โหวตนายก 2568

เพื่อไทยยินดีรัฐบาลใหม่ พร้อมตรวจสอบเข้มข้น

พรรคเพื่อไทย ยินดีรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำโดย “อนุทิน” พร้อมเป็นฝ่ายค้านตรวจสอบเข้มข้น เหน็บพรรคประชาชน จะเป็นฝ่ายค้านเต็มตัวหรือฝ่ายค้านครึ่งบกครึ่งน้ำ นี่คือจุดยืนของพรรคเพื่อไทย

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 กันยายน 2568 น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวภายหลังการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ว่า พรรคเพื่อไทยขอแสดงความยินดีกับรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ได้รับการลงมติจากเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร

แม้วันนี้ พรรคเพื่อไทยจะไม่ได้เป็นพรรครัฐบาลแล้ว แต่ขอยืนยันว่าเราจะยังเดินหน้าทำงานต่อไปอย่างเต็มที่ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน ภายใต้หลักการของระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา พร้อมตรวจสอบรัฐบาลตั้งแต่วินาทีแรก และพร้อมเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจทันทีที่พบการใช้อำนาจโดยมิชอบ พรรคเพื่อไทยพร้อมเริ่มงานตั้งแต่วินาทีแรกที่รัฐบาลชุดใหม่เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เราขอยืนยันว่าประเด็นใหญ่และสำคัญที่รัฐบาลเพื่อไทยได้ดำเนินการมาตลอดจะไม่สูญเปล่า

ประเด็นแรก คือ การดำเนินคดีการบุกรุกที่ดินเขากระโดง และประเด็นที่สอง คือ การตรวจสอบการดำเนินคดีเกี่ยวกับการฮั้ว สว. ทั้งสองเรื่องนี้เป็นข้อสงสัยสำคัญของสังคมว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองซึ่งปัจจุบันเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ พรรคเพื่อไทยจะตรวจสอบและจับตาทุกฝีก้าวว่ารัฐบาลชุดใหม่จะดำเนินการเรื่องเหล่านี้อย่างไร หากพบว่ามีความพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยการเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือทำให้คดีความล่าช้า พรรคเพื่อไทยจะใช้ทุกช่องทางตรวจสอบที่มีอยู่ในการหยุดยั้งการกระทำดังกล่าว เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเพื่อธำรงไว้ซึ่งหลักการของประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาและหลักนิติรัฐ

“หากเมื่อใดก็ตามที่เห็นว่ามีความพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ทั้งกรณีเขากระโดง และคดีฮั้ว สว. สส.พรรคเพื่อไทยพร้อมเข้าชื่อเสนอเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีทันที แม้จะยังไม่ครบกำหนด 4 เดือน ตามบันทึกข้อตกลงส้ม–น้ำเงิน ความยุติธรรมต้องไม่ถูกซื้อ ความจริงต้องไม่ถูกปกปิด อำนาจต้องถูกตรวจสอบ”

ทั้งนี้ แม้รัฐบาลภูมิใจไทยชุดนี้ตั้งขึ้นตามระบบรัฐสภา ผ่านการตัดสินใจเลือกยกมือให้ของพรรคประชาชน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่พิสดารเช่นนี้ ย่อมยากที่จะคาดหวังความสำเร็จในการบริหารประเทศ และพรรคประชาชนในฐานะคะแนนเสียงหลักของการตั้งรัฐบาล ย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมืองได้

กรณีที่หลายคนอาจตั้งคำถามว่าการตั้งรัฐบาลชุดนี้แตกต่างจากการจัดตั้งรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยในปี 2566 อย่างไร ตนขอเรียนว่ามีความต่างอย่างสิ้นเชิง พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคอันดับสอง เคยยกมือสนับสนุน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึงสองครั้ง และพรรคก้าวไกลก็ส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อเจรจาหาคะแนนเสียงเพิ่มเติมจากพรรคอื่นๆ ทุกพรรคกลับปฏิเสธที่จะร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล โดยพรรคแรกที่ปฏิเสธชัดเจนก็คือพรรคภูมิใจไทย

ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงต้องเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลต่อโดยไม่มีพรรคก้าวไกลเข้าร่วม และเลือกจัดตั้งรัฐบาลโดยมีนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำของรัฐบาล ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับสิ่งที่พรรคประชาชนทำในวันนี้ คือยกมือสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยให้เป็นแกนนำ และกลายเป็นการตั้งรัฐบาลอนุรักษนิยมที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา หากไม่นับรวมรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร เมื่อการตั้งรัฐบาลนี้สำเร็จ บทบาทของพรรคประชาชนก็ยังไม่จบเพียงแค่โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ยังต้องทำหน้าที่เป็นองค์ประชุมสภาให้กับพรรคภูมิใจไทยด้วย ซึ่งถือเป็นสิ่งผิดปกติของการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุต่อไปว่า แม้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะประกาศเชิญชวนให้พรรคเพื่อไทยร่วมทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ตนยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่เคยเป็นฝ่ายค้านที่อ่อนแอ แต่วันนี้อยากให้พรรคประชาชนทบทวนความหมายของการเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็งอีกครั้งว่า ฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ควรทำหน้าที่เป็นผู้ประคองรัฐบาล หรือควรเป็นผู้คานอำนาจของรัฐบาลกันแน่ ฝ่ายค้านที่แท้จริงไม่ใช่ผู้ประคองรัฐบาล แต่คือตัวแทนของประชาชนที่คอยตรวจสอบรัฐบาล

