ไทย กัมพูชา

ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย

ฮุน เซน โพสต์เดือด! โต้สถาบันการศึกษาไทยประกาศถอนปริญญาบัตร ชี้ไม่เคยเห็นคุณค่า ตั้งแต่ได้มาแล้วโยนทิ้งหมด บอกไม่ใช่สิ่งที่สร้างความสำเร็จในชีวิตการเมือง แต่เป็นประชาชนและสถาบันกัมพูชาต่างหาก

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชารายงานว่า สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ได้ออกมาโพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียตอบโต้กรณีมีสถาบันการศึกษาไทยแห่งหนึ่งประกาศเพิกถอนปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ที่เคยมอบให้ โดยย้ำชัดว่าเขาไม่เคยให้ความสำคัญกับปริญญาบัตรจากไทยตั้งแต่ต้น และได้ทิ้งทั้งหมดไปแล้ว

ฮุนเซนเผยว่า ปริญญาบัตรทั้ง 3 ใบ มอบให้เขาเมื่อปี 2544 2549 และ 2562 แต่ไม่มีส่วนใดที่มีคุณค่าในการสร้างความสำเร็จของชีวิตการเมืองเลย เพราะความรู้ ความสามารถ และความสำเร็จทั้งหมดมาจากประชาชนกัมพูชาและสถาบันการศึกษาของกัมพูชาเอง ไม่ใช่จากไทย พร้อมระบุว่าสถาบันไทยเหล่านี้ควรละอายใจเสียด้วยซ้ำ ที่นำประเมินคุณงามความดีของเขาเพื่อขอให้รับปริญญาบัตรโดยสมัครใจ ไม่ใช่เขาที่เป็นฝ่ายร้องขอ

ทั้งนี้ ฮุนเซนยังท้าว่าสำนักงานของเขาจะนำเอกสารการประเมินคุณสมบัติจากสถาบันการศึกษาไทยที่ใช้ในการมอบปริญญาบัตรมาประกาศต่อสาธารณะ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า สถาบันไทยเหล่านี้เป็นฝ่ายมอบเกียรติยศให้เอง ไม่ใช่สิ่งที่เขาแสวงหา พร้อมย้ำว่าความภาคภูมิใจของเขามาจากการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่จากกระดาษเพียงแผ่นเดียว

ทั้งนี้ โพสต์เดือดล่าสุดของอดีตผู้นำกัมพูชามีขึ้นหลังจากที่สภามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีมติเอกฉันท์เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นแก่ฮุน เซน และก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง มีมติลงคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ของสมเด็จฮุน เซน หลังมีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทย แสดงพฤติกรรมตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณ

ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย

เรื่องราว ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย นี้ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา หลายคนแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็เห็นด้วยกับการตัดสินใจของสถาบันการศึกษาไทยที่ถอนปริญญาบัตร ในขณะที่บางส่วนก็มองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

การที่สถาบันการศึกษาไทยตัดสินใจถอนปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์จากสมเด็จฮุน เซน นั้น สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนของสถาบันต่อสถานการณ์ทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การกระทำดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณว่าสถาบันการศึกษาไทยให้ความสำคัญกับหลักการและค่านิยมที่ถูกต้อง

ทำไมสถาบันการศึกษาไทยถึงถอนปริญญาบัตรจากฮุนเซน?

เหตุผลหลักที่สถาบันการศึกษาไทยตัดสินใจถอนปริญญาบัตรจากสมเด็จฮุน เซน นั้น มาจากท่าทีและพฤติกรรมของสมเด็จฮุน เซน ที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทย และขัดแย้งกับคุณสมบัติและเกียรติคุณที่เคยได้รับจากสถาบัน การถอนปริญญาบัตรจึงเป็นการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุนต่อพฤติกรรมดังกล่าว

นอกจากนี้ การถอนปริญญาบัตรยังเป็นการปกป้องชื่อเสียงและเกียรติภูมิของสถาบันการศึกษาไทย การที่สถาบันยังคงมอบปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ให้กับบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจที่สังคมมีต่อสถาบันได้

ประเด็นเรื่อง ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องในสังคม หลายฝ่ายต่างจับตาดูว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสองประเทศอย่างไรต่อไป

