'เศรษฐา' เชื่อโอกาสทอง เสถียรภาพการเมืองไทยมั่นคง ต้องกล้าหาญพัฒนาประเทศ

“เศรษฐา” เชื่อโอกาสทอง เสถียรภาพการเมืองไทยมั่นคง

“เศรษฐา” เชื่อโอกาสทอง เสถียรภาพการเมืองไทยมั่นคง ต้องกล้าหาญพัฒนาประเทศ เป็นประเด็นร้อนที่อดีตนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567 ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและความไม่แน่นอนต่างๆ มุมมองนี้สะท้อนถึงความมั่นใจในเสถียรภาพทางการเมืองของไทย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่หาได้ยากในช่วงเวลานี้

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤต สงครามในยูเครนและตะวันออกกลางยังคงสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ทำให้ราคาพลังงานและอาหารพุ่งสูง เศรษฐกิจไทยเองก็เผชิญความท้าทายจากการฟื้นตัวหลังโควิด-19 ที่ยังชะลอตัว GDP เติบโตต่ำกว่าคาด และเงินเฟ้อที่ยังไม่นิ่ง นายเศรษฐาเน้นย้ำว่า เสถียรภาพการเมืองที่มั่นคงในขณะนี้คือ ‘โอกาสทอง’ ที่ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือ

“เศรษฐา” เชื่อโอกาสทอง เสถียรภาพการเมืองไทยมั่นคง ต้องกล้าหาญพัฒนาประเทศ

คำกล่าวนี้มาจากปากของนายเศรษฐาเอง ซึ่งระบุชัดเจนว่า “นี่คือช่วงเวลาที่ประเทศไทยมีเสถียรภาพทางการเมืองที่แข็งแกร่งที่สุด เป็นโอกาสทอง และเราควรใช้โอกาสนี้ในการทำสิ่งที่กล้าหาญอย่างแท้จริงในการพัฒนาประเทศ” เขายังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อนำเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ก่อให้เกิดประโยชน์ระยะยาว เช่น การพัฒนาระบบขนส่ง การเชื่อมโยงดิจิทัล และการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว

แม้จะมีความกังวลเรื่องวินัยการคลัง แต่ “เศรษฐา” เชื่อโอกาสทอง เสถียรภาพการเมืองไทยมั่นคง ต้องกล้าหาญพัฒนาประเทศ โดยยืนยันว่าความน่าเชื่อถือทางการเงินสำคัญ แต่การสร้างการเติบโตยั่งยืนยิ่งกว่านั้น เขาเปรียบเทียบสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่า “เราอาจจะพ้นจากภาวะโคม่าแล้ว แต่ยังไม่พ้น ICU และสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือไม่ได้เป็นผู้บริหารประเทศ เราต่างหากที่เป็นผู้ตัดสินใจ” คำพูดนี้กระตุ้นให้รัฐบาลและนักการเมืองกล้าตัดสินใจใหญ่

ทำไม “เศรษฐา” เชื่อโอกาสทอง เสถียรภาพการเมืองไทยมั่นคงถึงสำคัญ

เสถียรภาพการเมืองไทยในช่วงนี้มาจากการจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคงหลังการเลือกตั้ง ทำให้สามารถผลักดันนโยบายได้ต่อเนื่อง ไม่ถูกขัดขวางจากความขัดแย้งภายใน นี่คือโอกาสสำหรับการปฏิรูปเศรษฐกิจ เช่น การกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน การพัฒนาทักษะแรงงานให้เข้ากับยุค AI และการขยายตลาดส่งออกไปยังอาเซียนและจีน

  • ปรับเพดานหนี้สาธารณะ: เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟความเร็วสูงและท่าเรือน้ำลึก
  • รักษาความเชื่อมั่นนักลงทุน: โดยแสดงผลลัพธ์การเติบโตจริง ไม่ใช่แค่หลีกเลี่ยงหนี้
  • รับมือความท้าทายโลก: สงครามและเงินเฟ้อ ด้วยนโยบายที่ยืดหยุ่น
  • สร้างการเติบโตยั่งยืน: มุ่งเน้น ESG และนวัตกรรม

จากข้อมูลธนาคารโลก เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพเติบโต 3-4% ต่อปี หากลงทุนถูกจุด การลงทุน 1 บาทในโครงสร้างพื้นฐานสามารถคืนทุนได้ 2-3 บาทในระยะยาว นี่คือเหตุผลที่ “เศรษฐา” ย้ำถึงความกล้าหาญในการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์บางส่วนกังวลว่าการเพิ่มหนี้สาธารณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 60% ของ GDP อาจเสี่ยงต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก Moody’s หรือ S&P แต่ “เศรษฐา” เชื่อโอกาสทอง เสถียรภาพการเมืองไทยมั่นคง ต้องกล้าหาญพัฒนาประเทศ โดยชี้ว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ มีหนี้สูงแต่ยังเติบโตได้เพราะการลงทุนมีประสิทธิภาพ

ในมุมมองของผู้เขียน มุมมองนี้เป็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดมนของเศรษฐกิจไทยที่กำลังฟื้นตัวช้า รัฐบาลควรฟังและลงมือทำทันทีเพื่อไม่ให้โอกาสทองนี้หลุดลอยไป หากพลาดไป ไทยอาจติดกับดักรายได้ปานกลางต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับคำกล่าวของ “เศรษฐา” เชื่อโอกาสทอง เสถียรภาพการเมืองไทยมั่นคง ต้องกล้าหาญพัฒนาประเทศ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายมุมมองดีๆ กันนะครับ!

ที่มา – “เศรษฐา” เชื่อโอกาสทอง เสถียรภาพการเมืองไทยมั่นคง ต้องกล้าหาญพัฒนาประเทศ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: