เลือกตั้งใหญ่

เอ็กซิตโพลชี้ พรรคนายกฯญี่ปุ่นจ่อชนะถล่มทลาย

เอ็กซิตโพลชี้ พรรคนายกฯ ญี่ปุ่นจ่อชนะเลือกตั้ง คว้าเสียงข้างมากถล่มทลาย เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองโลก โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ภายใต้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก ซานาเอะ ทาคาอิจิ ผลสำรวจเบื้องต้นจากสถานี NHK ชี้ว่าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ของเธอมีโอกาสสูงมากที่จะกวาดที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างเด็ดขาด

เอ็กซิตโพลชี้ พรรคนายกฯ ญี่ปุ่นจ่อชนะเลือกตั้ง คว้าเสียงข้างมากถล่มทลาย

การเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นครั้งนี้จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งล่วงหน้าโดยนายกฯ ทาคาอิจิประกาศยุบสภาเพื่อหวังใช้โมเมนตัมจากคะแนนนิยมที่พุ่งปรี๊ดตั้งแต่เธอขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค LDP เมื่อปลายปีก่อน ตามผลเอ็กซิตโพลของ NHK พรรค LDP คาดว่าจะได้ที่นั่งระหว่าง 274 ถึง 328 ที่นั่ง จากทั้งหมด 465 ที่นั่ง ซึ่งเกินกว่า 233 ที่นั่งที่ต้องการสำหรับเสียงข้างมากแบบเดี่ยวแล้ว หากรวมกับพันธมิตรอย่างพรรคอิชิน (Japan Innovation Party) อาจทะลุ 366 ที่นั่งไปเลยทีเดียว

เอ็กซิตโพลชี้ พรรคนายกฯ ญี่ปุ่นจ่อชนะเลือกตั้ง คว้าเสียงข้างมากถล่มทลาย: ปัจจัยหลัก

อะไรทำให้พรรคของทาคาอิจิรุดหน้าขนาดนี้? ภาพลักษณ์ของเธอที่ตรงไปตรงมา ขยันขันแข็ง และมีแนวคิดชาตินิยมแข็งกร้าว คือจุดขายหลัก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ อายุต่ำกว่า 30 ปี ที่สนับสนุนเธอเกือบ 90% ตามโพลล่าสุด แฟนคลับเรียกกระแสนี้ว่า “ซานะคัตสึ” หรือความคลั่งไคล้ซานาเอะ สินค้าที่เธอใช้อย่างกระเป๋าถือหรือปากกาสีชมพูกลายเป็นไอเท็มฮอต ขายเกลี้ยงในทันที

นโยบายเด่นที่เธอผลักดันคือการลดภาษี โดยเฉพาะระงับภาษีมูลค่าเพิ่ม 8% สำหรับอาหาร เพื่อบรรเทาค่าครองชีพที่พุ่งสูงจากเงินเฟ้อ แต่ก็สร้างความกังวลให้ตลาดการเงินและผู้สูงอายุที่กลัวภาระหนี้สินของญี่ปุ่นซึ่งสูงสุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะยิ่งบานปลาย นอกจากนี้ แนวทางด้านความมั่นคงที่แข็งกร้าวทำให้ความสัมพันธ์กับจีนตึงเครียด แต่กลับได้รับการหนุนจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ประกาศสปอร์ตเต็มที่

  • ที่นั่งที่คาดการณ์: LDP 274-328 ที่นั่ง
  • รวมพันธมิตร: สูงสุด 366 ที่นั่ง
  • กลุ่มสนับสนุนหลัก: เยาวชนและชาตินิยม
  • นโยบายหลัก: ลดภาษีอาหาร, เสริมความมั่นคง

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ในฤดูหนาวยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แสดงถึงกลยุทธ์เสี่ยงสูงของทาคาอิจิ วัย 64 ปี ที่พิสูจน์ว่าความนิยมส่วนตัวของเธอสามารถพลิกเกมได้ แม้จะมีเสียงวิจารณ์เรื่องนโยบายเศรษฐกิจ แต่ฐานเสียงเยาวชนที่เหนียวแน่นน่าจะช่วยให้เธอครองอำนาจต่อไป

ผลกระทบที่อาจตามมาคือ การผลักดันนโยบายชาตินิยมมากขึ้น ส่งผลต่อภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชีย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-จีน และการค้าโลก นักวิเคราะห์มองว่าชัยชนะถล่มทลายนี้อาจนำไปสู่รัฐบาลที่มั่นคง ช่วยให้ญี่ปุ่นรับมือวิกฤตเศรษฐกิจได้ดีขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน เอ็กซิตโพลชี้ พรรคนายกฯ ญี่ปุ่นจ่อชนะเลือกตั้ง คว้าเสียงข้างมากถล่มทลาย นี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะของ LDP แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านสู่ผู้นำหญิงที่ท้าทายขนบเก่า คุณคิดว่าทาคาอิจิจะนำพาญี่ปุ่นไปทางไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณสนใจข่าวการเมืองนานาชาติ ติดตามอัปเดตผลเลือกตั้งจริงได้ที่นี่!

ที่มา – เอ็กซิตโพลชี้ พรรคนายกฯ ญี่ปุ่นจ่อชนะเลือกตั้ง คว้าเสียงข้างมากถล่มทลาย

“แสวง” สั่ง ผอ.กกต.จังหวัด เลือกตั้ง 8 ก.พ. ต้องพร้อม

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการออกเสียงประชามติที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังเป็นที่จับตามองของประชาชนทั่วประเทศ หลังจากเกิดปัญหาในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ล่าสุด “แสวง” สั่ง ผอ.กกต.จังหวัด เลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ. ต้องพร้อม ไม่ซ้ำรอยเลือกตั้งล่วงหน้า โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกคำสั่งกำชับอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ทุกอย่างเรียบร้อยและโปร่งใส

“แสวง” สั่ง ผอ.กกต.จังหวัด เลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ. ต้องพร้อม ไม่ซ้ำรอยเลือกตั้งล่วงหน้า

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานข้อบกพร่องสำคัญในการติดประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. หน้าหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงาน กกต. และอาจกระทบสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้สมัครด้วย เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงาน กกต. นายแสวงได้ส่งข้อความทางไลน์กลุ่มไปยังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทุกแห่ง โดยย้ำให้ตรวจสอบความเรียบร้อยทุกหน่วย โดยเฉพาะการติดประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. ทุกคนในเขตนั้นๆ ให้ครบถ้วนก่อนวันเลือกตั้ง

ปัญหาจากการเลือกตั้งล่วงหน้าทำให้เกิดเสียงวิจารณ์หนัก เนื่องจากประชาชนบางส่วนไม่สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้สมัครได้อย่างถูกต้อง สร้างความไม่เชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง การสั่งการครั้งนี้จึงเป็นมาตรการป้องกันที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำรอยเดิมในการเลือกตั้งทั่วไปและประชามติครั้งนี้

