เศรษฐกิจสีเขียว

รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ

ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจาก รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า ซึ่งเป็นข้อเสนอสำคัญที่นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ชูธงเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2567 ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบผันผวนทั่วโลก สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 80% ของความต้องการ หากเกิดวิกฤตขาดแคลน จะส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ

รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า

รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า โดยเน้นย้ำถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 836,000 ล้านบาท คิดเป็น 5.2% ของ GDP น้ำมันดิบเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแนฟทา (Naphtha) และอะโรเมติกส์ สำหรับพลาสติกและเคมีภัณฑ์ หากขาดแคลน โรงกลั่นจะหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งสูง เช่น ถุงพลาสติก ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และบรรจุภัณฑ์อาหาร

ผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันดิบต่อเศรษฐกิจไทย

ผลกระทบจะครอบคลุมหลายภาคส่วน ลองนึกภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ต้องใช้พลาสติกน้ำหนักเบา กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาเคมีภัณฑ์พิเศษสำหรับแผงวงจร สายไฟ และวัสดุก่อสร้าง แรงงานกว่า 414,000 คนในห่วงโซ่ปิโตรเคมีจะได้รับผลกระทบโดยตรง รวมถึงการส่งออกเคมีภัณฑ์มูลค่า 486,000 ล้านบาท เราเห็นสัญญาณเตือนแล้วจากราคาถุงร้อนที่ปรับขึ้น หากไม่รับมือ ภาวะเงินเฟ้อจะยิ่งรุนแรง

  • กระทบ GDP 5.2% จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
  • แรงงาน 414,000 คนตกงานหรือรายได้ลด
  • ส่งออกเคมีภัณฑ์หดตัว 486,000 ล้านบาท
  • ราคาสินค้าอุปโภคพุ่ง เงินเฟ้อถีบตัว
  • ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์-อิเล็กทรอนิกส์ชะงัก

ทางออกสู่เศรษฐกิจสีเขียวด้วยโรงกลั่นชีวภาพ

พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายชัดเจนในการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า เปลี่ยนสู่โรงกลั่นชีวภาพ (Bio-refinery) ที่ใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรรมไทย เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์ม ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรกว่า 40 เท่า ผลิตเคมีชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ ที่ย่อยสลายได้ ควบคู่กับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เช่น การรีไซเคิลพลาสติกทางเคมี เปลี่ยนขยะเป็นวัตถุดิบใหม่และพลังงาน

นโยบายนี้ไม่เพียงแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน แต่ยังช่วยเกษตรกรไทย สร้างรายได้ยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ประเทศอย่างบราซิลและอินเดียประสบความสำเร็จกับバイโอเอทานอลจากอ้อยแล้ว ไทยมีศักยภาพสูงกว่าเพราะเป็นผู้ส่งออกเกษตรชั้นนำ

ประโยชน์ของการเปลี่ยนผ่านสู่ Bio-refinery

  • ลดนำเข้าน้ำมันดิบ ลดค่าใช้จ่ายปีละแสนล้าน
  • เพิ่มมูลค่าเกษตร 40 เท่า สร้างงานใหม่ในชนบท
  • ลดขยะพลาสติก สนับสนุนรีไซเคิล 100%
  • มุ่ง Net Zero ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์
  • แข่งขันระดับโลกในเคมีชีวภาพ

การเปลี่ยนโครงสร้างนี้ต้องกล้าและเร่งด่วน รัฐบาลควรสนับสนุนการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่เอกชนที่ลงทุนใน Bio-refinery นอกจากนี้ ต้องบูรณาการนโยบายเกษตร-อุตสาหกรรม-พลังงาน เพื่อให้ไทยก้าวสู่การพึ่งพาตนเองอย่างแท้จริง

สุดท้าย รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า เป็นวิสัยทัศน์ที่ชาญฉลาด หากดำเนินการได้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอนี? ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลลงมือทำทันที

ที่มา – รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า

ปชป. ปลุกคนตรัง ต้องรักษาเมืองหลวง อย่าให้ใครตีแตกอีก

ปชป. ปลุกคนตรัง ต้องรักษาเมืองหลวง อย่าให้ใครตีแตกอีก เป็นหัวข้อที่กำลังร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะในจังหวัดตรัง ซึ่งถือเป็นฐานที่มั่นของพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยาวนาน วันนี้เราจะมาสัมผัสกับบรรยากาศการหาเสียงที่เข้มข้นของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ที่เดินทางลงพื้นที่ตรังเพื่อปลุกใจชาวตรังให้ตื่นตัวต่อการเมืองที่เต็มไปด้วยทุนเทาและธุรกิจการเมือง

ปชป. ปลุกคนตรัง ต้องรักษาเมืองหลวง อย่าให้ใครตีแตกอีก

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินทางมาถึงตลาดย่านตาขาว อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง เพื่อหาเสียงช่วยผู้สมัคร ส.ส. เขต 4 นายกาญจน์ ตั้งปอง เบอร์ 2 และเขต 3 นายกฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์ เบอร์ 5 ชาวบ้านมาร่วมฟังกันแน่นขนัด นายอภิสิทธิ์ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ประชาชนกำลังอึดอัดกับการเมืองที่ถูกครอบงำด้วยทุนเทา เงินจากคอร์รัปชันและผิดกฎหมาย “ลองนึกภาพ ส.ส. 1 คนราคา 50 ล้านบาท ส.ส. 400 คนจะมากี่พันล้าน? เงินที่ไหนถ้าไม่ใช่เงินโกงประชาชน” เขาย้ำถึงอันตรายของธุรกิจการเมืองที่กำลังครอบงำ และเรียกร้องให้ทุกคนช่วยกันผลักดันการเมืองสุจริต

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หาเสียงตรัง ปชป. ปลุกคนตรัง ต้องรักษาเมืองหลวง

ช่วงบ่าย เวลา 14.30 น. คณะเดินทางไปตลาดศรีอุบล อำเภอห้วยยอด นั่งรถตุ๊กตุ๊กสีเขียวสัญลักษณ์ตรัง โดยมีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ขับ สร้างสีสันให้ชาวบ้านตื่นเต้น นายอภิสิทธิ์ ชู “ชวน หลีกภัย” เป็นต้นแบบต่อสู้ธุรกิจการเมือง แม้ถูกเหน็บว่า “แผ่นเสียงตกร่อง” แต่ท่านคือผู้เตือนภัยมานาน องค์กรธุรกิจชั้นนำอย่างสภาอุตสาหกรรมและหอการค้าก็ยอมรับว่า คอร์รัปชันทำให้เศรษฐกิจไทยโตช้า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมฟื้นเศรษฐกิจให้เติบโตยั่งยืน

ปชป. ปลุกคนตรังต่อต้านทุนเทา สู่การเมืองสุจริต

ต่อมา เวลา 16.30 น. ที่พัทลุง นายอภิสิทธิ์ ขึ้นเวทีสวนสาธารณะเทศบาลเมือง เน้นศักยภาพพัทลุงเป็นเมืองมรดกโลกและเศรษฐกิจสีเขียว ท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม “เราจะคืนอำนาจให้ท้องถิ่น ใช้เทคโนโลยีผลักดันพัทลุงให้เทียบชั้นเชียงใหม่ ภูเก็ต” แต่ทุกอย่างต้องเริ่มจาก การเมืองสุจริต มิฉะนั้นงบประมาณจะไม่ถึงประชาชน

รถตุ๊กตุ๊กหาเสียง ปชป. ตรัง

ไฮไลต์ช่วงค่ำ เวลา 17.00 น. ที่ศาลากลางเก่า จังหวัดตรัง มีประชาชนนับหมื่นมาร่วม ชูสโลแกน “คนตรังไม่ทนทุนเทา” นายจุรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า “ตรังคือเมืองหลวงประชาธิปัตย์ ต้องรักษาไว้ อย่าให้ใครตีแตก” ย้ำนโยบายเบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาท สนับสนุนคลอดบุตร 5,000 บาท และอีก 65,000 บาทจนครบกำหนด “อย่าปล่อยให้เงิน 1,000 บาทซื้อจิตวิญญาณ กินเหยื่อไม่กินเบ็ด เลือกปชป. ทั้ง 4 เขตตรัง สร้างการเมืองสุจริต นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ชวนคุมสภา”

เวทีปราศรัยพัทลุง ปชป.

บรรยากาศคึกคัก นายชวน หลีกภัย ก็มาร่วมด้วย พรรคประชาธิปัตย์ชูวิสัยทัศน์การเมืองใหม่ที่ใสสะอาด ฟื้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างความยั่งยืนให้ภาคใต้ โดยเฉพาะตรังและพัทลุงที่เป็นฐานเสียงสำคัญ การหาเสียงครั้งนี้ไม่ใช่แค่ปราศรัย แต่เป็นการปลุกสำนึกประชาชนให้ต้านทุนเทา สร้างอนาคตที่โปร่งใส

  • ต่อต้านธุรกิจการเมืองและทุนเทา
  • ชูชวนหลีกภัยเป็นต้นแบบ
  • นโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพัทลุง
  • สวัสดิการประชาชนครบครัน

