เศรษฐา ทวีสิน

นายกฯ บอก “เกรียง กัลป์ตินันท์” เป็นคนน่ารัก แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช.

เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นสำคัญหลายเรื่อง โดยเฉพาะกรณีการจากไปของนักการเมืองชื่อดังที่สร้างความเสียดายให้กับผู้ร่วมงานอย่างมาก ซึ่งประเด็นหลักที่หลายคนติดตามคือ นายกฯ บอก “เกรียง กัลป์ตินันท์” เป็นคนน่ารัก แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช.

นายกฯ บอก “เกรียง กัลป์ตินันท์” เป็นคนน่ารัก แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช.

เหตุการณ์การเสียชีวิตของ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญ โดยนายอนุทินได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ในอดีตสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ว่าตนเคยทำงานร่วมกับท่านมาก่อน และมีความรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง เพราะในมุมมองของนายกฯ นั้น ท่านเป็นคนน่ารักและตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนมาโดยตลอด

มุมมองต่องานการเมืองและอนาคตของตำแหน่ง เลขาฯ สมช.

นอกจากเรื่องการอาลัยแล้ว สิ่งที่สังคมจับตามองคือกระแสข่าวลือเรื่องการปรับเปลี่ยนตัวเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) อย่างคุณฉัตรชัย บางชวด ซึ่งมีกระแสหนาหูว่าจะถูกโยกไปดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม นายกฯ บอก “เกรียง กัลป์ตินันท์” เป็นคนน่ารัก แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช. เพื่อยืนยันว่าสถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น

ประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติม:

  • การชี้แจงเรื่องโผทหารที่หลายคนกังวล
  • จุดยืนของนายกรัฐมนตรีต่อความรับผิดชอบในสภากลาโหม
  • ความชัดเจนเรื่องการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง

นายกฯ ได้ย้ำชัดเจนว่าในเรื่องของโผโยกย้ายนายทหารนั้น ตนไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นอำนาจหน้าที่ของสภากลาโหมโดยตรง ดังนั้นกระแสข่าวที่ว่าโผทหารไม่ลงตัวจนกระทบมาถึงเก้าอี้เลขาฯ สมช. จึงเป็นเพียงข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง

ในฐานะประชาชน สิ่งที่เราได้เห็นจากเหตุการณ์นี้คือความชัดเจนในการทำงานของผู้นำประเทศที่ไม่ออกมาให้ความเห็นในเรื่องที่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ และยังคงรักษาบรรยากาศการทำงานที่มุ่งเน้นความต่อเนื่องเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข้าราชการหรือการแสดงความไว้อาลัยต่อบุคคลสำคัญทางการเมืองก็ตาม เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าสถานการณ์การเมืองหลังจากนี้จะมีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง

ที่มา – นายกฯ บอก “เกรียง กัลป์ตินันท์” เป็นคนน่ารัก แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช.

เศรษฐาชี้ Bully ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ยังรวมถึงการเมินเฉย

ปัญหาการกลั่นแกล้งหรือ Bully ในสังคมไทยกำลังกลายเป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจนนำไปสู่ความสูญเสีย ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ได้ออกมาให้มุมมองที่น่าสนใจว่า เศรษฐาชี้ Bully ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ยังรวมถึงการเมินเฉย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่และคนในสังคมมักมองข้ามไป

เศรษฐาชี้ Bully ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ยังรวมถึงการเมินเฉย

หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการกลั่นแกล้งคือการทำร้ายร่างกายหรือการด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรงเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วพฤติกรรมอย่างการเมินเฉย การกีดกันออกจากกลุ่ม หรือการตั้งใจทำให้ผู้อื่นรู้สึกไม่มีตัวตน ก็ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการบูลลี่ที่รุนแรงไม่แพ้กัน เศรษฐาชี้ Bully ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ยังรวมถึงการเมินเฉย ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจเด็กในระยะยาวและอาจกลายเป็นบาดแผลฝังลึกได้

สัญญาณเตือนที่ผู้ใหญ่ควรสังเกต

เพื่อให้สังคมของเราปลอดภัยขึ้น สำหรับเด็กและเยาวชนที่อาจกำลังเผชิญกับสถานการณ์นี้ การสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลานและนักเรียนถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ดังนี้:

  • การเปลี่ยนไปของอารมณ์และพฤติกรรม เก็บตัวมากขึ้น
  • ไม่อยากไปโรงเรียน หรือมีความวิตกกังวลผิดปกติ
  • รู้สึกด้อยค่าหรือไม่มั่นใจในตนเอง
  • การเข้าสังคมที่เปลี่ยนไป ถูกเพื่อนกีดกันออกจากกิจกรรมต่างๆ

