แคนดิเดตนายก

“จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียงโหวต “อนุทิน” ตั้งรัฐบาล

“จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ สะท้อนถึงการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเพื่อให้ประเทศมีรัฐบาลที่มั่นคง โดยเฉพาะหลังจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ในวันที่ 19 มีนาคม 2567 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายอย่างหนักแน่นในสภาผู้แทนราษฎร ประกาศว่าพรรคเพื่อไทยทั้ง 74 เสียง มีมติเอกฉันท์สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้สมัครนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การตัดสินใจนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการคำนวณที่รอบคอบเพื่อประโยชน์ของประชาชน

“จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน

นายจุลพันธ์ ย้ำชัดว่าพรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนสูงสุด ด้วยคะแนนเสียงถึง 191 เสียง จากทั้งระบบบัญชีรายชื่อและระบบเลือกตั้งเขต ซึ่งเหนือกว่าพรรครองอันดับสองและสามอย่างมีนัยสำคัญ เสียงเหล่านี้คือพลังจากประชาชนที่ต้องการเห็นประเทศเดินหน้าต่อไป พรรคเพื่อไทยในฐานะตัวแทนประชาชน จึงยอมรับและเคารพผลการเลือกตั้งนี้เต็มที่ โดยไม่ยึดติดกับผลประโยชน์ส่วนตัวของพรรค

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ ยังขอบคุณพรรคภูมิใจไทยที่ให้เกียรติเชิญพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการรวมพลังเพื่อไทยเพื่อเร่งด่วนในการเลือกนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาล โปรดเกล้าฯ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐบาลมีอำนาจเต็มในการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญหนาอยู่

เหตุผลหลักที่เพื่อไทยโหวตสนับสนุน “อนุทิน”

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ มีพื้นฐานมาจากหลายปัจจัยที่ชัดเจน โดยสามารถสรุปได้ดังนี้

  • จำนวนเสียงที่เด็ดขาด: พรรคภูมิใจไทยกวาด 191 เสียง ซึ่งมากพอที่จะนำพาประเทศสู่เสถียรภาพ
  • เสียงประชาชนคือหลัก: ทุกพรรคต้องเคารพเจตจำนงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
  • เร่งแก้ปัญหาเรื้อรัง: ประชาชนรอคอยรัฐบาลที่ทำงานจริง ไม่ใช่การเมืองล่าช้า
  • ความร่วมมือระหว่างพรรค: การเชิญร่วมรัฐบาลแสดงถึงจิตวิญญาณการประสานกัน

สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา เงินเฟ้อพุ่งสูง การว่างงานเพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหาสังคมและโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน “จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน จึงเป็นสัญญาณบวกที่นักการเมืองไทยกำลังรวมพลังเพื่อประชาชน ไม่ใช่แย่งชิงอำนาจส่วนตัว

ผลกระทบที่คาดหวังจากรัฐบาลใหม่

หากนายอนุทิน ได้รับการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีจริง ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะเดินหน้าด้วยนโยบายที่ชัดเจน เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การลดค่าครองชีพ และการปฏิรูประบบสาธารณสุข โดยเฉพาะหลังวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยที่เข้าร่วมจะช่วยเสริมสร้างความสมดุลให้รัฐบาลมีทั้งประสบการณ์และวิสัยทัศน์ที่หลากหลาย

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยซึ่งมีฐานเสียงแข็งแกร่งในภาคอีสานและเหนือ สนับสนุนเต็มตัว จะช่วยให้รัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพมากขึ้น ลดโอกาสเกิดความขัดแย้งในสภา และเร่งให้เกิดการอนุมัตินโยบายสำคัญๆ ได้เร็วขึ้น ในมุมมองของผู้เขียน “จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการเมืองแบบใหม่ที่เน้นผลลัพธ์มากกว่าคำพูด

อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงจับตาดูว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจะสามารถตอบโจทย์ได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นดิจิทัลวอลเล็ตที่เป็นนโยบายเรื้อรังของเพื่อไทย หรือนโยบายสาธารณสุขของภูมิใจไทย สุดท้ายแล้ว เสียง 74 เสียงจากเพื่อไทยนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเจริญรุ่งเรือง

เห็นได้ชัดว่านี่คือก้าวสำคัญที่แสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของพรรคการเมืองใหญ่ คุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะแก้ปัญหาประชาชนได้จริงหรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ติดตามข่าวสารการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน

“อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ

“อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยก่อนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งสำคัญ ณ อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างเป็นกันเอง โดยแสดงความมั่นใจในกระบวนการโหวต แต่ก็หลีกเลี่ยงการตอบคำถามบางประเด็นที่ละเอียดอ่อน

“อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ ปัดตอบกล้าธรรมร่วมโหวตหนุนหรือไม่

