แร่หายาก

ความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวดีในแวดวงเศรษฐกิจระดับประเทศมาฝากกันครับ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและออสเตรเลียที่กำลังจะก้าวไปอีกขั้น เมื่อนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาเปิดเผยถึงแผนการสำคัญในอนาคตที่น่าจับตามองมาก นั่นคือการดำเนินยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการผลักดันให้เกิด ความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า จากฐานเดิมที่เคยทำได้สำเร็จมาแล้วครับ

ความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า

การหารือระดับผู้นำในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการทูตเศรษฐกิจไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ให้เต็มศักยภาพมากขึ้น โดยเน้นไปที่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อให้ไทยสามารถยกระดับเป็นศูนย์กลางการผลิตในระดับภูมิภาคได้ โดยมีไฮไลต์สำคัญดังนี้ครับ:

  • ด้านการเกษตรและเทคโนโลยี (Ag-Tech): ออสเตรเลียจะเข้ามาช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ เพื่อยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรไทยให้สูงขึ้น
  • ด้านพลังงานสะอาด: ความร่วมมือด้านพลังงานแสงอาทิตย์และลม เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก
  • อุตสาหกรรมแห่งอนาคต: สนับสนุนวัตถุดิบสำคัญอย่างแร่หายาก (Rare Earth) เพื่อป้อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเซมิคอนดักเตอร์ในไทย

เจาะลึกกลยุทธ์เมื่อ ความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า

นอกจากเรื่องของภาคการผลิตแล้ว รัฐบาลยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งออสเตรเลียมีความเชี่ยวชาญระดับแนวหน้า การดึงดูดการลงทุนในกลุ่มนี้จะช่วยให้ไทยเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนไทยเองก็เริ่มมีความตื่นตัวในการนำธุรกิจไปขยายตลาดในออสเตรเลียมากขึ้น ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศพร้อมจะเป็นพี่เลี้ยงในการเจรจาและลดอุปสรรคทางกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจไทยไปได้ไกลกว่าเดิมครับ

ในมุมมองส่วนตัว ผมคิดว่านี่คือโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทยครับ การที่รัฐบาลประกาศนโยบาย ความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขทางการค้าเท่านั้น แต่มันคือการอัปเกรดห่วงโซ่อุปทานของประเทศให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลและพลังงานสะอาดอย่างเต็มตัว หากเราทำสำเร็จ ประเทศไทยจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับนักลงทุนทั่วโลกครับ

ที่มา – “สีหศักดิ์” เผยทิศทางความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า

ญี่ปุ่นเล็งสำรวจแร่หายากในกรีนแลนด์ หวังลดพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทาน

ในโลกยุคเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ใครจะไปคิดว่าดินแดนที่หนาวเย็นสุดขั้วอย่าง “กรีนแลนด์” จะกลายเป็นสมรภูมิสำคัญในการจัดหาวัตถุดิบ ล่าสุดมีข่าวใหญ่ว่า ญี่ปุ่นเล็งสำรวจแร่หายากในกรีนแลนด์ หวังลดพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทาน หลังจากที่จีนได้ยกระดับการควบคุมการส่งออกแรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ขาดไม่ได้ในการผลิตชิป มอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของแดนอาทิตย์อุทัย

เหตุผลที่ญี่ปุ่นเล็งสำรวจแร่หายากในกรีนแลนด์ หวังลดพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทาน

การที่ญี่ปุ่นตัดสินใจเดินหน้าโครงการนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากความกังวลเรื่องเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากปัจจุบันจีนเป็นเจ้าตลาดในการผลิตแรร์เอิร์ธทั่วโลกสูงถึง 70% เมื่อเกิดความตึงเครียดทางการทูตหรือการควบคุมการส่งออกที่เข้มงวด ญี่ปุ่นย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง การมองหาแหล่งทรัพยากรใหม่ในแถบอาร์กติกจึงเป็นทางออกที่ชาญฉลาดและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ศักยภาพของกรีนแลนด์กับการเป็นแหล่งทรัพยากรแห่งอนาคต

จากการประเมินของหน่วยงานต่างๆ พบว่ากรีนแลนด์มีปริมาณสำรองแร่แรร์เอิร์ธสูงถึง 1.5 ล้านเมตริกตัน ซึ่งติดอันดับโลก สิ่งที่น่าสนใจก็คือ:

  • ดิสโพรเซียม (Dysprosium): ใช้ในการผลิตมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง
  • กราไฟต์ (Graphite): หัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า
  • แทนทาลัม และ ไนโอเบียม: วัตถุดิบในการผลิตชิปประมวลผลขั้นสูง

ด้วยภาวะโลกร้อนที่ทำให้น้ำแข็งละลาย พื้นที่การขุดเจาะจึงเข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีต ทำให้ประเทศมหาอำนาจต่างๆ เริ่มให้ความสนใจอย่างจริงจัง ญี่ปุ่นเองก็ได้ส่งคณะผู้แทนร่วมภาครัฐและเอกชนเข้าไปประเมินความเป็นไปได้ในพื้นที่จริงแล้ว และพบว่าสามารถดำเนินการได้แม้ในสภาพอากาศที่โหดร้าย

แน่นอนว่าการลงทุนในกรีนแลนด์ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยังขาดโครงสร้างพื้นฐานอย่างโรงงานถลุงแร่ ญี่ปุ่นจึงวางแผนจับมือกับพันธมิตรในยุโรปเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร ญี่ปุ่นเล็งสำรวจแร่หายากในกรีนแลนด์ หวังลดพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทาน ครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงโครงการขุดเหมืองธรรมดา แต่คือเกมการเมืองและการบริหารความมั่นคงระดับชาติ

สรุปแล้ว การที่ญี่ปุ่นก้าวเข้ามามีบทบาทในกรีนแลนด์ตอกย้ำให้เห็นว่า วัตถุดิบต้นน้ำคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล หากญี่ปุ่นทำสำเร็จ เราอาจได้เห็นการเปลี่ยนผ่านรูปแบบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นความร่วมมือกับพันธมิตรที่ไว้วางใจได้มากขึ้น คุณคิดว่ากลยุทธ์นี้จะส่งผลกระทบต่อตลาดเทคโนโลยีโลกอย่างไรบ้าง? ลองมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันดูครับ

ที่มา – ญี่ปุ่นเล็งสำรวจแร่หายากในกรีนแลนด์ หวังลดพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทาน

จีนประกาศ ทรัมป์จะเดินทางเยือนในวันที่ 13-15 พ.ค.