ถึงเวลาแล้วที่เราในฐานะผู้ใหญ่ต้องทำหน้าที่เป็น ‘Safe Zone’ ให้กับเด็กๆ เพราะความแตกต่างในตัวบุคคลไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาใช้ทำร้ายกัน การรับฟังอย่างตั้งใจและการสังเกตเห็นความผิดปกติเพียงเล็กน้อย อาจช่วยป้องกันเหตุการณ์สลดที่ไม่ควรเกิดขึ้นได้ สังคมที่ดีไม่ได้วัดกันที่ว่าไม่มีปัญหา แต่อยู่ที่ว่าเราไม่เพิกเฉยต่อความทุกข์ของกันและกัน

เราทุกคนควรร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่โรงเรียน เพื่อให้พวกเขาเติบโตมาด้วยความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตัวเอง หากคุณเห็นใครถูกเมินเฉยหรือถูกโดดเดี่ยว อย่ารอช้าที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือหรือรับฟัง เพราะการกระทำเพียงเล็กน้อยของคุณ อาจเปลี่ยนชีวิตของเด็กคนหนึ่งได้ตลอดไป

ที่มา – “เศรษฐา” ชี้ Bully ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ยังรวมถึงการเมินเฉย แนะผู้ใหญ่สังเกตมากขึ้น

“ทักษิณ” นำทัพเพื่อไทยร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม บิดา “หมออ้อม”

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา บรรยากาศที่วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เต็มไปด้วยความโศกเศร้าแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่น เมื่อ “ทักษิณ” นำทัพเพื่อไทยร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม บิดา “หมออ้อม” หรือ พล.ต.ท.ผ่อน ปลัดรักษา บิดาของ แพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน ภริยาของอดีตนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน โดยการปรากฏตัวของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในครั้งนี้ถือเป็นภาพสะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองตระกูลใหญ่ได้เป็นอย่างดี

“ทักษิณ” นำทัพเพื่อไทยร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม บิดา “หมออ้อม” พร้อมแกนนำรัฐบาล

ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยลูกสาว คุณพินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ และลูกเขย นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ โดยมีแกนนำพรรคเพื่อไทยและคณะรัฐมนตรีหลายท่านเดินทางมาร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ไม่ว่าจะเป็น นายภูมิธรรม เวชยชัย, นายชูศักดิ์ ศิรินิล, นางสาวจิราพร สินธุไพร และบุคคลสำคัญอื่นๆ อีกมากมาย ที่มาร่วมแสดงความอาลัยแก่ พล.ต.ท.ผ่อน ปลัดรักษา อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ผู้ซึ่งเป็นที่เคารพรักของครอบครัวและบุคคลใกล้ชิด

บรรยากาศความผูกพันและมิตรภาพที่ยั่งยืน

การที่ “ทักษิณ” นำทัพเพื่อไทยร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม บิดา “หมออ้อม” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเสียใจตามขนบธรรมเนียมประเพณีไทยเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ทางการเมืองและมิตรภาพส่วนตัวที่ยั่งยืนระหว่างตระกูลชินวัตรและครอบครัวทวีสิน โดยตลอดทั้งงาน นายเศรษฐา ทวีสิน และ แพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน ได้คอยต้อนรับแขกเหรื่อและเพื่อนพ้องที่มาร่วมไว้อาลัยด้วยตนเองอย่างเป็นกันเอง

ภายในงานยังมีตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วม อาทิ:

  • แกนนำพรรคเพื่อไทยและรัฐมนตรีจากหลายกระทรวง
  • บุคคลสำคัญในแวดวงธุรกิจและการเมือง
  • ตัวแทนสื่อมวลชนระดับแถวหน้าของประเทศ นำโดย นายสราวุธ วัชรพล ผู้บริหารเครือไทยรัฐ

ภาพบรรยากาศภายในงานนับว่ามีความสงบเรียบง่ายและเปี่ยมไปด้วยความหมาย สะท้อนถึงการให้เกียรติซึ่งกันและกันอย่างสูงสุด ท่ามกลางความสูญเสียครั้งสำคัญนี้ เราได้เห็นถึงพลังของความร่วมมือและความสามัคคีที่เหนียวแน่นของบรรดาผู้มีเกียรติที่มาร่วมส่งดวงวิญญาณของผู้วายชนม์เป็นครั้งสุดท้าย นับเป็นบทเรียนสำคัญของชีวิตที่สอนให้เราเห็นค่าของมิตรภาพที่ยั่งยืนเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเป็นอย่างไร สายใยของความเป็นมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอ

ที่มา – “ทักษิณ” นำทัพเพื่อไทยร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม บิดา “หมออ้อม”