สำหรับสมเด็จฮุน เซน การถูกถอนปริญญาบัตรจากสถาบันการศึกษาไทย อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสถานะและความนิยมของท่านในประเทศกัมพูชามากนัก เพราะความสำเร็จทางการเมืองของท่านมาจากปัจจัยอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากการได้รับการยอมรับจากสถาบันการศึกษาต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสถาบันการศึกษาไทย ในการพิจารณาและคัดเลือกบุคคลที่จะได้รับปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์อย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าบุคคลเหล่านั้นมีคุณสมบัติและพฤติกรรมที่เหมาะสม และสมควรได้รับการยกย่องจากสังคมอย่างแท้จริง

การออกมาตอบโต้เรื่อง ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย ของสมเด็จฮุน เซน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการตัดสินใจของสถาบันการศึกษาไทย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการยืนยันว่าท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับปริญญาบัตรจากต่างประเทศมากนัก

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือด้วยการกระทำ ไม่ใช่เพียงแค่การได้รับการยอมรับจากภายนอกเท่านั้น

ที่มา – ฮุนเซน โพสต์เดือดโต้ปมสถาบันการศึกษาไทยประกาศถอนปริญญาบัตร ชี้ไม่เคยเห็นคุณค่า ได้มาแล้วโยนทิ้งหมด

กัมพูชาอ้าง! ไทยจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

สถานการณ์ชายแดนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อสื่อกัมพูชาออกมากล่าวหาว่าประเทศไทยทำการจัดฉากภาพและคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นทหารกัมพูชากำลังฝังทุ่นระเบิดชุดใหม่ โดยอ้างว่ามีการว่าจ้างคนไทยเชื้อสายกัมพูชามาแสดง และซื้อชุดทหารจากตลาดทั่วไป เพื่อสร้างเรื่องใส่ร้ายป้ายสี

เรื่องราวเริ่มต้นจากกรณีที่กองทัพเรือไทยออกมาเปิดเผยว่า พบโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชาที่ทำตกไว้ ภายในโทรศัพท์นั้นมีภาพถ่ายและคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นภาพทหารกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ไว้ในหลุม และมีการสอนวิธีการใช้งานทุ่นระเบิดให้กับเพื่อนทหารด้วย

ล่าสุด สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชาได้ออกมาตอบโต้เรื่องนี้ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยกล่าวหาว่าคลิปและรูปภาพดังกล่าวเป็นความพยายามในการจัดฉากครั้งที่ 2 ของฝ่ายไทย เพื่อใส่ร้ายและกล่าวหากัมพูชา

Fresh News ระบุว่า หลังจากความพยายามในการสร้างวิดีโอจัดฉากครั้งแรกไม่สำเร็จ ประเทศไทยยังคงพยายามที่จะถ่ายภาพจัดฉากเป็นครั้งที่สอง โดยมีทั้งรูปภาพและวิดีโอที่กล่าวหาทหารกัมพูชาว่ากำลังวางทุ่นระเบิด

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า วิดีโอและรูปภาพที่ถูกเผยแพร่โดยกองทัพไทยนั้น เป็นการจัดฉากที่ทำขึ้นเพื่อสร้างภาพให้ทหารกัมพูชาดูเป็นผู้ร้าย เหมือนกับที่เคยทำในอดีต เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการยั่วยุทางทหารของตนเอง

ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ให้เห็นว่า หากมีการลอบวางทุ่นระเบิดจริง คงไม่มีใครบันทึกวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน การลอบวางทุ่นระเบิดจะต้องทำด้วยความระมัดระวังและรวดเร็วอย่างยิ่ง ดังนั้น วิดีโอและรูปภาพที่ฝ่ายไทยนำมาแสดงจึงเป็นการจัดฉากเพื่อกล่าวหากัมพูชา

กัมพูชาอ้าง! ไทยจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

สื่อกัมพูชายังอ้างอีกว่า ชาวไทยเชื้อสายกัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์สามารถพูดภาษากัมพูชาได้อย่างคล่องแคล่ว และชุดทหารกัมพูชา รวมถึงตราสัญลักษณ์ต่างๆ ก็สามารถหาซื้อได้ง่ายดายตามท้องตลาดของไทย

ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ฝ่ายไทยมีความเชี่ยวชาญในการถ่ายภาพจัดฉากเช่นนี้เป็นอย่างมาก หลังจากที่เผยแพร่วิดีโอแรกไปแล้ว อาจมีบางคนที่ไม่เชื่อ พวกเขาจึงจัดฉาก การวางทุ่นระเบิดอีกครั้งเพื่อให้สื่อนำไปเผยแพร่ แต่สังคมก็ยังคงมีความกังขาอยู่ดี

ความเป็นไปได้ในการจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เรามาพิจารณาความเป็นไปได้ที่ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น การจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 จริงหรือไม่?

