โหวตนายกฯ 5 กันยายน

เลขาฯ ครม. พบ “อนุทิน” หารือประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่

“ณัฐฎ์จารี” เลขาฯ ครม. พบ “อนุทิน” ที่พรรคภูมิใจไทย คาดหารือรายละเอียดประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้เดินทางมาถึง โดยมี นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พาขึ้นไปยังด้านบนที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ทั้งนี้ คาดว่าเลขาฯ ครม. จะพบกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เพื่อพูดคุยรายละเอียดการส่งประวัติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 1

เลขาฯ ครม. พบ “อนุทิน” ที่พรรคภูมิใจไทย คาดหารือปมประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่

การพบปะกันระหว่างนางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 ได้สร้างความสนใจให้กับสื่อมวลชนและประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากการหารือดังกล่าวคาดว่าจะเกี่ยวข้องกับรายละเอียดของประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะเข้ารับตำแหน่งในรัฐบาลที่จะมาถึง

ประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะมีการหารือ

  • การตรวจสอบประวัติรัฐมนตรี: หนึ่งในประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะมีการหารือคือ กระบวนการตรวจสอบประวัติและความเหมาะสมของบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งมีความโปร่งใส และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด
  • การส่งเอกสารและข้อมูล: การเตรียมเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประวัติส่วนตัว ประวัติการทำงาน และทรัพย์สินของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี เป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพื่อให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีสามารถดำเนินการตรวจสอบได้อย่างละเอียดและถูกต้อง
  • กรอบเวลาในการดำเนินการ: การกำหนดกรอบเวลาในการส่งเอกสารและการดำเนินการต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้กระบวนการแต่งตั้งรัฐมนตรีเป็นไปอย่างราบรื่นและทันต่อสถานการณ์

ความสำคัญของการตรวจสอบประวัติรัฐมนตรี

การตรวจสอบประวัติรัฐมนตรีถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต และมีความรู้ความสามารถในการบริหารประเทศ การตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดจะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การทุจริต คอร์รัปชัน หรือการใช้อำนาจในทางที่ผิด

ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาล

หากกระบวนการตรวจสอบประวัติรัฐมนตรีเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ในทางตรงกันข้าม หากเกิดข้อสงสัยหรือความผิดพลาดในการตรวจสอบประวัติ อาจทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจและนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองได้

ดังนั้น การพบปะกันระหว่างเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและนายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลที่จะมาถึงจะบริหารประเทศด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม การที่ เลขาฯ ครม. พบ “อนุทิน” ที่พรรคภูมิใจไทย คาดหารือปมประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดและการเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ

ความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่

ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการเมือง หรือปัญหาสังคม การแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและมีคุณธรรมเข้ามาบริหารประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การตรวจสอบประวัติรัฐมนตรีอย่างละเอียดจึงเป็นขั้นตอนแรกที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การที่ เลขาฯ ครม. พบ “อนุทิน” ที่พรรคภูมิใจไทย คาดหารือปมประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ากระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่กำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น และมีความใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐบาลที่จะมาถึงจะเป็นรัฐบาลที่มีคุณภาพและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

จับตาดูรายละเอียดการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นต่อไป และร่วมกันส่งเสริมให้เกิดการบริหารประเทศที่โปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – เลขาฯ ครม. พบ “อนุทิน” ที่พรรคภูมิใจไทย คาดหารือปมประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดที่รอ “อนุทิน” แก้บน

จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า จังหวัดบุรีรัมย์ได้จัดเตรียมสถานที่ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 หรือ วงเวียน ร.1 บริเวณ ต.อีสาน อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “วงเวียนช้าง” เพื่อเตรียมจัดพิธีแก้บนให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ที่จะบินมาแก้บน นั้น ล่าสุด นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวแล้ว

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน

นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน ยืนยันว่าเป็นการจัดพิธีบวงสรวงรัชกาลที่ 1 ซึ่งมีเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว โดยในวันที่ 7 กันยายน 2568 ที่จะถึงนี้ จังหวัดบุรีรัมย์จะมีพิธีบวงสรวงรัชกาลที่ 1 ณ บริเวณอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์เป็นเจ้าภาพ ขณะนี้ได้มีการจัดเตรียมสถานที่บริเวณอนุสาวรีย์ ไม่ใช่เป็นการเตรียมการแก้บนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ตามที่เป็นข่าว

ทำไมถึงมีข่าวลือเรื่องการจัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน?