ในที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาล นายอนุทินได้ขอบคุณทุกพรรคที่ให้ความมั่นใจในการโหวตเลือกตนเป็นนายกรัฐมนตรี โดยย้ำว่ายังต้องรอผลการประชุมสภาที่จะเกิดขึ้น เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงสัญญาณจากพรรคกล้าธรรมว่าจะโหวตสนับสนุนหรือไม่ นายอนุทินเลือกที่จะไม่ตอบคำถามนี้ ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความคาดเดา

ผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงความรู้สึกก่อนวันโหวตจริง โดยชี้ว่าคงไม่มีอะไรผิดพลาด นายอนุทินตอบด้วยรอยยิ้มว่า รู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล และแม้แต่พรรคที่อยู่นอกรัฐบาล หากมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เขาพร้อมรับฟังและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ สะท้อนถึงสไตล์การนำที่เปิดกว้าง

อนุทินกังวลงานที่จะเข้ามามากกว่าเสียงโหวต

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่พรรคประชาชน (ปชน.) จะเสนอชื่อแข่งขันนายกรัฐมนตรี นายอนุทินตอบสั้นๆ ว่า “ไม่ทราบ” และยืนยันว่าได้เชิญทุกพรรคเข้าร่วมแล้ว เสียงที่เพียงพออยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามต่อว่ากังวลเสียงสนับสนุนจากนอกพรรคร่วมหรือไม่ นายอนุทินหัวเราะเบาๆ และถามกลับว่า “ทำไมชอบถามว่ากังวล” ก่อนตอบว่า “กังวลงานที่จะเข้ามามากกว่า” แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่มุ่งเน้นการทำงานมากกว่าการเมืองแบบเก็งกำไร

ประเด็น “อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ นี้ สะท้อนถึงสถานการณ์การเมืองไทยที่ยังคงมีความไม่แน่นอน แม้พรรคร่วมรัฐบาลจะมีเสียงข้างมาก แต่การเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนและกล้าธรรม อาจสร้างเซอร์ไพรส์ได้ นอกจากนี้ นายอนุทินยังไม่ได้เปิดเผยวางแผนงานแรกหลังรับตำแหน่ง ก่อนรีบเข้าร่วมประชุมสภา

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของนายอนุทินในฐานะผู้นำที่สงบเสงี่ยมและมุ่งผลงาน โดยเฉพาะในยุคที่การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลใหม่ พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของเขาเน้นนโยบายที่เป็นรูปธรรม เช่น การพัฒนาท้องถิ่นและแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดเด่นในการบริหารประเทศ

  • ขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาลที่ให้ความมั่นใจ
  • พร้อมรับฟังข้อเสนอจากทุกพรรค
  • กังวลงานมากกว่าเสียงโหวต
  • ไม่ตอบเรื่องพรรคกล้าธรรมและปชน.

สถานการณ์การโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ไม่เพียงแต่กำหนดทิศทางรัฐบาล แต่ยังเป็นบททดสอบความสามัคคีของพรรคร่วม หาก “อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ จริง อาจนำไปสู่การโหวตที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ผู้ติดตามข่าวการเมืองควรจับตาการโหวตในสภาให้ดี เพราะอาจมีพลิกผันที่ไม่คาดคิด คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของนายอนุทิน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตการเมืองไทยจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ ปัดตอบกล้าธรรมร่วมโหวตหนุนหรือไม่

“ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ

สถานการณ์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โดยเฉพาะในพรรคขนาดกลางอย่างไทยสร้างไทย (ทสท.) ที่กำลังเผชิญความท้าทายภายใน ล่าสุด “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ กลายเป็นประเด็นร้อนที่สื่อการเมืองให้ความสนใจอย่างมาก นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ รองหัวหน้าพรรค ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนท่ามกลางความไม่แน่นอนของการจัดตั้งรัฐบาล

“ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ ได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ภายในพรรคไทยสร้างไทย โดยระบุว่าพรรคยังมีข้อเห็นต่างเรื่องการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แม้ว่าการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) จะมอบหมายให้รักษาการหัวหน้าพรรครับผิดชอบเจรจาเพื่อสนับสนุนเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาลแล้วก็ตาม ความเห็นต่างนี้เกิดจากหลายปัจจัย เช่น ผลการเลือกตั้งที่พรรคได้ที่นั่งไม่มากนัก รวมถึงเหตุการณ์การเมืองล่าสุดที่ทำให้สมาชิกบางคนมีความห่วงใยต่ออนาคตของประเทศ

“ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาเข้าใจมุมมองของทุกคนที่ต้องการรัฐบาลที่มีศักยภาพโดยเร็วที่สุด แต่หากยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ตนเองจะขอไม่รับตำแหน่งบริหารใดๆ ในพรรคอีกต่อไปในการประชุมสามัญที่จะมาถึง และจะส่งกำลังใจให้ชุดบริหารใหม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