  • ความคล่องแคล่วทางภาษา: ประเด็นที่ว่าชาวไทยเชื้อสายกัมพูชาสามารถพูดภาษากัมพูชาได้คล่องแคล่วเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
  • การหาซื้อชุดทหาร: การที่ชุดทหารและอุปกรณ์ต่างๆ สามารถหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด ก็เป็นสิ่งที่น่าพิจารณา
  • แรงจูงใจ: สิ่งที่ต้องพิจารณาคือแรงจูงใจของทั้งสองฝ่าย ว่าใครจะได้ประโยชน์จากการสร้างสถานการณ์เช่นนี้

ดังนั้น การที่สื่อกัมพูชาออกมากล่าวหาว่าประเทศไทยจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 จึงต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงบริบททางสังคม การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเรื่องจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และรอการพิสูจน์ความจริงต่อไป การกล่าวหาเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นได้

ทั้งนี้ สื่อและประชาชนควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และพิจารณาข้อเท็จจริงจากหลายแหล่ง เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูล

การออกมากล่าวหาว่าประเทศไทย จัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 จากฝั่งกัมพูชาครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ยังคงเปราะบางระหว่างสองประเทศ การแก้ไขปัญหาความเข้าใจผิดและความขัดแย้งต่างๆ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาอย่างสันติวิธี เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – สื่อกัมพูชากล่าวหาไทย จัดฉากภาพ-คลิปทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

รัฐบาลยัน! ไม่รื้อรั้วลวดหนาม มีแต่สร้างเพิ่ม

รัฐบาลยืนกราน! ข่าวลือเรื่องการรื้อรั้วลวดหนามตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาไม่เป็นความจริง มีแต่จะสร้างเพิ่มในเขตอธิปไตยของไทยเท่านั้น พร้อมเชื่อว่ามีผู้ไม่หวังดีพยายามปั่นกระแสสร้างความแตกแยก ขณะที่การประชุม RBC กับกัมพูชาถูกเลื่อนไปเป็นวันที่ 27 สิงหาคม 2568

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ออกมาตอบโต้กระแสข่าวลือที่ว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี จะสั่งให้มีการรื้อรั้วลวดหนามตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ว่า ข่าวดังกล่าวเป็น “ข่าวปลอม” ที่ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด รัฐบาลไม่มีความคิดที่จะรื้อรั้วลวดหนาม มีแต่จะทยอยวางรั้วลวดหนามเพิ่มเติมในเขตอธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลยืนยัน! ไม่รื้อรั้วลวดหนาม มีแต่สร้างเพิ่มในเขตไทย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะรื้อรั้วลวดหนาม แต่กลับมีนโยบายที่จะสร้างรั้วเพิ่มเติม เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ

ทั้งนี้ ข่าวดังกล่าวถูกปล่อยโดยบางเพจที่จงใจปั่นกระแส เพื่อหวังเรียกยอดไลก์และยอดผู้ติดตาม โดยใช้วิธีการบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างเรื่องราวเท็จ อ้างว่ารัฐบาลจะเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และมีการเสนอให้ยกเลิกรั้วลวดหนามบริเวณชายแดนทั้งหมด ซึ่ง “ไม่เป็นความจริง” เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนยังคงยึดตามข้อตกลงหยุดยิงหลังเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ว่า “อยู่ตรงไหน ให้อยู่ตรงนั้น” และประเทศไทยยังคงต้องรักษาอธิปไตยของตนเอง การล้อมรั้วลวดหนามจึงเป็นมาตรการที่จำเป็นต่อการยืนยันสิทธิ์ในเขตแดน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลไทยจะไม่หวั่นไหวต่อการปลุกปั่นหรือการกดดันจากฝ่ายใด และขอยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลจะไม่มีการรื้อรั้วลวดหนามในทุกเขตแดนที่วางไว้ตลอด 7 จังหวัด แต่จะมีเเต่การเสริมสร้างให้เเข็งเเรงยิ่งขึ้น