กระแสข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้หากประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน และยืนยันว่าการเตรียมสถานที่ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานบวงสรวงประจำปีที่จัดขึ้นเพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ผู้ทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร

พิธีบวงสรวงเป็นประเพณีที่สำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบูรพกษัตริย์ และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมือง การจัดงานครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวบุรีรัมย์

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน ทำให้ประชาชนคลายความสงสัย และเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจัดเตรียมสถานที่ในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ข่าวลือและการคาดเดาต่างๆ ก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมืองและบทบาทของนักการเมืองคนสำคัญ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ในสังคมออนไลน์นั้น ควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อถือและส่งต่อ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและการสร้างความสับสนในสังคม

ท้ายที่สุดแล้ว การทำความเข้าใจในข้อมูลที่ถูกต้องและการมีวิจารณญาณในการรับข่าวสาร จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจและแสดงความคิดเห็นได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน ยันเป็นงานบวงสรวงประจำปี

คปท. บุกทำเนียบ ทวง 5 ข้อเรียกร้องรัฐบาล “อนุทิน”

แกนนำกลุ่ม คปท. เดินหน้าต่อ แถลงหลังจบโหวตนายกฯ คนที่ 32 เตรียมบุกทำเนียบวันประชุม ครม.นัดแรก เดินหน้ายื่นอีก 5 ข้อเรียกร้องกับรัฐบาล “อนุทิน” ลั่นต้องทำ MOA กับประชาชน พร้อมนัดชุมนุมรอบถัดไป 9 ก.ย. รอฟังคำวินิจฉัยคดีทักษิณ ชั้น 14

วันที่ 5 กันยายน 2568 เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่ม คปท. ได้แถลงการณ์ต่อสื่อมวลชน และผู้ร่วมชุมนุม ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้รับการโหวตจากสภาผู้แทนราษฎร ให้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของประเทศไทย

นายพิชิต กล่าวว่า ตั้งแต่เช้าที่เดินทางมายังอาคารรัฐสภา และก่อนหน้านี้ในนามของรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ที่ได้ไปร่วมกันประกาศจุดยืนที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถึง 3 ครั้ง เราพูดเป็นเสียงเดียวกันมาโดยตลอดว่าวินาทีนี้ ประเทศไทยไม่ต้องการพรรคเพื่อไทยในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

พร้อมทั้งประกาศภารกิจ 6 ข้อที่เราต้องเดินต่อ คือ 1. ไม่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่เอานายชัยเกษม นิติศิริ เป็นนายกรัฐมนตรี 2. ให้ยกเลิก MOU ปี 43 และปี 44 โดยทันที 3. ถ้าจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยกเว้นการแก้ไขในหมวดที่ 1 และหมวดที่ 2 (ที่ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์) 4. ยกเลิกการยกเลิกร่างแก้ไข พ.ร.บ. ทรัพย์อิงสิทธิ์ ที่ขยายสิทธิ์การเช่า อสังหาริมทรัพย์จาก 30 ปีเป็น 99 ปี 5. ยกเลิกพระราชบัญญัติ Entertainment Complex ที่มีคาสิโน และการออนไลน์ และ 6. ยกเลิกร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน

นายพิชิต กล่าวว่า วันนี้ไม่ได้มาเชียร์ใครคนใดคนหนึ่ง การโหวตของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายอนุทิน ชาญวีรกุล ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภารกิจข้อแรกถือว่าสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี แต่ยังไม่ถือว่าได้ชัยชนะ เพราะภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น ยังเหลืออีก 5 ข้อ ที่รัฐบาลต่อไปจะต้องแสดงความรับผิดชอบให้เห็น ซึ่งรัฐบาลของนายอนุทินจะต้องทำ ในเมื่อทำ MOA กับพรรคประชาชนได้ ดังนั้นรัฐบาลก็จะต้องทำ MOA กับพี่น้องประชาชนด้วยเช่นกัน ซึ่งหลังจากนี้จะกลับไปพูดคุยกับคณะใหญ่ แล้วจะทำการบันทึกร่าง MOA เพื่อยื่นให้กับรัฐบาลต่อไป และวันแรกที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของนายอนุทิน นัดหมายพี่น้องประชาชน ไปพร้อมเพรียงกันที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงถามสัญญาอีก 5 ข้อที่เหลือ

นอกจากนี้ นายพิชิต ยังได้นัดหมายมวลชนในวันที่ 9 กันยายน ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะได้อ่านคำวินิจฉัยพิพากษาคดีชั้น 14 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งตอนนี้เจ้าตัวเดินทางไปที่ดูไบ ไม่ทราบว่าจะกลับมาฟังคำพิพากษาตามนัดหมายหรือไม่ แต่ขอนัดหมายพี่น้องประชาชนไปรวมตัวกันที่สะพานชมัยมารุเชษฐ์ เพื่อลุ้นคำพิพากษาพร้อม ๆ กัน