ข้อความสั่งการเต็มจากนายแสวง บุญมี

“ท่าน ผอ. ครับ ด้วยมีข้อบกพร่องในการติดประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส. หน้าหน่วยเลือกตั้งในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 69 ทำให้เกิดความเสียหายกระทบต่อภาพลักษณ์ของ สนง. และอาจกระทบต่อสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วยก็ได้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นอีกในวันที่ 8 ก.พ. 69 ในการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ในวันจัดหน่วยเลือกตั้ง ให้ตรวจสอบว่าในทุกหน่วยเลือกตั้งได้มีการติดรายชื่อผู้สมัครทุกคนในเขตเลือกตั้งนั้นเรียบร้อยแล้ว และให้รายงานและยืนยันมาพร้อมกับการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง ภายในวันและเวลาที่ด้านบริหารเลือกตั้ง (ดบล) กำหนด ทั้งนี้ จะให้ ดบล มีหนังสือสั่งการไปอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ (4 ก.พ.) แล้วสำนักงาน กกต. จะแถลงข่าวความพร้อมเย็นวันที่ 7 ก.พ. 69 จะแถลงเรื่องนี้ว่า ได้มีการติดรายชื่อผู้สมัครทุกคนของทุกหน่วยในเขตเลือกตั้งเรียบร้อยก่อนวันเลือกตั้งแล้ว เลขาธิการ กกต.”

สิ่งที่ กกต. จังหวัดต้องเตรียมพร้อม

เพื่อให้การเลือกตั้งและประชามติวันที่ 8 ก.พ. 2569 ผ่านพ้นไปด้วยดี สำนักงาน กกต. ได้กำหนดแนวทางชัดเจน โดยมีรายการหลักที่ต้องตรวจสอบดังนี้:

  • การติดประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. ทุกคนในทุกหน่วยเลือกตั้ง ต้องครบถ้วนและชัดเจน
  • ตรวจสอบเครื่องมือและอุปกรณ์เลือกตั้งให้พร้อมใช้งาน
  • ประสานงานกับเจ้าหน้าที่หน่วยเลือกตั้งเพื่อป้องกันปัญหาซ้ำรอย
  • รายงานผลการตรวจสอบกลับไปยังด้านบริหารงานเลือกตั้ง (ดบล.) ตามกำหนด
  • เตรียมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ฝูงชนหนาแน่นหรือปัญหาทางเทคนิค

นอกจากนี้ สำนักงาน กกต. จะจัดการแถลงข่าวความพร้อมในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ เพื่อยืนยันว่าทุกหน่วยได้ติดรายชื่อผู้สมัครครบถ้วนแล้ว ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้

การเลือกตั้ง ส.ส. และประชามติในปี 2569 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่กำหนดทิศทาง政治ของประเทศ ปัญหาจากเลือกตั้งล่วงหน้าทำให้เกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือของ กกต. แต่คำสั่งของนายแสวงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไข หากทำได้ดี จะช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์และปกป้องสิทธิประชาชน ประชาชนควรเตรียมตัวโดยตรวจสอบบัตรประชาชนและสถานที่เลือกตั้งล่วงหน้า

ในมุมมองของผู้เขียน “แสวง” สั่ง ผอ.กกต.จังหวัด เลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ. ต้องพร้อม ไม่ซ้ำรอยเลือกตั้งล่วงหน้า เป็นก้าวสำคัญที่แสดงความรับผิดชอบ การที่ กกต. ยอมรับข้อผิดพลาดและแก้ไขทันที จะช่วยให้การเลือกตั้งครั้งนี้โปร่งใสและยุติธรรมยิ่งขึ้น ชาวเน็ตและประชาชนควรให้กำลังใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

อย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้งของคุณในวันที่ 8 ก.พ. นี้ เพื่อเสียงที่ดังของประชาชน! ติดตามข่าวสารการเลือกตั้งและ政治อัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา

ที่มา – “แสวง” สั่ง ผอ.กกต.จังหวัด เลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ. ต้องพร้อม ไม่ซ้ำรอยเลือกตั้งล่วงหน้า

กกต. สั่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อตผิดพลาดเลือกตั้ง

กกต. สั่งฝ่ายสืบสวนเร่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อต สั่งจังหวัดรายงานความผิดพลาดเลือกตั้งล่วงหน้า เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งใหญ่และประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กำลังจะมาถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้มีมติสำคัญในการประชุมล่าสุด เพื่อเร่งรัดการตรวจสอบข้อผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้า และปัญหาการเบิกเงินจำนวนมหาศาลจากนิติบุคคล ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับผู้สมัครหรือพรรคการเมือง

กกต. สั่งฝ่ายสืบสวนเร่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อต สั่งจังหวัดรายงานความผิดพลาดเลือกตั้งล่วงหน้า

ในการประชุม กกต. เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.30 น. สำนักงาน กกต. ได้สรุปรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้าให้ที่ประชุมทราบ โดยมีแนวทางแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำในการเลือกตั้งใหญ่และการออกเสียงประชามติที่กำลังจะมีขึ้นในวันอาทิตย์หน้า นอกจากนี้ ยังมีการรายงานข้อมูลการเบิกเงินผิดปกติจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งสำนักงาน กกต. กำลังตรวจสอบมูลเหตุและความเชื่อมโยงกับผู้สมัครหรือพรรคการเมือง โดย กกต. กำชับให้ฝ่ายสืบสวนเร่งดำเนินการโดยด่วน

ปัญหาความผิดพลาดในการเลือกตั้งล่วงหน้า

ปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้ามีหลายประการ เช่น การปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง ไม่ปิดเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครบางเบอร์ที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง รวมถึงข้อผิดพลาดอื่นๆ ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้สมัคร นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้ส่งข้อความในกลุ่มไลน์สำนักงาน กกต. ถึงเจ้าหน้าที่ทุกคน โดยระบุว่าข่าวที่นำเสนอทำให้สำนักงานและตัวเขาเองเสียหายอย่างมาก และเรื่องนี้ “คงไม่จบลงง่ายๆ” จึงสั่งการให้ กกต. จังหวัดที่เกี่ยวข้องรายงานชี้แจงข้อเท็จจริงโดยเร็ว พร้อมให้สำนักประชาสัมพันธ์ถอดเทปกรณีต่างๆ เพื่อติดตามและรายงานต่อ กกต.

การตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองและเบิกเงินบิ๊กล็อต

ที่ประชุม กกต. ยังไม่ได้พิจารณาข้อสังเกตจากคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายหาเสียงของ 51 พรรคการเมืองที่ใช้เงินพรรคในการโฆษณาหาเสียง ส.ส. โดยจะนำเข้าประชุมวันที่ 3 กุมภาพันธ์ต่อไป สำหรับการเบิกเงินบิ๊กล็อตนั้น กกต. มองว่าอาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง จึงสั่งเร่งตรวจสอบข้อมูลจาก ธปท. เพื่อหาความเชื่อมโยง

  • สรุปรายงานปัญหาเลือกตั้งล่วงหน้าและแนวทางแก้ไข
  • ตรวจสอบข้อมูลเบิกเงินผิดปกติจากนิติบุคคล
  • กำชับฝ่ายสืบสวนเร่งดำเนินการ
  • สั่ง กกต. จังหวัดรายงานชี้แจงความผิดพลาด
  • ถอดเทปข่าวเพื่อติดตามทุกประเด็น

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามของ กกต. ในการรักษาความโปร่งใสและเป็นธรรมในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตยไทย การเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นเพียงจุดเริ่มต้น และปัญหาที่เกิดขึ้นหากไม่แก้ไขทันที อาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อการเลือกตั้งหลัก

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองมองว่า การสั่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อตจะช่วยป้องกันการฟอกเงินหรือการทุจริตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นปัญหาคงตัวในอดีต โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและข้อมูลจากธนาคารช่วยให้การตรวจสอบรวดเร็วขึ้น กกต. จึงต้องใช้โอกาสนี้แสดงศักยภาพในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

สำหรับประชาชนที่สนใจติดตาม สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ กกต. อย่างเป็นทางการ เพื่อให้เข้าใจกระบวนการเลือกตั้งมากขึ้น และอย่าลืมไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งใหญ่และประชามติ เพื่อเสียงของเราจะดังและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของ กกต. ครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามทุจริต หากดำเนินการได้ผล จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้อย่างมาก

ที่มา – กกต. สั่งฝ่ายสืบสวนเร่งสอบเบิกเงินบิ๊กล็อต สั่งจังหวัดรายงานความผิดพลาดเลือกตั้งล่วงหน้า

กกต.ขอเวลา 75 วันแจงเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ

กกต. แจงเตรียมความพร้อมเลือกตั้ง สส. พร้อมทำประชามติ “แสวง” ขอเวลาให้ข้อมูลประชาชนอย่างครบถ้วนอย่างน้อย 75 วัน ย้ำรัฐธรรมนูญห้ามทำประชามติล่วงหน้า แต่ลงนอกเขตได้ เชื่อนับคะแนนจัดการดีๆ ไม่เกิน 5 ทุ่ม

วันที่ 30 ต.ค. 2568 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันความพร้อมไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งพร้อมทำประชามติวันไหน โดยเฉพาะกรณีเลือกตั้งไม่มีปัญหา เพราะกฎหมายกำหนดให้ไม่ต่ำกว่า 45 ไม่เกิน 60 วัน แต่การทำประชามติกฎหมายกำหนดต้องน้อยกว่า 60 แต่ไม่เกิน 150 วัน ดังนั้นหากวางแผนไม่ดีจะเหลื่อมล้ำกันทันที จนถึงวันนี้ยังตอบไม่ได้ว่าประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำเสร็จได้ตรงเวลาหรือไม่เพราะมีรัฐสภาเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่เหมือนประชามติ MOU ที่ครม. สามารถเสนอได้ทันที

นายแสวง กล่าวว่าหากมีการเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ กกต. จะขอเวลาในการเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจ รวมถึงเปิดเวทีให้ผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยได้แสดงความเห็นอย่างน้อย 75 วัน โดยยืนยันว่าสามารถลดบัตรลงคะแนนประชามติทั้งสองเรื่องขมวดมาเป็นใบเดียวได้ ก็จะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการบัตรได้ถึง 55 ล้านฉบับ

นายแสวง ระบุด้วยว่าภายใน 75 วันจะต้องส่งข้อมูลรายละเอียดหัวข้อประชามติแต่ละฉบับให้ประชาชนทุกครัวเรือน ซึ่งยังไม่แน่ใจว่ารัฐบาลและรัฐสภาจะส่งเนื้อหาประชามติที่ไม่ชี้นำประชาชนมาให้จำนวนมากน้อยแค่ไหน

นายแสวง กล่าวด้วยว่ารอบนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ของ กกต. ที่จะต้องรับมือเวทีหาเสียงและเวทีประชามติ เพราะเวทีประชามติควรเป็นเรื่องของผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ไม่ใช่เป็นเวทีในการหาเสียงของพรรคการเมือง ส่วนงบประมาณเฉลี่ยหน่วยละประมาณ 120,000 บาท จำนวน 120,000 หน่วย บอกได้เลยว่างบประมาณที่ใช้ 90% ใช้จ่ายในหน่วย เพราะ กปน. และจำนวนบัตรต้องเพิ่มมากขึ้น ครั้งนี้จะเพิ่มค่าแรงให้ กปน. เพราะต้องทำงานยาวนานถึง 17 ชม. ตั้งแต่ 6.00-23.00 น.

ส่วนกระทรวงต่างประเทศต้องนับคะแนนประชามติที่ประเทศนั้น เกาหลีมีคนไทย 5-6 หมื่น ไต้หวันมีคนไทยเป็นแสนคน แต่ กต. มีเจ้าหน้าที่แต่ละประเทศเพียงแค่ 5-6 คน ตนยังนึกไม่ออกว่าจะนับคะแนนกันอย่างไร เพราะถือเป็นภาระหนักของกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งนี้ ประชามติจะไม่มีการลงคะแนนล่วงหน้าตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่สามารถลงประชามตินอกเขตพื้นที่ในวันออกเสียงประชามติได้เท่านั้น ยอมรับว่ารอบนี้ถือเป็นเรื่องยากว่าจะสามารถสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจในประเด็นที่ทำประชามติได้มากน้อยแค่ไหน

ส่วนการนับคะแนนขอให้ความมั่นใจในระบบการนับคะแนนของ กกต. หากบริหารแต่ละหน่วยเลือกตั้งดีๆ ภายใน 23.00 น. ของวันเลือกตั้งทุกอย่างจะเสร็จสิ้น

กกต.ขอเวลา 75 วันแจงเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ

การเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งและการทำประชามติเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาและความรอบคอบอย่างมาก และการที่ กกต. ขอเวลา 75 วันในการให้ข้อมูลแก่ประชาชนนั้น ถือเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

การเลือกตั้งและการทำประชามติเป็นกระบวนการที่สำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย การให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถ行使สิทธิของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไม กกต. จึงต้องขอเวลา 75 วันแจงเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ

เหตุผลหลักที่ กกต. ขอเวลา 75 วัน คือเพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและประชามติให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง ข้อมูลเหล่านี้รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้สมัคร พรรคการเมือง นโยบาย และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติ

นอกจากนี้ การมีเวลา 75 วันยังช่วยให้ กกต. สามารถจัดเวทีให้ผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับฟังข้อมูลจากหลายมุมมองและสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบด้าน