เศรษฐา เข้าทำเนียบ รับรางวัล TZD+ ประจำปี 2569

เชื่อว่าวันนี้หลายคนคงจับตามองความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นพิเศษ เมื่อมีการรายงานว่า เศรษฐา เข้าทำเนียบ รับรางวัล TZD+ ประจำปี 2569 ในฐานะบุคคลสำคัญที่ริเริ่มโครงการ Thailand Zero Dropout ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยในงานนี้จะได้เห็นภาพบรรยากาศการพบกันระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันอย่างคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งมารับหน้าที่เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้

บรรยากาศงานจับตาวันนี้ เศรษฐา เข้าทำเนียบ รับรางวัล TZD+ ประจำปี 2569

กิจกรรมในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษา โดยงาน Prime Minister’s Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) ประจำปี พ.ศ. 2569 จัดขึ้น ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเชิดชูเกียรติแก่บุคคลและหน่วยงานที่มีบทบาทโดดเด่นในการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้ได้รับโอกาสกลับเข้าสู่รั้วโรงเรียนหรือระบบการเรียนรู้อีกครั้ง

เปิดเบื้องหลังความสำเร็จของโครงการ Thailand Zero Dropout

การที่ เศรษฐา เข้าทำเนียบ รับรางวัล TZD+ ประจำปี 2569 ในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการตอกย้ำถึงความสำเร็จของโครงการที่เขาริเริ่มไว้ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ดังนี้:

  • พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธาน คกศ. ที่ติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด
  • จังหวัดต้นแบบ เช่น ปัตตานี ยะลา และกาญจนบุรี
  • ภาคเอกชนและองค์กรภาคสังคม เช่น มูลนิธิกระจกเงา และบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)
  • บุคคลต้นแบบอย่างคุณวิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ (พี่ซุป) จากรายการซูเปอร์จิ๋ว

ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่เด็กไทยที่เคยหลุดออกจากระบบ ให้สามารถกลับมาพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งนับเป็นภารกิจที่รัฐบาลไม่ว่าชุดไหนก็พร้อมที่จะเดินหน้าต่ออย่างมุ่งมั่นเพื่อลดเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

การที่ เศรษฐา เข้าทำเนียบ รับรางวัล TZD+ ประจำปี 2569 ในวันนี้นับเป็นสัญลักษณ์ของความต่อเนื่องในการทำงานเพื่อประชาชน การเมืองอาจมีการเปลี่ยนผ่าน แต่อนาคตของเด็กไทยถือเป็นวาระสำคัญที่ทุกคนต้องช่วยกันเป็นกำลังใจและสนับสนุนให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จในระยะยาว เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีเด็กคนไหนต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลังอีกต่อไป

ที่มา – จับตาวันนี้ “เศรษฐา” เข้าทำเนียบรัฐบาล เจอ “นายกฯ อนุทิน” รับรางวัล TZD+ ประจำปี 2569

“เศรษฐา” ใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว ฝากผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่

เป็นภาพที่หลายคนคุ้นตาเมื่อเช้านี้ครับ เมื่อ“เศรษฐา” ใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว ฝากผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ โดยคุณเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีของเราจูงน้องสุนัขตัวโปรดชื่อเจ้าเฉาก๊วยออกมาหย่อนบัตรเลือกตั้งด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเองสุดๆ งานนี้เจ้าตัวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือระดับท้องถิ่นก็ตาม เพราะนี่คือโอกาสสำคัญของประชาชนที่จะเป็นผู้ตัดสินใจเลือกคนมาบริหารบ้านเมือง

“เศรษฐา” ใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว ฝากผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ แก้ปมคอร์รัปชัน

การเลือกตั้งในครั้งนี้ถือว่ามีความหมายอย่างยิ่ง คุณเศรษฐาได้กล่าวว่าอยากเห็นยอดผู้มาใช้สิทธิให้ถึงระดับ 70% ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ เพื่อแสดงถึงพลังของคนกรุงเทพฯ ในการร่วมกันกำหนดอนาคตของเมืองหลวงแห่งนี้ ด้วยอากาศที่กำลังดีไม่ร้อนจนเกินไป จึงถือเป็นโอกาสทองที่ชาวกรุงควรออกมาทำหน้าที่พลเมืองให้เต็มที่

มุมมองต่อความโปร่งใสของ “เศรษฐา” ใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว ฝากผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่

นอกจากเรื่องทั่วไปแล้ว ประเด็นที่คุณเศรษฐาฝากไว้อย่างน่าสนใจคือเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน โดยระบุว่า:

  • ไม่ว่าใครจะได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ ทุกคนย่อมทราบดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้น
  • เรื่องทุจริตถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ผู้ว่าฯ คนใหม่ต้องเร่งจัดการ
  • สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้