คปท. เตรียมบุกทำเนียบวันประชุม ครม.นัดแรก ทวงอีก 5 ข้อเรียกร้องกับรัฐบาล “อนุทิน”

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ กลุ่ม คปท. เตรียมบุกทำเนียบวันประชุม ครม.นัดแรก เพื่อทวงอีก 5 ข้อเรียกร้องกับรัฐบาล “อนุทิน” หลังจากที่ได้มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในการเรียกร้องประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชน

คปท. คือใคร และมีบทบาทอย่างไร?

คปท. หรือ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีบทบาทในการแสดงออกถึงความต้องการของประชาชนในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม กลุ่มนี้มักจะมีการจัดการชุมนุมและการเคลื่อนไหวต่างๆ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

การเคลื่อนไหวของ คปท. ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในประเด็นต่างๆ และเป็นการแสดงออกถึงความต้องการให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง การบุกทำเนียบวันประชุม ครม.นัดแรก เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ต้องการสื่อถึงความต้องการของประชาชนให้รัฐบาลรับฟังและดำเนินการตามข้อเรียกร้อง

ข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อที่ คปท. ยื่นให้กับรัฐบาลเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรง การที่ คปท. เตรียมบุกทำเนียบวันประชุม ครม.นัดแรก เพื่อทวงอีก 5 ข้อเรียกร้องกับรัฐบาล “อนุทิน” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มในการผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง การเคลื่อนไหวของ คปท. ในครั้งนี้จะเป็นแรงกดดันให้กับรัฐบาลในการพิจารณาและดำเนินการตามข้อเรียกร้องของประชาชน

การที่รัฐบาล “อนุทิน” จะสามารถตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของ คปท. ได้หรือไม่นั้น จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญถึงความสามารถในการบริหารประเทศและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นของรัฐบาลชุดนี้ หากรัฐบาลสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชนได้ ก็จะได้รับการยอมรับและความไว้วางใจจากประชาชนมากยิ่งขึ้น

กลุ่ม คปท. เตรียมบุกทำเนียบวันประชุม ครม.นัดแรก ทวงอีก 5 ข้อเรียกร้องกับรัฐบาล “อนุทิน” เป็นสถานการณ์ที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่ คปท. จะสามารถผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการตามข้อเรียกร้องได้หรือไม่นั้น จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงอนาคตทางการเมืองของประเทศไทย

ที่มา – คปท. เตรียมบุกทำเนียบวันประชุม ครม.นัดแรก ทวงอีก 5 ข้อเรียกร้องกับรัฐบาล “อนุทิน”

“ชัยชนะ” ซัด สส.งูเห่า โหวตสวน ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ

“ชัยชนะ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำ มติพรรคชัดเจนงดออกเสียงโหวตนายกฯ ซัด 4 สส.งูเห่า โหวตสวน ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ ฝากรัฐบาลใหม่แก้รัฐธรรมนูญให้ชัดเจนในเรื่องนี้

วันที่ 5 กันยายน 2568 ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 โดยมีสมาชิกเข้าร่วมประชุม 475 คน จากทั้งหมด 492 คน โดยพรรคประชาธิปัตย์มีมติพรรคชัดเจนให้งดออกเสียงในครั้งนี้ และผลออกมาว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาฯ ด้วยคะแนน 311 เสียง ส่วนนายชัยเกษม นิติสิริ ได้รับความเห็นชอบ 152 เสียง โดยมีคะแนนงดออกเสียง 27 เสียง

นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า พรรคมีมติเป็นเอกภาพให้งดออกเสียง และหากสมาชิกพรรคคนใดใช้สิทธิในฐานะ สส. แตกต่างจากมติพรรค ก็ต้องชี้แจงต่อสังคมเอง เพราะต้องยอมรับว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และต้องติดตามการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลง (MOA) ที่ทำร่วมกับพรรคประชาชนว่าจะเป็นไปตามที่ตกลงกันหรือไม่

สำหรับกรณี สส.บางคนโหวตสวนมติพรรค นายชัยชนะ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญถือเป็นเอกสิทธิ์ของ สส. แต่การทำงานในระบบพรรคการเมืองต้องเคารพมติพรรค หากอ้างใช้เอกสิทธิ์ตลอดเวลา จะทำให้พรรคการเมืองและระบบประชาธิปไตยอ่อนแอลง ซึ่งในครั้งนี้ทราบว่ามี สส. โหวตสวนมติพรรคประมาณ 4 เสียง และจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ พร้อมทั้งพิจารณาว่าเอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญสามารถใช้ได้บ่อยเพียงใด