บริบทการเมืองและพรรคไทยสร้างไทย

พรรคไทยสร้างไทยก่อตั้งโดยนางสาวอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวนายทักษิณ ชินวัตร ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 2566 พรรคมีจุดยืนชัดเจนเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และประชาธิปไตย หลังเลือกตั้งได้ ส.ส. จำนวนหนึ่ง แต่ไม่เพียงพอที่จะเป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ต้องเจรจากับพรรคอื่น สถานการณ์ปัจจุบันที่ “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ สะท้อนถึงความแตกแยกภายในที่อาจกระทบต่อความเป็นเอกภาพของพรรค

  • ผลกระทบจากการเลือกตั้ง: พรรคได้ที่นั่งน้อยกว่าที่คาด ส่งผลให้เกิดคำถามเรื่องทิศทาง
  • การเจรจาจัดตั้งรัฐบาล: ต้องประสานเสียงกับพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่น
  • จุดยืนส่วนตัวของ ส.ส.: แต่ละคนมีมุมมองต่างต่อผู้สมัครนายกฯ

จุดยืนของนายต่อพงษ์และผลกระทบที่อาจเกิด

นายต่อพงษ์ ถือเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์ยาวนาน เคยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน จุดยืนที่ชัดเจนของเขาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแสดงความกังวล แต่เป็นการเตือนใจให้พรรคหาข้อสรุปโดยเร็ว หาก “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ ต่อไป อาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างบริหารพรรคครั้งใหญ่ ส่งผลให้พรรคเสียความน่าเชื่อถือในสายตานักการเมืองอื่น

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครนายกฯ จากกกต. และการตีความรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการโหวต สมาชิกพรรคไทยสร้างไทยต้องเร่งหาทางออกเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสสำคัญ

การแสดงจุดยืนของนายต่อพงษ์นี้ สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อพรรคและประเทศ เขาเชื่อว่ารัฐบาลที่เข้มแข็งจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อาชญากรรม และความเหลื่อมล้ำได้ดียิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบสำคัญสำหรับพรรคไทยสร้างไทย หากสามารถรวมใจกันได้ จะกลายเป็นพรรคที่แข็งแกร่งในอนาคต ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ที่มา – “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ ลั่นหากไร้ข้อสรุป ขอไม่รับตำแหน่งบริหารพรรคต่อ

เผยผลสำรวจ ประชาชนกังวลค่าครองชีพสูงมากที่สุด

ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันที่หลายครอบครัวกำลังเผชิญความยากลำบาก สำนักงานสถิติแห่งชาติได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลชุดใหม่ พ.ศ. 2569 ซึ่งสะท้อนปัญหาเรื้อรังที่ประชาชนให้ความสำคัญมากที่สุด นั่นคือ ค่าครองชีพสูง ที่ทำให้คุณภาพชีวิตถดถอย ประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขปัญหาปากท้องโดยด่วน เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

กราฟผลสำรวจค่าครองชีพสูง

ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า การสำรวจนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 22-28 มกราคม 2569 ด้วยกลุ่มตัวอย่าง 6,000 รายทั่วประเทศ ด้วยวิธี Stratified Two-Stage Sampling เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำ ความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ผลที่ได้ชี้ให้เห็นถึงความกังวลหลักของประชาชนในด้านเศรษฐกิจ

เผยผลสำรวจ ประชาชนกังวล “ค่าครองชีพสูง” มากที่สุด

จากผลสำรวจพบว่าประชาชนร้อยละ 69.9% กังวลกับปัญหาค่าครองชีพสูงมากที่สุด รองลงมาคือรายได้ไม่พอกับรายจ่ายร้อยละ 63.8% หนี้สินร้อยละ 43.1% สวัสดิการจากรัฐไม่เพียงพอร้อยละ 25.4% และราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำร้อยละ 25.2% ปัญหาเหล่านี้สะท้อนถึงแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภคที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ค่าจ้างและรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ปรับตัวตาม

สิ่งที่ประชาชนวอนรัฐบาลใหม่เร่งแก้

ประชาชนร้อยละ 50.5% ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพสูงเป็นอันดับแรก รองลงมาเป็นการสร้างงานและเพิ่มรายได้ร้อยละ 10.8% แก้ปัญหาหนี้สินร้อยละ 9.1% ดูแลสวัสดิการร้อยละ 5.8% และปราบปรามคอร์รัปชันร้อยละ 5.1% นอกจากนี้ ในประเด็นหนี้สิน ประชาชนร้อยละ 44.2% เสนอให้ลดภาระค่าครองชีพและป้องกันหนี้ใหม่ ปรับลดดอกเบี้ยร้อยละ 44.0% เพิ่มรายได้ควบคู่แก้หนี้ร้อยละ 42.2% และปรับโครงสร้างหนี้ร้อยละ 32.2%

