โซเชียลมีเดีย

รัฐบาลเตือน คนเผยแพร่-ไลค์-แชร์คลิปลามกอนาจาร โทษปรับสูงสุด 1 แสน คุก 5 ปี

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของทุกคนเพียงปลายนิ้วสัมผัส การเสพข้อมูลข่าวสารย่อมรวดเร็ว แต่รู้หรือไม่ว่าการเพียงแค่ “นิ้วเพลิน” ไปกดไลค์หรือแชร์คอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้คุณกลายเป็นผู้กระทำความผิดโดยไม่รู้ตัว ปัจจุบัน รัฐบาลเตือน คนเผยแพร่-ไลค์-แชร์คลิปลามกอนาจาร โทษปรับสูงสุด 1 แสน คุก 5 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องตระหนักให้มาก เพราะกฎหมายไม่ได้เอาผิดแค่ผู้ผลิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้รับสารที่ส่งต่อข้อมูลเหล่านั้นด้วย

รัฐบาลเตือน คนเผยแพร่-ไลค์-แชร์คลิปลามกอนาจาร โทษปรับสูงสุด 1 แสน คุก 5 ปี

การเผยแพร่สื่อลามกอนาจารไม่เพียงแต่ผิดศีลธรรม แต่ยังผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อย่างร้ายแรง โดยเจ้าหน้าที่รัฐได้เน้นย้ำถึงมาตรา 14 (4) และ (5) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทุกคนต้องทำความเข้าใจ เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นจำเลยสังคมและจำเลยกฎหมาย

อันตรายจากการกดไลค์และแชร์คลิปที่ผิดกฎหมาย

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าการกดไลค์เพียงเพราะเห็นว่าเพื่อนแชร์หรือเห็นว่าเป็นกระแสไวรัลจะไม่ส่งผลเสีย แต่ตามกฎหมายแล้ว การที่ รัฐบาลเตือน คนเผยแพร่-ไลค์-แชร์คลิปลามกอนาจาร โทษปรับสูงสุด 1 แสน คุก 5 ปี นั้น ครอบคลุมไปถึงการส่งต่อข้อมูลลามกอนาจารโดยที่เรารู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่านั่นคือสิ่งผิดกฎหมาย ดังนั้นก่อนจะกดปุ่มแชร์หรือไลค์ ต้องหยุดคิดและตรวจสอบให้ดีก่อนเสมอ

หากคุณพบเห็นข้อมูลที่เข้าข่ายลามกอนาจาร วิธีการรับมือที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุดมีดังนี้:

  • อย่ากดไลค์ อย่ากดแชร์ และอย่าแสดงความคิดเห็นใดๆ เพราะเป็นการเพิ่มการมองเห็นให้กับเนื้อหาที่ผิด
  • กดปุ่มรายงาน (Report) บนแพลตฟอร์มนั้นๆ เพื่อให้ระบบทำการตรวจสอบและลบเนื้อหาออก
  • รวบรวมหลักฐานและแจ้งเบาะแสไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ ผ่านสายด่วน 1441 ทันที

ท้ายที่สุด การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์คือหน้าที่ของทุกคน การไม่สนับสนุนคอนเทนต์ขยะเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำตามกฎหมาย แต่ยังช่วยยับยั้งการลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่อาจเข้าถึงสื่อเหล่านี้ได้ง่าย การร่วมมือกันเป็นหูเป็นตาคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุดสำหรับสังคมออนไลน์ของเราทุกคนครับ

ที่มา – รัฐบาลเตือน คนเผยแพร่-ไลค์-แชร์คลิปลามกอนาจาร โทษปรับสูงสุด 1 แสน คุก 5 ปี

ดราม่า ไลฟ์สดร่วมเพศ ว่อนโซเชียล กรมควบคุมโรคแจงด่วน

ดราม่า ไลฟ์สดร่วมเพศ ว่อนโซเชียล กรมควบคุมโรคแจงด่วน

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่มีการแชร์คลิป ไลฟ์สดร่วมเพศ แบบโจ่งแจ้งไม่มีเซ็นเซอร์ผ่านทางโซเชียลมีเดีย จนทำให้ชาวเน็ตตาดีหลายคนเข้าไปพบเห็นเพจดังและหน่วยงานราชการอย่าง กรมควบคุมโรค เข้าไปปรากฏชื่ออยู่ในรายการผู้ชมไลฟ์ดังกล่าวด้วย ทำเอาเกิดคำถามตามมามากมายว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

เหตุการณ์กระแสฮือฮานี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 พ.ค. ที่ผ่านมา เมื่อมีเพจอวตารจำนวนหนึ่งแชร์คลิป 18+ ที่ผิดกฎระเบียบของแพลตฟอร์ม ทำให้ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กพากันเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม และหลายคนตกใจที่พบเห็นบัญชีทางการเข้าไปชม จนกลายเป็นประเด็นว่าทำไมหน่วยงานรัฐถึงเข้าไปอยู่ในจุดนั้น

ทำไม กรมควบคุมโรค ถึงโผล่ในคลิป ไลฟ์สดร่วมเพศ ?