เมื่อถามถึงการลงโทษ สส. ที่โหวตสวนมติพรรค นายชัยชนะ ระบุว่า ต้องหารือกันภายในพรรคก่อน แต่ย้ำว่าพรรคการเมืองต้องเข้มแข็งเพื่อไม่ให้ระบบประชาธิปไตยอ่อนแอ พร้อมฝากรัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยระบุเรื่องนี้ให้ชัดเจนในกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเมืองซ้ำรอยในอนาคต

ทางด้าน นายนริศ ขำนุรักษ์ มีหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และทุกตำแหน่งในพรรคด้วยเหตุผลที่ต้องไปทำภารกิจอื่น ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การลาออกของ นายนริศ อาจเกี่ยวพันกับกรณี นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ที่โหวตลงมติสวนกับมติพรรคในการเลือกนายอนุทิน ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อีกทั้งส่วนตัว นายนริศ มีความสนิทสนมกับ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่เป็นแกนนำ สส.งูเห่าจากพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่นรวม 8 เสียง ลงชื่อสนับสนุนให้นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี โดยคาดว่านายนริศ จะเป็นตัวแทนของกลุ่มนายศักดิ์ดา เพื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เนื่องจากในกลุ่มมี สส. เข้ามาหนุน 8 เสียง จึงได้กระทรวงใหญ่

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า 4 สส.พรรคประชาธิปัตย์ที่โหวตให้นายอนุทิน ประกอบด้วย 

  • นายร่มธรรม ขํานุรักษ์ สส.พัทลุง และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์
  • นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ 
  • นายราชิต สุดพุ่ม สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์
  • นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์

“ชัยชนะ” ซัด 4 สส.งูเห่า โหวตสวนมติพรรคประชาธิปัตย์ ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ

ชัยชนะ ชี้ สส.โหวตสวนมติพรรคทำประชาธิปไตยอ่อนแอ

นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ สส. ของพรรค 4 คนโหวตสวนมติพรรคในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอลง เนื่องจากเป็นการไม่เคารพมติของพรรคต้นสังกัด

เหตุการณ์นี้สร้างความไม่พอใจให้กับหลายฝ่ายในพรรคประชาธิปัตย์ และนำไปสู่การตั้งคำถามถึงเอกสิทธิ์ของ สส. ในการลงมติสวนมติพรรคได้บ่อยแค่ไหน

นายชัยชนะยังได้ฝากถึงรัฐบาลใหม่ให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อให้มีความชัดเจนในเรื่องนี้ และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการเมืองซ้ำรอยในอนาคต การที่ 4 สส.งูเห่า โหวตสวนมติพรรคประชาธิปัตย์ ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ จริงหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาวต่อระบบรัฐสภา

การโหวตสวนมติพรรคอาจสะท้อนถึงความขัดแย้งภายในพรรค หรือความไม่พอใจต่อทิศทางของพรรค แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนที่แตกต่างของ สส. ที่ต้องการเป็นปากเสียงให้กับประชาชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวอาจนำไปสู่ความแตกแยกภายในพรรค และทำให้การทำงานของพรรคเป็นไปได้ยากลำบากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การโหวตสวนมติพรรคยังอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรัฐบาลมีเสียงข้างน้อยในสภา การที่ สส. บางคนโหวตสวนมติพรรคอาจทำให้รัฐบาลไม่สามารถผ่านกฎหมายสำคัญได้ และนำไปสู่การยุบสภาในที่สุด

ดังนั้น การที่ สส. จะโหวตสวนมติพรรคหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งต่อพรรค ต่อรัฐบาล และต่อระบบประชาธิปไตยโดยรวม ทั้งนี้เพื่อรักษาหลักการประชาธิปไตยและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งกรณี “ชัยชนะ” ซัด 4 สส.งูเห่า โหวตสวนมติพรรคประชาธิปัตย์ ทำประชาธิปไตยอ่อนแอเป็นสิ่งที่สังคมต้องจับตามองต่อไป

สำหรับประชาชน การติดตามข่าวสารและการทำความเข้าใจถึงเหตุผลของการโหวตแต่ละครั้งของ สส. ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อที่เราจะสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ที่มา – “ชัยชนะ” ซัด 4 สส.งูเห่า โหวตสวนมติพรรคประชาธิปัตย์ ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ

วัน โพสต์ภาพ เฉลิม จับมือ อนุทิน ยินดีว่าที่นายกฯ

หลังการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นายวัน อยู่บำรุง ได้โพสต์ภาพ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จับมือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมแสดงความยินดีกับว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย พร้อมกันนั้นยังได้ฝากข้อความถึงพรรคเพื่อไทยให้พิจารณาเรื่องของ ร.ต.อ.เฉลิม

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ณ รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 โดยมีสมาชิกสภาเข้าร่วมประชุม 475 คน จากทั้งหมด 492 คน ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นว่าที่นายกฯ คนที่ 32 ด้วยคะแนนเสียง 311 ต่อ 152 เสียง ทำให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลายเป็น ว่าที่นายกฯ คนที่ 32 แห่งประเทศไทย

หลังจากทราบผลการลงมติ นายวัน อยู่บำรุง ได้โพสต์ภาพ ร.ต.อ.เฉลิม จับมือกับนายอนุทิน พร้อมข้อความว่า “ขอแสดงความยินดีกับว่าที่นายกฯ คนที่ 32 ของประเทศไทยครับ” การแสดงความยินดีกับ ว่าที่นายกฯ คนที่ 32 สร้างความฮือฮาไม่น้อย

ต่อมาได้โพสต์ข้อความเพิ่มเติมว่า “พรรคเพื่อไทยต้องขับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกจากพรรคโดยเร็ววันครับ” ข้อความดังกล่าวถูกตีความว่าเป็นการแสดงความไม่พอใจที่ ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้ลงคะแนนเสียงสนับสนุนนายอนุทินให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย เช่น “คนดีอยู่ไหนก็ได้ครับ” “เขาไม่กล้าไล่ครับ กลัวคะแนนเสียงหาย” และ “ท่านเฉลิม แน่นอนจริงๆ ครับ” แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของความคิดเห็นที่มีต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

วัน โพสต์ภาพ เฉลิม จับมือ อนุทิน ยินดีว่าที่นายกฯ

ทำไมเรื่อง วัน โพสต์ภาพ เฉลิม จับมือ อนุทิน ยินดีว่าที่นายกฯ ถึงเป็นที่สนใจ?

ปรากฏการณ์ที่นายวัน อยู่บำรุง โพสต์ภาพ ร.ต.อ.เฉลิม จับมือกับนายอนุทิน และแสดงความยินดีกับว่าที่นายกฯ คนที่ 32 นั้นได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความขัดแย้งทางการเมืองภายในพรรคเพื่อไทย นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองของนายวัน อยู่บำรุง ที่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อสมาชิกพรรคที่ไม่ปฏิบัติตามมติพรรค

การกระทำของ ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในพรรคเพื่อไทย ยิ่งทำให้ประเด็นนี้มีความน่าสนใจและเป็นที่จับตามองมากยิ่งขึ้น การที่ ร.ต.อ.เฉลิม ตัดสินใจลงคะแนนเสียงสนับสนุนนายอนุทิน ทั้งๆ ที่ขัดกับมติของพรรค สร้างความไม่พอใจให้กับสมาชิกพรรคบางส่วน และนำไปสู่การเรียกร้องให้มีการขับ ร.ต.อ.เฉลิม ออกจากพรรค

ถึงแม้การเมืองจะมีความซับซ้อน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ประชาชนมีความสนใจและติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด การแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมืองและความต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

อนาคตทางการเมืองของ ร.ต.อ.เฉลิม จะเป็นอย่างไร?

อนาคตทางการเมืองของ ร.ต.อ.เฉลิม ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยว่าจะดำเนินการอย่างไรกับ ร.ต.อ.เฉลิม จะมีผลกระทบต่อทิศทางทางการเมืองของพรรคและต่อตัว ร.ต.อ.เฉลิม เอง นอกจากนี้ การตัดสินใจของ ร.ต.อ.เฉลิม เองก็มีความสำคัญเช่นกันว่าจะเลือกที่จะอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อไป หรือจะตัดสินใจทางการเมืองในรูปแบบอื่น

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือการเคารพในการตัดสินใจของทุกฝ่ายและการดำเนินการทุกอย่างภายใต้กรอบของกฎหมายและประชาธิปไตย

ที่มา – “วัน” โพสต์ภาพ “เฉลิม” จับมือ “อนุทิน” บอกยินดีกับว่าที่นายกฯ คนที่ 32

“พรรคเพื่อไทย” พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

“พรรคเพื่อไทย” ประกาศความพร้อมในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ในสภา พร้อมย้ำว่าจะรอวันกลับมาสานต่อนโยบายที่ยังค้างไว้ให้สำเร็จลุล่วง เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน

สืบเนื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีมติเห็นชอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงหนึ่งเดียวจากพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แห่งประเทศไทย (ผลโหวตนายก มติสภาฯ เห็นชอบให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” จากภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32) ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยต้องปรับบทบาทมาเป็นฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ทางเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของ พรรคเพื่อไทย ได้มีการโพสต์ข้อความเพื่อแสดงจุดยืนและความพร้อมในการทำหน้าที่ โดยมีเนื้อหาใจความสำคัญดังนี้ “พรรคเพื่อไทยพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ตามครรลองของรัฐสภา ยึดมั่นหลักการประชาธิปไตย ขอขอบคุณทุกแรงใจ นโยบายหลายเรื่องที่ยังค้างไว้ เราจะรอวันกลับมาสานต่อให้สำเร็จ เพื่อคนไทยทุกคน…ตลอดไป”

“พรรคเพื่อไทย” พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

การประกาศดังกล่าวเป็นการยืนยันว่า “พรรคเพื่อไทย” จะยังคงเดินหน้าทำงานการเมืองต่อไป แม้ว่าจะไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ตาม โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบ ถ่วงดุล และเสนอแนะนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างสร้างสรรค์

นโยบายต่างๆ ที่“พรรคเพื่อไทย” เคยได้ริเริ่มและผลักดันไว้ในอดีต แต่ยังไม่ทันได้สานต่อให้สำเร็จลุล่วงนั้น พรรคฯ ยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้ง และจะรอโอกาสที่จะกลับมาสานต่อนโยบายเหล่านั้นให้เป็นจริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

ความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน

ในฐานะฝ่ายค้าน “พรรคเพื่อไทย” จะมุ่งเน้นการทำงานดังต่อไปนี้:

  • ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โปร่งใส และเป็นธรรม
  • เสนอแนะนโยบายทางเลือกที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • ปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน
  • รักษาและส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลงไป แต่ “พรรคเพื่อไทย” ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์และคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนเสมอมา และจะยังคงทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถเพื่อสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นสังคมที่เสมอภาค ยุติธรรม และเจริญก้าวหน้า

การทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ของพรรคเพื่อไทย น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว เพราะจะช่วยให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจอย่างเหมาะสม ทำให้รัฐบาลต้องทำงานอย่างโปร่งใสและมีความรับผิดชอบต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “พรรคเพื่อไทย” พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ลั่นจะรอวันกลับมาสานต่อนโยบายที่ค้างไว้

ส่องเทรนด์! #นายกรัฐมนตรีคนที่32 ติดลมบน

แฮชแท็ก #นายกรัฐมนตรีคนที่32 #ประชุมสภา #โหวตนายก พุ่งติดเทรนด์โซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว หลังจากการลงมติในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผลปรากฏว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” จากพรรคภูมิใจไทย ได้รับการเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อย่างไม่เป็นทางการ

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีการพิจารณาวาระสำคัญ นั่นคือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย สืบเนื่องจากการที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ คือวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และนำไปสู่การเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ในการประชุมครั้งนี้ นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้ชี้แจงขั้นตอนการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยการขานชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ตามลำดับตัวอักษร และให้แต่ละคนออกเสียงลงมติว่าจะเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรือ งดออกเสียง โดยจำนวน สส. ในปัจจุบันมีทั้งหมด 493 คน ดังนั้น ผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาฯ เกินกึ่งหนึ่ง หรือ 247 เสียงขึ้นไป การเข้าสู่วาระการโหวตนายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นหลังจากที่มีการถกเถียงและลงมติว่าจะเลื่อนญัตติเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเรื่องด่วนในวาระ 8 ขึ้นมาพิจารณาก่อน ด้วยคะแนน 313 ต่อ 142 เสียง

นายไชยชนก ชิดชอบ สส. บุรีรัมย์ ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้เสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นบุคคลเพียงชื่อเดียวที่พรรคเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ นายสรวงศ์ เทียนทอง สส. สระแก้ว และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ ซึ่งเป็นบุคคลสุดท้ายที่พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้นจึงเปิดโอกาสให้สมาชิกสภาฯ ได้อภิปรายก่อนที่จะลงมติเลือกผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ โดยใช้วิธีการขานชื่อลงคะแนนแบบเปิดเผยจนครบทั้ง 493 คน และผู้ที่ได้รับเลือกจะต้องมีคะแนนเสียงเกิน 247 เสียงขึ้นไป

เมื่อเวลา 15.51 น. ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาฯ ได้มีมติเห็นชอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับคะแนนเสียงเกิน 247 เสียง ส่งผลให้ นายอนุทิน ได้รับเลือกให้เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่32 ของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนต่อไปคือการรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ

#นายกรัฐมนตรีคนที่32 คือใคร? ทำไมถึงเป็นที่พูดถึง?

ภายหลังจากการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ส่งผลให้แฮชแท็กที่เกี่ยวข้อง เช่น #ประชุมสภา #พรรคภูมิใจไทย และ #โหวตนายก พุ่งขึ้นติดเทรนด์ยอดนิยมบนแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ (X) อย่างรวดเร็ว ประเด็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและความตื่นตัวของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ทำความเข้าใจขั้นตอนหลังจากการโหวต #นายกรัฐมนตรีคนที่32

หลายคนอาจสงสัยว่า หลังจากสภาฯ มีมติเห็นชอบแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป? ขั้นตอนหลังจากนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างสมบูรณ์

การเลือก #นายกรัฐมนตรีคนที่32 ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราทุกคนสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – แฮชแท็กการเมืองพุ่งติดเทรนด์ หลังโหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ คนที่ 32

สภาโหวตนายกฯ คนที่ 32 ปิดอภิปรายหนุน “ชัยเกษม-อนุทิน”


การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้เริ่มกระบวนการลงมติเพื่อเลือก นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย หลังจากที่เปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ได้อภิปรายสนับสนุนและคัดค้านผู้ถูกเสนอชื่อ ทั้งนายชัยเกษม นิติสิริ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง โดยมีประเด็นที่น่าสนใจและข้อโต้แย้งที่หลากหลาย

สภาเริ่มโหวตนายกฯ คนที่ 32 ปิดอภิปรายหนุน “ชัยเกษม-อนุทิน”

ในการประชุมเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธาน ได้เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายเสนอชื่อผู้ชิงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ เสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในขณะที่นายสรวงศ์ เทียนทอง สส.สระแก้ว เสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ หลังจากนั้นได้เปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปรายก่อนที่จะมีการลงมติ

นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ พรรคกล้าธรรม ได้อภิปรายสนับสนุนนายอนุทิน โดยให้เหตุผลว่าจะช่วยให้ประเทศก้าวข้ามความไม่แน่นอน และให้ความสำคัญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในขณะที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายคัดค้านนายอนุทิน โดยยกเหตุผลเรื่องคุณสมบัติที่ไม่เหมาะสมและข้อตกลง 5 ข้อกับพรรคประชาชน

นายสุรทิน พิจารณ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปไตยใหม่ สนับสนุนนายอนุทิน โดยชื่นชมที่ลงพื้นที่ให้กำลังใจประชาชนชายแดน ในขณะที่นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสงสัยเรื่องการใช้เงินและเรียกร้องความซื่อสัตย์สุจริต

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย สนับสนุนนายชัยเกษม โดยให้เหตุผลว่านายอนุทินขัดต่อหลักการประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ด้านนายวิทยา แก้วภราดัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งคำถามถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

นายรังสิกร ทิมาตฤกะ, สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายถึงจิตใจที่โอบอ้อมอารีของนายอนุทิน ด้านนายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายสนับสนุนนายชัยเกษม โดยกล่าวถึงเรื่องคดีฮั้ว สว. ของนายอนุทิน

ประเด็นสำคัญในการอภิปรายเพื่อโหวตเลือกนายกฯ คนที่ 32

ประเด็นสำคัญในการอภิปรายครั้งนี้อยู่ที่คุณสมบัติ ความเหมาะสม และกระบวนการที่มาของทั้งสองผู้ถูกเสนอชื่อ โดยมีการยกประเด็นเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ข้อตกลงทางการเมือง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อภิปรายว่านายอนุทินไม่มีมาตรฐานและความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีเรื่องของคดีฮั้ว สว. และที่ดินเขากระโดง ในขณะที่นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ตอบโต้ว่าเรื่องอยู่ในระหว่างการดำเนินคดี และครม.ชุดใหม่คงไม่แทรกแซง

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่าพรรคของตนไม่ได้เลือกนายอนุทินมาบริหารประเทศ แต่เลือกมายุบสภาผู้แทนราษฎรภายใต้กรอบเวลาที่ตกลงกัน และเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การอภิปรายครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเห็นที่แตกต่างและความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ในการเลือก นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ประเด็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ

หลังจากสิ้นสุดการอภิปราย ประธานในที่ประชุมได้อธิบายขั้นตอนการลงคะแนน และเริ่มเข้าสู่การลงมติเพื่อเลือก นายกรัฐมนตรีคนที่ 32

การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย ผลลัพธ์ที่ออกมาจะส่งผลต่อทิศทางการเมือง การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ที่มา – ปิดอภิปรายหนุน “ชัยเกษม-อนุทิน” กว่า 2 ชม. สภาเริ่มโหวตนายกฯ คนที่ 32

คปท. ศปปส. รวมพลัง! ไม่เอานายกฯ จากเพื่อไทย

การชุมนุมของกลุ่ม “คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม” แสดงพลังอย่างชัดเจนบริเวณหน้ารัฐสภา ประกาศจุดยืนหนักแน่นว่าพวกเขาไม่ต้องการนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคเพื่อไทย พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกผู้นำที่ยึดมั่นในผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานบรรยากาศบริเวณหน้ารัฐสภา เกียกกาย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) กองทัพธรรม ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) และกลุ่มประชาชนจำนวนมาก มารวมตัวกันเพื่อจัดกิจกรรมแสดงพลังทางการเมืองครั้งสำคัญ โดยมีเป้าหมายเพื่อกดดันไม่ให้พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อบุคคลใดขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยให้เหตุผลว่าพรรคเพื่อไทยได้สูญเสียความชอบธรรมในการบริหารประเทศไปแล้ว

ผู้ร่วมชุมนุมต่างถือป้ายข้อความที่สื่อถึงจุดยืนของตนเองอย่างชัดเจน เช่น “ไม่เอานายกฯ จากพรรคเพื่อไทย” พร้อมทั้งประกาศเจตนารมณ์ให้รัฐสภาดำเนินการเลือกผู้นำประเทศที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนและความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

แกนนำเครือข่ายได้กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า ประเทศกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ การตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรีจึงต้องไม่ใช่เป็นเพียงแค่เกมการเมืองของพรรคใดพรรคหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องเป็นบุคคลที่สามารถตอบสนองต่อเงื่อนไขและข้อเรียกร้องของประชาชนได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งยืนยันว่าจะติดตามการประชุมรัฐสภาอย่างใกล้ชิด

สำหรับการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณโดยรอบรัฐสภา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากคอยดูแลสถานการณ์อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นได้ ขณะที่การประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและจับตามองจากสังคมในวงกว้าง

คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม

คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม

คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม

คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม

คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม

ภาพ ศรันย์ พงษ์สวัสดิ์ ⁣

คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม รวมพลังหน้าสภา ประกาศไม่เอานายกฯ จากเพื่อไทย

สถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนระอุนี้ แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนในประเทศ การตัดสินใจของรัฐสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต

ทำไม คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม ถึงออกมาเคลื่อนไหว?

การรวมตัวของ คปท. ศปปส. และกองทัพธรรม เพื่อแสดงจุดยืนอันชัดเจนว่าไม่ต้องการนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลและความไม่ไว้วางใจของกลุ่มคนเหล่านี้ต่อพรรคเพื่อไทย โดยพวกเขามองว่า พรรคเพื่อไทยอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง หรืออาจมีวาระซ่อนเร้นอื่นๆ

การออกมาแสดงพลังของกลุ่มเหล่านี้ เป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐสภาและพรรคการเมืองต่างๆ ว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยกำลังจับตามองการตัดสินใจของพวกเขาอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะออกมาปกป้องผลประโยชน์ของตนเองหากรู้สึกว่าถูกละเลย

สถานการณ์เช่นนี้ ถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับระบบประชาธิปไตยของไทย ว่าจะสามารถรับฟังและตอบสนองต่อเสียงของประชาชนได้อย่างไร และจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้หรือไม่ ว่าการเมืองไทยยังคงเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง การเลือกนายกรัฐมนตรีที่ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่สงบในสังคมได้

ดังนั้น การตัดสินใจของรัฐสภาจึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงเสียงของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อให้ประเทศสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนปรารถนา

การชุมนุมของกลุ่ม คปท. ศปปส. และกองทัพธรรม เป็นเพียงภาพสะท้อนหนึ่งของสังคมไทยที่กำลังมีความคิดเห็นแตกต่างหลากหลาย การเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน และการหาทางออกร่วมกันอย่างสันติวิธี จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวข้ามความขัดแย้งและสร้างสังคมที่เข้มแข็งได้ในที่สุด นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราต้องร่วมกันคิด ร่วมกันทำ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศเรา

ที่มา – “คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม” รวมพลังหน้าสภา ประกาศไม่เอานายกฯ จากเพื่อไทย

Scroll to top