จีนประกาศ ทรัมป์จะเดินทางเยือนในวันที่ 13-15 พ.ค. เป็นข่าวใหญ่ที่ทั่วโลกจับตามอง โดยเฉพาะในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ รัฐบาลจีนยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาจะเดินทางมาเยือนกรุงปักกิ่งในช่วงดังกล่าว เพื่อหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในประเด็นสำคัญหลายด้าน

จีนประกาศ ทรัมป์จะเดินทางเยือนในวันที่ 13-15 พ.ค. กำหนดการสำคัญ

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569 โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศไทยจีนระบุว่า ทรัมป์จะเดินทางเยือนในฐานะอาคันตุกะของรัฐ ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กำหนดการเริ่มตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม โดยทรัมป์จะเดินทางถึงปักกิ่งในวันพุธ ก่อนเริ่มการเจรจาอย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีและศุกร์ ถือเป็นการพบปะครั้งแรกในรอบ 6 เดือน และเป็นครั้งแรกที่ทรัมป์เยือนจีนนับตั้งแต่ปี 2560

เดิมทีกำหนดการเยือนถูกเลื่อนจากช่วงปลายมีนาคมหรือต้นเมษายน เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น ทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องปรับแผนเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์โลก

ประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะหารือในการเยือน

ในการเยือน จีนประกาศ ทรัมป์จะเดินทางเยือนในวันที่ 13-15 พ.ค. ครั้งนี้ คาดว่าจะมีการพูดคุยในประเด็นร้อนหลายเรื่อง เช่น

  • สงครามการค้า: การขยายระยะเวลาพักรบ เพื่อให้สหรัฐฯ สามารถนำเข้าแร่หายากจากจีนได้ต่อไป รวมถึงการต่ออายุข้อตกลงการค้าที่มีอยู่
  • ภาษีศุลกากร: การลดหรือปรับภาษีนำเข้าสินค้าจากทั้งสองฝ่าย เพื่อกระตุ้นการค้า
  • ประเด็นไต้หวัน: การจัดการความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน ซึ่งเป็นจุด热点ที่ละเอียดอ่อน
  • สงครามตะวันออกกลาง: ท่าทีของทั้งสองมหาอำนาจต่อสถานการณ์ในอิสราเอล-ปาเลสไตน์และอิหร่าน
  • การค้าและการลงทุน: จีนคาดว่าจะประกาศการจัดซื้อสินค้าเกษตร พลังงาน และเครื่องบินโบอิ้งจากสหรัฐฯ รวมถึงการตั้งคณะกรรมการการค้าและการลงทุนอย่างเป็นทางการ

เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายคาดหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่การจัดตั้งกลไกใหม่ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวจากโควิด-19 และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

ความสำคัญของการเยือนครั้งนี้ต่อความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนในยุคทรัมป์นั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย ตั้งแต่สงครามการค้าที่เริ่มต้นในสมัยแรกของเขา จนถึงประเด็นเทคโนโลยีอย่าง AI และห่วงโซ่อุปทาน การเยือนครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความพยายามในการลดความตึงเครียด นักวิเคราะห์มองว่า หากทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงเรื่องแร่หายากและการค้าพลังงานได้ จะช่วยลดต้นทุนให้กับอุตสาหกรรมสหรัฐฯ อย่างมาก โดยเฉพาะในภาคเซมิคอนดักเตอร์และยานยนต์ไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมา เนื่องจากจีนเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน ขณะที่สหรัฐฯ ผลักดันนโยบาย America First

อย่างไรก็ตาม ยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะเรื่องการต่ออายุข้อตกลงพักรบการค้า ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะสรุปผล

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังจีนประกาศ ทรัมป์จะเดินทางเยือน

หลังจากการเยือน คาดว่าตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยีและพลังงาน จะมีปฏิกิริยาเชิงบวก หากมีข้อตกลงการค้าที่ชัดเจน นอกจากนี้ นักลงทุนไทยเองก็ควรจับตา เพราะไทยเป็นศูนย์กลางการค้าที่เชื่อมโยงกับทั้งสองมหาอำนาจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์

ในมุมมองของผู้เขียน การเยือนครั้งนี้ไม่เพียงช่วยคลายความกดดันด้านการค้า แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการรักษาสมดุลอำนาจโลก คุณคิดอย่างไรกับการเยือนนี้? แสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ เพื่อติดตามข่าวสารสำคัญอื่นๆ!

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ

ที่มา – จีนประกาศ ทรัมป์จะเดินทางเยือนในวันที่ 13-15 พ.ค.