ล่าสุด ทางแอดมินของ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างทันควันว่า ทางหน่วยงานไม่ได้ตั้งใจเข้าไปชมเพื่อความบันเทิงแต่อย่างใด แต่มีลูกเพจส่งลิงก์เข้ามาแจ้งเพื่อให้ทางแอดมินเข้าไปตรวจสอบว่ามีความผิดปกติอย่างไร ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วทางแอดมินจึงได้ส่งแจ้งสแปมไปยังระบบของเฟซบุ๊กทันที เพื่อระงับเนื้อหาดังกล่าวให้เร็วที่สุด

  • แอดมินยืนยันว่าเข้ามาเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยและแจ้งรายงาน (Report)
  • ขออภัยในภาพที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด
  • ใช้โอกาสนี้ในการรณรงค์เรื่องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ทางแอดมินยังได้ทิ้งท้ายด้วยคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ว่า การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันนั้นอันตรายมาก พร้อมกับแนะนำช่องทางในการขอรับถุงยางอนามัยฟรี เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันโรคได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยครับ

วิธีเบิกถุงยางอนามัยและอุปกรณ์ป้องกันโรค

นอกจากดราม่า ไลฟ์สดร่วมเพศ ที่เราได้เห็นกันไปแล้ว กรมควบคุมโรคยังฝากเน้นย้ำเรื่องสุขภาพทางเพศ โดยคุณสามารถขอรับอุปกรณ์ป้องกันได้ง่ายๆ ดังนี้

อยากได้ถุงยางอนามัยหรือชุดตรวจหาเชื้อ HIV เบิกได้ฟรี! เพียงคุณเข้าใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ หรือติดต่อสำนักงานสาธารณสุขใกล้บ้าน เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรตระหนักมากกว่าการไปให้ความสนใจกับคลิปที่ไม่เหมาะสมบนโซเชียลมีเดีย

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไปไวแบบนี้ การใช้วิจารณญาณในการรับชมและรายงานเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมถือเป็นเรื่องที่ทุกคนควรทำร่วมกันครับ และอย่าลืมว่าสุขภาพทางเพศป้องกันได้ หากเรามีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง

ที่มา – “ไลฟ์สดร่วมเพศ” ว่อนโซเชียล “กรมควบคุมโรค” แจงเหตุร่วมชม พร้อมแนะวิธีเบิกถุงยางฟรี

จ่อปิดอีก 2 บัญชีโซเชียล ช่อง “เบิร์ด วันว่างๆ” เจ้าตัวถึงไทยแล้ว

ข่าวร้อนแรงในโซเชียลมีเดียวันนี้ที่หลายคนกำลังจับตามอง นั่นคือกรณี จ่อปิดอีก 2 บัญชีโซเชียล ช่อง “เบิร์ด วันว่างๆ” เจ้าตัวถึงไทยแล้ว ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาและการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง หลังจากที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมถูกเผยแพร่ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ชุดทำงาน สอท.2 ได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เพื่อจัดการกับปัญหานี้

จ่อปิดอีก 2 บัญชีโซเชียล ช่อง “เบิร์ด วันว่างๆ” เจ้าตัวถึงไทยแล้ว

วันที่ 29 เมษายน 2569 พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รองผู้บังคับการ สอท.2 ได้เปิดเผยความคืบหน้าล่าสุด โดยระบุว่าหลังจากเมื่อวานนี้ได้ดำเนินการปิดเพจและบัญชีในแพลตฟอร์ม Facebook จำนวน 3 บัญชีของช่อง “เบิร์ด วันว่างๆ” ไปเรียบร้อยแล้ว ผ่านการประสานงานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ล่าสุดจากการตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่ายังเหลืออีก 2 บัญชีบนแพลตฟอร์ม YouTube และ TikTok ซึ่งวันนี้จะมีการประชุมเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน และเสนอให้ดีอีดำเนินการปิดทันที

ความคืบหน้าจ่อปิดอีก 2 บัญชีโซเชียล ช่อง “เบิร์ด วันว่างๆ”

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเนื้อหาที่เผยแพร่ในช่องดังกล่าวถูกมองว่าเข้าข่ายผิดกฎหมาย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ ยังได้ฝากเตือนประชาชน หากพบเห็นเนื้อหาลักษณะไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีผู้อื่น การหมิ่นประมาท หรือเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง ขอให้ อย่ากดไลค์ อย่ากดแชร์ และอย่าร่วมคอมเมนต์ แต่ให้ช่วยกันกดรีพอร์ตแทน เพื่อให้แพลตฟอร์มเหล่านี้ดำเนินการตรวจสอบและลบเนื้อหาออกอย่างรวดเร็ว

  • ปิดบัญชี Facebook 3 บัญชีเรียบร้อย
  • จ่อปิด YouTube และ TikTok อีก 2 บัญชี
  • เจ้าของช่อง “เบิร์ด วันว่างๆ” เดินทางกลับถึงไทยเมื่อคืนที่ผ่านมา
  • อาจถูกออกหมายเรียกหรือหมายจับ หากพบหลักฐานชัดเจน
  • ประชุมชุดทำงาน สอท.2 เวลา 12.30 น. วันนี้ ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ

นอกจากนี้ มีรายงานว่าเจ้าตัว “เบิร์ด วันว่างๆ” ได้เดินทางกลับประเทศไทยแล้วเมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย หากมีพยานหลักฐานเพียงพอ สามารถออกหมายเรียกหรือขอศาลออกหมายจับได้ทันที เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเด็ดขาดของเจ้าหน้าที่ในการรับมือกับปัญหาโซเชียลมีเดียที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม

ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การใช้อย่างรับผิดชอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่เพียงแต่เจ้าของช่องเท่านั้น แต่ผู้ใช้ทุกคนก็มีส่วนร่วมในการสร้างพื้นที่ออนไลน์ที่สะอาดและปลอดภัย หากทุกคนช่วยกันรายงานเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เราจะสามารถลดปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวนี้ อย่าลืมช่วยกันแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลางนะครับ และหากคุณพบช่องทางโซเชียลอื่นๆ ที่มีปัญหา ลองกดรีพอร์ตดูสิ มันง่ายและช่วยสังคมได้จริง!