การมีข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการทำประชามติ การที่ กกต. ให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ข้อมูลจึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุน

กกต. คาดการณ์ว่าการนับคะแนนจะแล้วเสร็จภายใน 5 ทุ่ม หากการบริหารจัดการเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งและประชามติ

การจัดการเลือกตั้งและประชามติพร้อมกันอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ด้วยการวางแผนและการบริหารจัดการที่ดี กกต. มั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

การที่ กกต. ขอเวลา 75 วันแจงเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า กกต. ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและการให้ข้อมูลอย่างถูกต้องและครบถ้วน ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้งและการทำประชามติที่เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ดังนั้น การเตรียมตัวและติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งและประชามติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อให้เราทุกคนสามารถ行使สิทธิของตนได้อย่างเต็มที่และมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

กกต.ขอเวลา 75 วันแจงเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เราเข้าใจถึงกระบวนการและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่สำคัญของประเทศ

ที่มา – กกต. ขอเวลา 75 วันแจงเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ เชื่อนับคะแนนไม่เกิน 5 ทุ่ม

ภูมิใจไทย เปิดตัว 3 ว่าที่ผู้สมัคร สส.หนองคาย

พรรคภูมิใจไทยเตรียมเปิดตัวสุดยิ่งใหญ่ในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ เปิดตัว 3 ว่าที่ผู้สมัคร สส.หนองคาย ได้แก่ “พล.ต.ท.ไพศาล ลือสมบูรณ์ – จิดาภา สุนทรธนากุล – ศักดิ์ดา จันทรสุวรรณ”

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตามอง ภายหลังจากที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ทยอยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง ในวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย จะมีการจัดงานสำคัญ โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะแกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย นพ.มารุต มัสยวาณิช อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีต สส.บัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย ให้เกียรติมาร่วมต้อนรับและเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

ภูมิใจไทยเปิดตัว 3 ว่าที่ผู้สมัคร สส.หนองคาย อย่างเป็นทางการ

การเปิดตัวในครั้งนี้เป็นที่สนใจของประชาชนชาวหนองคายเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการเปิดตัว 3 ว่าที่ผู้สมัคร สส.หนองคาย ที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งแต่ละท่านล้วนเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับและเชื่อมั่นจากประชาชนในพื้นที่

ว่าที่ผู้สมัคร สส.หนองคาย ทั้ง 3 ท่าน ประกอบด้วย:

  • เขต 1: พล.ต.ท.ไพศาล ลือสมบูรณ์ (ผู้การเต๋อ)
  • เขต 2: ทพญ.จิดาภา สุนทรธนากุล
  • เขต 3: นายศักดิ์ดา จันทรสุวรรณ

พล.ต.ท.ไพศาล ลือสมบูรณ์ หรือที่รู้จักกันดีในนาม “ผู้การเต๋อ” เป็นบุคคลที่คร่ำหวอดในวงการตำรวจมาอย่างยาวนาน มีความเชี่ยวชาญด้านการสืบสวนสอบสวน และเป็นที่รักใคร่ของลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน ด้วยบุคลิกที่เข้าถึงง่าย จริงใจ และพร้อมช่วยเหลือประชาชน ทำให้ “ผู้การเต๋อ” ได้รับความไว้วางใจจากชาวหนองคาย เขต 1 เป็นอย่างมาก

ทพญ.จิดาภา สุนทรธนากุล เป็นทันตแพทย์หญิงที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการช่วยเหลือผู้ป่วย และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ด้วยความรู้ความสามารถทางการแพทย์ ผนวกกับจิตใจที่โอบอ้อมอารี ทำให้ ทพญ.จิดาภา ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในเขต 2 อย่างล้นหลาม

นายศักดิ์ดา จันทรสุวรรณ เป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ที่มีความคิดสร้างสรรค์ และมองการณ์ไกล ด้วยประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ประกอบกับความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาจังหวัดหนองคายให้เจริญก้าวหน้า ทำให้ นายศักดิ์ดา ได้รับความสนใจจากประชาชนในเขต 3 เป็นอย่างมาก

การเปิดตัว 3 ว่าที่ผู้สมัคร สส.หนองคาย ของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง และมีความมุ่งมั่นที่จะนำพาจังหวัดหนองคายไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

พรรคภูมิใจไทย มั่นใจว่า ด้วยศักยภาพของว่าที่ผู้สมัครทั้ง 3 ท่าน จะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนชาวหนองคายได้อย่างตรงจุด และพร้อมที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาจังหวัดหนองคายให้ก้าวหน้าทัดเทียมนานาชาติ

การเลือกตั้งครั้งหน้าที่จะมาถึงนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนชาวหนองคาย จะได้เลือกผู้แทนที่ตั้งใจจริง เข้าไปทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง อย่าลืมติดตามข่าวสารและข้อมูลของผู้สมัครแต่ละท่าน เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งนี้

การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.หนองคายของพรรคภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาจังหวัดหนองคายให้ดียิ่งขึ้น หวังว่าผู้สมัครทั้ง 3 ท่าน จะได้รับโอกาสในการเข้าไปรับใช้ประชาชนและพัฒนาจังหวัดของเราต่อไป

ที่มา – ภูมิใจไทยเตรียมเปิด 3 ว่าที่ผู้สมัคร สส.หนองคาย “ผู้การเต๋อ-จิดาภา-ศักดิ์ดา”

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ประชามติ 2568 บังคับใช้ 22 ต.ค.นี้

โปรดเกล้าฯ พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ใช้บังคับตั้งแต่ 22 ต.ค. เป็นต้นไป การจัดทำประชามติสามารถทำในวันเดียวกับวันเลือกตั้งได้ และเสียงข้างมากต้องสูงกว่าเสียงไม่แสดงความเห็น

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งให้ไว้ ณ วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568 โดยมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ

พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีเหตุผลและความจำเป็นเพื่อให้การออกเสียงประชามติเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย

มาตราสำคัญที่ควรทราบ:

  • มาตรา 1: พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568”
  • มาตรา 2: พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (22 ตุลาคม 2568)
  • มาตรา 3 – 12: เป็นการแก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติมในพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564

สาระสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติมมีดังนี้:

  • การกำหนดวันออกเสียงประชามติสามารถทำในวันเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ หากอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อลดภาระงาน งบประมาณ และความสะดวกของประชาชน
  • วิธีการออกเสียงมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะการใช้บัตรออกเสียง แต่สามารถใช้วิธีการทางไปรษณีย์ เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้
  • ผลการออกเสียงประชามติจะถือว่ามีข้อยุติเมื่อใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็น
  • การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง รอบด้าน และไม่ชี้นำ

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2568

การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกในการจัดการออกเสียงประชามติ รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระและเท่าเทียมกัน

ความสำคัญของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2568

พระราชบัญญัติฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทย เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในประเด็นสำคัญของชาติผ่านการออกเสียงประชามติ การแก้ไขกฎหมายให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การออกเสียงประชามติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

การที่ โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2568 นี้ จะทำให้การทำประชามติในอนาคตมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดวัน หรือวิธีการลงคะแนนเสียง

การประกาศใช้ โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบประชาธิปไตยของไทย โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในประเด็นสำคัญต่างๆ ของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2568 ใช้บังคับตั้งแต่ 22 ต.ค.