ปชป. ปลุกคนตรัง ต้องรักษาเมืองหลวง อย่าให้ใครตีแตกอีก คือข้อความที่สะท้อนหัวใจของพรรค หากประชาชนร่วมมือ การเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงได้จริง ในฐานะนักสังเกตการณ์การเมือง ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสทองที่จะยึดคืนการเมืองให้ประชาชน สนับสนุนปชป. เพื่ออนาคตที่สุจริตและมั่งคั่ง

ที่มา – ปชป. ปลุกคนตรัง ต้องรักษาเมืองหลวง อย่าให้ใครตีแตกอีก

ประชาชนพบนักธุรกิจญี่ปุ่น ย้ำนโยบายโปร่งใส

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนพบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น เสนอวิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน สร้างเศรษฐกิจมั่นคง มีงานคุณภาพให้คนไทย หวังญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรร่วมลงทุนเทคโนโลยีอนาคต

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุธ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 พร้อมด้วยศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ร่วมด้วย ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 เข้าหารือกับ Keidanren หรือ สหพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (Japan Business Federation) ซึ่งเป็นองค์กรเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของภาคเอกชนญี่ปุ่น ประกอบด้วยบริษัทเอกชนชั้นนำกว่า 1,500 บริษัท สมาคมเฉพาะอุตสาหกรรม และสมาคมเศรษฐกิจระดับภูมิภาคของญี่ปุ่น โดยเคย์ดันเร็นเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเสนอแนะแนวนโยบายเศรษฐกิจและการค้าต่อรัฐบาลญี่ปุ่น 

ยัน ปชน.ตั้งใจจัดตั้งรัฐบาล

นายณัฐพงษ์กล่าวทักทายคณะนักธุรกิจญี่ปุ่นและแนะนำตัวสั้นๆ เป็นภาษาญี่ปุ่น เรียกเสียงปรบมือชื่นชมจากคณะนักธุรกิจกว่า 40 คน ก่อนที่จะกล่าวว่าพรรคประชาชนตระหนักดีว่าญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรที่สำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในด้านการค้าการลงทุน สร้างงานและรายได้ที่มั่นคงให้กับคนไทย ในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พรรคประชาชนในฐานะพรรคอันดับหนึ่งของประเทศ มีความตั้งใจจะจัดตั้งรัฐบาล เข้าสู่การบริหารประเทศให้ได้ในต้นปีหน้า โดยหนึ่งในนโยบายหลักที่พรรคจะทำ คือการนำประเทศไทยไปอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของ Global Supply Chain ซึ่งพรรคประชาชนเชื่อว่าญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรที่เราจะร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ผลิตสินค้ามูลค่าสูง และสร้างงานที่มีคุณภาพให้กับคนไทย 

ชูนโยบายบริหารโปร่งใส

นอกจากนี้พรรคยังมีนโยบายในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการประกอบธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ โดยมุ่งเน้นการบริหารที่โปร่งใส ปลดล็อกกฎระเบียบที่ล้าสมัย หรือสร้างความยุ่งยากต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ พรรคประชาชนตั้งเป้าว่าจะแสวงหาอุตสาหกรรมใหม่ๆ และเพิ่มนักลงทุนต่างชาติ ให้เข้ามาประกอบกิจการและแบ่งปันนวัตกรรมกับไทย 

ต้องโปร่งใส สิ่งสำคัญตัดสินใจลงทุน

ด้านนายซูซูกิ จุน ผู้แทนสมาคมเคย์ดันเร็น ยืนยันว่าสิ่งที่ผู้ประกอบการญี่ปุ่นต้องการมากที่สุดตอนนี้ คือการรักษาซัพพลายเชนของญี่ปุ่นในไทยที่มีมาอย่างยาวนาน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในระบบอุตสาหกรรมโลก และสำหรับนักธุรกิจญี่ปุ่น สิ่งที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจลงทุน คือการมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ได้แก่ความเปิดกว้างและโปร่งใส จึงต้องการคำมั่นสัญญาว่ารัฐบาลไทยจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ 