  • ลดภาระค่าครองชีพและป้องกันหนี้ใหม่ (44.2%)
  • ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (44.0%)
  • เพิ่มรายได้ควบคู่แก้หนี้ (42.2%)
  • เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้มีรายได้น้อย (30.8%)
  • ปรับโครงสร้างหนี้ตามความสามารถ (32.2%)

ปัญหาค่าครองชีพสูงนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้า ราคาพลังงานโลก และการฟื้นตัวหลังโควิด-19 ที่ช้า รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมราคาสินค้าจำเป็น ส่งเสริมการผลิตในประเทศ และเพิ่มรายได้ผ่านโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ภาพประชาชนกังวลค่าครองชีพสูง

การบริหารประเทศและคุณสมบัติรัฐมนตรีที่ประชาชนคาดหวัง

ประชาชนร้อยละ 80.9% ต้องการให้รัฐบาลบริหารด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้ รองลงมา รับฟังประชาชนร้อยละ 59.7% ตัดสินใจรวดเร็วร้อยละ 46.7% และจัดการวิกฤตรวดเร็วร้อยละ 29.8% สำหรับคุณสมบัติรัฐมนตรี ความซื่อสัตย์โปร่งใสร้อยละ 67.7% ไม่ยุ่งผิดกฎหมายร้อยละ 46.7% และมีความรู้เฉพาะทางร้อยละ 39.0% โดยร้อยละ 90.4% มองว่าคุณสมบัตินี้สำคัญมาก

ผลสำรวจนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Quick Survey ที่จะติดตามอย่างต่อเนื่อง สามารถตรวจสอบได้ที่ www.nso.go.th และช่องทาง NSOOFTHAILAND

จากข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลชุดใหม่ต้องโฟกัสปัญหาค่าครองชีพสูงและปากท้องเป็นลำดับแรก หากละเลยอาจกระทบความเชื่อมั่นและเสถียรภาพสังคม ประชาชนคาดหวังมาตรการจริงจังเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก ลองติดตามและแสดงความเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์สำนักงานสถิติเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม

ที่มา – เผยผลสำรวจ ประชาชนกังวล “ค่าครองชีพสูง” มากที่สุด วอนรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาปากท้อง

โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ นัด สส. 19 มี.ค.

โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้ เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง เพราะเป็นก้าวสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ วันนี้เรามีรายละเอียดครบถ้วนมาอัปเดตให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ เลยนะ

วันที่ 17 มีนาคม 2569 นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งหนังสือด่วนมากถึง สส. ทุกคน เรื่องการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ที่ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา

วาระสำคัญสุดคือ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะแจ้งพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งประธานและรองประธานสภา จากนั้นเข้าสู่เรื่องด่วน คือ พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้

การประชุมครั้งนี้ไม่มี สว. เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ทำให้เป็นการโหวตแบบ สส. ล้วน ๆ ซึ่งตื่นเต้นไม่แพ้ครั้งก่อน ๆ ขั้นตอนจะโปร่งใสแบบเปิดเผย ทุกคนต้องขานชื่อลงคะแนน ผู้สมัครที่ได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของ สส. ทั้งหมด (มากกว่า 250 เสียง จาก 500 ที่นั่ง) เท่านั้นถึงจะชนะ

ขั้นตอนการเสนอชื่อและโหวตนายกรัฐมนตรี

เริ่มจากพรรคการเมืองที่เสนอชื่อผู้สมัครนายกฯ จากบัญชีของพรรคตัวเอง โดยพรรคต้องมี สส. ไม่น้อยกว่า 5% ของสภา หรืออย่างน้อย 25 ที่นั่ง และต้องมี สส. รับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสภา (50 เสียง)

  • เสนอชื่อ: พรรคที่มีคุณสมบัติครบเสนอชื่อ Candidate
  • แสดงวิสัยทัศน์: ผู้ถูกเสนอชื่อกล่าววิสัยทัศน์ต่อ สส. เพื่อโน้มน้าวใจ
  • ลงคะแนน: แบบเปิดเผย เรียกชื่อ สส. ตามลำดับตัวอักษร ขานชื่อผู้ที่เลือกหรือ “งดออกเสียง”
  • ผล: ได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่ง ประธานสภาฯ นำชื่อทูลเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

การโหวตแบบนี้ทำให้ทุกเสียงชัดเจน ไม่มีลับ ๆ ล่อ ๆ สส. แต่ละคนต้องรับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกมา นอกจากนี้ ยังมีวาระอื่น ๆ เช่น การรับทราบพระบรมราชโองการ ซึ่งเป็นพิธีการสำคัญ

ทำไมการโหวตครั้งนี้ถึงสำคัญ? เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลใหม่ที่จะกำหนดทิศทางประเทศไปอีก 4 ปี ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม หรือปัญหาเรื้อรังอย่างคอร์รัปชัน ประชาชนอย่างเราก็ต้องเฝ้าดู สส. ที่เราบริจาคภาษีไปทำงานจริงจังแค่ไหน