“และเมื่อคำขวัญของพรรคประชาชนคือ พรรคใหญ่กว่าคน ประชาชนใหญ่กว่าพรรค ดิฉันเห็นว่า ณ วันนี้ ควรจะต่อท้ายไปด้วยว่า พรรคใหญ่กว่าคน ประชาชนใหญ่กว่าพรรค อนุรักษ์นิยมใหญ่กว่าใคร เราอยากเห็นพรรคประชาชนซึ่งวันนี้ยังไม่ชัดเจนว่าตัวเองจะเป็นฝ่ายค้านเต็มตัว หรือฝ่ายค้านครึ่งบกครึ่งน้ำ ได้ร่วมตรวจสอบรัฐบาลอย่างจริงจัง เพื่อสร้างมาตรฐานทางการเมืองที่โปร่งใส”

ส่วนกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่าพรรคประชาชนโหวตให้นายอนุทิน เพื่อฝ่าทางตัน และเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งนั้น น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า พรรคประชาชนต้องเลิกจินตนาการ และเลิกสร้างทางตันเทียมมาเป็นข้ออ้าง เพราะสำหรับพรรคเพื่อไทย การเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรี ไม่เคยอยู่ในสมการของเราเลย

พรรคเพื่อไทยยืนยันมาตลอดว่าเรายังมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกหนึ่งท่าน คือนายชัยเกษม นิติสิริ ซึ่งเป็นเหตุผลที่พรรคเสนอชื่อแคนดิเดตไว้ถึง 3 คนตั้งแต่ตอนแรก แม้จะถูกล้อเลียนว่าเป็นนายกฯ กล่องสุ่ม แต่วันนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าการมีรายชื่อสำรองไว้คือการเตรียมรับมือกับกลไกของรัฐธรรมนูญปี 2560 และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดทางตัน

พรรคเพื่อไทยยินดีรัฐบาลใหม่พร้อมตรวจสอบเข้มข้น

“ดิฉันขอย้ำอีกครั้งว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยยังแข็งแรง พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มกำลัง เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและพี่น้องประชาชน เราจะไม่ยอมให้กระบวนการประชาธิปไตยถูกบิดเบือน และจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษามาตรฐานการเมืองที่โปร่งใส รัฐบาลอาจเปลี่ยนขั้วแต่พรรคเพื่อไทยไม่เคยเปลี่ยนหัวใจ เพราะหัวใจของเรายืนอยู่ข้างประชาชนเสมอ”

เพื่อไทยยินดีรัฐบาลใหม่ พร้อมตรวจสอบเข้มข้น

การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความยินดีกับรัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นเพียงการแสดงออกตามมารยาททางการเมือง แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการประกาศว่าจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มข้น เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสเเละเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเเละประชาชนอย่างเเท้จริง

การตรวจสอบเข้มข้น คือหัวใจสำคัญในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

การที่พรรคเพื่อไทยเน้นย้ำถึงการตรวจสอบเข้มข้น สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีที่ดินเขากระโดง และการตรวจสอบการฮั้ว สว. ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมกำลังจับตามอง การตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้รัฐบาลตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศ

พรรคเพื่อไทยยังต้องการเห็นพรรคประชาชนในการทำหน้าที่ในสภาเเละตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่นี้อย่างจริงจัง

การทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ จะทำให้การเมืองไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว ร่วมติดตามการทำงานของพรรคเพื่อไทยในการตรวจสอบรัฐบาลชุดใหม่

ที่มา – เพื่อไทยยินดีรัฐบาลใหม่ พร้อมตรวจสอบเข้มข้น เหน็บ ปชน. ฝ่ายค้านครึ่งบกครึ่งน้ำ

นิด้าโพล: เกือบ 60% หนุนยุบสภาเร็วที่สุด ไม่ต้องรอ

นิด้าโพล เผยผลสำรวจประชาชนส่วนใหญ่เกือบ 60% มองว่าควรยุบสภาเร็วที่สุด ไม่ต้องรอ 4 เดือน พร้อมสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในหัวข้อ ยุบสภาเร็วที่สุด ไม่ต้องรอ 4 เดือนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ” โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-5 กันยายน 2568 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายอยู่ในทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง โดยมุ่งเน้นไปที่ความคิดเห็นของประชาชนต่อข้อเสนอให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน

ผลสำรวจพบว่า เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือนนั้น:

  • ร้อยละ 59.24 ระบุว่า ควรยุบสภาเร็วที่สุด ไม่ต้องรอ 4 เดือน ซึ่งถือเป็นเสียงส่วนใหญ่ที่ต้องการให้มีการยุบสภาโดยเร็ว
  • ร้อยละ 27.17 เห็นด้วยกับการยุบสภาภายใน 4 เดือนตามข้อเสนอ
  • ร้อยละ 9.54 เห็นว่าไม่ควรยุบสภา และควรรอให้สภาชุดปัจจุบันหมดวาระในปี 2570
  • ร้อยละ 2.52 ระบุว่า ควรยุบสภาภายใน 6 เดือน
  • ร้อยละ 0.92 เห็นว่าควรยุบสภาภายใน 1 ปี
  • ร้อยละ 0.61 ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ในส่วนของความต้องการของประชาชนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่า:

  • ร้อยละ 37.56 ระบุว่า ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาก
  • ร้อยละ 28.17 ระบุว่า ไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย
  • ร้อยละ 21.76 ระบุว่า ค่อนข้างต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • ร้อยละ 9.99 ระบุว่า ไม่ค่อยต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • ร้อยละ 2.52 ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

สำหรับผู้ที่ระบุว่าต้องการมากและค่อนข้างต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (จำนวน 777 หน่วยตัวอย่าง) เมื่อสอบถามถึงรูปแบบการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องการ พบว่า:

  • ร้อยละ 74.39 ระบุว่าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ที่ต้องการให้แก้ไขเป็นบางส่วน
  • ร้อยละ 24.71 ระบุว่าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
  • ร้อยละ 0.90 ไม่ตอบ

นิด้าโพล: ยุบสภาเร็วที่สุด ไม่ต้องรอ 4 เดือน

จากผลสำรวจนี้ แสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้มีการยุบสภาเร็วที่สุด ไม่ต้องรอ 4 เดือน และสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ซึ่งอาจสะท้อนถึงความต้องการที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการปรับปรุงกฎหมายพื้นฐานของประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน

เสียงประชาชนหนุน ยุบสภาเร็วที่สุด ไม่ต้องรอ 4 เดือน จริงหรือ?