ญี่ปุ่นขุดพบ “แรร์เอิร์ธ” ใต้ทะเลลึก 6,000 เมตร ครั้งแรกของโลก

ญี่ปุ่นขุดพบ “แรร์เอิร์ธ” ใต้ทะเลลึก 6,000 เมตร ถือเป็นความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ที่โลกต้องจับตามอง! รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่งแถลงข่าวสุดยิ่งใหญ่ หลังจากภารกิจสำรวจใต้ทะเลลึกสามารถเก็บตะกอนที่มีแร่หายากหรือแรร์เอิร์ธปริมาณมหาศาลได้สำเร็จ บริเวณใกล้เกาะมินามิโทริชิมะ ในมหาสมุทรแปซิฟิก นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ญี่ปุ่นลดการพึ่งพาจีน ผู้ครองตลาดแร่สำคัญนี้ได้อีกด้วย

ญี่ปุ่นขุดพบ “แรร์เอิร์ธ” ใต้ทะเลลึก 6,000 เมตร

ภารกิจทดลองขุดเจาะครั้งนี้ใช้เรือวิจัยชื่อดัง “ชิคิว” (Chikyu) ซึ่งออกเดินทางเมื่อเดือนที่แล้ว โดยเจาะลงไปถึงระดับความลึก 6,000 เมตร ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่มนุษย์ทำได้สำเร็จ นายเค ซาโตะ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น กล่าวว่า “เรากำลังวิเคราะห์ตัวอย่างอย่างละเอียด เพื่อยืนยันปริมาณแร่ที่แท้จริง” ความสำเร็จนี้ไม่เพียงสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ยังเปิดประตูสู่การพัฒนาทรัพยากรทะเลในอนาคต

ญี่ปุ่นขุดพบ “แรร์เอิร์ธ” ใต้ทะเลลึก 6,000 เมตร: ปริมาณมหาศาลเกินคาด

พื้นที่สำรวจอยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ของญี่ปุ่น คาดว่ามีแรร์เอิร์ธสะสมมากกว่า 16 ล้านตัน ซึ่งหนังสือพิมพ์นิกเคอิระบุว่าเป็นแหล่งสำรองใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก โดยเฉพาะแร่สำคัญดังนี้

  • ดิสพรอเซียม (Dysprosium): ปริมาณพอสำหรับใช้งานทั่วโลกนานถึง 730 ปี ใช้ผลิตแม่เหล็กกำลังสูงในโทรศัพท์มือถือ รถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีสีเขียว
  • อิตเทรียม (Yttrium): พอใช้งานได้ 780 ปี หลักๆ ใช้ในเทคโนโลยีเลเซอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
  • แร่อื่นๆ เช่น เซอเรียม และนีโอดิเมียม ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมไฮเทค

แรร์เอิร์ธเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ตั้งแต่สมาร์ทโฟน ยานยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงระบบป้องกันประเทศ

ลดการพึ่งพาจีน: ยุทธศาสตร์สำคัญท่ามกลางความตึงเครียด

ปัจจุบัน จีนครองตลาดแรร์เอิร์ธอย่างเด็ดขาด โดยผลิตจากเหมืองกว่า 2 ใน 3 ของโลก และถลุงแร่ถึง 92% ของปริมาณทั้งหมด การค้นพบของญี่ปุ่นจึงมาในเวลาที่เหมาะสม โดยเฉพาะท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น การที่จีนระงับส่งออกแร่บางชนิดเพื่อตอบโต้ท่าทีของญี่ปุ่นต่อประเด็นไต้หวัน นักวิเคราะห์จากสถาบัน IISS ชี้ว่า หากญี่ปุ่นสกัดแร่ได้สม่ำเสมอ จะกลายเป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ที่เปลี่ยนสมดุลห่วงโซ่อุปทานโลก

ความท้าทาย: สิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบ

แม้จะตื่นเต้น แต่ก็มีเสียงเตือนจากนักสิ่งแวดล้อม ว่าการขุดใต้ทะเลลึกอาจทำลายระบบนิเวศ สร้างความเสียหายต่อหน้าดินทะเลและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล องค์การพื้นดินใต้ทะเลระหว่างประเทศ (ISA) กำลังร่างกฎสากล แต่ญี่ปุ่นทำในน่านน้ำของตัวเอง จึงอยู่ภายใต้กฎหมายภายใน นอกจากนี้ สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ ก็สนับสนุนการทำเหมืองคล้ายกันเพื่อแข่งขันกับจีน

การค้นพบ ญี่ปุ่นขุดพบ “แรร์เอิร์ธ” ใต้ทะเลลึก 6,000 เมตร ครั้งนี้ไม่เพียงช่วยญี่ปุ่น แต่ยังเป็นบทเรียนสำหรับประเทศอื่นๆ รวมถึงไทยที่มีทรัพยากรทะเลมหาศาล ในยุคที่เทคโนโลยีต้องการแร่หายากมากขึ้น การกระจายแหล่ง供給จะช่วยลดความเสี่ยงจาก geopolitics ได้อย่างไร้ข้อจำกัด

คุณคิดว่าการค้นพบนี้จะเปลี่ยนโลกเทคโนโลยีอย่างไร? หรือไทยควรเร่งสำรวจทรัพยากรใต้ทะเลบ้างไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณสนใจเรื่องพลังงานและเทคโนโลยี!

ที่มา – ญี่ปุ่นขุดพบ “แรร์เอิร์ธ” ใต้ทะเลลึก 6,000 เมตร ครั้งแรกของโลก หวังลดการพึ่งพาจีน

ทรัมป์-สี จิ้นผิง พบที่ปูซาน คุยอะไรกัน?

โดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง เตรียมประชุมสุดยอดร่วมกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยคาดกันว่าจะหารือกันเรื่องปัญหาต่างๆ ทั้ง ภาษี, TikTok, แร่หายาก, เฟนทานิล และสงครามรัสเซียยูเครน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คาดหวังว่าการประชุมกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่เกาหลีใต้ จะสามารถ แก้ไข “ปัญหามากมาย” ระหว่างสหรัฐฯ และจีนได้ ในขณะที่ความตึงเครียดของทั้งสองฝ่ายพุ่งสูง หลังสหรัฐฯ ขู่ตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีนอีก 100% ตอบโต้ที่แดนมังกรจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายากเพิ่มขึ้น

ตั้งแต่เดือนสิงหาคม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และจีนเจรจาการค้ามาตลอด และมีการจัดทำกรอบข้อตกลงแล้ว โดยนายทรัมป์กล่าวในการประชุม APEC ที่เกาหลีใต้ว่า ข้อตกลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนั้น จะเป็นผลดีและน่าตื่นเต้นสำหรับทุกคน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มีความคาดหวังเพียงเล็กน้อยว่า การพบกันครั้งนี้ จะมีการบรรลุข้อตกลงที่ฟื้นฟูความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้จริง

ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง?

คาดกันว่า ประเด็นที่ผู้นำทั้งสองคนจะหารือกันจะครอบคลุมถึงเรื่อง กำแพงภาษีทางการค้า, การลักลอบขนยาเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาเสพติดที่คร่าชีวิตผู้คนในสหรัฐฯ ปีละหลายหมื่นคน, การควบคุมการส่งออกแร่หายาก (rare-earth) ของจีนกับการนำเข้าถั่วเหลืองสหรัฐฯ ของจีน

นอกจากนั้นยังมีเรื่อง การควบคุมการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ, ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง โดยเฉพาะ สงครามรัสเซียยูเครน และจุดยืนของสหรัฐฯ เรื่องไต้หวัน, ค่าธรรมเนียมท่าเรือสำหรับเรือจีนที่จอดเทียบท่าในสหรัฐฯ และการสรุปข้อตกลงเพื่อซื้อ TikTok

ศ.อเลฮานโดร เรเยส จากภาควิชาการเมืองและรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกงบอกกับ อัลจาซีรา ว่า สหรัฐฯ กับจีนต้องการที่จะ ประคับประคองความสัมพันธ์การเป็นคู่แข่งที่น่าหงุดหงิดใจนี้เอาไว้ แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน

สำหรับสหรัฐฯ เป้าหมายคือการแสดงให้เห็นว่าท่าทีที่แข็งกร้าวต่อจีนของพวกเขานั้น “ได้ผลลัพธ์แล้ว” นายทรัมป์เข้าร่วมการประชุมสุดยอดนี้หลังจากลงนามข้อตกลงการค้ากับ มาเลเซีย, กัมพูชา และญี่ปุ่น เชื่อมโยงการเข้าถึงตลาดเข้ากับการร่วมมือด้านความมั่นคงแห่งชาติโดยตรง

ส่วนจีน สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมากที่สุดคือ “การแสดงออกถึงความสงบและความอดทน” การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการประชุมเต็มคณะครั้งที่สี่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นการย้ำยืนยันอำนาจของผู้นำจีน สี จิ้นผิง และกำหนดทิศทางสำหรับแผนพัฒนาประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ศ.เรเยสกล่าวด้วยว่า การหารือเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องกำแพงภาษีทางการค้า, แร่หายาก, เทคโนโลยี AI และยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนในปัจจุบันมากที่สุดนั้น จะไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย

ความเสียหายในยูเครน
ความเสียหายในยูเครน

ประเด็นที่เป็นอุปสรรคสำคัญ

-ยาเฟนทานิล

หนึ่งในประเด็นที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดคือเรื่อง ยาเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาอันตรายที่ไหลเข้าสหรัฐฯ จากจีน ซึ่งนายทรัมป์เคยขึ้นภาษีสินค้าจีนในอัตรา 20% เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อกดดันให้จีนเพิ่มการควบคุมการส่งออกสารตั้งต้นของยาชนิดนี้

น.ส.บอนนี เกลเซอร์ กรรมการผู้จัดการโครงการอินโด-แปซิฟิกของ German Marshall Fund of the United States (GMF) มองว่า ปัญหานี้เป็นประเด็นที่ขัดแย้งกันอย่างมาก แต่จีนอาจพร้อมให้ความร่วมมือในการปราบปรามการฟอกเงินของอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าเฟนทานิล

ขณะที่ The Wall Street Journal รายงานว่า ในการประชุมครั้งนี้ จีนอาจให้คำมั่นว่าจะควบคุมสารตั้งต้นในการผลิตเฟนทานิลมากขึ้น และหากบรรลุข้อตกลง ทรัมป์อาจลดภาษีที่เกี่ยวกับเฟนทานิลลงได้ถึง 10%

-กำแพงภาษีทางการค้า

หลังจากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีเรื่องเฟนทานิล จีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าเกษตรสหรัฐฯ 15% ก่อนที่สงครามภาษีจะทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเป็น 145% และจีนโต้กลับที่ 125% แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะลดภาษีลงเหลือ 30% และ 10% และตกลงสงบศึกเป็นเวลา 90 วัน (ขยายเวลาไปแล้ว 2 ครั้ง) แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าได้จนถึงทุกวันนี้

-แร่หายากกับถั่วเหลือง

จีนจำกัดการส่งออกแร่หายาก 12 ชนิด (7 ชนิดในเดือนเมษายน และอีก 5 ชนิดในเดือนตุลาคม) และเครื่องจักรที่เกี่ยวข้อง โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและเป็นการตอบโต้สหรัฐฯ โดยแร่หายากเหล่านี้ คือโลหะที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมกลาโหม และ AI ส่งผลให้นายทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีสินค้าจีน 100% และขู่ควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์ด้วย

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คาดว่า จีนจะชะลอการจำกัดการส่งออกแร่หายาก และการขู่ขึ้นภาษี 100% อาจถูกยกเลิกไปพร้อมทั้งคาดว่าจีนจะตกลงเพิ่มการซื้อถั่วเหลืองสหรัฐฯ

ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าข้อพิพาทการค้านี้อาจมีทางออกที่ดี แต่ไม่เชื่อว่าความตึงเครียดพื้นฐานจะคลี่คลาย เพราะปัญหาอยู่ลึกกว่าเศรษฐกิจและต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ดีและมองข้ามแนวคิดที่ว่า ผลประโยชน์ของคนอื่นจะเท่ากับผลขาดทุนของตัวเอง (zero-sum game)

แร่หายาก
แร่หายาก

-เทคโนโลยีและ TikTok

ในเดือนกันยายน นายทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อให้มีการ โอนทรัพย์สินของ TikTok ในสหรัฐฯ ไปยังนักลงทุนชาวสหรัฐฯ แล้ว โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังกล่าวว่า สหรัฐฯ และจีน “บรรลุข้อตกลงสุดท้ายเกี่ยวกับ TikTok แล้ว” ซึ่งจะมีการสรุปในการประชุมนี้

แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะไม่ยุติความขัดแย้งเรื่องชิป, AI และการควบคุมทางดิจิทัล

ในเดือนตุลาคม สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำบริษัทเทคโนโลยีจีนหลายร้อยแห่ง และจำกัดการส่งออกชิป AI ขั้นสูงของ Nvidia ไปยังจีน ซึ่งทำให้ปักกิ่งไม่พอใจและเริ่ม สอบสวนการผูกขาดของ Nvidia และ Qualcomm ซึ่งนายทรัมป์กล่าวเมื่อวันพุธว่า เขาอาจจะหารือเรื่องชิป Nvidia กับสี จิ้นผิง ในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้

-ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์

ทรัมป์ต้องการใช้โอกาสนี้หารือกับสี จิ้นผิง เรื่องการยุติสงครามยูเครน แม้ว่าจีนจะเคยบอกว่า สงครามที่ยืดเยื้อในยูเครน “ไม่เป็นผลดีต่อผลประโยชน์ของใครเลย” แต่พวกเขาก็ย้ำว่า จีนไม่สามารถปล่อยให้รัสเซียแพ้สงครามในยูเครนได้ เนื่องจากสหรัฐฯ จะหันมาให้ความสนใจกับจีนแทน

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์เคยขู่คว่ำบาตรประเทศที่ซื้อน้ำมันรัสเซีย และได้ขึ้นภาษีอินเดียไปแล้ว 50% แต่ยังไม่ได้ดำเนินการกับจีน ทั้งที่แดนมังกรนำเข้าน้ำมันรัสเซียทางทะเลมากถึง 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม หลังจากสหรัฐฯ คว่ำบาตรบริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดสองแห่งของมอสโก คือ Rosneft และ Lukoil ในเดือนตุลาคม บริษัทน้ำมันบางแห่งในจีนก็ระบุว่า จะงดเว้นจากการนำเข้าน้ำมันรัสเซียทางทะเลในระยะสั้น

นักวิเคราะห์คาดว่า ทรัมป์จะขอให้สี จิ้นผิง ช่วยกดดันปูตินให้เข้าร่วมโต๊ะเจรจา แต่ สี จิ้นผิง อาจจะลังเล ขณะที่ฝ่ายจีนจะหารือเรื่องจุดยืนของสหรัฐฯ ต่อไต้หวัน สี จิ้นผิง อาจกดดันให้ทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐฯ คัดค้านเอกราชของไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่น่าจะทอดทิ้งไต้หวัน เพราะต้องการเครดิตในการยุติสงครามไม่ใช่นำไปสู่สงคราม

อย่างไรก็ดี นายทรัมป์กล่าวก่อนเมื่อวันพุธ (29 ต.ค.) ว่า เขาไม่แน่ใจว่าจะหารือเรื่องไต้หวันหรือไม่

ป้ายโฆษณาเทคโนโลยี AI ในจีน
ป้ายโฆษณาเทคโนโลยี AI ในจีน

ฝ่ายไหนได้เปรียบกว่ากัน?

ดุลอำนาจการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-จีนมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน จำกัดการส่งออก เซมิคอนดักเตอร์ ให้จีน และนายทรัมป์ก็เพิ่มภาษีจีนเป็น 145% ทำให้จีนตอบโต้ด้วยภาษี 125% และ จำกัดการส่งออกโลหะหายากรวม 12 ชนิด

ทั้งสองฝ่ายต่างก็พยายามสร้างพันธมิตรทางการค้า จีนเสริมสร้างข้อตกลงกับ อาเซียน ขณะที่สหรัฐฯ ทำข้อตกลงใหม่กับ ญี่ปุ่น มาเลเซีย กัมพูชา และเกาหลีใต้ ทำให้นักวิเคราะห์ชี้ว่า ณ ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าฝ่ายใดได้เปรียบในการเจรจา

ส่วน ศ.เรเยส มองว่า สหรัฐฯ และจีนมีจุดแข็งต่างกัน สหรัฐฯ ได้เปรียบตรงที่สร้างเครือข่ายพันธมิตรใหม่ (เช่น ข้อตกลงกับมาเลเซีย) ซึ่งช่วยเสริมแรงขับเคลื่อนในการเจรจา แต่จีนมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ พวกเขายังคงเป็นแกนหลักของการผลิตโลก, ครองการแปรรูปแร่ธาตุสำคัญ และพิสูจน์แล้วว่าสามารถต้านทานกำแพงภาษีได้

สรุปคือ สหรัฐฯ มีอำนาจที่รวดเร็วและเสียงดัง แต่จีนมีความอดทนและมั่นคงกว่า สามารถอดทนได้นานกว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อ

ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร?