นอกจากขั้นตอนหลักแล้ว ยังมีกฎเกณฑ์อื่น ๆ เช่น หากรอบแรกไม่มีใครได้เกินกึ่งหนึ่ง อาจต้องโหวตรอบใหม่ แต่ครั้งนี้คาดว่าจะลุ้นเข้มข้นเพราะพรรคใหญ่หลายพรรคมี Candidate พร้อมลุย

เพื่อให้เข้าใจชัดยิ่งขึ้น ลองนึกภาพ สส. นั่งเรียงกันในห้องประชุมใหญ่ ประธานเรียกชื่อทีละคน “คุณสมชาย ขานชื่อ!” แล้วตอบ “นายกฯ X” หรือ “งด” เสียงดังก้องทั้งห้อง นี่แหละเสน่ห์ของประชาธิปไตยไทย

การโหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้ จะเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เราควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะผลจะกระทบชีวิตเราทุกคน

คุณคิดว่าใครจะได้เป็นนายกฯ ชื่อนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยนะ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ อ่าน เพื่อให้ทุกคนรู้ทันเหตุการณ์ ติดตามอัปเดตล่าสุดจากเรา!

ที่มา – โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้

อัฟกานิสถานระบุ ปากีฯ ถล่มรพ.รักษาผู้ติดยาเสพติดในกรุงคาบูล

อัฟกานิสถานระบุ ปากีฯ ถล่มรพ.รักษาผู้ติดยาเสพติดในกรุงคาบูล สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ พลเรือนเสียชีวิตกว่า 400 ราย บาดเจ็บ 250 ราย เหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนที่รุนแรงขึ้น

อัฟกานิสถานระบุ ปากีฯ ถล่มรพ.รักษาผู้ติดยาเสพติดในกรุงคาบูล

วันที่ 17 มีนาคม 2569 นายฮัมดุลลาห์ ฟิตรัต รองโฆษกรัฐบาลอัฟกานิสถาน เปิดเผยว่าปากีสถานได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศใส่โรงพยาบาลบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดขนาดใหญ่ที่มี床 2,000 เตียง ในกรุงคาบูล เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา การโจมตีนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 400 ศพ และบาดเจ็บกว่า 250 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือนที่กำลังเข้ารับการรักษา

รายละเอียดการโจมตีทางอากาศ

ตามรายงานจากสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น ภาพเหตุการณ์แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยใช้ไฟฉายค้นหาระหว่างซากปรักหักพังที่ยังมีควันไฟลอยคละคลุ้ง ทีมดับเพลิงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อควบคุมเพลิงไหม้และเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิต การโจมตีเกิดขึ้นราว 21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยเครื่องบินรบของปากีสถานพุ่งเป้าไปยังอาคารโรงพยาบาลหลัก ทำให้โครงสร้างส่วนใหญ่พังทลายลงในพริบตา

โรงพยาบาลแห่งนี้ถือเป็นศูนย์บำบัดยาเสพติดที่สำคัญที่สุดในอัฟกานิสถาน ซึ่งรองรับผู้ป่วยนับพันรายจากทั่วประเทศ อัฟกานิสถานเป็นผู้ผลิตยาเสพติดรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยเฉพาะฝิ่นและเฮโรอีน ทำให้ปัญหาการติดยาเสพติดรุนแรงมาก

การปฏิเสธจากฝั่งปากีสถาน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปากีสถานออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างหนักแน่น โดยระบุว่าปฏิบัติการทางอากาศครั้งนี้มุ่งเป้าไปยังพื้นที่ทางตะวันออกของอัฟกานิสถานที่เป็นฐานที่มั่นของกลุ่มก่อการร้าย และยืนยันว่าไม่ได้โจมตีเป้าหมายพลเรือนใดๆ ปากีสถานอ้างว่าการโจมตีเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามผู้ก่อการร้ายที่ข้ามชายแดน

การประณามจากรัฐบาลอัฟกานิสถาน

นายซาบิฮุลลาห์ มูจาฮิด โฆษกรัฐบาลอัฟกานิสถาน ประณามการโจมตีครั้งนี้อย่างรุนแรง โดยเรียกว่านี่คือ “ความโหดร้ายต่อพลเรือน” และ “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” ที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ เขายังกล่าวหาปากีสถานว่าพยายามก่อความวุ่นวายในอัฟกานิสถานเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

  • ผู้เสียชีวิต: มากกว่า 400 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยและบุคลากรการแพทย์
  • ผู้บาดเจ็บ: อย่างน้อย 250 ราย ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน
  • ความเสียหาย: อาคารโรงพยาบาลพังเสียหายเกือบทั้งหมด
  • ผลกระทบระยะยาว: ขาดแคลนศูนย์บำบัดยาเสพติด ส่งผลต่อการฟื้นฟูสังคม