ผลสำรวจจากนิด้าโพลครั้งนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจควรรับฟังและนำไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับการยุบสภาเร็วที่สุด ไม่ต้องรอ 4 เดือนและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจใดๆ ควรคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนโดยรวมเป็นสำคัญ

แม้ผลสำรวจจะชี้ไปในทิศทางหนึ่ง แต่การตัดสินใจทางการเมืองนั้นซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายด้าน การพิจารณาอย่างรอบคอบและการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ได้แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ

ที่มา – ผลสำรวจนิด้าโพล เกือบ 60% มอง ควรยุบสภาเร็วที่สุด ไม่ต้องรอ 4 เดือน

จับตาจริงไหม? ภูมิธรรมแนะจับตาพรรคประชาชน คุม ภูมิใจไทย แก้รธน.

“ภูมิธรรม เวชยชัย” ชี้ พรรคประชาชนต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น จากนี้ จับตาคุม พรรคภูมิใจไทย เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ย้ำเรื่องนี้เป็นเจตจำนงของพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด

วันที่ 6 ก.ย. 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ ฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวกรณีพรรคประชาชนโหวตสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้เป็นนายกฯ ว่า เมื่อสภาฯ โดยเฉพาะพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ตัดสินใจโหวตสนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกฯ ก็ถือว่าเข้ามาตามกระบวนการ ต้องเคารพการตัดสินใจของพรรคปชน. โดยพรรคปชน.จะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่รัฐบาลนี้ถือว่าได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ตามที่ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนแล้ว ที่เหลือก็ขอให้เป็นไปตามกระบวนการ ตนในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ ถือว่าหมดภารกิจในการแก้ไขวิกฤตต่างๆ แล้ว หลังจากนี้รัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง เมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่ที่ได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว เราก็พร้อมจะหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ระหว่างนี้เราก็จะทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศและประชาชนจนกว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ามารับผิดชอบสำหรับเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือเป็นเจตจำนงของพรรคพท.อยู่แล้ว เราผลักดันมาตลอด มีแต่พรรคภท.และ สว.ที่ปฏิเสธเรื่องนี้มาโดยตลอด ก็ต้องมาดูว่าหลังจากนี้พวกเขาจะทำอย่างไร แล้วก็ต้องมาดูว่าพรรคปชน.สามารถประสานและควบคุมให้พรรคภท.แก้รัฐธรรมนูญได้จริงอย่างที่ตกลงกันไว้หรือไม่

ภูมิธรรมแนะจับตาพรรคประชาชน คุม ภูมิใจไทย แก้รธน.ได้จริงหรือไม่

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่น่าสนใจไปยังพรรคประชาชน (ปชน.) ว่าความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจทางการเมืองนั้นไม่ได้จบลงเพียงแค่การโหวตสนับสนุนนายกรัฐมนตรีเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงการผลักดันนโยบายสำคัญที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับประชาชนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นข้อเรียกร้องสำคัญจากหลายภาคส่วนในสังคม

การที่นายภูมิธรรมกล่าวถึงบทบาทของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่เคยปฏิเสธการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาก่อนหน้านี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความท้าทายที่พรรคประชาชนจะต้องเผชิญในการผลักดันประเด็นนี้ให้สำเร็จลุล่วงได้จริง การจับตาดูว่าพรรคประชาชนจะสามารถประสานงานและควบคุมให้พรรคภูมิใจไทยดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ตามที่ตกลงกันไว้หรือไม่ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศ

สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในการแก้รัฐธรรมนูญได้จริง เพราะมีความซับซ้อนหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเจรจาต่อรอง การปรับแก้เนื้อหา หรือแม้แต่การได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว. ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ความท้าทายในการแก้รัฐธรรมนูญได้จริง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย และต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ดังนี้:

  • การเจรจาต่อรอง: การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งอาจมีข้อเรียกร้องและผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน การเจรจาต่อรองเพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย
  • การปรับแก้เนื้อหา: เนื้อหาของรัฐธรรมนูญมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายส่วน การปรับแก้เนื้อหาจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์
  • การได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว.: สว.มีบทบาทสำคัญในการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ การได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว.จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ การแก้รัฐธรรมนูญได้จริง จึงต้องอาศัยความมุ่งมั่น ความตั้งใจจริง และความสามารถในการประสานงานจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาชนซึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ พรรคประชาชนจะสามารถบริหารจัดการความขัดแย้งและผลักดันให้เกิดความร่วมมือจากทุกฝ่ายได้อย่างไร และจะสามารถนำพาประเทศไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริงหรือไม่

การเมืองไทยในยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน การตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ และการดำเนินงานของรัฐบาลชุดใหม่ ล้วนมีผลกระทบต่ออนาคตของประเทศ การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ภูมิธรรม” แนะจับตาพรรคประชาชน คุม ภูมิใจไทย แก้รธน.ได้จริงหรือไม่

ขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังสภาเห็นชอบ “อนุทิน”

ทำเนียบรัฐบาลวันหยุดสุดสัปดาห์ พบเจ้าหน้าที่เข้าทยอยขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังที่ประชุมสภาฯ เห็นชอบ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า วันนี้มีความเคลื่อนไหวพบเจ้าหน้าที่เข้ามาขนย้ายภาพวาดติดฝาผนังออกจากห้องทำงานของผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อมาเวลา 10.00 น. พบรถบรรทุก 6 ล้อคลุมผ้าใบทึบ เคลื่อนตัวออกจากด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า และมีเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดทั้งตึกไทยคู่ฟ้า และตึกบัญชาการ 1