แนะร่วมมืออุตสาหกรรมใหม่

นายซูซูกิ ยังกล่าวว่าญี่ปุ่นและไทยควรเพิ่มความร่วมมือทวิภาคีในอุตสาหกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสีเขียว และอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยซูซูกิระบุว่า สิ่งที่ญี่ปุ่นมั่นใจว่าเป็นผู้มีนวัตกรรมดีที่สุดในโลก และสามารถมาลงทุนในไทยได้แน่นอน คือ BESS (Battery Energy Storage System) หรือ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้แบตเตอรี่ในการเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้ในเวลาที่ต้องการ ระบบนี้ทำงานโดยการเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ในแบตเตอรี่ในช่วงที่มีการผลิตไฟฟ้าสูงหรือความต้องการใช้น้อย แล้วนำมาจ่ายออกในช่วงที่ความต้องการไฟฟ้าสูงขึ้นหรือเมื่อแหล่งพลังงานไม่เพียงพอ  และเห็นว่าไทยควรใช้กรอบความร่วมมือที่มีอยู่แล้วกับญี่ปุ่น เช่น EPA (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ) และ RCEP (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค) ให้เกิดประโยชน์กว้างขวางมากขึ้น 

ขอญี่ปุ่นมั่นใจ นโยบายปชน.

ด้านนายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า การบริหารประเทศแบบโปร่งใส Lean and Clean Thailand เป็นนโยบายหลักของพรรค จึงขอให้ผู้ประกอบการญี่ปุ่นมั่นใจได้ว่าหากพรรคประชาชนบริหารประเทศ จะมีการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่โปร่งใส เปิดกว้าง เป็นธรรมกับผู้ประกอบการ 

จากนั้นนาย วีระยุทธ ได้เสนอนโยบายเศรษฐกิจของพรรคประชาชน ที่มุ่งเน้น “Look North” หรือการมองหาพันธมิตรด้านการลงทุนและการแบ่งปันนวัตกรรมจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก รวมถึงญี่ปุ่น พรรคมีนโยบาย Orange Megaprojects ซึ่งมุ่งเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ในขณะเดียวกันก็กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโดยภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุน Smart grid หรือระบบส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบจัดการขยะ และระบบขนส่งมวลชนทั่วถึงทั้งประเทศ ซึ่งพรรคประชาชนเชื่อว่าจะสามารถเชิญชวนผู้ประกอบการญี่ปุ่นมาสร้างซัพพลายเชนใหม่ผ่านการลงทุนเหล่านี้ได้ 

แผนดี แต่จะปฏิบัติได้ผลจริงหรือ

ทั้งนี้ ผู้แทนญี่ปุ่นได้ชื่นชมว่ายุทธศาสตร์นโยบายเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นแผนการที่เยี่ยมยอด แต่ญี่ปุ่นยังมีความกังวลว่าจะสามารถปฏิบัติให้เกิดผลจริงได้หรือไม่ โดยความกังวลของญี่ปุ่นคือเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองไทย และบทบาทของไทยในระยะหลังที่ไม่ค่อยรักษาสมดุลระหว่างชาติมหาอำนาจอย่างระมัดระวัง ในประเด็นนี้ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายต่างประเทศ ได้ให้คำมั่นว่าหากพรรคประชาชนได้บริหารประเทศ จะบริหารบนหลักความโปร่งใส ยึดมั่นในธรรมาภิบาล ให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการทุกประเทศ และปรับความสัมพันธ์กับพันธมิตรแต่ละประเทศให้มีความสมดุลมากขึ้นอย่างแน่นอน 

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนพบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น ย้ำนโยบายโปร่งใสหากได้เป็นรัฐบาล

โดยรวมแล้ว การหารือระหว่างพรรคประชาชนและสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่นเป็นไปในทิศทางบวก โดยทั้งสองฝ่ายแสดงความสนใจที่จะร่วมมือกันในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายบางประการที่ต้องแก้ไข เช่น ความกังวลของญี่ปุ่นเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองไทย และความสมดุลระหว่างประเทศมหาอำนาจ หากพรรคประชาชนสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ก็มีโอกาสที่จะดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่นและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยได้

ทำไมนโยบายโปร่งใสถึงสำคัญต่อนักลงทุนญี่ปุ่น?

นักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในการลงทุน หากรัฐบาลมีความโปร่งใส จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและส่งเสริมให้เกิดการลงทุนมากขึ้น นอกจากนี้ การมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนพบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น ย้ำนโยบายโปร่งใสหากได้เป็นรัฐบาลยังเป็นเเรงดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนพบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น ย้ำนโยบายโปร่งใสหากได้เป็นรัฐบาล เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรคที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ที่มา – แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนพบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น ย้ำนโยบายโปร่งใสหากได้เป็นรัฐบาล

อนุทินต้อนรับ ลี เซียน ลุง ถวายสักการะพระบรมศพ

นายกฯ อนุทิน ให้การต้อนรับ “ลี เซียน ลุง” อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ในโอกาสเดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมต่อยอดสู่ความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล–สีเขียว