ที่มา – จ่อปิดอีก 2 บัญชีโซเชียล ช่อง “เบิร์ด วันว่างๆ” เจ้าตัวถึงไทยแล้ว

ทีมโฆษกรัฐบาล เผยนายกฯ มอบนโยบายสื่อสารเข้าใจง่าย

วันนี้เรามีข่าวดีจากแวดวงการเมืองที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ นั่นคือ ทีมโฆษกรัฐบาล เผยนายก ฯ มอบนโยบาย สื่อสารเข้าใจง่าย ข้อมูลครบถ้วน รอบด้าน ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลรัฐบาลได้ดียิ่งขึ้น ในวันที่ 16 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษก และนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ว่าที่รองโฆษก ได้เปิดเผยหลังไหว้ขอพรนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องในวันสงกรานต์ เพื่อความเป็นสิริมงคล

ทีมโฆษกรัฐบาล เผยนายก ๅ มอบนโยบาย สื่อสารเข้าใจง่าย ข้อมูลครบถ้วน รอบด้าน

นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายสำคัญให้ทีมโฆษก โดยเน้นการสื่อสารที่เข้าใจง่าย ข้อมูลครบถ้วนทุกด้าน และรอบด้าน รวมถึงต้องฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนเสมอ ไม่ใช่แค่ประกาศนโยบายฝ่ายเดียว แต่ต้องอธิบายเหตุผลให้ชัดเจน โดยเฉพาะมาตรการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ นโยบายนี้ถือเป็นหัวใจหลักในการทำงานของทีมโฆษกรัฐบาลยุคใหม่ ที่นำความรู้สึกและความคาดหวังของประชาชนมาเป็นที่ตั้ง สื่อสารความจริงจากรัฐบาลสู่ประชาชน และย้อนกลับมาปรับปรุงนโยบาย

การปรับปรุงเพจไทยคู่ฟ้าให้เป็นแหล่งข้อมูลหลัก

ทีมโฆษกรัฐบาลตั้งเป้าให้เพจ ไทยคู่ฟ้า เป็นเพจหลักในการชี้แจงนโยบายรัฐบาลอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และทันสมัย โดยได้ปรับภาษาให้อ่านง่าย ลดความเป็นทางการ เพิ่มกราฟิกสวยงาม และโพสต์เนื้อหาให้รวดเร็วตามสถานการณ์ ปิดยุคสื่อสารแบบเก่าๆ ที่ยึดติดมานานหลายสิบปี ให้เข้ากับสังคมดิจิทัลยุคโซเชียลมีเดียที่มีข้อมูลหลากหลาย ในยุคที่ข่าวลือและเฟคนิวส์ล้นโลก เพจไทยคู่ฟ้าจะเป็นช่องทางหลักที่ประชาชนไว้วางใจได้สำหรับข่าวจริงจากรัฐบาล

ไม่ใช่แค่ตอบโต้ทางการเมือง แต่ทีมโฆษกยืนยันว่าจะชี้แจงบนพื้นฐานความจริงและข้อมูลถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างรัฐบาล สื่อ และประชาชน ธีมการทำงานคือ ‘ตรงไปตรงมา ครบถ้วน’ เพื่อให้พี่น้องประชาชนเข้าใจง่ายที่สุด

จุดแข็งของทีมโฆษกรัฐบาลแต่ละคน

ทีมโฆษกชุดนี้มีจุดเด่นที่หลากหลาย ทำให้ครอบคลุมการสื่อสารทั้งในและต่างประเทศ

  • นางสาวรัชดา ธนาดิเรก: พี่ใหญ่ที่มีประสบการณ์ยาวนาน คอยนำทีมและประสานงาน
  • นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา: เชี่ยวชาญภาษาจีน ช่วยสื่อสารนโยบายไปยังชุมชนจีนและต่างชาติ
  • นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์: คนรุ่นใหม่ คล่องภาษาอังกฤษ สื่อสารเรื่องต่างประเทศได้ดี โดยเฉพาะมาตรการระยะสั้น กลาง ยาวในวิกฤต

นอกจากนี้ ทีมยังไม่กลัวการถูกโจมตีด้วย IO หรือข้อมูลเท็จ แต่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยไม่คาดหวังยอดไลค์หรือคำชม แต่เน้นข้อมูลจริง นางสาวลลิดายังย้ำว่าจะนำประสบการณ์เก่ามาปรับใช้ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ส่วนนางสาวพลอยทะเลจะเน้นสื่อสารกับเด็กรุ่นใหม่ผ่านช่องทางส่วนตัวและไทยคู่ฟ้า เพื่อต่อสู้เฟคนิวส์ด้วยข้อเท็จจริง

การสื่อสารแบบนี้ไม่เพียงช่วยให้ประชาชนเข้าใจนโยบายรัฐบาลมากขึ้น แต่ยังเสริมสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในรัฐบาล ท่ามกลางโลกออนที่มีข้อมูลปลอมมากมาย หากรัฐบาลทำได้จริง คงช่วยลดความเข้าใจผิดได้เยอะเลยทีเดียว

คุณคิดอย่างไรกับนโยบายสื่อสารใหม่นี้? ลองติดตามเพจไทยคู่ฟ้า แล้วมาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์กันนะ จะได้ช่วยกันสร้างสังคมข้อมูลจริง!