กัมพูชาขอเลื่อนประชุม RBC เป็น 27 สิงหาคม

นายจิรายุ กล่าวเพิ่มเติมว่า ศบ.ทก. ได้รับแจ้งจากฝ่ายกัมพูชาว่า ขอเลื่อนการประชุม RBC สมัยวิสามัญในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 จากเดิมวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ออกไปเป็นวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เพื่อให้มีเวลาในการเตรียมการประชุมมากขึ้น ทั้งนี้ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้นำเรียน พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งท่านก็ไม่ได้ขัดข้องและเห็นชอบให้เลื่อนการประชุมตามที่กัมพูชาได้ร้องขอมา

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ได้กำหนดการหารือใหม่ดังนี้:

  • วันที่ 25–26 สิงหาคม 2568: ประชุมกองเลขาฯ
  • วันที่ 27 สิงหาคม 2568: ประชุม RBC สมัยวิสามัญ
  • สถานที่ประชุม: พื้นที่กึ่งกลางบริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลไทยยังคงยืนหยัดในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน การเสริมสร้างรั้วลวดหนามเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเหล่านั้น และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

ที่มา – รัฐบาลปฏิเสธข่าวลือรื้อรั้วลวดหนาม ลั่นไม่มีวันรื้อมีแต่จะสร้างเพิ่ม ในเขตอธิปไตยของไทย

กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด อ้างไทยจัดฉาก

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อกัมพูชาออกมากัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด โดยอ้างว่าเป็นวิดีโอที่จัดทำขึ้นโดยฝ่ายไทยเพื่อใส่ร้ายป้ายสี ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสังคม

กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด อ้างฝ่ายไทยจัดฉาก

สำนักข่าว Khmer Times รายงานว่า สำนักงานปฏิบัติการและช่วยเหลือเหยื่อทุ่นระเบิดแห่งประเทศกัมพูชา (CMAA) ออกมาโต้แย้งว่า คลิปวิดีโอที่กองทัพไทยเผยแพร่ ซึ่งแสดงภาพทหารที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นชาวกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิด เป็นการจัดฉากเพื่อจงใจใส่ร้ายกัมพูชา

นายลอง โกสล โฆษกของ CMAA กล่าวอย่างหนักแน่นว่า กัมพูชาไม่มีนโยบายที่จะวางทุ่นระเบิดใหม่ตามแนวชายแดน และจะไม่กระทำการดังกล่าวอย่างแน่นอน เนื่องจากกัมพูชาเป็นภาคีของอนุสัญญาออตตาวา หรือสนธิสัญญาห้ามทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล “เราขอปฏิเสธวิดีโอปลอมนี้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งมีความพยายามที่จะใส่ร้ายกัมพูชา” เขากล่าว

สื่อกัมพูชาหลายสำนักรายงานตรงกันว่า วิดีโอดังกล่าวถูกตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถืออย่างกว้างขวาง และเชื่อกันว่าเป็นวิดีโอที่จัดทำขึ้น ไม่ใช่เหตุการณ์จริง

อะไรที่ทำให้กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด

ผู้สังเกตการณ์และผู้เชี่ยวชาญหลายรายได้ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมเหตุสมผลหลายประการในวิดีโอ ซึ่งทำให้ความน่าเชื่อถือของวิดีโอลดลงอย่างมาก ประการแรก สภาพแวดล้อมในการถ่ายทำดูไม่สมจริง ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ชายแดนจริง ประการที่สอง พฤติกรรมของบุคคลในวิดีโอขาดความระมัดระวังอย่างที่ควรจะเป็นในปฏิบัติการทางทหารจริง และประการสุดท้าย การจัดการกับอุปกรณ์ที่ปรากฏในวิดีโอแสดงให้เห็นถึงความไม่ชำนาญของผู้ที่ทำการวางทุ่นระเบิด

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยอ้างว่า ทุ่นระเบิดที่เห็นในคลิปคือทุ่นระเบิด PMN-2 แต่ภาพที่ปรากฏกลับดูเหมือนเป็นระเบิดรุ่นอื่น ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลที่นำเสนอ ยิ่งไปกว่านั้น เสียงที่ได้ยินในฉากหลังซึ่งคอยกำกับให้บุคคลในวิดีโอ “ทำให้ดูสมจริง” ยิ่งตอกย้ำว่านี่คือการแสดงที่จัดฉากขึ้นอย่างชัดเจน มากกว่าที่จะเป็นปฏิบัติการจริง