วันที่ 4 สิงหาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 เวลา 16.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับนายลี เซียน ลุง อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในโอกาสเดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นายกรัฐมนตรีได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงน้ำชา ณ ห้องโดมทอง ชั้น 2 ในบรรยากาศเป็นกันเองและอบอุ่น ซึ่งทั้งสองผู้นำได้รำลึกถึงมิตรภาพอันยาวนานตั้งแต่การเข้าร่วมประชุมเอเปคที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2022 และได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อศักยภาพใหม่ของความร่วมมือไทย–สิงคโปร์ในอนาคต โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และสาขาเทคโนโลยีที่กำลังขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่า หลังการหารือ นายลี เซียน ลุง ได้โพสต์ข้อความสะท้อนความรู้สึกผูกพันกับประเทศไทยว่า การได้กลับมาพบปะนายกรัฐมนตรีอนุทินอีกครั้ง “รู้สึกดีใจที่ได้ reconnect” พร้อมขอบคุณน้ำใจและการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่ไทยให้แก่ท่านและภริยา โดยระบุว่า “สายสัมพันธ์ไทย–สิงคโปร์แข็งแกร่ง และยังมีพื้นที่ให้เราต่อยอดความร่วมมือร่วมกันได้อีกมาก โดยเฉพาะในเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว”

ทั้งนี้ ทั้งสองผู้นำได้ถ่ายภาพเซลฟี่ร่วมกันในบรรยากาศเป็นกันเอง ซึ่งสะท้อนถึงความใกล้ชิดส่วนบุคคล และเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของสองประเทศอย่างแท้จริง

นายสิริพงศ์ ยังระบุด้วยว่า นายกรัฐมนตรีอนุทินมีกำหนดการเดินทางเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย–สิงคโปร์ให้ก้าวไปอีกขั้นอย่างเป็นรูปธรรม

อนุทินต้อนรับ ลี เซียน ลุง ถวายสักการะพระบรมศพ

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้การต้อนรับ นายลี เซียน ลุง อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ในโอกาสสำคัญที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การพบปะครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเคารพต่อสถาบัน แต่ยังเป็นการสานต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และเปิดโอกาสสู่ความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียวอีกด้วย

ความสำคัญของการต้อนรับ ลี เซียน ลุง

การต้อนรับ ลี เซียน ลุง อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและสิงคโปร์ ที่มีมาอย่างยาวนาน การเดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเคารพและความผูกพันที่ท่านมีต่อประเทศไทย นอกจากนี้ การหารือร่วมกันยังเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเป็นอนาคตของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การหารือในครั้งนี้ยังเป็นการปูทางไปสู่การเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอนุทินในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและสิงคโปร์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น การที่อนุทินต้อนรับ ลี เซียน ลุง ถวายสักการะพระบรมศพ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสานสัมพันธ์และผลักดันความร่วมมือในระดับภูมิภาค

ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว กลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาในยุคปัจจุบัน ทั้งสองประเทศเล็งเห็นศักยภาพในการเติบโตในด้านนี้ และพร้อมที่จะร่วมมือกันเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับภูมิภาค การลงทุนในเทคโนโลยีและการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ และการต้อนรับ อนุทินต้อนรับ ลี เซียน ลุง ถวายสักการะพระบรมศพ ในครั้งนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งสองประเทศ

ถึงแม้ว่าการเดินทางมาของอดีตนายกฯ ลี เซียน ลุง จะเป็นเรื่องของการแสดงความเคารพและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ แต่อีกนัยหนึ่งก็เป็นการส่งสัญญาณที่ดีถึงความสัมพันธ์ที่ยังคงแน่นแฟ้นและพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน การที่ไทยและสิงคโปร์หันมาให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และความเข้าใจในทิศทางของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป การจับมือกันในวันนี้ จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – “อนุทิน” ต้อนรับ “ลี เซียน ลุง” ในโอกาสเดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ

อนุทินแถลง! ผลประชุมอาเซียน-เอเปคดีล จีน-เกาหลีใต้-แคนาดา

“นายกฯ อนุทิน” นำทีมไทยแลนด์แถลงสรุปผลการประชุมอาเซียนและเอเปค ซึ่งประสบความสำเร็จในการเจรจาข้อตกลงสำคัญกับ จีน เกาหลีใต้ และแคนาดา โดยจีนพร้อมเพิ่มโควตาซื้อข้าวจากไทย เกาหลีใต้เปิดโอกาสให้แรงงานไทยไปทำงานมากขึ้น และแคนาดาเตรียมเปิดเที่ยวบินตรงเชื่อมสองประเทศ