ที่มา – ทีมโฆษกรัฐบาล เผยนายก ๅ มอบนโยบาย สื่อสารเข้าใจง่าย ข้อมูลครบถ้วน รอบด้าน

ผลวิจัยชี้ “โซเชียลมีเดีย” ทำคนรุ่นใหม่สุขลดลง

ผลวิจัยชี้ “โซเชียลมีเดีย” ทำคนรุ่นใหม่สุขลดลง

เพื่อนๆ เคยรู้สึกมั้ยว่ายิ่งเล่นโซเชียลมีเดียเยอะ ยิ่งเครียด หงุดหงิด หรือรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่ดีเท่าคนอื่น? วันนี้เรามีผลวิจัยชี้ “โซเชียลมีเดีย” ทำคนรุ่นใหม่สุขลดลง จากรายงาน World Happiness Report ประจำปี 2026 ที่น่าตกใจมากเลยนะ โดยเฉพาะกับวัยรุ่นที่ใช้งานหนัก รายงานนี้จัดทำโดย Wellbeing Research Centre จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ร่วมกับ Gallup และ United Nations Sustainable Development Solutions Network สำรวจจากประชาชนกว่า 100,000 คนใน 140 ประเทศทั่วโลก โดยให้ผู้ตอบประเมินคุณภาพชีวิตตัวเองบน thang 0-10 คะแนน

ฟินแลนด์ครองแชมป์ประเทศมีความสุขที่สุดในโลกสมัยที่ 9

ขณะที่ผลวิจัยชี้ “โซเชียลมีเดีย” ทำคนรุ่นใหม่สุขลดลง แต่ฟินแลนด์กลับครองอันดับ 1 ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกต่อเนื่อง 9 ปีซ้อน! ตามมาด้วยเพื่อนบ้านนอร์ดิกอย่างไอซ์แลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน และนอร์เวย์ ที่ยังติดท็อป 10 อย่างเหนียวแน่น สาเหตุหลักมาจากอะไรบ้าง ลองดูปัจจัยสำคัญกัน:

  • ความมั่งคั่งกระจายเท่าเทียม: GDP ต่อหัวสูง แต่ Gini index ต่ำ ไม่เหลื่อมล้ำ
  • ระบบสวัสดิการเข้มแข็ง: ดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย ฟรีการศึกษา ฟรีสุขภาพ
  • อายุขัยยืนยาว: เฉลี่ย 80+ ปี สุขภาพดีจากไลฟ์สไตล์
  • สมดุลชีวิต-งานดี: ทำงานน้อยวัน ชิลๆ มีเวลาครอบครัว
  • ธรรมชาติใกล้ชิด: ป่าไม้ 湖 สะอาด อากาศบริสุทธิ์

นี่แหละที่ทำให้คนฟินแลนด์ให้คะแนนชีวิตตัวเองสูงลิ่ว!

โซเชียลมีเดีย ตัวการร้ายทำสุขภาพจิตวัยรุ่นแย่ลง

แต่ประเด็นร้ายแรงสุดในรายงานนี้คือผลวิจัยชี้ “โซเชียลมีเดีย” ทำคนรุ่นใหม่สุขลดลง โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิงในประเทศใช้ภาษาอังกฤษและยุโรปตะวันตก การใช้งานสูงสัมพันธ์ตรงกับระดับความสุขที่ถดถอยชัดเจน ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเป็นแนวโน้มที่ฉุดความสุขของหลายประเทศในช่วงปีหลังๆ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่ติดติ๊กต็อก อินสตา หน้าจอไม่วาง สาเหตุน่าจะมาจาก:

  • การเปรียบเทียบตัวเองกับภาพสวยๆ ของคนอื่น (highlight reel)
  • แรงกดดัน FOMO (fear of missing out)
  • การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (cyberbullying)
  • นอนน้อยเพราะเลื่อนฟีดดึกๆ
  • ข้อมูลเท็จและดราม่าที่ทำให้เครียด

นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่น่าสนใจ ปีนี้เป็นปีที่ 2 ติดกันที่ไม่มีประเทศพูดภาษาอังกฤษติดท็อป 10 เลย สหรัฐฯ อยู่อันดับ 23 แคนาดา 25 สหราชอาณาจักร 29 ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการใช้โซเชียลที่หนักหน่วงของคนรุ่นใหม่ที่นั่น

ส่วนประเทศท้ายตารางยังน่าเศร้า อัฟกานิสถานอันดับสุดท้าย เซียร์ราลีโอน มาลาวี ตามด้วยประเทศที่เจอสงคราม ความขัดแย้ง เศรษฐกิจพัง

จะรับมือกับโซเชียลมีเดียอย่างไรให้สุขภาพจิตดี?

จากผลวิจัยนี้ ชัดเจนว่าโซเชียลมีเดียมีสองหน้ามีทั้งดีช่วยเชื่อมคน แต่ถ้าใช้เกินควรทำลายสุขภาพจิตได้ ลองปรับพฤติกรรมดู เช่น กำหนดเวลาเล่นวันละ 1-2 ชม. ทำดิจิทัลดีท็อกซ์วันละ 1 วัน ออกไปเจอเพื่อนจริงๆ ออกกำลังกายในธรรมชาติแบบฟินแลนด์ หรือฝึก mindfulness เพื่อให้คะแนนชีวิตตัวเองพุ่งขึ้น

สำหรับประเทศไทยเราเองอันดับความสุขอยู่กลางๆ ตาราง ถ้าอยากเลื่อนขึ้น ลองลดโซเชียลลงบ้างไหม? สิ่งสำคัญคือสมดุล อย่าปล่อยให้แอปควบคุมชีวิตเรา

สุดท้ายนี้ คิดเห็นยังไงกับผลวิจัยชี้ “โซเชียลมีเดีย” ทำคนรุ่นใหม่สุขลดลง ลองแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือลองท้าทายตัวเองลดเล่นโซเชียล 1 สัปดาห์แล้วมาอัพเดทผลกันนะ ชีวิตจะสุขขึ้นจริงๆ!