Khmer Times ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า กองทัพไทยเผยแพร่วิดีโอดังกล่าวโดยไม่ระบุแหล่งที่มาที่ชัดเจน แต่วิดีโอดังกล่าวกลับถูกสื่อไทยนำไปขยายผล เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาที่ว่า ทหารกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิดใหม่ตามแนวชายแดน ซึ่ง CMAA ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างแข็งขัน โดยระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง

เมื่อพิจารณาจากความไม่สอดคล้องและความผิดปกติที่ปรากฏในวิดีโอ ทำให้เชื่อได้ว่าวิดีโอดังกล่าวถูกสร้างขึ้นโดยมีเจตนาที่จะโยนความผิดให้กับกองทัพกัมพูชา

Khmer Times ยังอ้างว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการกล่าวหาในลักษณะนี้ ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานว่า ชาวกัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์ถูกว่าจ้างให้สวมเครื่องแบบทหารกัมพูชา ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดในประเทศไทย เช่นที่สงขลา และจัดฉากการยิงหนังสติ๊ก หรือฝึกซ้อมปลอมๆ ก่อนที่จะนำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ โดยอ้างว่าเป็นหลักฐานของกิจกรรมทางทหารของกัมพูชา

นอกจากนี้ สื่อกัมพูชายังอ้างคำพูดของผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตวิดีโอและเทคนิคการจัดฉากที่ไม่เปิดเผยชื่อ ซึ่งระบุว่า วิดีโอล่าสุดนี้มีร่องรอยของการจัดฉากอย่างชัดเจน

สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนที่จะด่วนสรุปหรือเชื่อถือข้อมูลที่เผยแพร่บนสื่อต่างๆ การที่กัมพูชาออกมากัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิดอย่างแข็งขัน สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ดังนั้น การนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง แม่นยำ และปราศจากอคติ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด อ้างฝ่ายไทยจัดฉากหมายใส่ร้าย

สหรัฐฯ เปิดตัว โดรนสอยโดรน! สกัดภัยทางอากาศ

กองทัพสหรัฐฯ เปิดตัว "สกายเรเดอร์" โดรนสอยโดรน สุดล้ำ! สามารถทำลายโดรนของศัตรูที่บินอยู่กลางอากาศได้ด้วยระบบบังคับทางไกล พร้อมติดระเบิดเคลย์มอร์ ยิงสกัดเป้าหมายกลางอากาศได้สำเร็จ นับเป็นครั้งแรกที่ทดสอบการใช้งานจริง

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 กองทัพสหรัฐฯ ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการทดสอบการใช้งาน "สกายเรเดอร์" (SkyRaider) โดรนสอยโดรนกลางอากาศ (air-to-air drone) เป็นครั้งแรก! โดรนสุดไฮเทคนี้สามารถยิงสกัดโดรนของศัตรูที่บินอยู่กลางอากาศได้อย่างแม่นยำ โดยใช้ระบบบังคับแบบ "มุมมองบุคคล" (first-person view ) พร้อมติดอาวุธร้ายอย่าง “ระเบิดเคลย์มอร์” เพื่อยิงทำลายเป้าหมายกลางอากาศอย่างเด็ดขาด

ทางกองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดเผยรายละเอียดว่า การทดสอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบการรบแบบไร้คนขับ โดยใช้โดรนรุ่น “สกายเรเดอร์” ที่ติดตั้งระเบิดเคลย์มอร์ บินไล่สกัดและทำลายโดรนเป้าหมายในการจำลองสถานการณ์เหนือน่านฟ้าแทเบอร์นาเคิล ฟิลด์ ภายในฐานทัพฟอร์ต รักเกอร์ รัฐแอละแบมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ เนต เชีย รับหน้าที่ควบคุมการบิน ในขณะที่เจ้าหน้าที่ แอนดรูว์ โทพิตส์ ทำหน้าที่ควบคุมโดรนเป้าหมาย

การทดสอบครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบการรบอัตโนมัติและการควบคุมจากระยะไกล และจัดขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดระบบอากาศยานไร้คนขับของกองทัพบกสหรัฐฯ เพื่อแสดงศักยภาพและแนวทางการพัฒนาในอนาคต

โดรนสอยโดรน: อาวุธใหม่แห่งอนาคต

การพัฒนาโดรนสอยโดรนนี้ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในวงการเทคโนโลยีทางการทหาร เนื่องจากเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันภัยทางอากาศ และลดความเสี่ยงต่อชีวิตของทหารลงได้อย่างมาก ระบบการควบคุมจากระยะไกลยังช่วยให้สามารถปฏิบัติภารกิจในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายหรือเข้าถึงยากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมโดรนสอยโดรนถึงสำคัญ?

  • ป้องกันภัยทางอากาศ: สามารถสกัดและทำลายโดรนของศัตรูได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
  • ลดความเสี่ยง: ลดความจำเป็นในการส่งทหารเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง
  • ปฏิบัติการหลากหลาย: สามารถใช้งานในภารกิจลาดตระเวน สอดแนม และโจมตี
  • ประสิทธิภาพสูง: ระบบอัตโนมัติและควบคุมจากระยะไกลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรบ

สกายเรเดอร์: โดรนสอยโดรนรุ่นบุกเบิก

สกายเรเดอร์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโดรนสอยโดรนในอนาคต คาดการณ์ว่าในอนาคตเราจะได้เห็นโดรนที่มีความสามารถในการสกัดกั้นภัยคุกคามทางอากาศได้หลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโดรนขนาดเล็ก หรือแม้แต่ขีปนาวุธ

การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ยังส่งผลกระทบต่อกระบวนการคิดเชิงยุทธศาสตร์และการวางแผนทางการทหารในอนาคต กองทัพต่างๆ จะต้องปรับตัวและพัฒนากลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโดรนสอยโดรนก็มาพร้อมกับข้อกังวลเกี่ยวกับจริยธรรมและความรับผิดชอบในการใช้งาน การตัดสินใจว่าจะใช้โดรนสังหารเป้าหมายใดนั้น ควรอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์หรือไม่? และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหากเกิดความผิดพลาดหรือผลกระทบที่ไม่คาดฝัน?

คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่สังคมและผู้กำหนดนโยบายจะต้องขบคิดและหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้เทคโนโลยีโดรนถูกนำไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบและเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างแท้จริง โดรนสอยโดรนจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือทางการทหาร แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับความท้าทายและความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ เปิดตัว “โดรนสอยโดรน” ระเบิดโดรนศัตรูร่วงกลางอากาศ นับเป็นครั้งแรกที่ทดสอบการใช้งาน

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาเรียกร้องให้ไทยส่งตัวทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกควบคุมตัวกลับประเทศ หลังครบกำหนด 14 วันตามข้อตกลงหยุดยิง พร้อมขอบคุณนานาชาติที่ให้ความช่วยเหลือในการกดดันประเทศไทย และย้ำว่ากัมพูชาจะไม่ทอดทิ้งกำลังพล

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้แถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวในประเทศไทย โดยระบุว่าบัดนี้เป็นเวลา 14 วันแล้วนับตั้งแต่กองกำลังของประเทศไทยได้ควบคุมตัวทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย ภายหลังจากการประกาศใช้ข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการระหว่างทั้งสองประเทศ

พลโทหญิง มาลี โสเจียตา ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ และทำการส่งตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นายกลับประเทศโดยเร็ว เพื่อให้พวกเขาได้กลับไปพบกับครอบครัวที่กำลังรอคอยการกลับมาของพวกเขาด้วยความหวังและความคิดถึง

นอกจากนี้ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา ยังได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อประเทศคู่มิตรและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศไทยปล่อยตัวทหารกัมพูชาโดยเร็ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจจากนานาชาติต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชายังได้เน้นย้ำถึงจุดยืนที่แน่วแน่ของกัมพูชาว่า รัฐบาลและกองทัพจะไม่ทอดทิ้งหรือละเลยกำลังพลของตนเองแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรก็ตาม การให้ความช่วยเหลือและปกป้องกำลังพลถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญยิ่ง

กัมพูชาต้องการให้ไทย ปล่อยทหาร 18 นาย กลับประเทศ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งมีทั้งความร่วมมือและความขัดแย้งปะปนกันไป การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศทั้งสอง และป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงได้