หากมองในมุมของความคาดหวัง เราเชื่อว่าประชาชนทุกคนก็ต้องการผู้บริหารที่ทำงานด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ การที่คุณเศรษฐาเน้นย้ำเรื่องนี้ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาการทุจริตยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ว่าฯ คนใหม่ต้องรับมืออย่างจริงจังและรวดเร็ว เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่และปลอดภัยสำหรับทุกคนมากขึ้น

บทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า พลังของหนึ่งเสียงนั้นสำคัญแค่ไหน การที่เราออกมาใช้สิทธิไม่ใช่แค่การทำตามหน้าที่ แต่เป็นการส่งสัญญาณบอกถึงความต้องการให้ผู้บริหารตระหนักถึงสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญที่สุด แล้วคุณล่ะครับ ได้ออกไปใช้สิทธิกันมาหรือยัง? อย่าปล่อยให้สิทธิของคุณหลุดลอยไป เพราะอนาคตของ กทม. อยู่ในมือเราทุกคนครับ

ที่มา – “เศรษฐา” ใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว ฝากผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ สร้างความเชื่อมั่นปมทุจริต

“เศรษฐา” เชื่อโอกาสทอง เสถียรภาพการเมืองไทยมั่นคง

“เศรษฐา” เชื่อโอกาสทอง เสถียรภาพการเมืองไทยมั่นคง ต้องกล้าหาญพัฒนาประเทศ เป็นประเด็นร้อนที่อดีตนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567 ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและความไม่แน่นอนต่างๆ มุมมองนี้สะท้อนถึงความมั่นใจในเสถียรภาพทางการเมืองของไทย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่หาได้ยากในช่วงเวลานี้

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤต สงครามในยูเครนและตะวันออกกลางยังคงสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ทำให้ราคาพลังงานและอาหารพุ่งสูง เศรษฐกิจไทยเองก็เผชิญความท้าทายจากการฟื้นตัวหลังโควิด-19 ที่ยังชะลอตัว GDP เติบโตต่ำกว่าคาด และเงินเฟ้อที่ยังไม่นิ่ง นายเศรษฐาเน้นย้ำว่า เสถียรภาพการเมืองที่มั่นคงในขณะนี้คือ ‘โอกาสทอง’ ที่ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือ

“เศรษฐา” เชื่อโอกาสทอง เสถียรภาพการเมืองไทยมั่นคง ต้องกล้าหาญพัฒนาประเทศ

คำกล่าวนี้มาจากปากของนายเศรษฐาเอง ซึ่งระบุชัดเจนว่า “นี่คือช่วงเวลาที่ประเทศไทยมีเสถียรภาพทางการเมืองที่แข็งแกร่งที่สุด เป็นโอกาสทอง และเราควรใช้โอกาสนี้ในการทำสิ่งที่กล้าหาญอย่างแท้จริงในการพัฒนาประเทศ” เขายังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อนำเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ก่อให้เกิดประโยชน์ระยะยาว เช่น การพัฒนาระบบขนส่ง การเชื่อมโยงดิจิทัล และการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว

แม้จะมีความกังวลเรื่องวินัยการคลัง แต่ “เศรษฐา” เชื่อโอกาสทอง เสถียรภาพการเมืองไทยมั่นคง ต้องกล้าหาญพัฒนาประเทศ โดยยืนยันว่าความน่าเชื่อถือทางการเงินสำคัญ แต่การสร้างการเติบโตยั่งยืนยิ่งกว่านั้น เขาเปรียบเทียบสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่า “เราอาจจะพ้นจากภาวะโคม่าแล้ว แต่ยังไม่พ้น ICU และสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือไม่ได้เป็นผู้บริหารประเทศ เราต่างหากที่เป็นผู้ตัดสินใจ” คำพูดนี้กระตุ้นให้รัฐบาลและนักการเมืองกล้าตัดสินใจใหญ่

ทำไม “เศรษฐา” เชื่อโอกาสทอง เสถียรภาพการเมืองไทยมั่นคงถึงสำคัญ

เสถียรภาพการเมืองไทยในช่วงนี้มาจากการจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคงหลังการเลือกตั้ง ทำให้สามารถผลักดันนโยบายได้ต่อเนื่อง ไม่ถูกขัดขวางจากความขัดแย้งภายใน นี่คือโอกาสสำหรับการปฏิรูปเศรษฐกิจ เช่น การกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน การพัฒนาทักษะแรงงานให้เข้ากับยุค AI และการขยายตลาดส่งออกไปยังอาเซียนและจีน

  • ปรับเพดานหนี้สาธารณะ: เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟความเร็วสูงและท่าเรือน้ำลึก
  • รักษาความเชื่อมั่นนักลงทุน: โดยแสดงผลลัพธ์การเติบโตจริง ไม่ใช่แค่หลีกเลี่ยงหนี้
  • รับมือความท้าทายโลก: สงครามและเงินเฟ้อ ด้วยนโยบายที่ยืดหยุ่น
  • สร้างการเติบโตยั่งยืน: มุ่งเน้น ESG และนวัตกรรม