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี แถลงสรุปผลการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26–28 ตุลาคม และการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้พบปะกับผู้นำจาก 15 ประเทศ 3 องค์การระหว่างประเทศ และผู้บริหารระดับสูงจากกว่า 20 บริษัทชั้นนำของโลก

“ในทุกวงประชุม เราได้นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในด้านต่างๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนและความร่วมมือ ซึ่งหลังจากนี้ จะมีทีมงานเจรจาต่อยอดเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สร้างรายได้ให้ประเทศ สนับสนุนเกษตรกร แรงงาน และการท่องเที่ยว”

นายอนุทินชี้แจงว่า ประเทศไทยมุ่งเน้น 4 เรื่องหลักในการผลักดันให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร การคมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ การเป็นศูนย์กลางทางดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว

“เราได้เปิดตลาดข้าวและสินค้าเกษตรของไทยให้กว้างขึ้น เจรจาเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมายในเกาหลีใต้ สร้างความร่วมมือกับแคนาดาในด้านการท่องเที่ยวและการเป็นฮับแห่งความมั่นคงทางอาหาร” นายอนุทินกล่าว

สำหรับการเจรจาทวิภาคีกับประเทศต่างๆ ได้ข้อตกลงความร่วมมือที่สำคัญ เช่น ไทย-สิงคโปร์ จะลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่องการค้าข้าว ไทย-มาเลเซีย จะใช้ศักยภาพสินค้าเกษตรไทยหนุนห่วงโซ่อาหารโลก และไทยจะผลักดันการทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียน-อินเดีย

นอกจากนี้ ยังได้หารือกับบรูไนเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารฮาลาล การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และอื่นๆ

อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ

“ความร่วมมือเหล่านี้จะเพิ่มช่องทางการตลาด ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบการจ่ายเงินดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และบริการด้านสุขภาพ”

ประเทศไทยยังตั้งใจเป็นผู้นำในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยข้อเสนอของไทยได้รับการตอบสนองอย่างดีจากหลายประเทศ รวมถึงจีน สหรัฐฯ แคนาดา เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ภารกิจครั้งนี้เป็นการเดินทางเพื่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดยยึดหลักความถูกต้องและผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

ในการหารือกับสหรัฐอเมริกาและจีน ได้เน้นย้ำเรื่องการสานต่อความสัมพันธ์ โดยเฉพาะกับจีนซึ่งปีนี้ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต

จีนเปิดรับโควตาซื้อข้าวเพิ่มจากไทย

“การเจรจาเป็นไปด้วยดี โดยท่านสี จิ้นผิง ได้แสดงท่าทีคลายกังวลเมื่อทราบว่ารัฐบาลไทยไม่มีนโยบายเปิดคาสิโนแล้ว ทำให้จีนสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาอย่างสบายใจ และได้เปิดรับโควตาซื้อข้าวจากไทยเพิ่มอีกห้าแสนตัน” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินแสดงความเชื่อมั่นว่า “ประตูหลายบานที่เปิดไว้จะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนชาวไทย จะทำให้คนไทยมีเงินในกระเป๋าที่มากขึ้นและความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตที่เพิ่มขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว” นี่คือความสำเร็จจากการประชุมอาเซียน-เอเปค ที่ส่งผลดีต่อประเทศไทยอย่างแท้จริง การที่ อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ประเทศไทยก้าวหน้าต่อไปในเวทีโลก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น การเจรจาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอย่างแท้จริง และ อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่แข็งแกร่งและยั่งยืนระหว่างประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงสิ่งที่ อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนไทย

ที่มา – “อนุทิน” ถึงไทยแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ

สสว. แถลงความสำเร็จโครงการขับเคลื่อน MSME ไทย สู่ธุรกิจสีเขียว

สสว. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศิลปากร และ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แถลงความสำเร็จการดำเนินงานโครงการขับเคลื่อน MSME ไทย สู่ธุรกิจสีเขียว เพื่อให้ MSME ปรับเปลี่ยนธุรกิจให้ตอบสนองต่อมาตรฐาน/การกีดกันทางการค้า ปีงบประมาณ 2568