ที่มา – ผลวิจัยชี้ “โซเชียลมีเดีย” ทำคนรุ่นใหม่สุขลดลง ขณะฟินแลนด์ครองแชมป์ประเทศมีความสุขที่สุดโลกปีที่ 9

อินโดนีเซียเตรียมสั่งปิดบัญชีโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี

อินโดนีเซียเตรียมสั่งปิดบัญชีโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนกำลังพูดถึง โดยเฉพาะในยุคที่เด็กๆ ใช้สมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียกันตั้งแต่ยังเด็ก รัฐบาลอินโดนีเซียตัดสินใจก้าวสำคัญเพื่อปกป้องเยาวชนจากภัยร้ายบนโลกออนไลน์ มาตรการนี้จะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 28 มีนาคม 2026 มาดูกันว่านโยบายนี้จะส่งผลกระทบอย่างไร

อินโดนีเซียเตรียมสั่งปิดบัญชีโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี เริ่ม 28 มีนาคมนี้

กระทรวงสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซีย โดยนางมิวเทีย ฮาฟิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ได้ประกาศบังคับใช้กฎระเบียบลูกจากกฎหมายลำดับรอง ฉบับที่ 17 ปี 2025 หรือที่เรียกว่า “PP Tunas” ซึ่งมุ่งคุ้มครองเด็กจากแพลตฟอร์มดิจิทัลเสี่ยงสูง อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศนอกตะวันตกประเทศแรกที่ออกนโยบายเข้มงวดเช่นนี้ ทำให้แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง TikTok, YouTube และอื่นๆ ต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน

รัฐมนตรีมิวเทีย เน้นย้ำถึงความจำเป็นของมาตรการนี้ โดยระบุว่าเด็กๆ กำลังเผชิญภัยคุกคามรุนแรง เช่น สื่อลามก, การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (cyberbullying), การหลอกลวง และปัญหาการเสพติดดิจิทัลที่ทำให้เด็กขาดการพัฒนาทักษะทางสังคมและสุขภาพจิตแย่ลง สถิติจากองค์กรระหว่างประเทศอย่าง UNICEF ชี้ว่า เด็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 70% ใช้โซเชียลมีเดียเกิน 3 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรง

แพลตฟอร์มโซเชียลที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

  • YouTube: วิดีโอสั้นและคอนเทนต์หลากหลายที่เด็กชื่นชอบ
  • TikTok: แอปยอดฮิตที่ทำให้เด็กติดงอมแงม
  • Facebook และ Instagram: เครือข่ายสังคมหลักสำหรับวัยรุ่น
  • Threads: แพลตฟอร์มใหม่จาก Meta
  • X (Twitter เดิม): การแลกเปลี่ยนข้อความรวดเร็ว
  • Bigo Live: สตรีมมิงสดที่เสี่ยงต่อการถ่ายทอดไม่เหมาะสม
  • Roblox: เกมออนไลน์ที่เด็กเล่นกันมาก

กระบวนการปิดบัญชีจะค่อยๆ ดำเนินการ โดยแพลตฟอร์มต้องตรวจสอบอายุผู้ใช้และระงับบัญชีเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี หากไม่ปฏิบัติตามจะถูกบล็อกทั่วประเทศ วิธีการยืนยันอายุอาจใช้บัตรประชาชนหรือระบบ AI ตรวจจับ ซึ่งคล้ายกับที่ออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรเคยทดลอง

เหตุผลหลักที่อินโดนีเซียออกมาตรการเด็ดขาด

นอกจากภัยคุกคามโดยตรง อินโดนีเซียยังกังวลเรื่อง “ภาวะฉุกเฉินทางดิจิทัล” ที่เด็กสูญเสียเวลาวัยเด็กไปกับหน้าจอ รัฐบาลหวังให้นโยบายนี้ช่วยผู้ปกครอง ลดภาระการเฝ้าดูบุตรหลาน รัฐมนตรีกล่าวว่า “เราต้องการให้เทคโนโลยีพัฒนาความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ทำลายวัยเด็ก” ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ว่า การจำกัดไม่ใช่การปราบปราม แต่เป็นการปกป้องอนาคตชาติ

เปรียบเทียบกับไทยเรา ปัญหาคล้ายกัน เด็กไทยใช้เวลาเฉลี่ย 4-5 ชั่วโมงบนโซเชียลต่อวัน ตามรายงานของกระทรวงศึกษาธิการ หากไทยนำบทเรียนจากอินโดนีเซียมาปรับใช้ อาจช่วยลดคดีเด็กถูกหลอกลวงออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น 20% ต่อปีได้

ผลกระทบต่อเด็ก ผู้ปกครอง และแพลตฟอร์ม

เด็กอาจไม่พอใจในช่วงแรก แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กเห็นด้วยว่านโยบายนี้จะส่งเสริมกิจกรรมออฟไลน์ เช่น อ่านหนังสือ เล่นกีฬา ผู้ปกครองจะโล่งใจขึ้น แต่ต้องหาทางสื่อสารกับลูกหลาน ส่วนแพลตฟอร์มใหญ่อย่าง Meta และ ByteDance (TikTok) อาจสูญเสียผู้ใช้เยาวชนจำนวนมากในอินโดนีเซียที่มีประชากรเด็กกว่า 80 ล้านคน