จากข้อมูลธนาคารโลก เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพเติบโต 3-4% ต่อปี หากลงทุนถูกจุด การลงทุน 1 บาทในโครงสร้างพื้นฐานสามารถคืนทุนได้ 2-3 บาทในระยะยาว นี่คือเหตุผลที่ “เศรษฐา” ย้ำถึงความกล้าหาญในการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์บางส่วนกังวลว่าการเพิ่มหนี้สาธารณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 60% ของ GDP อาจเสี่ยงต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก Moody’s หรือ S&P แต่ “เศรษฐา” เชื่อโอกาสทอง เสถียรภาพการเมืองไทยมั่นคง ต้องกล้าหาญพัฒนาประเทศ โดยชี้ว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ มีหนี้สูงแต่ยังเติบโตได้เพราะการลงทุนมีประสิทธิภาพ

ในมุมมองของผู้เขียน มุมมองนี้เป็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดมนของเศรษฐกิจไทยที่กำลังฟื้นตัวช้า รัฐบาลควรฟังและลงมือทำทันทีเพื่อไม่ให้โอกาสทองนี้หลุดลอยไป หากพลาดไป ไทยอาจติดกับดักรายได้ปานกลางต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับคำกล่าวของ “เศรษฐา” เชื่อโอกาสทอง เสถียรภาพการเมืองไทยมั่นคง ต้องกล้าหาญพัฒนาประเทศ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายมุมมองดีๆ กันนะครับ!

ที่มา – “เศรษฐา” เชื่อโอกาสทอง เสถียรภาพการเมืองไทยมั่นคง ต้องกล้าหาญพัฒนาประเทศ

ประวัติ พิพัฒน์ รัชกิจประการ หลุดรองนายกฯ คมนาคม ครม.อนุทิน 2

ประวัติ พิพัฒน์ รัชกิจประการ นักธุรกิจชื่อดังจากตระกูลพีทีจี เอ็นเนอร์ยี่ (PTG) ที่มีบทบาทสำคัญในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะกับพรรคภูมิใจไทย ล่าสุดในโผคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หรือครม.อนุทิน 2 พิพัฒน์ รัชกิจประการ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โกเกี๊ยะ” หลุดจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี แต่ยังคงนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแบบเดิมๆ เรียกได้ว่าเป็นเซอร์ไพรส์เล็กน้อยสำหรับแฟนการเมือง เพราะก่อนหน้านี้เขาควบสองตำแหน่งมาตลอด

ทำไมพิพัฒน์ถึงยังสำคัญขนาดนี้? มาดูกันว่าประวัติ พิพัฒน์ รัชกิจประการ มีอะไรน่าสนใจบ้าง ตั้งแต่ชีวิตวัยเด็ก ธุรกิจครอบครัว ไปจนถึงเส้นทางในสนามการเมืองที่ไม่เคยหลุดเก้าอี้รัฐมนตรีเลยสักครั้ง!

ประวัติ พิพัฒน์ รัชกิจประการ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เกิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2498 ปัจจุบันอายุ 70 ปี เป็นชาวอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา บุตรชายของนายสุทัศน์ และนางกุยเฮียง รัชกิจประการ เขาเป็นพี่ชายของนายพิบูลย์ รัชกิจประการ ส.ส.สตูล พรรคภูมิใจไทย และนายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีจี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจน้ำมันและสถานีบริการน้ำมันชั้นนำของไทย

ชีวิตครอบครัวและการศึกษา

ด้านชีวิตส่วนตัว พิพัฒน์ สมรสกับนางนาที รัชกิจประการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 มีบุตรธิดา 3 คน ได้แก่ นายชลัฐ รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย, นายปกเขตร รัชกิจประการ และนางสาวปกรกานต์ รัชกิจประการ ซึ่งปัจจุบันสมรสกับนายสุทธิพงษ์ วรรณวานิช กรรมการผู้จัดการบริษัท ปิโตรเลียมไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด ในเครือ PTG

พิพัฒน์จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนแสงทองวิทยา จังหวัดสงขลา ก่อนศึกษาต่อปริญญาตรีและปริญญาโท สาขารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังจากนั้น เขาเริ่มต้นชีวิตด้วยการทำธุรกิจเรือประมงในน่านน้ำอันดามัน ก่อนขยายสู่ธุรกิจพลังงาน จน PTG เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยนายพิพัฒน์แจ้งทรัพย์สินสุทธิต่อ ป.ป.ช. ไว้ที่ 1,185 ล้านบาท ถือเป็นนักธุรกิจฐานะดีที่มีอิทธิพลในภาคใต้