พื้นหลังความขัดแย้งระหว่างอัฟกานิสถานและปากีสถาน

ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศนี้ทวีคูณขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา หลังเกิดการปะทะตามแนวชายแดน Durand Line ที่ยาวกว่า 2,600 กิโลเมตร ปากีสถานมักกล่าวหาอัฟกานิสถานว่าเป็นที่หลบซ่อนของกลุ่มตาลีบันและอัลกออิดะห์ ในขณะที่อัฟกานิสถานมองว่าปากีสถานสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย มีรายงานการโจมตีทางอากาศและการยิงปืนใหญ่ข้ามชายแดนหลายครั้ง

นานาชาติ โดยเฉพาะสหประชาชาติและสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงและหันมาเจรจา แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณตอบรับเชิงบวก เหตุการณ์อัฟกานิสถานระบุ ปากีฯ ถล่มรพ.รักษาผู้ติดยาเสพติดในกรุงคาบูล ครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความสูญเสียทางมนุษย์มหาศาล แต่ยังกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียใต้ทั้งหมด การโจมตีโรงพยาบาลซึ่งเป็นสถานที่รักษาพยาบาล ถือเป็นการละเมิดหลักมนุษยธรรมขั้นพื้นฐาน เราควรติดตามพัฒนาการต่อไปอย่างใกล้ชิด

คุณคิดอย่างไรกับการโจมตีครั้งนี้? มันจะนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้กันนะครับ

ที่มา – อัฟกานิสถานระบุ ปากีฯ ถล่มรพ.รักษาผู้ติดยาเสพติดในกรุงคาบูล พลเรือนดับกว่า 400 ศพ บาดเจ็บ 250 ราย

ประวัติ “ศุภจี” ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง จ่อนั่งรองนายกฯ

ประวัติ “ศุภจี” ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง จ่อนั่งรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือครม.อนุทิน 2 ได้รับการยืนยัน โดยพรรคภูมิใจไทยมอบเก้าอี้สำคัญให้กับเทคโนแครตชั้นนำ 3 คน ไม่ว่าจะเป็นนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ยังคงนั่งรองนายกฯ และรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่จะก้าวขึ้นนั่งรองนายกรัฐมนตรี พ่วงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ประวัติ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง

ประวัติ “ศุภจี” ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง จ่อนั่งรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ หรือชื่อเล่น “แต๋ม” เกิดวันที่ 15 เมษายน 2507 ปัจจุบันอายุ 61 ปี สมรสกับนายปรีธยุตม์ นิวาศะบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทไลฟ์สแปน แคร์ จำกัด มีบุตร 2 คน การศึกษาของเธอโดดเด่น จบมัธยมจากโรงเรียนเซนต์โยเซฟ บางนา จบปริญญาตรีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทบริหารธุรกิจ (การเงินและการบัญชีต่างประเทศ) จากมหาวิทยาลัยนอร์ทรอป สหรัฐอเมริกา และกำลังศึกษาปริญญาเอกพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาสตินวัตกรรมและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ประวัติการทำงานในภาคเอกชนของศุภจี

เส้นทางอาชีพของนางศุภจีเริ่มจากกรรมการผู้จัดการ IBM (ประเทศไทย) ก้าวสู่รองประธานฝ่ายธุรกิจทั่วไป ดูแลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย จากนั้นเป็นผู้ช่วยผู้บริหารของประธาน IBM ที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นคนอาเซียนคนแรกในตำแหน่งนี้ ก่อนกลับมาดูแลบริการเทคโนโลยีระดับโลกประจำอาเซียน

ปี 2554 เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารไทยคม พลิกบริษัทจากขาดทุนสะสมเป็นกำไร และฟื้นภาพลักษณ์ในเอเชีย ปี 2559 เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารนอกตระกูลผู้ก่อตั้งคนแรก ขับเคลื่อนโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค และดุสิต ฟู้ดส์ จนติดอันดับ Forbes’ 50 Over 50 Asia 2024 นอกจากนี้ยังเป็นกรรมการอิสระธนาคารกสิกรไทยและ SCG Packaging ก่อนลาออกในเดือนกันยายน 2568

เส้นทางการทำงาน ศุภจี สุธรรมพันธุ์

เส้นทางการเมืองและผลงานเด่น

นางศุภจีเข้าสู่วงการเมืองในครม.อนุทิน 1 เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ ชี้แจงอภิปรายครั้งแรกได้赞赏จาก ส.ส.พรรคประชาชน ผลงานสำคัญคือ นโยบาย “ข้าวแลกอาวุธ” หรือ Barter Trade สมัยใหม่ เจรจาคู่ค้าซื้ออาวุธไทยต้องรับซื้อข้าวและมันสำปะหลัง 10-20% แก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด ภาพลักษณ์ดี พูดจาเป๊ะ ทำให้คะแนนนิยมพุ่ง นายอนุทินเสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่เธอปฏิเสธ