บทเรียนสำหรับประเทศไทยและโลก

นโยบายอินโดนีเซียเตรียมสั่งปิดบัญชีโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี เป็นตัวอย่างที่ดีให้ประเทศอื่นๆ พิจารณา โดยเฉพาะในเอเชียที่โซเชียลมีเดียเติบโตเร็ว รัฐบาลไทยควรเร่งออกกฎหมายคล้ายกัน ร่วมกับการให้ความรู้ผู้ปกครองเรื่อง parental control และ digital literacy เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับการเติบโตของเด็ก

ในความเห็นของผม นี่คือก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐสามารถควบคุมยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีได้ หากเราลังเล เด็กไทยอาจตกเป็นเหยื่อต่อไป คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – อินโดนีเซียเตรียมสั่งปิดบัญชีโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี เริ่ม 28 มีนาคมนี้

โปแลนด์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี

โปแลนด์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี กำลังกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรปที่หลายประเทศเริ่มหันมาเข้มงวดกับการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กๆ รัฐบาลโปแลนด์ภายใต้พรรครัฐบาลแนวร่วมพลเมือง เตรียมเสนอร่างกฎหมายใหม่ที่ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ พร้อมกำหนดบทลงโทษหนักให้กับบริษัทเทคโนโลยี หากตรวจสอบอายุผู้ใช้ไม่เข้มงวด

โปแลนด์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี เริ่มบังคับใช้ปี 2027

นางบาร์บารา โนวัตสกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของโปแลนด์ ได้ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg News ว่า ร่างกฎหมายเบื้องต้นจะถูกเสนอในวันศุกร์นี้ และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2027 รัฐบาลแสดงความกังวลอย่างมากต่อปัญหาสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน รวมถึงแนวโน้มที่ความสามารถด้านสติปัญญาลดลงจากการใช้งานโซเชียลมีเดียมากเกินไป

ขณะนี้ ยังอยู่ระหว่างการหารือเรื่องอัตราปรับที่บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Meta หรือ X จะต้องรับผิดชอบ หากปล่อยให้เด็กต่ำกว่าเกณฑ์ใช้งานได้ โดยอาจเป็นเงินจำนวนมหาศาลเพื่อเป็นการยับยั้ง

ประเทศอื่นๆ ในยุโรปและทั่วโลกที่ตามกระแสนี้

โปแลนด์ไม่ใช่ประเทศแรกที่คิดแบบนี้ หลายชาติในยุโรปกำลังพิจารณาหรือดำเนินการไปแล้ว เช่น

  • เดนมาร์ก: เสนอห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี
  • กรีซ: กำลังร่างกฎหมายคล้ายกัน
  • ฝรั่งเศสและสเปน: มีมาตรการจำกัดเวลาใช้งาน
  • สหราชอาณาจักร: พิจารณาคุ้มครองเด็กออนไลน์เพิ่มเติมตั้งแต่เดือนมกราคม

นอกยุโรป ออสเตรเลียได้บังคับใช้กฎหมายห้ามแชร์ภาพเด็กบนโซเชียลมีเดียไปแล้วตั้งแต่ธันวาคมปีที่แล้ว สร้างแรงเสียดทานกับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสหรัฐฯ

ผลกระทบและข้อถกเถียงจากมาตรการโปแลนด์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี

มาตรการนี้จุดประกายการถกเถียงเรื่องสมดุลระหว่างเสรีภาพดิจิทัลกับการปกป้องเด็ก บริษัทเทคโนโลยีมองว่ากฎหมายอาจละเมิดสิทธิผู้ใช้และยากต่อการบังคับใช้จริง เนื่องจากเด็กสามารถโกงอายุได้ง่าย แต่รัฐบาลยืนยันว่าจำเป็นเพื่อลดพฤติกรรมเสพติด ลดการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ และปกป้องสุขภาพจิต

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การใช้งานโซเชียลมีเดียมากเกินไปเชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และสมาธิสั้น โดยเฉพาะในวัยรุ่น จากการศึกษาล่าสุดพบว่าเด็กที่ใช้เกิน 3 ชั่วโมงต่อวัน มีความเสี่ยงสูงขึ้น 60%

สำหรับประเทศไทย เราก็เผชิญปัญหาคล้ายกัน เด็กไทยใช้โซเชียลเฉลี่ย 4-5 ชั่วโมงต่อวัน รัฐบาลไทยควรศึกษาตัวอย่างนี้เพื่อปรับนโยบาย เช่น เพิ่มการกรองอายุบนแพลตฟอร์มท้องถิ่น หรือรณรงค์ให้พ่อแม่กำกับดูแล

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเทคโนโลยี เช่น AI ตรวจจับอายุจากพฤติกรรม หรือบังคับยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชนเด็ก แต่ต้องคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวด้วย

โอกาสและความท้าทายในการบังคับใช้

  • โอกาส: ลดสถิติสุขภาพจิตเด็ก เพิ่มเวลาเรียนรู้จริง
  • ความท้าทาย: การโกงระบบ VPN และบัญชีปลอม

สุดท้ายแล้ว มาตรการโปแลนด์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในยุคดิจิทัล คุณคิดอย่างไร? ควรนำมาใช้ในไทยหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – โปแลนด์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี เล็งปรับแพลตฟอร์มหนัก เริ่มใช้ต้นปี 2027

ผู้นำกรีนแลนด์ปฏิเสธเรือพยาบาลจากสหรัฐฯ จี้ทรัมป์คุยโดยตรง

ผู้นำกรีนแลนด์ปฏิเสธเรือพยาบาลจากสหรัฐฯ จี้ทรัมป์คุยโดยตรง เป็นข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองระหว่างประเทศ ล่าสุด นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน ปฏิเสธข้อเสนอเรือพยาบาลจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำสหรัฐฯ มาคุยกันแบบตัวต่อตัว แทนการโพสต์ลอยๆ บนโซเชียลมีเดีย