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่พบว่ามีการแจ้งเตรียมขนสิ่งของของรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดเดิมออกจากทำเนียบรัฐบาลทั้งวันเสาร์และอาทิตย์

สถานการณ์ล่าสุดภายในทำเนียบรัฐบาลเป็นไปอย่างคึกคัก ถึงแม้จะเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ตาม ภาพที่เห็นคือเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังสภาเห็นชอบ “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลอย่างเป็นทางการ

การขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังสภาเห็นชอบ “อนุทิน” ในครั้งนี้ เป็นไปตามขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่านอำนาจ โดยรัฐมนตรีชุดเดิมจะทยอยเก็บของใช้ส่วนตัวและเอกสารสำคัญออกจากห้องทำงาน เพื่อเตรียมพื้นที่ให้กับรัฐมนตรีชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศต่อไป

ขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังสภาเห็นชอบ “อนุทิน”

สำหรับขั้นตอนต่อไป คาดว่าจะมีการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในเร็วๆ นี้ และจะมีการเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานเพื่อประเทศชาติของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทย ประชาชนต่างคาดหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้

ความคืบหน้าล่าสุด: การขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังสภาเห็นชอบ “อนุทิน”

จากรายงานล่าสุด พบว่าการขนย้ายสิ่งของยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีเจ้าหน้าที่หลายส่วนงานเข้ามาอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วที่สุด คาดว่าการขนย้ายจะแล้วเสร็จภายในสุดสัปดาห์นี้

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมความพร้อมในด้านอื่นๆ เช่น การทำความสะอาดและปรับปรุงห้องทำงานของรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อให้พร้อมสำหรับการเข้าปฏิบัติหน้าที่ในทันทีที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของกระบวนการทางประชาธิปไตย และความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลชุดใหม่จะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน และนำพาประเทศชาติไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

  • การขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังสภาเห็นชอบ “อนุทิน” ถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล
  • เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการขนย้ายสิ่งของเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น
  • ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ย่อมนำมาซึ่งความหวังและความท้าทายใหม่ๆ สำหรับประเทศไทย ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันสนับสนุนรัฐบาลใหม่ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมสำหรับทุกคน

ที่มา – เจ้าหน้าที่ทยอยขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังสภาเห็นชอบ “อนุทิน” นั่งนายกฯ

“ว่าที่นายกฯ หนู” ชิลๆ เข้าภูมิใจไทย พร้อมว่าที่ รมต.

เข้าพรรคแล้ว “ว่าที่นายกฯ หนู” แต่งตัวสบายๆ ใส่เสื้อฮาวาย ประชุมแกนนำภูมิใจไทย พร้อมด้วยว่าที่ รมต.ตามโผ “ครม.อนุทิน 1” ที่ทยอยเดินทางมาสมทบ

เมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 6 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางมายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทยด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย สวมเสื้อฮาวายลายใบไม้สีสดใส เมื่อมาถึงก็ได้รับการต้อนรับจากสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว แต่ท่านขอตัวขึ้นไปประชุมกับแกนนำพรรคก่อน โดยให้เหตุผลว่ายังไม่มีข่าวคืบหน้าใดๆ ในขณะนี้

ภายในพรรคภูมิใจไทยเองก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ มีการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดงานพิธีสำคัญต่างๆ หลังจากที่มีแกนนำพรรคและว่าที่รัฐมนตรีตามโผ “ครม.อนุทิน 1” ทยอยเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง อาทิ นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง และ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคคนสำคัญ

ว่าที่นายกฯ หนู กับการเริ่มต้นที่ภูมิใจไทย

นอกจากบรรยากาศที่คึกคักแล้ว ยังมีผู้ที่ส่งความปรารถนาดีมาในรูปแบบของช่อดอกไม้ และที่น่าสนใจคือต้นกล้วยไม้สีขาวก้านยาวที่สวยงาม ในกระถางพลาสติกสีเขียวอ่อนขนาดใหญ่ พร้อมนามบัตรแสดงความยินดีจาก นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

การจับตา “ว่าที่นายกฯ หนู” กับทิศทางการเมืองไทย

การปรากฏตัวของ “ว่าที่นายกฯ หนู” ในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาล และการเตรียมตัวสำหรับบทบาทสำคัญในการบริหารประเทศ หลังจากนี้คงต้องจับตาดูการเดินหน้าของ “ครม.อนุทิน 1” ว่าจะมีนโยบายอะไรที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนบ้าง

สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ การจับตามองการทำงานของรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามาของ “ว่าที่นายกฯ หนู” และทีมงาน จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะนั่นหมายถึงทิศทางและอนาคตของประเทศไทย

การที่ “ว่าที่นายกฯ หนู” เลือกที่จะสวมเสื้อฮาวายสบายๆ ในวันสำคัญเช่นนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงการบริหารประเทศในรูปแบบที่ผ่อนคลาย เข้าถึงง่าย และพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนก็เป็นได้

แน่นอนว่าความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลใหม่นั้นสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง การที่ “ว่าที่นายกฯ หนู” จะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการ และการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและให้กำลังใจรัฐบาลใหม่ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้ประเทศไทยของเราสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – “ว่าที่นายกฯ หนู” แต่งตัวสบายๆ เข้าพรรคภูมิใจไทย ว่าที่ รมต.ตามโผทยอยมาด้วย