แม้ทรัมป์คาดว่านี่จะเป็นการประชุมที่ “ยอดเยี่ยม” แต่นักวิเคราะห์มีความคาดหวังเพียงเล็กน้อยว่า การพบกันครั้งนี้จะมีผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ใดๆ

ศ.เรเยสคาดว่า จะมีการ “สงบศึกชั่วคราว” และการประกาศชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ เช่น การชะลอภาษีหรือแถลงการณ์ร่วมเรื่องเสถียรภาพทางการค้า แต่การประชุมนี้จะไม่ยุติความเป็นคู่แข่ง หากเป็นการเริ่มต้นของ “เฟสใหม่” ในการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับความเป็นคู่แข่ง ในขณะที่สหรัฐฯ สร้างพันธมิตรผ่านสนธิสัญญา ส่วนจีนก็เพิ่มความเข้มแข็งด้วยความอดทน

จากการวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ที่ ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง? จะเห็นได้ว่าการเจรจาครั้งนี้มีความซับซ้อนและมีหลายประเด็นที่ต้องจับตามอง การพบกันของ ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง? จึงเป็นที่น่าสนใจว่าผลลัพธ์จะออกมาในทิศทางใด

การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการพบปะของ ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง? อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจถึงสถานการณ์โลกและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง?

สี จิ้นผิง พบ ทรัมป์: หวังคลี่คลายการค้า

การประชุมที่ทั่วโลกจับตามองกำลังจะเกิดขึ้น! สี จิ้นผิง พบ ทรัมป์ ที่เกาหลีใต้ในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ ท่ามกลางความหวังว่าจะสามารถคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้าที่ยืดเยื้อมานานระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา

กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ยืนยันการพบปะระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ การพบกันครั้งนี้เป็นการพบกันที่ตลาดการเงินและนักลงทุนทั่วโลก เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ โดยคาดหวังว่ามันจะช่วยบรรเทาความขัดแย้งทางการค้าที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวว่าผู้นำทั้งสองจะมีการหารือเชิงลึกในประเด็นยุทธศาสตร์และระยะยาว แม้ว่าจะไม่ได้กล่าวถึงข้อตกลงทางการค้าโดยตรงก็ตาม นายกัว จี๋ว์คุน โฆษกฯ กล่าวเสริมว่าจีนพร้อมที่จะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อให้การประชุมครั้งนี้นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นบวก และวางแนวทางใหม่สำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่มั่นคง

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวกับสื่อบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันระหว่างเดินทางไปเกาหลีใต้ว่า เขาและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะบรรลุ “ข้อตกลงที่ดี” ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ

การพบกันครั้งนี้ถือเป็นการพบกันครั้งแรกนับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มดำรงตำแหน่งวาระที่สอง และประกาศใช้มาตรการภาษีกับหลายประเทศทั่วโลก

ความคาดหวังเกี่ยวกับการพบปะของสองผู้นำมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดในช่วงเดือนที่ผ่านมา หลังจากความตึงเครียดที่เกิดขึ้นล่าสุดทำให้เกิดความกังวลว่าผู้นำทั้งสองอาจล้มเลิกการเจรจาเพื่อยุติสงครามภาษีที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องภาษีเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงประเด็นอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น การลักลอบขนส่งเฟนทานิล ชิปเทคโนโลยีขั้นสูง แร่หายาก และการส่งออกถั่วเหลือง

ท่ามกลางบรรยากาศการเจรจาที่ตึงเครียด มีรายงานจากแหล่งข่าวทางการค้าว่า บริษัท COFCO ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน ได้สั่งซื้อถั่วเหลือง 3 ลำเรือจากสหรัฐฯ ก่อนการประชุม ซึ่งนับเป็นการซื้อถั่วเหลืองล็อตแรกจากผลผลิตปีนี้ของสหรัฐฯ นักวิเคราะห์มองว่านี่อาจเป็นสัญญาณที่ดีก่อนการเจรจา

สี จิ้นผิง พบ ทรัมป์ การประชุมที่ทั่วโลกจับตา

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะอยู่ในเกาหลีใต้ระหว่างวันพฤหัสบดีถึงวันเสาร์เพื่อเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) และเดินทางเยือนประเทศเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการ ในขณะที่ทรัมป์ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดระดับภูมิภาคนี้

ทำไมการพบกันระหว่าง สี จิ้นผิง พบ ทรัมป์ ถึงสำคัญ?

  • คลี่คลายความตึงเครียดทางการค้า: สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก การเจรจาที่ประสบความสำเร็จอาจนำไปสู่การลดภาษีและสร้างเสถียรภาพ
  • กำหนดทิศทางความสัมพันธ์: การพบกันครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้ผู้นำทั้งสองหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในระยะยาว และหาทางแก้ไขความขัดแย้ง
  • ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อตลาด: การเจรจาที่ราบรื่นอาจช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจโลก

การประชุม สี จิ้นผิง พบ ทรัมป์ ครั้งนี้จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ผลลัพธ์ของการประชุมอาจมีผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ที่มา – จีนยืนยัน “สี จิ้นผิง” พบ “ทรัมป์” ที่เกาหลีใต้ 30 ต.ค. นี้ หวังคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้า

เอกนิติย้ำ! MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย ครม.รับทราบแล้ว

คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่แรร์เอิร์ธระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ประชุมนัดพิเศษเมื่อวันที่ 23 ตุลาคมได้อนุมัติในหลักการ โดยมีการชี้แจงว่า แม้ MOU จะเปิดโอกาสให้มีการลงทุนและการสำรวจ แต่ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามกฎหมายแร่ของไทย และต้องมีการประมูลอย่างเสรี ไม่ใช่การมอบสิทธิพิเศษให้กับสหรัฐฯ โดยตรง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า MOU นี้เป็นการปูทางไปสู่การเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ โดยหวังว่าจะใช้ความสัมพันธ์ที่ดีในการลดภาษีจาก 19% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในอาเซียน

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้แถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล โดยชี้แจงว่า ครม.ได้รับทราบการลงนาม MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย แล้ว และต้องการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  1. MOU ฉบับนี้ไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นเพียงข้อตกลงความเข้าใจร่วมกัน เพื่อพิจารณาเรื่องห่วงโซ่อุปทานและการส่งเสริมการลงทุนในแร่แรร์เอิร์ธ
  2. มีเป้าหมายที่จะส่งเสริมการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การกลั่น การรีไซเคิล และการกู้คืนแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
  3. สนับสนุนการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มและอุตสาหกรรมการสกัดแร่
  4. สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาด โดยทำให้แร่แรร์เอิร์ธสามารถนำไปใช้ในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย โปร่งใส และส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

ขอบเขตความร่วมมือประกอบด้วย:

  1. การแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
  2. การให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การสัมมนา และการดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกลไกต่างๆ
  3. การให้ความสำคัญกับแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบที่ดี ทั้งการออกใบอนุญาตและการลดขั้นตอน
  4. การแลกเปลี่ยนข้อมูลในโครงการต่างๆ และราคาสินค้าแร่แรร์เอิร์ธ
  5. การให้ทั้งสองประเทศคุ้มครองตลาด โดยอิงกลไกตลาด การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรม และมาตรฐานการค้า

ดังนั้น วัตถุประสงค์และขอบเขตความร่วมมือทั้งหมด มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแร่แรร์เอิร์ธ และขอย้ำว่า MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย และสามารถทำได้กับทุกประเทศ

MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธที่มีประสิทธิภาพในเชิงพาณิชย์ ดังนั้นการลงนาม MOU จะช่วยเสริมความมั่นคงและเพิ่มห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุหายาก โดยเฉพาะในด้านการสำรวจและการใช้ประโยชน์แร่ธาตุที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น พลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า

การลงทุนทั้งในและต่างประเทศจะทำให้ไทยได้รับประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนข้อมูล ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุน พร้อมย้ำว่า MOU ฉบับนี้ไม่มีผลทางกฎหมาย ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

ขณะที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า MOU อนุญาตให้ทั้งสองประเทศมีสิทธิ์ที่จะลงทุนและสำรวจ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศ และ MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่จะร่วมมือกันพัฒนาแร่หายากให้เกิดประโยชน์สูงสุด

MOU แรร์เอิร์ธ คืออะไร?

เลขาธิการกฤษฎีกา ยังกล่าวถึงข้อกังวลของ ครม. เกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ ที่ต้องเป็นไปตามกฎหมายไทย และยืนยันว่าการลงนาม MOU ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับสหรัฐฯ เป็นการเฉพาะ แต่ดำเนินการอย่างเข้มข้นเพื่อให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD และยกระดับกฎหมายของไทย

ส่วนกรณีคำว่า “first opportunity to invest” หมายถึงการให้เกียรติซึ่งกันและกันในฐานะคู่สัญญา แต่การดำเนินการจะต้องยึดกฎหมายแร่ของไทยที่กำหนดให้มีการเปิดประมูลอย่างเสรีเป็นธรรม

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า MOU สามารถยกเลิกได้เมื่อใดก็ได้ และการยกเลิกจะไม่มีผลต่อสิ่งที่ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น

นายเอกนิติ กล่าวว่า การลงนาม MOU เกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ เปิดโอกาสให้ไทยสามารถเจรจาต่อรองเพื่อยกเว้นหรือลดภาษี 19% ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ส่วนกรณีที่ศาลสหรัฐฯ จะตัดสินคดีเรื่องภาษีศุลกากรตอบโต้ นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องเตรียมพร้อมและติดตามพัฒนาการต่างๆ เพื่อใช้เป็นกรอบและกลยุทธ์ในการเจรจา

โดยสรุปแล้ว MOU ฉบับนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมแร่แรร์เอิร์ธของไทย แต่การดำเนินการทุกขั้นตอนจะต้องโปร่งใส เป็นไปตามกฎหมาย และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ที่มา – “เอกนิติ-ธนกร-เลขากฤษฎีกา” แท็กทีมย้ำ MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย วันนี้ ครม. รับทราบแล้ว

เศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8%: กระทบใครบ้าง

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังจับจ้องไปที่การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน โดยล่าสุด สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเปิดเผยว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนได้ชะลอตัวเหลือ 4.8% ในช่วงไตรมาสที่สามของปีนี้ (สิ้นสุดเดือนกันยายน) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ตัวเลขนี้ถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่คลี่คลาย และความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่กลับมาปะทุอีกครั้ง

ตัวเลข เศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8% นี้ สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากจีนถือเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก การชะลอตัวนี้จึงอาจส่งผลกระทบต่อการค้าโลก ห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุนโดยรวม

ปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจจีน

การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลกระทบ หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การปะทุขึ้นอีกครั้งของความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ โดยเฉพาะหลังจากที่จีนประกาศควบคุมการส่งออกแร่หายาก ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การเคลื่อนไหวนี้ทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้าที่เปราะบางอยู่แล้วระหว่างสองประเทศยิ่งสั่นคลอน

นอกจากนี้ วิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนก็ยังคงเป็นปัญหาที่น่ากังวล การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ลดลงอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ภาคส่วนนี้ ซึ่งมีสัดส่วนถึงหนึ่งในสามของเศรษฐกิจจีน กำลังเผชิญกับภาวะตกต่ำอย่างรุนแรง ทั้งจากราคาบ้านที่ลดลง และโครงการที่พักอาศัยที่ถูกทิ้งร้าง

เศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8%

ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนยังคงมองในแง่ดี โดยระบุว่าเศรษฐกิจยังคงแสดงให้เห็นถึง “ความยืดหยุ่นและมีชีวิตชีวา” โดยได้รับแรงหนุนจากภาคเทคโนโลยีและบริการทางธุรกิจ การส่งออกของจีนยังคงเติบโตได้ดีในเดือนกันยายน ซึ่งช่วยชดเชยการใช้จ่ายภายในประเทศที่ซบเซา

รัฐบาลจีนเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้พยายามออกมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เช่น เงินอุดหนุน ค่าจ้างที่สูงขึ้น และส่วนลดต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ “ประมาณ 5%” ในปีนี้

ผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8%

ตัวเลขการเติบโตล่าสุดนี้จะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลหลักในการประชุมผู้นำระดับสูงของจีนในสัปดาห์นี้ เพื่อกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับใหม่ นักวิเคราะห์เชื่อว่าจีนอาจต้องเพิ่มมาตรการสนับสนุนทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ การชะลอตัวเหลือ 4.8% กระตุ้นให้เกิดการทบทวนแผนเศรษฐกิจครั้งใหญ่

ผลกระทบของการชะลอตัวเหลือ 4.8% ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม ประเทศไทยซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับจีน ก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น และมองหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาดอื่นๆ

ในภาพรวม สถานการณ์เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาภายในประเทศ และการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับต่างประเทศ จะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจจีน และสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจโลก

ที่มา – เศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8% ต่ำสุดในรอบปี เหตุวิกฤตอสังหาฯ -สงครามการค้าสหรัฐฯ ปะทุ

เงินคริปโตฟื้น ทรัมป์โพสต์คลายกังวล!

ตลาดเงินคริปโตฟื้นตัวในวันอาทิตย์ หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามที่จะคลายความตึงเครียดเกี่ยวกับสงครามการค้ากับจีน โดยโพสต์ข้อความว่า “ทุกอย่างจะไม่เป็นไร”

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 มูลค่าของเงินคริปโตฟื้นตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาแสดงท่าทีที่ผ่อนคลายมากขึ้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน โดยโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า “ทุกอย่างจะไม่เป็นไร” ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้ขู่ที่จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในอัตราที่สูงถึง 100%

ข้อความของทรัมป์ระบุว่า “ไม่ต้องห่วงเรื่องจีน ทุกอย่างจะไม่เป็นไร! ผมเคารพประธานาธิบดีสีอย่างมาก เพียงแต่เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเท่านั้น เขาไม่ต้องการเห็นเศรษฐกิจของประเทศถดถอย และผมก็เช่นกัน สหรัฐอเมริกาต้องการช่วยจีน ไม่ใช่ทำร้าย!”

หลังจากข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ (ตามเวลาสหรัฐฯ) มูลค่าของบิตคอยน์ (Bitcoin) ก็เพิ่มขึ้น 3% ในขณะที่อีเธอเรียม (Ethereum) เพิ่มขึ้นถึง 10%

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตลาดสกุลเงินดิจิทัลได้เผชิญกับการ “ล้างพอร์ต” ครั้งใหญ่ หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าจะเก็บภาษีสินค้าจากจีน 100% และควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์ เพื่อตอบโต้ที่จีนเพิ่มการควบคุมการส่งออกแร่หายาก ซึ่งเป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างสองประเทศมาอย่างยาวนาน

บิตคอยน์ (Bitcoin) ซึ่งเคยทำราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 125,000 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นสัปดาห์ ได้ร่วงลงกว่า 12% ในวันศุกร์ จนซื้อขายกันต่ำกว่า 113,000 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงเช้าวันเสาร์ตามเวลาลอนดอน ส่งผลให้นักเทรดกว่า 1.6 ล้านรายถูกล้างพอร์ตภายใน 24 ชั่วโมง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 6 แสนล้านบาท

แต่เงินคริปโตเริ่มฟื้นตัวขึ้นในช่วงเช้าวันอาทิตย์ หลังจากที่นายเจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าประธานาธิบดีพร้อมที่จะใช้แนวทางที่ “สมเหตุสมผล” ในการเจรจาทางการค้ากับจีน ซึ่งช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความตึงเครียดกับจีนได้บ้าง

“มันจะเป็นการเต้นรำที่ละเอียดอ่อน และส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับว่าจีนจะตอบสนองอย่างไร” นายแวนซ์กล่าวในรายการ Sunday Morning Futures ของ Fox News “หากพวกเขาตอบสนองอย่างแข็งกร้าวมาก ผมขอรับรองกับคุณว่าประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ มีไพ่ในมือให้ใช้มากกว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนแน่นอน แต่ถ้าพวกเขามีเหตุผล สหรัฐฯ ก็จะมีเหตุผลเช่นกัน”

เงินคริปโตฟื้น ทรัมป์โพสต์ “ทุกอย่างจะไม่เป็นไร” หลังขู่เก็บภาษีจีน 100%

สถานการณ์เงินคริปโตฟื้นตัว: โอกาสและความเสี่ยง

สถานการณ์ที่เงินคริปโตฟื้นตัวนี้แสดงให้เห็นถึงความผันผวนและความอ่อนไหวของตลาดต่อข่าวสารและนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน นักลงทุนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและพิจารณาความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

  • ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการเมืองอย่างใกล้ชิด
  • ประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
  • กระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน

การที่ตลาดคริปโตตอบสนองต่อข่าวการเมืองอย่างรวดเร็วแสดงให้เห็นว่าปัจจัยภายนอกมีผลต่อตลาดอย่างมาก การทำความเข้าใจและวิเคราะห์สถานการณ์โลกจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนในยุคปัจจุบัน

โดยสรุปแล้ว การฟื้นตัวของเงินคริปโตในครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดี แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การลงทุนในตลาดคริปโตยังคงต้องใช้ความระมัดระวังและการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด

ที่มา – เงินคริปโตฟื้น ทรัมป์โพสต์ “ทุกอย่างจะไม่เป็นไร” หลังขู่เก็บภาษีจีน 100%

Scroll to top