ สุขรัตน์ ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบยังบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านบัวทอง หมู่ 6 ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี หลังปรากฏคลิปหลักฐานว่า บ้านหลังดังกล่าวซึ่งมีหญิงสาวชาวเมียนมาอาศัยอยู่ ลักลอบเปิดเป็นร้านเสริมสวยสอนทำผมให้กับชาวเมียนมาด้วยกันเอง

จากการบูรณาการเข้าตรวจสอบ พบ Ms. NAN THU THU KWAW OO หรือ น.ส.นัน ตู ตู จอ อู อายุ 36 ปี สัญชาติเมียนมา ซึ่งกำลังสอนทำผมให้กับหญิงสาวชาวเมียนมาอยู่ในบ้านอีกจำนวน 4 คน โดยทั้งหมดกำลังเรียนฝึกหัดวิธีการตัดผมและฝึกการยืดผม ซึ่งมีลูกค้าหญิงเมียนมาเข้ามาใช้บริการอยู่พอดีอีก 1 ราย ซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นการทำงานในตำแหน่งช่างเสริมสวย ซึ่งเป็นอาชีพต้องห้ามสำหรับคนต่างด้าว จึงได้แสดงตัวเข้าควบคุมตัว น.ส.นัน ตู ตู จอ อู อายุ 36 ปี ซึ่งทำหน้าที่เป็นครูผู้สอนไว้ โดยตั้งข้อกล่าวหาว่า เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้

ตม.นนท์ จับสาวพม่า แย่งอาชีพคนไทยทำช่างเสริมสวย

สอบถาม น.ส.นัน ตู ตู จอ อู อายุ 36 ปี กล่าวว่า ตนไม่ได้เปิดเป็นร้านเสริมสวยเพื่อทำการสอนทำผมแต่อย่างใด เพียงแต่ตนเองว่างงาน จึงเปิดสอนทำผมให้ชาวเมียนมาที่สนใจมาเรียนเท่านั้น และตนก็ไม่ได้คิดเงินค่าสอนด้วย

แต่จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม. ทราบว่า น.ส.นัน ตู ตู จอ อู สัญชาติเมียนมา ซึ่งถูกจับกุมในครั้งนี้ได้ลักลอบมาทำงานเป็นช่างเสริมสวย ช่างทำผมที่ร้านดังกล่าว โดยเริ่มทำงานมาได้ประมาณ 3 – 4 เดือน และมีรายได้จากการสอนทำผมให้กับลูกค้าชาวเมียนมา เดือนละ 8,000 บาท

ตม.นนท์ จับสาวพม่า แย่งอาชีพคนไทยทำช่างเสริมสวย

ส่วนหญิงที่มาทำผมอยู่ในร้านและหญิงสาวชาวเมียนมาที่มาเรียนทำผมในร้าน ในเบื้องต้นตรวจสอบแล้วไม่พบความผิด จึงได้ปล่อยตัวไป เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัว น.ส.นัน ตู ตู จอ อู มาทำการสอบปากคำที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนนทบุรี ก่อนนำตัวส่งดำเนินคดีที่ สภ.บางบัวทอง เพื่อผลักดันกลับประเทศต่อไป

ตม.นนท์ บุกจับสาวพม่า แย่งอาชีพคนไทยทำช่างเสริมสวย

เรื่องราวการแย่งอาชีพคนไทยทำช่างเสริมสวย กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อ ตม.นนทบุรี บุกเข้าจับกุมหญิงชาวพม่าที่ลักลอบเปิดโรงเรียนสอนทำผม โดยมีลูกค้าชาวพม่าเข้ามาใช้บริการ ทำให้เกิดคำถามถึงการบังคับใช้กฎหมายและการคุ้มครองอาชีพของคนไทย

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการลักลอบทำงานของชาวต่างชาติในประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานและอาชีพสงวนสำหรับคนไทย การที่ตม.นนท์ เข้าดำเนินการจับสาวพม่าในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าทางการไทยเอาจริงกับการปราบปรามแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

ทำไมต้องแย่งอาชีพคนไทย?

คำถามที่หลายคนอาจสงสัยคือ ทำไมชาวต่างชาติถึงเลือกที่จะแย่งอาชีพคนไทยทำช่างเสริมสวย หนึ่งในเหตุผลอาจเป็นเพราะความต้องการของตลาดแรงงานในกลุ่มชาวต่างชาติด้วยกันเอง หรืออาจเป็นเพราะมองเห็นโอกาสในการสร้างรายได้ที่มากกว่า

ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไร การกระทำดังกล่าวถือว่าผิดกฎหมายและส่งผลกระทบต่อคนไทยโดยตรง การที่หน่วยงานภาครัฐเข้ามาดำเนินการจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อรักษาความเป็นธรรมและป้องกันไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ

  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
  • การตรวจสอบและควบคุมแรงงานต่างด้าวอย่างเข้มงวด
  • การส่งเสริมและสนับสนุนอาชีพของคนไทย

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับเรื่องของกฎหมายและการบังคับใช้เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคมและเศรษฐกิจที่ซับซ้อน การแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเป็นธรรมและความยั่งยืนให้กับสังคมไทย

การแย่งอาชีพคนไทยทำช่างเสริมสวย ที่เกิดขึ้นในจังหวัดนนทบุรี เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายและต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย

ที่มา – ตม.นนท์ บุกจับสาวพม่า แย่งอาชีพคนไทยทำช่างเสริมสวย มีเปิดโรงเรียนสอนด้วย

Scroll to top