ภูมิใจไทย ซัด “ธีรรัตน์” ปมโพสต์ อนุทิน ราชากัญชา

โฆษกภูมิใจไทย ซัดกลับ “ธีรรัตน์” หลังโพสต์สื่อนอกขนานนาม “ราชากัญชาไทย” ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี กระทบ “อนุทิน” ผิดหวังอ่านแต่พาดหัวไม่ดูเนื้อหา ยืนยันนโยบายกัญชาเพื่อการแพทย์เท่านั้น 

วันที่ 5 กันยายน 2568 จากกรณี น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยระบุข้อความว่า “เป็นเรื่องน่าตกใจอย่างยิ่ง เมื่อพบว่า Financial Times เสนอข่าวเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีที่เพิ่งได้รับตำแหน่งวันนี้สื่อพาดหัวข่าว ราชากัญชาไทยได้รับเลือกเป็นนายกฯ ถ้าต่างประเทศมีมุมมองกับเราเช่นนี้ เป็นเรื่องน่ากังวลกับระบบเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยว ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นของนานาประเทศ”

ล่าสุด น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงโต้กลับว่า การที่ น.ส.ธีรรัตน์ แชร์โพสต์ดังกล่าว อาจจะไม่ได้อ่านเนื้อข่าว อ่านเพียงแค่พาดหัวข่าวอย่างเดียว จึงรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้อ่านเนื้อข่าวให้ครบ แล้วนำแต่หัวข่าวมาโพสต์ เนื่องจากเนื้อข่าวไม่ได้สื่อในทางที่ไม่ดี

“ในโลกปัจจุบัน เราควรอ่านเนื้อข่าวให้ครบ โดยไม่พาดหัวให้ผู้อื่นเสื่อมเสีย และไม่ใช่เป็นการไปโควทคำให้พวกเราเสื่อมเสีย เพราะพรรคภูมิใจไทยยืนยันมาตลอดว่าเราผลักดันกัญชาเพื่อการแพทย์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีพยายามโยงเพียงการใช้พาดหัวข่าวอย่างเดียว เป็นเรื่องที่น่าละอาย”

ส่วนเป้าหมายจะเป็นความพยายามดิสเครดิตหรือไม่ นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า เมื่อวานก็ทั้งวันที่พยายามทุกวิถีทาง แต่ภูมิใจไทยมั่นใจในการที่จะอภิปรายและพูดถึงในกรณีที่เขาหากล่าวหาต่างๆ ทั้งหมด ชี้แจงทุกวิถีทางที่พยายามจะดิสเครดิต ไม่ว่าจะเป็นนายอนุทิน หรือบุคลากรในพรรคภูมิใจไทย

ส่วนคำถามว่าจะดำเนินการอะไรต่อหรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา ตอบว่า ยังไม่ได้มองถึงขั้นต้องฟ้องร้องใคร เรื่องบางเรื่องอาจจะเข้าใจผิด หรือบางเรื่องอาจจะอ่านแค่พาดหัวข่าวโดยไม่มีการสรุปและไปเขียนชักจูงให้คนเข้าใจผิด ดังนั้น จึงมองเป็นประเด็นไป แต่ถ้าเสื่อมเสียหนักมากๆ เหมือนที่เคยมีกรณีที่ นายศุภชัย ใจสมุทร ไปร้อง ก็อาจจะมีกรณีแบบนั้นได้ แต่ยืนยันว่าไม่ใช่พรรคการเมืองที่จะฟ้องคนไปทั่ว พรรคภูมิใจไทยอยู่ในหลักการ อยู่ในกรอบ อันไหนที่ชี้แจงได้ก็ชี้แจง แต่อันไหนที่เกินเลยมากๆ อาจต้องขอคำอธิบายเหมือนกัน.

ภูมิใจไทยซัดกลับ “ธีรรัตน์” โพสต์กระทบ “อนุทิน” ผิดหวังอ่านแต่พาดหัวไม่ดูเนื้อหา

ทำไมภูมิใจไทยถึงตอบโต้เรื่องนี้?

การตอบโต้ของพรรคภูมิใจไทยเกิดขึ้นหลังจากที่ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ได้โพสต์ข้อความบน Facebook โดยอ้างอิงถึงพาดหัวข่าวจาก Financial Times ที่เรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูลว่า “ราชากัญชาไทย” ซึ่งทางพรรคภูมิใจไทยมองว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนและอาจสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน

โฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า น.ส.ธีรรัตน์ อาจจะอ่านเพียงแค่พาดหัวข่าวโดยไม่ได้พิจารณาเนื้อหาข่าวทั้งหมด ซึ่งอาจนำไปสู่การตีความที่คลาดเคลื่อน พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่านโยบายกัญชาของพรรคมีจุดประสงค์เพื่อการแพทย์เท่านั้น และการนำเสนอข่าวในลักษณะดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับจุดยืนของพรรค

นอกจากนี้ ทางพรรคยังแสดงความกังวลว่าการนำเสนอข่าวที่ไม่ถูกต้องอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนานาประเทศที่มีต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว

พรรคภูมิใจไทยย้ำว่าพร้อมที่จะชี้แจงทุกข้อกล่าวหาและปกป้องชื่อเสียงของพรรคและบุคลากรของพรรค แต่ในขณะเดียวกันก็เน้นย้ำว่าจะไม่ดำเนินคดีฟ้องร้องโดยไม่จำเป็น และจะพิจารณาเป็นรายกรณีหากมีการนำเสนอข้อมูลที่เกินเลยความเป็นจริง

ความเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนทางการเมืองเกี่ยวกับนโยบายกัญชาในประเทศไทย และความสำคัญของการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น ภูมิใจไทยซัดกลับ “ธีรรัตน์” โพสต์กระทบ “อนุทิน” ผิดหวังอ่านแต่พาดหัวไม่ดูเนื้อหา เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

การที่พรรคภูมิใจไทยออกมาตอบโต้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในภาพลักษณ์และนโยบายของพรรค การสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาชาติ

ที่มา – ภูมิใจไทยซัดกลับ “ธีรรัตน์” โพสต์กระทบ “อนุทิน” ผิดหวังอ่านแต่พาดหัวไม่ดูเนื้อหา

“ศักดิ์ดา” ยัน! ไม่เป็นงูเห่า เลือก “อนุทิน” ท้าเพื่อไทย?

“ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” ส.ส.กาญจนบุรี ยืนยันหนักแน่นว่าไม่ใช่ “งูเห่า” พร้อมแสดงจุดยืนชัดเจนก่อนการโหวตเลือกนายกฯ ว่าสนับสนุน “อนุทิน” และไม่ได้หักหลังพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด ท้าจับตาดูหลังยุบสภาหรือหมดวาระ ส.ส. “เพื่อไทย” จะเหลืออยู่กี่คน พร้อมชี้ผลงาน 2 ปีที่ผ่านมาเป็นตัวชี้วัดชัดเจนแล้วว่าหนี้สินท่วม พืชผลทางการเกษตรตกต่ำ

“ศักดิ์ดา” ปัดเป็นงูเห่า ย้ำชัดเลือก “อนุทิน” ท้าเพื่อไทยหมดวาระแล้วจะเหลือกี่คน

วันที่ 6 กันยายน 2568 นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ส.ส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ผู้ที่โหวตสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่าตนเองไม่ใช่ “งูเห่า” เพราะคำว่า “งูเห่า” ทางการเมืองนั้นหมายถึงการหักหลัง ไม่โหวตตามมติพรรค แต่ตนเองได้แสดงจุดยืนตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมาแล้วว่าจะเลือกนายอนุทิน เป็นนายกฯ อย่างแน่นอน ไม่ได้หักหลังใคร และในวันที่ตัดสินใจเดินออกจากพรรคนั้น ยังไม่รู้เลยว่าใครจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ยังไม่มีใครทราบว่าพรรคพลังประชารัฐจะเลือกใครระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย

นายศักดิ์ดา กล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้สถานะทางกฎหมายของตนเองยังต้องอยู่กับพรรคเพื่อไทย เพราะยังไม่มีการขับออกจากพรรค แต่ก็ไม่เคยมีใครเข้ามาติดต่อหรือพูดคุยด้วยเลย

“ผมเชื่อว่าวันนี้ ก็ทำให้เห็นแล้วว่ามีคนในพรรคเพื่อไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่สบายใจ อึดอัด และก็ยังมีคนบางคนออกมาไล่คนในพรรคเพื่อไทยกันเองอีกด้วย ผมเชื่อว่าถ้ายุบสภาเมื่อไหร่ หรือหมดวาระเมื่อไหร่ จะได้เห็นกันว่าพรรคเพื่อไทยจะเหลือ ส.ส. อยู่กี่คน ผมมั่นใจว่าจำนวน ส.ส. ที่เหลืออยู่จะต้องมากกว่าเสียงที่โหวตกันในวันนี้อย่างแน่นอน คอยดูกันให้ถึงวันนั้น” นายศักดิ์ดากล่าว

นายศักดิ์ดาเสริมว่า “ผมเคยพูดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ว่าการโหวตเลือกนายกฯ นั้นมีเสียงมากกว่า 300++ ก็ลองไปดูผลการโหวตในวันนี้ จะเห็นว่ามี 311 ท่าน เห็นไหม มันมาก เพราะว่าจริงๆ แล้วกระแสหรือการตอบรับการบริหารราชการที่ผ่านมานั้นเป็นตัวชี้วัดทุกอย่างแล้ว”

ทำไม “ศักดิ์ดา” ถึงเลือก “อนุทิน”?

เมื่อถูกถามถึงเรื่องผลประโยชน์หรือการแลกเปลี่ยนตำแหน่งทางการเมือง นายศักดิ์ดาตอบว่าตนเองไม่ทราบเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่เคยมีการพูดคุยกับใครทั้งสิ้น การออกจากพรรคเพื่อไทยนั้นมาจากจุดยืนของตนเองโดยแท้จริง และมาจากผลงานของรัฐบาลที่ผ่านมา ตนเองอยากให้สื่อมวลชนลองลงพื้นที่ไปดูในชนบท จะได้เห็นว่าชาวบ้านและประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัดนั้นอยู่อย่างไร ตนเองไม่มีผลประโยชน์ต่อรองอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่าการสวมเสื้อพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นไปได้หรือไม่ นายศักดิ์ดาตอบว่า ผลงานของรัฐบาลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานั้น สร้างผลกระทบอะไรให้กับประชาชนในชนบทบ้าง ไม่มีเลย ลองไปดูหนี้สินของประชาชนที่ท่วมท้น และพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ

การตัดสินใจของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ในการเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย และความไม่พอใจต่อผลงานของรัฐบาลที่ผ่านมา การออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนของนายศักดิ์ดา ถือเป็นการเดิมพันทางการเมืองครั้งสำคัญ และผลลัพธ์ของการตัดสินใจครั้งนี้ จะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไป

การออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นงูเห่า และยืนยันว่าจะเลือกนายอนุทิน อาจเป็นการส่งสัญญาณว่าอาจมีการย้ายขั้วทางการเมืองในอนาคตหรือไม่? หรือเป็นเพียงการแสดงความไม่พอใจต่อแนวทางการทำงานของพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน? เรื่องนี้คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ท้ายที่สุดแล้ว การที่ “ศักดิ์ดา” ปัดเป็นงูเห่า ย้ำชัดเลือก “อนุทิน” ท้าเพื่อไทยหมดวาระแล้วจะเหลือกี่คน นั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – “ศักดิ์ดา” ปัดเป็นงูเห่า ย้ำชัดเลือก “อนุทิน” ท้าเพื่อไทยหมดวาระแล้วจะเหลือกี่คน