วันที่ 9 ก.ย. 68 ดร.ปณิตา ชินวัตร รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า สสว. มีการผลักดันผู้ประกอบการต่อเนื่องมาปีนี้เป็นปีที่ 3 ดำเนินการทั่วประเทศ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการกว่า 510 ราย เน้นคำนึงถึงเศรษฐกิจสีเขียว การปรับแผนธุรกิจให้พร้อมกับมาตรฐานใหม่ ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน โดยจัดทีมที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ ลงพื้นที่เชิงลึก ณ สถานประกอบการ 5 ครั้งต่อกิจการ มุ่งเน้นในด้านการคำนวณการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร/ผลิตภัณฑ์ (CFO/CFP) พร้อมนำร่อง Sandbox เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ปรับใช้แนวทางปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งเน้นกลุ่ม Green Hotel ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโรงแรม พัฒนาต้นแบบในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและอาหาร กลุ่มโลจิสติกส์ เพื่อพัฒนาแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการขนส่ง เป็นต้น

โครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ทำให้ SME มีความพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาสทางการค้าในตลาดโลก ซึ่งเกิดจากความมุ่งมั่นของผู้ประกอบการส่วนหนึ่ง และได้รับความร่วมมือการเชื่อมโยง และสร้างเครือข่ายของหน่วยงานผู้ให้บริการธุรกิจสีเขียว ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาแนะนำ และช่วยผลักดันให้การปรับเปลี่ยนของ SME เป็นไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

ดร.ปณิตา ระบุว่า ความสำเร็จในวันนี้ สสว. มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการในปี 2568 ก้าวสู่เป้าหมายสำคัญในอนาคต นั่นคือ การยื่นขอการทวนสอบ (Verification) คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรหรือผลิตภัณฑ์ (CFO/CFP) อย่างเป็นทางการภายในปี 2569 การทวนสอบนี้จะเป็นการรับรองที่น่าเชื่อถือในระดับสากลว่าองค์กร/ผลิตภัณฑ์ของ SME ไทยได้ผ่านการคำนวณและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานอย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นแต้มต่อที่สำคัญในการแข่งขันทางการตลาดในเวทีโลกต่อไป

นอกจากนี้ ภายใต้โครงการมีการพัฒนา เว็บไซต์ Green SME Index – การประเมินตนเอง (Self-Assessment) ได้มีการเพิ่มส่วนของการประเมินศักยภาพในการประหยัดพลังงาน การประหยัดน้ำ และการลดของเสียและปริมาณการใช้วัตถุดิบ ต่อยอดไปจากมิติที่ 1 Sustainability Management เพื่อให้สามารถประเมินโอกาสในการยกระดับความเป็นธุรกิจสีเขียวในเชิงปริมาณได้ ซึ่งข้อมูลเชิงปริมาณที่ได้จะเป็นประโยชน์ในการกำหนดทิศทางและนโยบาย รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้การพัฒนาและส่งเสริม MSME ของประเทศสามารถดำเนินไปได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

สสว. มุ่งหวังให้ Green SME Index เป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ในวงกว้าง ตั้งใจออกแบบให้เป็นบันไดขั้นต้นสำหรับการพัฒนา MSME ไปสู่มาตรฐานระดับชาติและระดับนานาชาติ และมุ่งให้มีความเชื่อมโยงกับมาตรฐานต่างๆ ที่มีอยู่ โดยการพัฒนา Green SME Index อยู่บนพื้นฐานของแนวคิดด้านเศรษฐกิจสีเขียว, ESG, BCG และ SDGs เพื่อความยั่งยืนและแข่งขันได้ในตลาดโลก ดร.ปณิตา กล่าวปิดท้าย.

สสว. แถลงความสำเร็จโครงการขับเคลื่อน MSME ไทย สู่ธุรกิจสีเขียว

โครงการขับเคลื่อน MSME ไทย สู่ธุรกิจสีเขียว ของ สสว. ถือเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ปรับตัวเข้าสู่โลกธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น การผลักดันให้ SME คำนึงถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางการแข่งขันใหม่ๆ ในตลาดโลกอีกด้วย

เป้าหมายที่สำคัญของโครงการขับเคลื่อน MSME ไทย สู่ธุรกิจสีเขียว

เป้าหมายที่สำคัญของโครงการคือการช่วยให้ SME สามารถขอการทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรหรือผลิตภัณฑ์ภายในปี 2569 ซึ่งจะเป็นการรับรองมาตรฐานระดับสากล และเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าและบริการของไทยในตลาดโลก

การที่ สสว. ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน MSME ไทย สู่ธุรกิจสีเขียว แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน การสนับสนุนให้ SME ปรับตัวเข้ากับกระแสโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นหลัง แต่ยังเป็นการเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลกอีกด้วย

โครงการขับเคลื่อน MSME ไทย สู่ธุรกิจสีเขียว เป็นมากกว่าโครงการสนับสนุน แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ที่มา – สสว. แถลงความสำเร็จโครงการขับเคลื่อน MSME ไทย สู่ธุรกิจสีเขียว