ภูมิใจไทยเปิดตัว “พลอยทะเล” ว่าที่ผู้สมัคร สส.ภูเก็ต

พรรคภูมิใจไทยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ภูเก็ต ได้แก่ “พลอยทะเล-ษณกร-วิวัฒน์” เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งใหญ่หลังจากการยุบสภา โดย “พิพัฒน์” เร่งเดินหน้าทาบทามผู้สมัครใน 14 จังหวัดภาคใต้ ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 30 ที่นั่ง พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ขัดต่อ MOA ของพรรคประชาชน

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 เวลา 10.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย ได้ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ภูเก็ต ทั้ง 3 เขต ได้แก่ นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ผู้ซึ่งจะลงสมัครในเขตเลือกตั้งที่ 1 โดยเธอเคยดำรงตำแหน่งเป็นอดีตกรรมการบริหาร และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ นายษณกร กี่สิ้น อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง จะลงสมัครในเขตเลือกตั้งที่ 2 และนายวิวัฒน์ จินดาพล อดีตสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต จะลงสมัครในเขตเลือกตั้งที่ 3 นายศุภชัยกล่าวว่า ทั้ง 3 ท่านจะร่วมมือกันกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อมุ่งสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า

นายพิพัฒน์กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยได้ทำการทาบทามผู้สมัคร สส.ภูเก็ตทั้ง 3 เขต โดยนโยบายหลักของพรรคก่อนหน้านี้คือการแก้ไขปัญหาการจราจรที่ติดขัด ซึ่งในช่วงที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่ภารกิจดังกล่าวต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากหมดวาระของรัฐบาลเสียก่อน ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวเสมอว่า หลังจากที่มีการเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ และแถลงนโยบายรัฐบาล จะถือว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่ และหลังจากนั้นอีก 4 เดือนก็จะมีการยุบสภาตามที่ได้ลงนาม MOA กับพรรคประชาชน

ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ได้รับการเสนอชื่อจากนายกรัฐมนตรีให้มาดูแลกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวภูเก็ตกำลังให้ความสนใจในการแก้ไขปัญหาการจราจรที่ติดขัด หากเขาได้รับโอกาสในการทำงานอย่างเต็มที่ เขาจะหารือกับระดับจังหวัดเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรที่ติดขัด โดยหากได้รายละเอียดแล้ว เขาจะลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต นอกจากนี้ จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 2 รองจากกรุงเทพมหานคร ซึ่งต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้จังหวัดภูเก็ตมีรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และร่วมกันทำให้ภูเก็ตเป็นไข่มุกของโลก

ภูมิใจไทยเปิดตัว “พลอยทะเล” ว่าที่ผู้สมัคร สส.ภูเก็ต

เมื่อถามถึงว่าจะมีว่าที่ผู้สมัคร สส.จากภาคใต้มาเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยได้มอบหมายให้เขาดูแล 14 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เชิญเพื่อนๆ ที่มีอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมมือกัน ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกจากจังหวัดสงขลามาร่วมงานเรียบร้อยแล้ว และในจังหวัดฝั่งอันดามันวันนี้ก็มีจังหวัดภูเก็ตมาแล้ว 1 จังหวัด

สำหรับจังหวัดตรัง นายพิพัฒน์ได้ฟังนายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ อดีต สส. ที่ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์ว่า จะมีการหารือกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งเขาก็มีโอกาสได้ไปหารือ โดยอย่างน้อยที่สุดเขต 1 และเขต 2 ขณะนี้ได้ตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเฉพาะเขต 3 และเขต 4 ซึ่งต้องรอดูอีกครั้งว่านายสมชายจะตัดสินใจอย่างไรหลังได้ไปหารือกับนายเฉลิมชัย และเขาจะมีการแถลงข่าวอีกครั้ง ขณะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เขาได้หารือกับหลากหลายกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มไม่ได้เป็นกลุ่มก้อนเหมือนกับจังหวัดภูเก็ต

ทางด้าน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็คาดว่าในเร็วๆ นี้หากแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จสิ้น จะเห็นภาพว่าจะมีใครมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยบ้าง โดยตอนนี้มี สส.จากนราธิวาส 1 ท่าน และมีผู้สมัครเกือบทุกเขตใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้นมั่นใจว่าในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัดจะมีข้อสรุปทั้งหมด

ตั้งเป้า สส. 30 ที่นั่ง ภูมิใจไทยเปิดตัว “พลอยทะเล”

เมื่อถามถึงกรณีเคยมีกระแสข่าวว่าตั้งเป้าพื้นที่ภาคใต้ 30 เก้าอี้ นายพิพัฒน์ตอบว่า ก็ยังยืนยันเช่นเดิม ถ้าหากว่ามีผู้ที่มีความคิดเห็นทางการเมือง หรือเพื่อนๆ ที่ขณะนี้อาจเป็นสมาชิกจากพรรคอื่นจะมาร่วมกันพัฒนาและเดินทิศทางเดียวกับพรรค เพราะภาคใต้ของเราขาดโอกาสในการพัฒนา ภาคใต้เป็นภาคหลังสุดที่จะได้ถนน 4 เลน ซึ่งขณะนี้ถนนสายหลักก็ยังมีถนน 4 เลนไม่ครบ

ผู้สื่อข่าวถามต่อ การเดินหน้าทาบทามผู้สมัครจะเป็นการขัด MOA กับพรรคประชาชนหรือไม่ เพราะดูเหมือนเป็นการเติมเสียง นายพิพัฒน์ยืนยันว่า “ไม่ได้ขัด MOA เพราะการเดินหน้าทาบทามผู้สมัครเพื่อเตรียมการเลือกตั้งหลังยุบสภา หากไปเตรียมการหลังยุบสภาเกรงว่าจะไม่ทัน และเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองขณะนี้ก็กำลังเตรียมการเลือกตั้งเช่นกัน ขอยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยจะปฏิบัติตาม MOA อย่างแน่นอน และให้สมาชิกพรรคประชาชนสบายใจ”

การเดินหน้าเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่จะมาถึงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทยในการขยายฐานเสียงในพื้นที่ภาคใต้ และการผลักดันนโยบายต่างๆ เพื่อพัฒนาท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาการจราจรในจังหวัดภูเก็ต และส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เติบโตยิ่งขึ้น การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ภูเก็ต อย่าง “พลอยทะเล-ษณกร-วิวัฒน์” เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และต้องติดตามกันต่อไปว่าพรรคภูมิใจไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้หรือไม่