สมศักดิ์: การเมืองอย่าจริงจัง ยินดี อนุทิน นายกฯคนที่ 32

“สมศักดิ์” แสดงความยินดี “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32 ยืนยัน พรรคมีแนวทางจัดการ สส.งูเห่า เชื่อเพื่อไทย ไม่ขับ “เฉลิม” พ้นพรรคเหตุอยู่มานาน บอก การเมืองอย่าไปเอาจริงเอาจังกันมากไม่ถึงล้มถึงตาย

เมื่อเวลา 21.45 น. วันที่ 5 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงแนวทางการทำงานของพรรคเพื่อไทยหลังมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ว่า ตนยังไม่ทราบว่าในพรรคมีการดำเนินการอย่างไรบ้าง เนื่องจากวันนี้ยังอยู่ที่สภา ซึ่งหลังจากนี้จะไปสอบถามว่าผู้บริหาร และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ทำอะไรไปแล้วบ้าง 

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการอย่างไรกับ สส.ที่โหวตสวนมติพรรค นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ พรรคก็มีบทลงโทษอยู่ แต่คนที่โหวตสวนมติพรรคก็ต้องทำจิตใจของเขาแล้วว่าเขารับสภาพอย่างไร หรือต้องเดินทางในทิศทางที่ต้องย้ายพรรค เพราะเขาเห็นว่ารัฐบาลใหม่มีเวลาแค่ 4 เดือน ไม่ต้องหลบมาก ไม่เครียดมาก เมื่อตัดสินใจไปแล้วก็ไม่ว่ากัน มันเป็นทิศทางการเมืองและเป็นเอกสิทธิ์ด้วย

เมื่อถามว่า กรณีนายวัน อยู่บำรุง เรียกร้องให้ขับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกจากพรรคนั้น นายสมศักดิ์ กล่าวว่า พรรคคงไม่ขับออก เพราะอยู่มาตั้งนานแล้วจะไปขับอะไร ก็อยู่กันไปเถอะ เผื่อวันหน้าวันหลังจะได้มาพูดคุยกัน คนทะเลาะกันส่วนใหญ่โกรธกันหลายปี กว่าจะมาคุยกัน ถ้าทะเลาะน้อยๆ หายโกรธก็คุยกัน เรื่องการเมืองอย่าไปเอาจริงเอาจังกันมาก ไม่ถึงล้มถึงตาย มันเป็นทิศทางของการบริหารจัดการที่จะต้องเปลี่ยนแนวทาง เป็นสิ่งที่เราต้องเข้าใจว่ามีล้ม มีลุก มียืน มีนั่ง มีวิ่ง เป็นเรื่องของการเมือง และใช้เวลาไม่นานอีก 4 เดือนก็เตรียมการเลือกตั้งได้แล้ว 

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยจะเตรียมตัวเลือกตั้งใหม่หรือไม่ เนื่องจากขณะนี้พรรคประชาชนเริ่มเตรียมแล้ว นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนตัวต้องเตรียมการเพราะต้องไปช่วยทุกแห่ง แต่ในส่วนของพรรคก็มีการเตรียมไว้อยู่แล้ว ซึ่งก็คงต้องทำกิจกรรมให้สำเร็จ นั่นคือการส่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ เราต้องยอมรับในระบบรัฐสภา ต้องขอแสดงความดีใจกับนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เมื่อสภายอมรับแล้วก็ต้องยอมรับ

การเมืองอย่าไปเอาจริงเอาจัง

สมศักดิ์เตือน: การเมืองอย่าไปเอาจริงเอาจังมากเกินไป

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเน้นย้ำว่า การเมืองอย่าไปเอาจริงเอาจังกันมากจนเกินไป เพราะท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ได้ถึงขั้นล้มถึงตาย และเป็นเพียงแค่ทิศทางของการบริหารจัดการที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ยังได้กล่าวถึงกรณีที่มี สส. โหวตสวนมติพรรคว่า เป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละบุคคล และพรรคก็มีบทลงโทษอยู่แล้ว แต่คนที่โหวตสวนมติพรรคก็ต้องยอมรับสภาพที่อาจจะต้องย้ายพรรคไป หากเห็นว่าทิศทางไม่ตรงกัน

ในส่วนของการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ส่วนตัวต้องเตรียมการเพราะต้องไปช่วยทุกแห่ง แต่ในส่วนของพรรคก็มีการเตรียมไว้อยู่แล้ว และสิ่งสำคัญที่สุดคือการสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้เป็นนายกรัฐมนตรี

ท่าทีของนายสมศักดิ์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในเกมการเมือง และการมองสถานการณ์อย่างเป็นกลาง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประนีประนอม และการยอมรับในความแตกต่าง เพื่อให้การเมืองดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

สถานการณ์ทางการเมืองไทยในขณะนี้มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจและมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณสนใจที่จะติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด สามารถติดตามได้จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อช่วยกันพัฒนาการเมืองไทยให้ก้าวหน้าต่อไป

ที่มา – “สมศักดิ์” บอกการเมืองอย่าไปเอาจริงเอาจัง ยินดี “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

อรรถกร-ไผ่ เชื่อ ธรรมนัส นั่ง “ครม.อนุทิน 1”

“อรรถกร-ไผ่” เชื่อ “ธรรมนัส” ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีใน “ครม.อนุทิน 1” อุบตอบได้ตำแหน่งรองนายกฯ ลั่น กล้าธรรมเป็นพรรคอันดับ 2

เมื่อเวลา 21.20 น. วันที่ 5 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม (กธ.) พร้อมด้วย นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงเก้าอี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ตนทราบข่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กับ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้คุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เรียบร้อยแล้ว 