เส้นทางการเมืองของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ

พิพัฒน์ก้าวเข้าสู่วงการการเมืองครั้งแรกปี พ.ศ. 2541 ชวนโดยนายวัฒนา อัศวเหม ก่อตั้งพรรคมหาชน เพื่อสร้างฐานในภาคใต้ ต่อมาในปี 2554 ย้ายสังกัดพรรคภูมิใจไทย หลังเลือกตั้งปี 2562 พรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาลประยุทธ์ 2 ทำให้เขาได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาครั้งแรก

  • พ.ศ. 2564: เป็นรองหัวหน้าพรรค และกรรมการสรรหา ส.ส.
  • รัฐบาลเศรษฐา-แพทองธาร: ย้ายไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
  • พ.ศ. 2568: หลังศาลถอดถอนนายกฯแพทองธาร พรรคภูมิใจไทยนำโดยอนุทิน ชาญวีรกูล จัดตั้งรัฐบาลใหม่ พิพัฒน์ได้เป็นรองนายกฯ และรมว.คมนาคม

หนึ่งในเหตุการณ์ประทับใจคือปีที่พรรคเพื่อไทยแถลงร่วมรัฐบาล แต่ถูกกลุ่มทะลุวัง น.ส.เนติพร หรือ “บุ้ง” ดักหน้าตึก ด่าทอรุนแรง พิพัฒน์ใจเย็นเจรจา สอนให้ใจเย็น ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่หน้าหนึ่งทุกฉบับ แสดงให้เห็นบุคลิกสุขุมของเขา

ล่าสุด ในครม.อนุทิน 2 หลังพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งถล่มทลาย 192 ที่นั่ง พิพัฒน์ยังได้นั่งกระทรวงคมนาคมที่เดิม แต่หลุดรองนายกฯ เพราะต้องแบ่งโควตาให้รัฐมนตรีคนนอก 3 คน แม้หลุดตำแหน่งใหญ่ แต่กระทรวงคมนาคมถือเป็นกระทรวงหลักที่รับผิดชอบโครงสร้างพื้นฐาน รถไฟฟ้า สนามบิน ท่าเรือ ซึ่งพิพัฒน์มีประสบการณ์จากธุรกิจ ทำให้เชื่อว่าจะผลักดันนโยบายได้ดี

ประวัติ พิพัฒน์ รัชกิจประการ สะท้อนภาพนักธุรกิจที่ผันตัวมาเป็นนักการเมืองมือฉมัง ไม่เคยหลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรี แม้สถานการณ์การเมืองพลิกผันแค่ไหนก็ตาม การนั่งคมนาคมต่อในครม.อนุทิน 2 น่าจะเป็นโอกาสทองในการพัฒนาการคมนาคมไทยให้ทันสมัยยิ่งขึ้น คุณคิดว่าพิพัฒน์จะทำอะไรเด็ดๆ ในตำแหน่งนี้บ้าง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา!

ที่มา – ประวัติ พิพัฒน์ รัชกิจประการ หลุดรองนายกฯ แต่นั่งรมว.คมนาคม ที่เดิม ในครม.อนุทิน 2

“พีระพันธุ์” เผย คดีเหมืองทองอัคราคลี่คลาย ทีมนินจา

“พีระพันธุ์” เผย คดีเหมืองทองอัคราคลี่คลาย เป็นเพราะ ทีมนินจา ที่ทำงานมา 3 รัฐบาล คดีดังที่ทำให้รัฐบาลไทยปวดหัวมานานหลายปี ในที่สุดก็คลี่คลายได้แล้ว ด้วยฝีมือของทีมลับที่เรียกว่า “ทีมนินจา” นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาเผยความจริงเบื้องหลังการเจรจาครั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568

“พีระพันธุ์” เผย คดีเหมืองทองอัคราคลี่คลาย เป็นเพราะ ทีมนินจา ที่ทำงานมา 3 รัฐบาล

คดีเหมืองทองอัครา เป็นข้อพิพาทใหญ่ระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด จากออสเตรเลีย เจ้าของเหมืองทองคำอัคราในจังหวัดพิจิตร ปัญหาเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2559 เมื่อรัฐบาล คสช. ภายใต้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งระงับกิจการเหมือง หลังมีกระแสต่อต้านจากประชาชนที่กังวลเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะประเด็นไซยาไนด์ที่อาจรั่วไหล

บริษัทคิงส์เกตมองว่ารัฐบาลไทย “กลั่นแกล้ง” จึงฟ้องร้องต่ออนุญาโตตุลาการที่สิงคโปร์ ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย เสี่ยงต้องจ่ายค่าเสียหายสูงถึงหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งเป็น “ค่าโง่” ที่ไม่มีใครอยากเห็น