ผู้นำกรีนแลนด์ปฏิเสธเรือพยาบาลจากสหรัฐฯ จี้ทรัมป์คุยโดยตรง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 (ค.ศ. 2026?) โดยนายเยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันที หลังจากทรัมป์โพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social ว่ากำลังส่งเรือพยาบาลที่บรรทุกเวชภัณฑ์เต็มเปี่ยมไปยังเกาะกรีนแลนด์ เพื่อช่วยเหลือ “ผู้คนจำนวนมากที่กำลังเจ็บป่วยและไม่ได้รับการดูแล” นีลเซนยืนยันชัดเจนว่า “พวกเราขอปฏิเสธ” เพราะกรีนแลนด์มีระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลฟรีสำหรับประชาชนทุกคน ซึ่งแตกต่างจากระบบสหรัฐฯ ที่ผู้ป่วยต้องจ่ายเงินเอง

นอกจากนี้ นายกฯ กรีนแลนด์ยังเปิดประตูรับความร่วมมือกับสหรัฐฯ แต่เน้นย้ำว่าต้องคุยกันโดยตรง “คุยกับเราสิครับ แทนที่จะโพล่งอะไรออกมาอย่างไร้ทิศทางผ่านโซเชียลมีเดีย” คำพูดนี้สะท้อนถึงความมั่นใจในระบบของตัวเองและความไม่พอใจต่อสไตล์การสื่อสารของทรัมป์

พื้นหลังความขัดแย้ง: ผู้นำกรีนแลนด์ปฏิเสธเรือพยาบาลจากสหรัฐฯ จี้ทรัมป์คุยโดยตรง

กรีนแลนด์เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้เดนมาร์ก ทรัมป์เคยแสดงความสนใจอยากซื้อเกาะนี้ตั้งแต่สมัยก่อน และไม่เคยปิดบังความตั้งใจที่จะใช้กำลังทหารหากจำเป็น สร้างความตึงเครียดกับยุโรปและนาโต ล่าสุดในเดือนมกราคม ทรัมป์ยืนยันว่าจะไม่ใช้กำลัง แต่ก็ประกาศ “กรอบการทำงานสำหรับข้อตกลงในอนาคต” ระหว่างสหรัฐฯ กับกรีนแลนด์ หลังเดนมาร์กและนาโตปฏิเสธที่จะยอมให้สละอธิปไตย

เหตุการณ์ ผู้นำกรีนแลนด์ปฏิเสธเรือพยาบาลจากสหรัฐฯ จี้ทรัมป์คุยโดยตรง จึงเป็นจุดสูงสุดของความขัดแย้งนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องเรือพยาบาล แต่สะท้อนถึงการต่อสู้เรื่องอธิปไตยและอิทธิพลในอาร์กติก ซึ่งกำลังร้อนระอุจากปัญหาโลกร้อนและทรัพยากรธรรมชาติ

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์สหรัฐฯ-กรีนแลนด์

การปฏิเสธครั้งนี้ทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด ทรัมป์อาจมองว่าเป็นการท้าทายอำนาจ แต่สำหรับกรีนแลนด์ มันคือการปกป้องความเป็นอิสระ นีลเซนเน้นว่ากรีนแลนด์พร้อมร่วมมือ แต่ต้องเคารพซึ่งกันและกัน

  • ระบบสาธารณสุขกรีนแลนด์: ฟรีสำหรับทุกคน ครอบคลุมตั้งแต่โรงพยาบาลหลักไปจนถึงบริการในพื้นที่ห่างไกล
  • ข้อเสนอของทรัมป์: อาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อสร้างภาพลักษณ์ช่วยเหลือ แต่ถูกมองว่าแทรกแซง
  • บทบาทนาโต: เดนมาร์กและพันธมิตรยืนหยัดปกป้องกรีนแลนด์
  • อนาคตอาร์กติก: การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ จีน และรัสเซียกำลังเข้มข้น

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการกระทำของทรัมป์อาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนใหญ่เพื่อฐานทัพทหารในกรีนแลนด์ ซึ่งมี战略สำคัญทางทหารและเศรษฐกิจ

มุมมองจากประชาคมโลก

สื่ออย่าง BBC รายงานว่าปฏิกิริยาจากยุโรปคือการสนับสนุนกรีนแลนด์เต็มที่ ขณะที่สหรัฐฯ ภายในก็มีเสียงวิจารณ์ทรัมป์เรื่องการใช้นโยบายต่างประเทศแบบก้าวร้าว

ในฐานะนักสังเกตการณ์ สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าประเทศเล็กๆ อย่างกรีนแลนด์สามารถยืนหยัดต่อมหาอำนาจได้ หากมีระบบที่เข้มแข็งและพันธมิตรที่มั่นคง มันเป็นบทเรียนสำหรับชาติอื่นๆ ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

สุดท้ายแล้ว ผู้นำกรีนแลนด์ปฏิเสธเรือพยาบาลจากสหรัฐฯ จี้ทรัมป์คุยโดยตรง อาจนำไปสู่การเจรจาที่จริงจังมากขึ้น หากทั้งสองฝ่ายยอมลดท่าที คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – ผู้นำกรีนแลนด์ปฏิเสธเรือพยาบาลจากสหรัฐฯ จี้ทรัมป์คุยโดยตรง