เธอปฏิเสธฉายา “นางแบก” ในเวทีปราศรัยสวนลุมพินี 30 ม.ค. 2569 ว่า “ไม่ได้ทำเพื่อพรรคหรือนายกฯ แต่ทำเพื่อคนไทยทุกคน” ในครม.อนุทิน 2 เธอได้ตำแหน่งตามสัญญาเลือกตั้ง

  • จุดเด่น: ผู้บริหารหญิงเก่งจาก IBM สู่การเมือง
  • นโยบายหลัก: Barter Trade ข้าวแลกอาวุธ
  • บทบาทใหม่: รองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในเวทีการเมือง

ประวัติ “ศุภจี” ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง จ่อนั่งรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเทคโนแครตที่เข้ามาเสริมพลังการเมืองไทย นโยบายของเธอมีศักยภาพแก้ปัญหาเศรษฐกิจเกษตรได้จริง คุณคิดว่านโยบายข้าวแลกอาวุธจะสำเร็จหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่!

ที่มา – ประวัติ “ศุภจี” ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง จ่อนั่งรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์

ประวัติ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” แคนดิเดตนายกฯ ภท.

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาเจาะลึกประวัติ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” แคนดิเดตนายกฯ ภท.กันแบบละเอียดยิบเลยนะครับ ท่านทูตแฮมคนนี้กำลังจะมีบทบาทใหญ่ในครม.อนุทิน 2 ด้วยตำแหน่งรองนายกฯ พ่วงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หลังจากโผล่ในโผครม.ล่าสุด วันที่ 16 มกราคม 2569 แหล่งข่าวพรรคภูมิใจไทยยืนยันแล้วว่าลงตัวเรียบร้อย ใครที่ติดตามการเมืองไทยคงรู้ดีว่านี่คือตัวเต็งที่ผลงานโดดเด่นจากครม.อนุทิน 1 และได้รับความไว้วางใจให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ลำดับ 2 ของพรรคด้วย

ประวัติ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” แคนดิเดตนายกฯ ภท. ท่านทูตแฮม

ประวัติ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” แคนดิเดตนายกฯ ภท.

ชีวิตส่วนตัวและครอบครัว

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แฮม” และ “ท่านทูตแฮม” เกิดวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2500 ปัจจุบันอายุ 68 ปี เติบโตในครอบครัวข้าราชการพื้นฐานดี บิดาคือ นายสวัสดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตอธิบดีกรมทางหลวง ทำให้คุ้นเคยกับแวดวงราชการตั้งแต่เด็ก สมรสกับนางวราภรณ์ พวงเกตุแก้ว (สกุลเดิม สิงคิวิบูลย์) มีบุตรชาย 1 คน คือ นายภวิกร พวงเกตุแก้ว หรือ “วิค” ซึ่งสืบอาชีพนักการทูตตามรอยพ่อเลยทีเดียว ครอบครัวนี้ดูอบอุ่นและมุ่งเน้นการศึกษาสูงมาก

การศึกษาและความสามารถด้านภาษา

ด้านการศึกษา สีหศักดิ์จบปริญญาตรีรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโทด้านการทูตจาก Johns Hopkins University สหรัฐอเมริกา พูดภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสได้คล่องแคล่ว ถือเป็นจุดแข็งที่ช่วยให้ท่านประสบความสำเร็จในเวทีโลก

เส้นทางนักการทูตของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

เส้นทางการทำงานนักการทูต

ชีวิตราชการของสีหศักดิ์เต็มไปด้วยตำแหน่งไฮไลต์ที่สร้างชื่อเสียงให้ไทยในสายตานานาชาติ ลอง来看รายชื่อกันครับ:

  • เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา และได้รับเลือกเป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) – ตำแหน่งสูงสุดสำหรับนักการทูตไทย
  • เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส (ฝรั่งเศส) และกรุงโตเกียว (ญี่ปุ่น)
  • อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
  • ที่ปรึกษาอาวุโสของ Centre for Humanitarian Dialogue (HD)
  • ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ – ตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณ

ผลงานเหล่านี้ทำให้ท่านเป็นนักการทูตฝีมือดีที่โลกยอมรับ เก่งทั้ง外交และสิทธิมนุษยชน

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ในเวทีการทูตสากล

ก้าวสู่วงการเมืองและผลงานล่าสุด

หลังเกษียณ ท่านถูกดึงมาช่วยโครงการ EEC ในฐานะที่ปรึกษาพิเศษด้านการต่างประเทศ ดึงดูดลงทุนจากญี่ปุ่น-ฝรั่งเศสได้ดีมาก จุดเปลี่ยนคือหลังเลือกตั้ง 2566 ได้เป็นผู้ช่วย รมว.กต. ผลักดันไทยสู่ OECD และแก้ปัญหาเมียนมา ต่อมาในครม.อนุทิน 1 เป็น รมว.กต. ชี้แจงชายแดนไทย-กัมพูชาได้แจ่มใส และตอนนี้ในครม.อนุทิน 2 จะได้รองนายกฯ ควบ รมว.กต.ต่อ เรียกได้ว่าประวัติ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” แคนดิเดตนายกฯ ภท.นี่แหละที่พิสูจน์ความสามารถ

วิค นายภวิกร พวงเกตุแก้ว บุตรชาย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
วิค นายภวิกร พวงเกตุแก้ว นักการทูต บุตรชายของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

ด้วยประสบการณ์กว่า 40 ปีใน外交 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว จะช่วยยกระดับไทยในเวทีโลกได้แน่นอน คุณคิดว่าท่านจะทำผลงานอะไรเด็ดๆ ในตำแหน่งใหม่นี้บ้าง? คอมเมนต์แชร์ความเห็นด้านล่างเลยครับ และอย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองสดๆ ร้อนๆ!

ที่มา – ประวัติ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” แคนดิเดตนายกฯ ภท. มีชื่อนั่งรองนายกฯ พ่วงรมว.กต.

นายกฯ ยินดี “โสภณ”นั่งประธานสภาฯ “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” รองประธาน

นายกฯ ยินดี “โสภณ”นั่งประธานสภาฯ “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” รองประธาน เป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไทย เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความยินดีอย่างเป็นทางการกับนายโสภณ ซารุมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ จากพรรคภูมิใจไทย ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 35 รวมถึงน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2

นายกฯ ยินดี “โสภณ”นั่งประธานสภาฯ “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” รองประธาน

ข้อความจากนายกรัฐมนตรีระบุว่า “ขอแสดงความยินดีกับท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรและท่านรองประธานทั้งสองด้วยครับ” ซึ่งโพสต์ในเวลา 09.00 น. ท่าทีนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำรัฐบาลและสมาชิกสภาที่เพิ่งได้รับตำแหน่งสำคัญ การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ลงมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ สร้างความมั่นคงให้กับโครงสร้างผู้นำรัฐสภาในสมัยใหม่

รายละเอียดเหตุการณ์สำคัญ

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันเดียวกัน เวลา 14.30 น. ณ โถงหน้าห้องจัดประชุมสัมมนา B1 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา จะมีพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมทำข่าว ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่ยืนยันความชอบธรรมของตำแหน่งเหล่านี้ตามรัฐธรรมนูญ

  • นายโสภณ ซารุมย์: ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย มีประสบการณ์ยาวนานในแวดวงการเมือง เคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายครั้ง
  • น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช: รองประธานคนที่ 1 ผู้หญิงเก่งที่มีบทบาทเด่นในการผลักดันนโยบายสตรี
  • นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล: รองประธานคนที่ 2 ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการพัฒนาท้องถิ่น

การแต่งตั้งครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสืบทอดอำนาจในสภาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการกระจายบทบาทระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ได้ส่วนแบ่งสำคัญ สร้างสมดุลให้กับการทำงานของรัฐสภาในอนาคต

ความสำคัญของตำแหน่งประธานสภาฯ

ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมการประชุม ลงมติร่างกฎหมาย และเป็นประธานรัฐสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรี การเลือกนายโสภณ ซึ่งมีภาพลักษณ์สุภาพและมีวินัย จะช่วยให้การอภิปรายในสภาดำเนินไปอย่างราบรื่น ขณะที่รองประธานทั้งสองจะสนับสนุนในด้านต่างๆ ทำให้สภามีประสิทธิภาพสูงสุด

นายกฯ อนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยินดีครั้งนี้ยังเป็นสัญญาณบวกต่อเสถียรภาพรัฐบาล ซึ่งกำลังเผชิญความท้าทายจากประเด็นเศรษฐกิจและสังคมหลายด้าน การมีผู้นำสภาที่แข็งแกร่งจะช่วยเร่งรัดการผ่านร่างกฎหมายสำคัญ เช่น พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 และนโยบายฟื้นฟูหลังโควิด

จากมุมมองนักวิเคราะห์ การเคลื่อนไหวดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะในภาคอีสานที่นายโสภณมีฐานเสียงแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้สตรีอย่างน.ส.มัลลิกา มีบทบาทมากขึ้น สอดคล้องกับกระแส平等ทางเพศในpoliticsไทย

ติดตามพัฒนาการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข่าวการเมืองล่าสุด และแสดงความคิดเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – นายกฯ ยินดี “โสภณ”นั่งประธานสภาฯ “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” รองประธาน

Scroll to top