การที่กัมพูชาออกมาเรียกร้องให้ไทยปล่อยทหาร 18 นาย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและดูแลสวัสดิภาพของประชาชน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันจากทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีการปล่อยตัวทหารทั้ง 18 นาย ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าจะมีการตอบสนองจากรัฐบาลไทยอย่างไร และสถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในอนาคตอย่างไร

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การสื่อสารและการเจรจาอย่างเปิดอกและสร้างสรรค์จึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การใช้ความรุนแรงหรือการเผชิญหน้ากันจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

หวังว่าประเทศไทยและกัมพูชาจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้โดยสันติวิธี และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไว้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในระยะยาวได้ การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีและการเจรจาอย่างเปิดอกจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย หลังครบ 14 วันตั้งแต่ถูกควบคุมตัว

กัมพูชาโต้! ปม ผบ.ทภ.2 ยึดปราสาทตาควาย

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้คำกล่าวของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็น “หลักฐานชัดเจนของการยั่วยุ” และเป็นความพยายามรุกรานดินแดนกัมพูชาโดยเจตนา ประเด็นหลักอยู่ที่ข้อกล่าวหาเรื่องการยึดปราสาทตาควาย

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้คำกล่าวของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็น “หลักฐานชัดเจนของการยั่วยุ” และเป็นความพยายามรุกรานดินแดนกัมพูชาโดยเจตนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการอ้างสิทธิ์เหนือ ปราสาทตาควาย ที่เป็นข้อพิพาทสำคัญ

แถลงการณ์ระบุว่า ในวันเดียวกัน พล.ท.บุญสิน ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในอีก 51 วัน ประกาศแผน 2 ข้อ คือ 1) ยึดปราสาทตาควาย ซึ่งอยู่ภายใต้การครอบครองโดยชอบธรรมของกัมพูชา และ 2) ประกาศปิดปราสาทตาเมือนธม ซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชาโดยสมบูรณ์

กัมพูชาชี้ว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ได้จากการประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 ก.ค. และยังขัดต่อเจตนารมณ์ของที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่มาเลเซีย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงในข้อ 2 ว่าจะไม่เคลื่อนย้ายกำลังหรือออกลาดตระเวนเกินตำแหน่งปัจจุบัน

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาย้ำจุดยืนแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และคาดหวังว่าไทยจะปฏิบัติด้วยความจริงใจเพื่อฟื้นฟูสันติภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

พร้อมกันนี้ กัมพูชาเรียกร้องต่อประชาคมโลก ให้กดดันไทยเคารพข้อตกลง ไม่เพียงในวาจาแต่ในทางปฏิบัติ รวมถึงยุติการละเมิดและยั่วยุทุกรูปแบบ และรื้อถอนลวดหนามที่วางในดินแดนกัมพูชาโดยมิชอบทันที

ทั้งนี้ยังระบุว่า สถานการณ์โดยรวมตามแนวชายแดนยังคงสงบ และทั้งสองฝ่ายควรรักษาเสถียรภาพนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจบั่นทอนสันติภาพ ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดี การออกมาแถลงการณ์โต้ตอบเรื่อง ปราสาทตาควาย ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ชายแดน

กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ทำไมประเด็นปราสาทตาควายถึงสำคัญ?

ประเด็น ปราสาทตาควาย มีความสำคัญเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ในการครอบครอง การที่ผู้บัญชาการระดับสูงของไทยออกมากล่าวอ้างว่าจะยึดปราสาทดังกล่าว จึงถูกมองว่าเป็นการยั่วยุและละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่

  • ความสำคัญทางประวัติศาสตร์: ปราสาทตาควายเป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
  • ประเด็นด้านอธิปไตย: การอ้างสิทธิ์เหนือปราสาทตาควายเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านอธิปไตยและเส้นแบ่งเขตแดน
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ข้อพิพาทเกี่ยวกับปราสาทตาควายส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา

สถานการณ์เช่นนี้ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

การที่กัมพูชาออกมาตอบโต้ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดน และความต้องการที่จะรักษาอธิปไตยของตนเอง การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับกรณี ปราสาทตาควาย ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการรักษาสันติภาพตามแนวชายแดนเป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญ

ที่มา – กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

Scroll to top