จุดเริ่มต้นของทีมนินจาในสมัยรัฐบาลลุงตู่

ตอนที่นายพีระพันธุ์เข้ามารับผิดชอบ คดีใกล้ถึงจุดชี้ขาดแล้ว ทีมปกติจากกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเจรจา แต่ต้องการการประสานงานลึกซึ้งนอกรอบ จึงขออนุมัติจากนายกฯ ประยุทธ์ ตั้ง “ทีมนินจา” ขึ้นมา ชุดนี้ประกอบด้วย

  • นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
  • ศ.อธึก อัศวานันท์
  • พล.ท.นิธิ จึงเจริญ (ตำแหน่งขณะนั้น)
  • ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ทีมนี้เข้าไปเจรจากับผู้บริหารบริษัทอัคราและบริษัทแม่ในออสเตรเลีย ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าการสั่งปิดเป็นอำนาจปกติของอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ไม่ใช่เจตนากลั่นแกล้ง แม้ใช้ ม.44 แต่เป็นเพื่อเร่งด่วนเท่านั้น นอกจากนี้ คดีอาญาที่ยังค้าง รัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงได้ แต่ทีมชี้ให้เห็นโอกาสธุรกิจระยะยาวในไทยที่คุ้มค่า

ผู้บริหารคิงส์เกตทั้งในไทยและออสเตรเลียยอมรับแนวทางนี้ ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายขอขยายเวลาคำชี้ขาดจากอนุญาโตตุลาการร่วมกัน โดยไม่มีใครคัดค้าน

ความต่อเนื่องข้าม 3 รัฐบาล: จากประยุทธ์ สู่เศรษฐา และแพทองธาร

สิ่งน่าประทับใจคือ ทีมนินจายังคงทำงานต่อเนื่อง แม้รัฐบาลเปลี่ยน สมัยนายเศรษฐา ทวีสิน และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ไม่ได้ตั้งทีมใหม่ แต่ให้ทีมนเดิมประสานต่อ จนในที่สุดผู้ถือหุ้นบริษัทยอมรับเงื่อนไขที่ผู้บริหารเสนอ ไม่ต้องรอคำตัดสินจากสิงคโปร์ ยุติข้อพิพาทได้สำเร็จ

การเจรจาครั้งนี้ไม่เพียงช่วยประหยัดเงินภาษีของประชาชนหลายหมื่นล้าน แต่ยังฟื้นความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ โดยแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยมีระบบยุติธรรมและเปิดกว้างสำหรับธุรกิจที่โปร่งใส

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐ ว่าต้องชัดเจนเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่นำไปสู่การฟ้องร้องระดับนานาชาติ เหมืองทองอัคราอาจกลับมาเปิดใหม่ได้ หากปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย

เหมืองทองอัคราเคยสร้างรายได้มหาศาล สร้างงานให้คนในพื้นที่พิจิตรนับพันคน หากคลี่คลายได้จริง จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและเพิ่มรายได้แผ่นดินจากภาษี แต่ต้องสมดุลกับการดูแลสุขภาพประชาชนและแม่น้ำป่าสัตว์ป่าใกล้เคียง

“พีระพันธุ์” เผย คดีเหมืองทองอัคราคลี่คลาย เป็นเพราะ ทีมนินจา ที่ทำงานมา 3 รัฐบาล แสดงให้เห็นพลังของความสามัคคีและความต่อเนื่องในการแก้ปัญหาชาติ อย่าปล่อยให้การเมืองมาขัดขวางผลประโยชน์ประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คดีเหมืองทองอัคราควรกลับมาเปิดหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้เบื้องหลังความสำเร็จที่แท้จริง!

ที่มา – “พีระพันธุ์” เผย คดีเหมืองทองอัคราคลี่คลาย เป็นเพราะ ทีมนินจา ที่ทำงานมา 3 รัฐบาล

“เศรษฐา” จูงหมาเลือกตั้ง 2569 ครอบครัวชินวัตรโหวต

วันนี้เป็นวันสำคัญของประเทศไทยเลยนะครับ! เศรษฐา จูงหมาเลือกตั้ง 2569 กลายเป็นภาพที่แซ่บและน่ารักสุดๆ ในข่าวการเมือง เมื่อนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ เดินจูงน้อง “เฉาก๊วย” สุนัขคู่ใจ มาที่หน่วยเลือกตั้งตั้งแต่เช้าตรู่ เรียกได้ว่า “เศรษฐา จูงหมาเลือกตั้ง 2569” ติดเทรนด์ทันที!

“เศรษฐา” จูงหมาเลือกตั้ง 2569 “คุณหญิงพจมาน-อิ๊งค์-เอม ” พร้อมสามี เข้าคูหาใช้สิทธิแล้ว

เวลา 08.39 น. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นายเศรษฐา เดินเท้าจากบ้านย่านสุขุมวิท มาถึงหน่วยเลือกตั้งที่ 15 โรงจอดรถอาคารซิตี้เลค ทาวเวอร์ สุขุมวิท 16 คลองเตย กรุงเทพฯ จูงน้องเฉาก๊วยมาด้วย สร้างรอยยิ้มให้ทุกคนที่เห็น ท่านยังให้สัมภาษณ์แบบเป็นกันเองว่า “วันนี้เป็นวันสำคัญที่จะชี้อนาคตประเทศ ประชาชนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียม อยากชวนทุกท่านออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติให้ครบ จนถึง 17.00 น.”

เศรษฐายังพูดถึงสถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ชวนให้คิดว่ารัฐบาลใหม่จะมาช่วยกระตุ้น ให้เงินเข้าถุงทุกคน เมื่อถามถึงการตื่นตัวของประชาชน ท่านคาดว่าครั้งนี้จะมีผู้มาโหวตมากกว่า 70% ในปี 2566 หวังทะลุ 80% เลยครับ “อากาศดี ไม่ร้อนไม่ฝนตก มาโหวตแต่เช้าเลยนะ” คำชวนสุดอบอุ่น!

เศรษฐา จูงหมาเลือกตั้ง 2569

ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ ยังมีครอบครัวใหญ่ของพรรคเพื่อไทยมาร่วมด้วย เช่น นายจาตุรนต์ ฉายแสง พร้อมภรรยาและลูกชาย ไปโหวตที่ฉะเชิงเทรา เวลา 09.09 น. ท่านชวนทุกคนให้ใช้สิทธิครบทั้งเลือกตั้งและประชามติ “ทุกคะแนนมีค่า กำหนดอนาคตชาติ”

แพทองธาร ควงคุณหญิงพจมาน-เอม และสามี มาโหวตยิ้มแย้ม

เวลา 10.30 น. ที่หน่วยเลือกตั้ง 15 เคหะธานี 3 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ “อิ๊งค์” อดีตนายกฯ คนที่ 31 ควง คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์, น.ส.พินทองทา หรือ “เอม” พร้อมสามีทั้งคู่ คือ นายปิฎก สุขสวัสดิ์ และนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ มาร่วมใช้สิทธิกันครึกครื้น สีหน้ายิ้มแย้ม ทักทายแฟนคลับ แพทองธารอยู่ในลำดับ 464 เข้าแถวรับบัตรโหวต สส. แบ่งเขต บัญชีรายชื่อ และประชามติ ก่อนกลับบ้านไปลุ้นผลที่พรรคเย็นนี้

แพทองธาร ครอบครัวชินวัตรเลือกตั้ง 2569

ภาพรวมวันนี้แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของนักการเมืองรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ พรรคเพื่อไทยดูครบทีมมาก บรรยากาศคึกคัก ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคิวยาวแต่ไหลลื่น ประชาชนออกมาโหวตหนักแน่น

ทำไม เศรษฐา จูงหมาเลือกตั้ง 2569 ถึงฮิตขนาดนี้? เพราะมันแสดงถึงความเป็นกันเองของผู้นำที่รักสัตว์ รักประชาชน ชวนให้เราคิดถึงการเมืองที่ใกล้ชิดมากขึ้น ในยุคที่เศรษฐกิจล้ม ประชาชนต้องการผู้นำที่เข้าใจจริงๆ การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่เลือก สส. แต่ยังมีประชามติที่สำคัญ ทุกเสียงช่วยผลักดันนโยบายดีๆ เช่น กระตุ้นเศรษฐกิจ ดิจิทัลวอลเล็ต หรือแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน

  • ชวนโหวตเช้า: ลดรอ ลดร้อน
  • โหวตครบ: สส. + ประชามติ
  • คิดถึงอนาคต: เศรษฐกิจดีขึ้นแน่นอน

จากประสบการณ์เลือกตั้งที่ผ่านมา การมีผู้นำอย่างเศรษฐาและครอบครัวชินวัตรออกมาเป็นตัวอย่าง ช่วยกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัว นี่คือพลังประชาธิปไตยแท้จริงครับ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังไม่ได้โหวต อย่าพลาดนะ! ออกมาใช้สิทธิวันนี้ กำหนดอนาคตประเทศไทยด้วยตัวคุณเอง ไปโหวตกันเถอะ รับรองไม่เสียใจ!

ที่มา – “เศรษฐา” จูงหมาเลือกตั้ง 2569 “คุณหญิงพจมาน-อิ๊งค์-เอม ” พร้อมสามี เข้าคูหาใช้สิทธิแล้ว

Scroll to top