ที่มา – ภูมิใจไทยเปิดตัว “พลอยทะเล-ษณกร-วิวัฒน์” ว่าที่ผู้สมัคร สส.ภูเก็ต ยันไม่ขัด MOA

“ชัยชนะ” หนุน “อภิสิทธิ์” ขึ้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“ชัยชนะ” ดอดพบ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ยื่นเทเสียงขึ้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แลกนั่งเลขาฯ พรรค “เดชอิศม์” ลดเป้าจากคั่วหัวหน้าเหลือเก้าอี้เดิม ภูมิใจไทยแห่ขันหมากขอ “อวยพรศรี” เข้ามุ้งอีกราย

วันที่ 21 กันยายน 2568 ความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาธิปัตย์ ภายหลังจาก นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับพรรคใหม่ ยังคงสัดส่วนกลุ่มโหวตเตอร์ออกเป็น 3 กลุ่มสำคัญที่จะสามารถเลือกบุคคลที่ลงชิงสมัครเป็นหัวหน้าพรรคในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ คือ โหวตเตอร์กลุ่ม สส., โหวตเตอร์กลุ่มกก.บห. และโหวตเตอร์กลุ่มตัวแทนสาขาพรรค รวมถึงอดีต สส. อดีตรัฐมนตรี และกลุ่มผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ลงในนามพรรค

โดยปรากฏว่า นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช และรักษาการรองหัวหน้าพรรคที่รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ ได้เริ่มเดินสายขอเสียงจาก สส.ของพรรค โดยระบุเหตุผลกับ สส.พรรคประชาธิปัตย์ปัจจุบันว่า จะรวบรวมเสียง สส. และ กก.บห. เพื่อให้การสนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้กลับมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อผลักดันให้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งในที่ประชุมใหญ่วิสามัญพรรค พร้อมกับการเสนอตัวขอทำหน้าที่เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับพรรคผู้ที่ได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรค จะเป็นผู้เสนอชื่อผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นเลขาธิการพรรค โดยนายชัยชนะขอเข้าพบนายอภิสิทธิ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมรายงานสถานการณ์ในพรรคและการรวมเสียงสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเจ้าตัวรับฟังและขอบใจ แต่ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ

“ชัยชนะ” หนุน “อภิสิทธิ์” ขึ้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“เดชอิศม์” ลดเป้าจากคั่วหัวหน้า เหลือเก้าอี้เลขาฯ พรรค

ขณะที่ นายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรค แม้จะหลบสื่อไม่เดินทางเข้าพรรค ไม่รับสายโทรศัพท์สื่อมวลชน แต่ได้ให้นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นบุตรชายก็เริ่มเดินขอเสียงภายในจากบรรดา สส. และ กก.บห. เพื่อให้การสนับสนุนนายเดชอิศม์ให้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่เมื่อวัดกระแสการตอบรับภายในพรรคแล้ว พบว่าไม่ได้รับความนิยม เพราะการดูแล สส. และคนในพรรคที่ผ่านมาล้วนเป็น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่ดูแลทั้งเงินรายเดือนของ สส. เงินจัดกิจกรรมงานต่างๆ ของพรรค รวมถึงค่าใช้จ่าย เงินเดือนของเจ้าหน้าที่พรรคเพียงคนเดียว เพียง 2 สัปดาห์ทำให้ต้องลดเป้าจากการเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงมาเหลือเป็นเลขาธิการพรรค

ทั้งนี้ เป็นเรื่องที่ สส.พรรคประชาธิปัตย์ที่มีท่าทีจะย้ายพรรคไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคอื่นในการเลือกตั้งครั้งหน้า ส่วนใหญ่ต่างแสดงออกท่าทีไม่สนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเห็นว่าหากนายอภิสิทธิ์กลับมาบริหารพรรคประชาธิปัตย์ทันการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า พรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ภาคใต้จะพลิกกลับมาแข็งแรงและกลายเป็นคู่ต่อสู้ของพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ส่งคนลงแข่งขันในภาคใต้ในอนาคตอันใกล้

อนาคตพรรคประชาธิปัตย์กับตำแหน่งหัวหน้าพรรค

การเปลี่ยนแปลงภายในพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ นับว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของสมาชิกพรรคในการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางและอนาคตของพรรคในสมรภูมิการเมืองไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันเดียวกันนี้ นางนาที รัชกิจประการ ภรรยาของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และแกนนำพรรคภูมิใจไทยดูแลพื้นที่ภาคใต้ พร้อม น.ส.วาริณ ชิณวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช หรือ นายกน้ำ เดินทางไปที่บ้านของ นางอวยพรศรี เชาวลิต สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในอำเภอท่าศาลา เพื่อเจรจาทาบทามขอให้นางอวยพรศรี ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยท่าทีของนางอวยพรศรี และสามีคือนายอภินันท์ เชาวลิต นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าศาลา หรือ นายกเอ ตกปากรับคำที่จะย้ายพรรคตามคำเชิญไปร่วมงานทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าเป็นที่แน่นอนแล้ว.

การเปลี่ยนแปลงภายในพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคตอย่างมาก

ที่มา – “ชัยชนะ” ดอดพบ “อภิสิทธิ์” หนุนขึ้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แลกนั่งเลขาฯ พรรค

“พีระพันธุ์” ลั่น นำทัพ รทสช. **สู้ศึกเลือกตั้ง**

“พีระพันธุ์” พร้อมนำทัพรวมไทยสร้างชาติสู้ศึกเลือกตั้ง ย้ำ 2 ปีพิสูจน์แล้ว ชวนคนอุดมการณ์เดียวกันทำงานเพื่อชาติ-ประชาชน ซัดคนปล่อยข่าวโง่ อยากทำลายพรรค ชี้ นายกฯ ต้องมาด้วยความมีศักดิ์ศรี

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 18 กันยายน 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงทิศทางการทำงานของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ว่า ขอยืนยันว่าพร้อมเดินหน้าในการดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพื่อเป็นแม่ทัพของพรรครวมไทยสร้างชาติในการทำงานทางการเมืองต่อไป ส่วนกระแสข่าวเลือดไหลออกจากพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น วันนี้ยังไม่มีเลือดไหลออกจากพรรค เพราะทุกคนยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ และยังมีผู้สนใจมาสมัครสมาชิกพรรคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน

ขณะเดียวกัน นายพีระพันธุ์ ยังได้เปิดเผยถึงจุดยืนของตนเองเกี่ยวกับการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ว่า หลังจากที่มีการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ การเมืองของไทยก็มีพัฒนาการทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ประเด็นสำคัญก็คือมีการพยายามนำพรรคการเมืองบางพรรค ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติได้ประกาศตั้งแต่ต้นว่าไม่สามารถร่วมมือด้วยได้ เนื่องจากมีอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก และมีการใช้วิธีการให้พรรคการเมืองนั้นมาลงมติสนับสนุนผู้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่ได้เป็นการร่วมรัฐบาล แต่เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกัน ตนเห็นว่าแนวทางเช่นนี้ไม่ถูกต้องทางการเมือง เพราะจะทำให้รัฐบาลกลายเป็นเบี้ยล่างทางการเมืองของพรรคการเมืองอื่นที่ไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล วิธีการดังกล่าวอาจเป็นการผิดกฎหมายพรรคการเมืองในการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไป จาก 2 เหตุผลข้างต้น ทำให้ตนมีความเห็นว่าไม่สามารถลงคะแนนเสียงสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีได้ในขณะนั้น ทั้งที่โดยส่วนตัวตนเคารพและรักนายอนุทินมาก คิดว่าเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ แต่วิธีการในการจัดตั้งรัฐบาลในรูปแบบนี้ไม่ใช่วิธีทางที่ถูกต้อง ต่อมาทางพรรคเพื่อไทยก็ได้มีการติดต่อในการเพิ่มเสียงสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ด้วยแนวทางแลกเปลี่ยนผลประโยชน์แต่ไม่ร่วมรัฐบาลนั้น ตนยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ ดังนั้นจึงมีความเห็นว่าถ้าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลด้วยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ก็ไม่สามารถสนับสนุนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้เลย

“สำหรับผมคิดว่านี่เป็นวิธีการทางการเมืองที่ไม่ถูกต้อง และจะทำให้รัฐบาลกลายเป็นเบี้ยล่างของพรรคการเมืองอื่นซึ่งไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งในทางการเมืองเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นและผมรับไม่ได้”

โหวตนายกฯ ไร้มติพรรค เปิดกว้างเอกสิทธิ สส.

ในส่วนการบริหารจัดการพรรคจะต้องมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค เบื้องต้นตนได้มีการหารือกับผู้บริหารระดับสูงของพรรคว่า หากแนวทางเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องทางการเมืองเช่นนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติก็ไม่สามารถร่วมรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม โดยก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคร่วมกับ สส. พรรค ตนมองว่าเมื่อการเมืองเดินมาถึงสถานการณ์เช่นนี้น่าจะจบลงด้วยการยุบสภา จึงยังไม่มีมติของพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นเพียงการหารือแลกเปลี่ยนความเห็นกันเท่านั้น

ต่อมาเมื่อปรากฏว่าการยุบสภาไม่สามารถทำได้ ประกอบกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในส่วนของพรรคหลายคนสอบถามและแสดงความคิดเห็นว่า กก.บห.พรรครวมไทยสร้างชาติ ควรมีมติที่ชัดเจนเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการของ สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ จึงมีการเชิญประชุม กก.บห.พรรคอย่างเร่งด่วน ในวันพุธ (3 กันยายน 2568) ก่อนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยต่อไปว่า ในการประชุม กก.บห.พรรคครั้งนั้น 3 คนเห็นด้วยกับแนวทางของตน แต่มี 1 คนเห็นว่า หากนายอนุทินยืนยันว่าจะไม่มีการแตะต้องมาตรา 112 และยืนยันว่าจะไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 และหมวด 2 ควรจะต้องสนับสนุน ส่วนอีก 2 คนเห็นว่าควรให้เป็นเอกสิทธิ์ของ สส. ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วหากมีมติทางใดทางหนึ่งจะทำให้เกิดปัญหาในพรรคได้ จึงไม่มีการพูดถึงมติของกรรมการบริหารพรรค แต่แจ้งผลความเห็นของ กก.บห.พรรคว่ามีความเห็นกี่แนวทางอย่างไรบ้าง และให้เป็นเอกสิทธิ์ดุลพินิจของ สส. โดย สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ลงมติเลือกนายอนุทิน 33 เสียง และไม่ประสงค์ลงคะแนน 3 เสียง พร้อมยืนยันว่าในพรรคไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น และทุกอย่างก็เดินหน้าตามกระบวนการต่อไป

ซัดคนปล่อยข่าวอยากเป็นนายกฯ “โง่-อยากทำลายพรรค”

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปถึงกระแสข่าวว่าพรรครวมไทยสร้างชาติถูกซื้อ ว่า “ผมไม่ทราบครับ แต่ผมไม่โดนซื้อเด็ดขาด” ส่วนกรณีที่มีการโจมตีว่าตนหวังตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และไม่มีการหารือในการเสนอชื่อของตนในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะหากคิดในทางการเมืองแล้วเมื่อพรรคมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว แต่ไปดึงแคนดิเดตทางการเมืองจากพรรคอื่นมาแทน แบบนี้ในทางการเมืองจะเสียหายเป็นอย่างมาก

“ความคิดแบบนี้ผมว่าวิเคราะห์แบบตื้น แต่ไม่ได้รู้หรอกว่าในทางการเมืองมันเป็นไปไม่ได้ เหมือนพรรครวมไทยสร้างชาติเรามีบัญชีรายชื่อคนเป็นนายกฯ จะเอาไปพรรคอื่นมาเสนอ แล้วพรรคเราจะใส่ไว้ทำไม ถูกไหม และในทางการเมืองอีกอย่างหนึ่งคือ ถ้าเราจะได้รับการเลือก มันต้องมาด้วยความมีศักดิ์ศรี ลักษณะแบบนี้ผมรู้สึกว่าไม่มีศักดิ์ศรีเลย ถึงจะเป็นพรรคร่วม ก็ต้องเอา(แคนดิเดต)จากบัญชีของพรรคหลัก เขาจะมาเอาบัญชีของพรรคร่วมเป็นไปได้ยังไง คนปล่อยข่าวก็มี 2 อย่าง อย่างที่ 1 คือไม่รู้จริง โง่ อย่างที่ 2 คืออยากทำลายพรรค อยากทำลายผม ก็แค่นั้น ไม่มีอะไร”