สิงคโปร์ยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย

ผู้นำสิงคโปร์ร่อนจดหมายยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย พร้อมเชิญชวนให้เยือนสิงคโปร์

นายลอว์เรนซ์ หว่าง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้ส่งจดหมายแสดงความยินดีถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย โดยรัฐสภาได้ลงมติด้วยคะแนนเสียง 311 เสียง เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (5 ก.ย.) เลือกเขาเป็นผู้นำคนใหม่ของไทย

ในจดหมาย นายหว่องได้แสดงความยินดีอย่างจริงใจต่อนายอนุทิน และเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและยาวนานระหว่างสิงคโปร์และไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2568 นี้ ซึ่งเป็นปีครบรอบ 60 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

“สิงคโปร์และไทยมีความสัมพันธ์ฉันมิตรที่ยืนยาว และมีความร่วมมือที่แข็งแกร่งซึ่งเติบโตในหลากหลายมิติ” นายหว่องกล่าวในจดหมาย “เหตุการณ์สำคัญล่าสุดคือการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นข้อตกลงแรกที่สิงคโปร์ทำกับประเทศสมาชิกอาเซียน”

“สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของเราในการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือการแสดงให้เห็นว่าประเทศของเราสามารถร่วมมือกันเพื่อบุกเบิกความเป็นผู้นำระดับภูมิภาคในการจัดการกับปัญหาสภาพอากาศ”

นายหว่องยังแสดงความเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ระหว่างสิงคโปร์และไทยจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึกภายใต้การนำของนายอนุทิน

“เรามีโอกาสมากมายที่จะร่วมมือกันในด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม การเชื่อมต่อ และความมั่นคงทางอาหาร ผมมั่นใจว่าความพยายามอย่างต่อเนื่องของเราจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่ยั่งยืนต่อประชาชนของเรา และมีส่วนช่วยส่งเสริมความสามารถในการปรับตัวของประชาคมอาเซียน”

“ผมขอเรียนเชิญท่านมาเยือนสิงคโปร์ในโอกาสแรก และหวังว่าจะได้พบท่านในเร็วๆ นี้ ผมขออวยพรให้ท่านประสบความสำเร็จในบทบาทใหม่” นายหว่องกล่าวทิ้งท้ายในจดหมาย

สิงคโปร์ยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย

จดหมายแสดงความยินดีจากนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสิงคโปร์ ซึ่งมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม

ความสัมพันธ์ไทย-สิงคโปร์แน่นแฟ้น หลัง “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย

ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยและสิงคโปร์นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งสองประเทศ โดยสิงคโปร์เป็นหนึ่งในคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย และมีการลงทุนระหว่างกันจำนวนมาก นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังมีความร่วมมือในด้านการท่องเที่ยว การศึกษา และวัฒนธรรมอีกด้วย

การที่นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ส่งจดหมายแสดงความยินดีและเชิญนายอนุทินเยือนสิงคโปร์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับไทย และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยชุดใหม่เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

การเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนานาประเทศ รวมถึงสิงคโปร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยและรัฐบาลชุดใหม่

ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างไทยและสิงคโปร์เป็นผลดีต่อทั้งสองประเทศ และมีส่วนช่วยในการพัฒนาภูมิภาคอาเซียนโดยรวม การที่ผู้นำสิงคโปร์แสดงความยินดีและให้ความสำคัญกับบทบาทของนายอนุทินในการนำพาประเทศไทยไปข้างหน้า เป็นสิ่งที่น่ายินดีและเป็นกำลังใจให้รัฐบาลไทยมุ่งมั่นพัฒนาประเทศต่อไป

นอกจากเรื่องความสัมพันธ์ทางการทูต การร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนแล้ว ทั้งสองประเทศยังสามารถเสริมสร้างความร่วมมือในด้านอื่นๆ เช่น เทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน

การที่ผู้นำสิงคโปร์ร่อนจดหมายยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย เป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองประเทศจะกระชับความสัมพันธ์และร่วมมือกันเพื่อสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศและภูมิภาคอาเซียนต่อไป

การที่ผู้นำสิงคโปร์ร่อนจดหมายยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย แสดงให้เห็นถึงความหวังและความคาดหวังของสิงคโปร์ที่มีต่อประเทศไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หวังว่าทั้งสองประเทศจะสามารถทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อประโยชน์ร่วมกันในอนาคต

ที่มา – ผู้นำสิงคโปร์ร่อนจดหมายยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย

Scroll to top