เกิดอะไรขึ้น “แม่ตั๊ก” โพสต์ถึงการหย่า

เกิดอะไรขึ้น “แม่ตั๊ก” โพสต์ถึงการหย่า กลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดียเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แม่ค้าออนไลน์ชื่อดังอย่าง “แม่ตั๊ก” กรกนก สุวรรณบุตร ภรรยาของ “ป๋าเบียร์” กานต์พล เรืองอร่าม ออกมาโพสต์ข้อความสุดตัดพ้อเกี่ยวกับเรื่องการหย่า ทำให้ชาวเน็ตแห่เข้ามาคอมเมนต์ถามไถ่กันยกใหญ่ บางคนสงสัยว่าเป็นคอนเทนต์เรียกยอดวิวหรือเปล่า แต่เจ้าตัวตอบกลับแบบเด็ดขาดว่า “คอนเทนต์แบบนี้ เล่นไม่ไหว” วันนี้เราจะมาสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังกันแบบละเอียด

เกิดอะไรขึ้น “แม่ตั๊ก” โพสต์ถึงการหย่า

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 “แม่ตั๊ก” ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุถึงการหย่าว่า “การหย่า ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของชีวิต แต่มันทำให้เราได้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ เพราะถ้าเราจะยังเสียเวลากับความทุกข์ต่อไป แล้วเมื่อไหร่ เราจะมีความสุข” ข้อความนี้ทำให้แฟนๆ และชาวเน็ตหลายคนตกใจ เพราะคู่นี้เป็นที่รู้จักในฐานะพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ขายของเก่งมาก มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น

นอกจากนี้ แม่ตั๊กยังพูดถึงอุปสรรคที่อาจเจอในอนาคต เช่น “ต่อไป ตั๊กอาจจะต้องโดนกลั่นแกล้ง โดนตบทรัพย์ โดนให้ข่าวปลอม โดนใครทำอะไรอีกสารพัด แต่จะไม่คิดสั้น หรือ ฆ่าตัวตายเด็ดขาด เพราะสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ ลูก มันเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจ ในวันที่แย่ที่สุด แค่เห็นหน้าลูก ความทุกข์ทั้งหมด ก็หายไปชั่วขณะ” คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงความเข้มแข็งของเธอ และย้ำว่าลูกคือกำลังใจหลัก

ข้อความโพสต์ของแม่ตั๊กที่ทำชาวเน็ตฮือฮา

ที่ผ่านมา หลายคนเคยได้ยินคำว่า “รักษาครอบครัว” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้อดทนมาตลอด แต่แม่ตั๊กบอกว่า เมื่อเวลาผ่านไป เราจะรู้เองว่ามันถึงทางตันแล้ว ข้อความนี้ถูกแชร์และคอมเมนต์กันอย่างล้นหลาม

คอมเมนต์ชาวเน็ตกับคำตอบสุดแซ่บของแม่ตั๊ก

หลังโพสต์ ชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์ถามกันเพียบ เช่น ใครจะหย่ากับใคร หรือนี่คือคอนเทนต์เรียก engagement ไหม แม่ตั๊กตอบกลับชัดเจนว่า “คอนเทนต์นี้เล่นไม่ไหวค่ะ และไม่เคยพูดเรื่องการหย่า แม้วันที่เป็นข่าว กับผู้หญิง นี่คือครั้งแรก อย่ามองความเจ็บของคนอื่น และเสียดสีเขา วันนึงคุณเจ็บบ้าง คุณจะเข้าใจความรู้สึกนี้” คำตอบนี้ทำให้หลายคนหันมาเห็นใจและส่งกำลังใจแทน

ย้อนดูโพสต์วันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา แม่ตั๊กเพิ่งโพสต์ภาพคู่กับป๋าเบียร์ พร้อมแคปชั่น “valentine days ปีที่18” ซึ่งแสดงถึงความหวานชื่น ทำให้หลายคนงงว่าทำไมจู่ๆ มาพูดเรื่องหย่าแบบนี้ อาจเป็นปัญหาครอบครัวที่สะสมมานาน

พื้นเพของคู่ป๋าเบียร์-แม่ตั๊ก

ป๋าเบียร์และแม่ตั๊กเป็นคู่รักที่ดังจากธุรกิจออนไลน์ ขายสินค้าต่างๆ จนมีชื่อเสียงในวงการไลฟ์ขายของ ทั้งคู่แต่งงานมานาน มีลูกด้วยกัน ทำให้แฟนๆ มองว่าเป็นคู่รักในอุดมคติ แต่เบื้องหลังใครจะรู้ว่ามีปัญหาอะไรบ้าง

  • จุดเด่น: ขายของเก่ง ไลฟ์สนุก มีลูกน่ารัก
  • ปัญหาที่อาจเกิด: แข่งขันสูงในวงการออนไลน์ ข่าวลือต่างๆ
  • กำลังใจ: ลูกๆ และแฟนคลับที่คอยสนับสนุน

เรื่องนี้ยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากทั้งคู่ ต้องรอฟังจากปากเจ้าตัวอีกที แต่จากโพสต์ แสดงให้เห็นว่าความทุกข์ในครอบครัวไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

ในมุมมองของผู้เขียน สิ่งสำคัญในชีวิตคู่คือการสื่อสารและเข้าใจกัน หากถึงจุดที่ไม่อาจไปต่อได้ การหย่าอาจเป็นทางออกที่ดีกว่าทรมานกันต่อไป ชาวเน็ตควรส่งกำลังใจมากกว่าเสียดสี คุณคิดเห็นอย่างไร ลองคอมเมนต์บอกกันได้เลย สนใจข่าวบันเทิงดราม่าครอบครัวแบบนี้ ติดตามเว็บเราไว้ไม่พลาด!

ที่มา – เกิดอะไรขึ้น “แม่ตั๊ก” โพสต์ถึงการหย่า คอมเมนต์ชาวเน็ต คอนเทนต์แบบนี้ เล่นไม่ไหว

Scroll to top