ทางด้านคำถามที่พรรครวมไทยสร้างชาติเผชิญแรงเสียดทานและกระแสของสังคมเยอะมากคิดว่าเพราะอะไร นายพีระพันธุ์ ตอบว่า พรรคการเมืองก็เหมือนกับชีวิตมนุษย์ ทุกคนเกิดมาก็ต้องมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้น ไม่มีใครที่ชีวิตราบรื่นมีแต่ความสำเร็จมีแต่ความสุข เพียงแต่ว่าแต่ละคนเมื่อเจอปัญหาแล้วท้อไหม พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ใช่เป็นพรรคแรกที่เพิ่งเกิดและเจอปัญหา แต่พรรคจะผ่านปัญหาทุกอย่างไปได้ ส่วนตัวไม่เคยท้อ เพราะความจริงในชีวิตก็เจอปัญหามาเยอะอยู่แล้ว นี่ก็เป็นอีกแค่เสี้ยวหนึ่งของชีวิต แนวทางการทำงานของตนคือทำทุกอย่างให้ดีที่สุดทำให้เต็มที่ที่เราทำได้ ทำไม่สำเร็จก็ต้องยอมรับว่ามันทำไม่สำเร็จ แต่ว่าทำให้ดีที่สุด ทำให้มากที่สุด ทำให้เต็มที่ ได้เท่านี้ก็เท่านี้ จะไม่ติดยึดกับคำพูดคนอื่น เพราะคนอื่นไม่รู้ดีเท่าตัวเรา ตนติดยึดกับตัวเราเองว่าเราทำดีหรือยัง เราทำถูกต้องไหม เราไม่มีทางทำให้คนทุกคนถูกใจ ไม่มีวันทำให้ทุกคนพอใจ แต่เราทำในสิ่งที่ต้องทำหรือเปล่า ทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองกับส่วนรวมหรือเปล่า ตนคิดว่าแนวทางการทำงานแบบนี้ที่ทำให้เดินหน้ามาจนถึงวันนี้ได้

เดินหน้าดันกฎหมายพลังงานต่อ

ในส่วนของการแก้ไขเรื่องของพลังงาน นายพีระพันธุ์ ระบุว่า เรื่องการจัดการกับปัญหาพลังงานสะท้อนถึงแนวทางการทำงานของตนเป็นอย่างดี พร้อมยกตัวอย่างค่าไฟ เมื่อเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ค่าไฟอยู่ที่ 4.70 บาทต่อหน่วย แต่ในวันนี้ค่าไฟเหลือเพียง 3.94 บาทต่อหน่วย และไม่มีการปรับขึ้นค่าไฟ ขณะที่ค่าแก๊สก็ไม่ได้ปรับขึ้นแม้แต่ครั้งเดียว สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากวิธีการทำงานของตน คือทำให้ดีที่สุด ทำให้เต็มที่ สุดท้ายแล้วได้เท่าไรเท่านั้น ซึ่งหากรัฐบาลเดินหน้าต่อไปจนครบวาระตนยืนยันว่าราคาน้ำมันจะสามารถควบคุมได้ และประเทศไทยจะมีคลังน้ำมันสำรองของประเทศ ที่เป็นของรัฐเพื่อความมั่นคง ไม่ใช่ของเอกชน

ทางด้านความคืบหน้ากฎหมายส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ตนหวังว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะเดินหน้าต่อ ส่วนกฎหมายควบคุมราคาน้ำมันเสร็จเรียบร้อย ขณะที่กฎหมายคลังน้ำมันนั้นใกล้แล้วเสร็จ ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้จะต้องเสนอคู่กันเพื่อปรับโครงสร้างราคาน้ำมันได้ทั้งกระบวนการ แม้จะไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้วแต่จะต้องมีการเดินหน้ากฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ต่อโดยผ่านกลไกของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะเสนอในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่ด้วยเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่จะต้องยุบสภาใน 4 เดือนนี้ คาดว่าไม่น่าจะสำเร็จได้ด้วยสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้

พร้อมนำทัพเลือกตั้ง ใครหวังประโยชน์ส่วนตน อยู่พรรคนี้ไม่ได้

นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งหลังการยุบสภาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วง 4 เดือนนี้ ว่า เมื่อเป็นพรรคการเมืองจะต้องมีความพร้อมในการลงรับเลือกตั้งตลอดเวลาอยู่แล้ว ซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อมหลายด้าน โดยเฉพาะผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร พรรคจะพยายามหาคนที่มีอุดมการณ์ แนวทางทำงานเพื่อประชาชน ช่วยกันสู้กับทุกปัญหา โดยเฉพาะเรื่องของพลังงาน เรื่องของความไม่เป็นธรรมต่างๆ ในสังคม เชื่อว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาพรรครวมไทยสร้างชาติพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราพูด เราทำ เราแก้จริง ยืนยันว่าเป็นผู้นำทัพด้วยตัวเอง

ในช่วงท้าย นายพีระพันธุ์ ยังเชิญชวนทุกคนที่มีแนวทางเดียวกันกับพรรครวมไทยสร้างชาติ คือแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ไม่ได้มาเล่นการเมือง ปัญหาของพี่น้องประชาชน ปัญหาของประเทศชาติมีเยอะ แต่ที่มีน้อยคือคนทำงาน คนที่ตั้งใจทำจริง วันนี้พรรครวมไทยสร้างชาติประกาศมาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้วตอนเข้าสู่สนามเลือกตั้งว่าเราจะเป็นแบบนั้น ตนมั่นใจว่า 2 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราเป็นแบบนั้นจริง เพราะฉะนั้นถ้าใครที่มีความคิดแบบเดียวกัน มีแนวทางเดียวกัน มาร่วมกับเราช่วยกันฟื้นประเทศนี้

“เราเป็นพรรคที่มาทำงานการเมือง เราไม่ได้มาเล่นการเมือง ถ้าใครคิดว่ามาเล่นการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เพื่อยศถาบรรดาศักดิ์ เพื่อตำแหน่ง เพื่อผลประโยชน์เงินทอง ก็อยู่พรรคนี้ไม่ได้ ใครที่อยู่ได้ก็คือต้องไม่มีเรื่องแบบนี้ อยากเห็นการเมืองที่เป็นการทำงานเพื่อบ้านเมือง ไม่อยากเห็นการเมืองที่เข้ามาเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว ส่วนพรรค แล้วก็อ้างประชาชน อ้างบ้านเมือง แต่เบื้องหลังมีแต่เรื่องส่วนตัว นั่นคือสิ่งที่ทำไมผมสร้างพรรครวมไทยสร้างชาติขึ้นมา ผมก็จะเดินแนวนี้ ทำแนวนี้ ได้เท่าไหร่เท่านั้น เพราะผมไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องทำพรรคมาเพื่อหาอำนาจ หาบารมี หาตำแหน่งให้ตัวเอง ทำมาให้เห็นว่าอยากเป็นพรรคแบบนี้ ถ้าหากว่าประชาชนให้การตอบรับมากก็เป็นโชคดีไป ประชาชนไม่ให้การตอบรับ ได้เท่าไหร่ผมทำเท่านั้น แต่ผมเป็นแบบนี้ พรรคนี้จะเป็นแบบนี้”

รทสช. พร้อม**สู้ศึกเลือกตั้ง**

ดังนั้น ถ้าคุณเห็นด้วยกับแนวทางของพรรครวมไทยสร้างชาติในการทำงานเพื่อชาติและประชาชนอย่างแท้จริง มาร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ที่มา – “พีระพันธุ์” ลั่น นำทัพ รทสช. สู้ศึกเลือกตั้ง ใครหวังผลประโยชน์อยู่พรรคนี้ไม่ได้

Scroll to top