ส่วนคำถามว่าผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจะต้องมีการตรวจสอบในเรื่องของคุณสมบัติก่อนหรือไม่ นายอรรถกร ตอบว่า เป็นเรื่องที่ตนเชื่อว่าทุกคนต้องทำอยู่แล้ว คิดว่าทุกคนไม่มีปัญหา เพราะเรื่องนี้ผู้ใหญ่เขาไปคุยกัน ตนกับนายไผ่ ถือว่าเป็นรุ่นกลาง แต่เราเชื่อว่าพรรคเรามีความพร้อมที่จะร่วมรัฐบาลที่มีชื่อว่านายอนุทิน และเชื่อว่าจะเดินตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ร.อ.ธรรมนัส จะดำรงตำแหน่งใน ครม.ชุดนี้ด้วยใช่หรือไม่ นายไผ่ กล่าวว่า “น่าจะเป็นอย่างนั้นครับ” เมื่อถามอีกว่า ร.อ.ธรรมนัส จะไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ตามกระแสข่าวลือจริงหรือไม่ นายไผ่ ระบุว่า เรายังไม่ได้คุยกันถึงขนาดนั้น โดยการที่เราคุยกันครั้งแรกก็แค่มาร่วมทำงานเพื่อให้ฝ่าวิกฤตไปให้ได้ และในส่วนเรื่องของตำแหน่งก็ยังไม่ได้คุยอะไรกัน ซึ่งก็เข้าใจตรงกัน แต่ตนเชื่อมั่นว่านายอนุทินยังให้เราทำงานต่อในกระทรวงที่นายอรรถกรดูแลอยู่ เพราะว่าจะได้สานต่องานอีก 4 เดือนให้สำเร็จ

ทางด้านคำถามว่า พรรคกล้าธรรมยังได้ดูแลกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เหมือนเดิมใช่หรือไม่ นายไผ่ ระบุว่าก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ก็ต้องอยู่ที่ทางด้านของนายอนุทิน ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในประเด็นคำถามว่าได้รับตำแหน่งใน ครม. เพิ่มอีกกี่ตำแหน่ง นายไผ่ ยืนยันว่าไม่ได้เรียกร้องอะไร ถ้าการแบ่งสัดส่วนโควตามาพรรคกล้าธรรมเท่าไหร่ ผลเป็นอย่างไรก็อย่างงั้น 

ขณะที่คำถามต่อว่าได้เก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ นายไผ่ ตอบว่า “ก็เราเป็นพรรคอันดับ 2” อย่างไรก็ตามเมื่อถามย้ำว่าในส่วนของ นายไผ่ จะได้นั่งเก้าอี้ใน ครม. หรือไม่ นายไผ่ กล่าวสั้นๆ ว่า เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ไม่เป็นไร.

อรรถกร-ไผ่ มั่นใจ ธรรมนัส นั่ง “ครม.อนุทิน 1” แน่นอน

จากบทสัมภาษณ์ของนายอรรถกรและนายไผ่ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่เรียกกันว่า “ครม.อนุทิน 1” อย่างแน่นอน แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยว่าจะได้รับตำแหน่งใด

ความคาดหวังและความเป็นไปได้ใน “ครม.อนุทิน 1”

ถึงแม้จะยังไม่มีการยืนยันตำแหน่งที่ชัดเจน แต่จากกระแสข่าวและการตอบคำถามของนายไผ่ ทำให้เกิดการคาดการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับบทบาทของ ร.อ.ธรรมนัส ใน “ครม.อนุทิน 1” ซึ่งอาจรวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตามที่มีข่าวลือก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม นายไผ่ได้กล่าวว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องตำแหน่งอย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือกันเพื่อแก้ไขวิกฤตของประเทศเป็นอันดับแรก

นอกจากนี้ ยังมีความคาดหวังว่าพรรคกล้าธรรมจะยังคงได้รับมอบหมายให้ดูแลกระทรวงเดิม เช่น กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสานต่องานที่กำลังดำเนินการอยู่ให้สำเร็จลุล่วง

การที่นายไผ่กล่าวว่า “ก็เราเป็นพรรคอันดับ 2” เมื่อถูกถามถึงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ทำให้เห็นถึงความคาดหวังของพรรคกล้าธรรมที่จะได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลชุดใหม่

การจัดสรรตำแหน่งใน “ครม.อนุทิน 1” ยังคงต้องรอการตัดสินใจจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี ซึ่งจะพิจารณาจากสัดส่วนโควต้าของแต่ละพรรคและปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

การเข้ามามีส่วนร่วมของ ร.อ.ธรรมนัส และพรรคกล้าธรรมใน “ครม.อนุทิน 1” จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายและพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเกษตรและการศึกษา ซึ่งเป็นกระทรวงที่พรรคเคยมีประสบการณ์ในการบริหารจัดการ

การตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีจะเป็นตัวกำหนดทิศทางและความสำเร็จของรัฐบาลชุดใหม่ และจะส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของพรรคกล้าธรรมและ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อีกด้วย

ดังนั้น การจับตาดูความเคลื่อนไหวและการตัดสินใจของผู้เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อทำความเข้าใจถึงโครงสร้างอำนาจและทิศทางการดำเนินงานของ “ครม.อนุทิน 1”

การที่นายอรรถกรและนายไผ่มั่นใจว่า ร.อ.ธรรมนัส จะได้นั่งรัฐมนตรีใน “ครม.อนุทิน 1” แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีและความไว้วางใจที่พรรคกล้าธรรมมีต่อนายอนุทิน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความร่วมมือในรัฐบาลผสมที่กำลังจะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเมืองเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้น เราจึงต้องติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเรา

ที่มา – “อรรถกร-ไผ่” เชื่อ “ธรรมนัส” ได้นั่งรัฐมนตรีใน “ครม.อนุทิน 1” ปัดตอบคุม กห.

Scroll to top