ไทยกัมพูชา ผลกระทบ

ด่วน! แจ้งเตือนประชาชนพื้นที่ชายแดนสระแก้ว

สถานการณ์ตึงเครียด! กองทัพบกแจ้งเตือนประชาชนใน พื้นที่ตามแนวชายแดน จ.สระแก้ว อพยพ ด่วนไปยังศูนย์พักพิงเพื่อความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 แฟนเพจ “กองทัพบก ทันกระแส” ได้โพสต์ข้อความแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ใน พื้นที่ตามแนวชายแดน จ.สระแก้ว อพยพ ไปยังศูนย์พักพิงเป็นการเร่งด่วน โดยกองทัพภาคที่ 1 และกองกำลังบูรพาเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

แจ้งเตือนประชาชนพื้นที่ตามแนวชายแดน จ.สระแก้ว อพยพ

ประกาศดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก หลายคนต่างเร่งเตรียมตัวและตรวจสอบข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ทำไมต้องอพยพ? สถานการณ์ชายแดนน่ากังวลแค่ไหน?

แม้ว่ารายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่แน่ชัดยังไม่มีการเปิดเผยออกมา แต่การประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชน พื้นที่ตามแนวชายแดน จ.สระแก้ว อพยพ ในครั้งนี้ บ่งชี้ว่าสถานการณ์บริเวณชายแดนอาจมีความตึงเครียดและมีความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน

ทางกองทัพบกยังไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุของการแจ้งเตือนในครั้งนี้ แต่ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะแจ้งให้ทราบถึงความคืบหน้าของสถานการณ์โดยเร็วที่สุด

สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการอย่างเคร่งครัด และเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพหากมีความจำเป็น หมั่นติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และอย่าตื่นตระหนกจนเกินไป

คำแนะนำสำหรับประชาชนในพื้นที่:

  • ตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น กองทัพบก หน่วยงานภาครัฐ และสื่อมวลชนกระแสหลัก
  • เตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับการอพยพ เช่น ยาประจำตัว อาหาร น้ำดื่ม เสื้อผ้า และเอกสารสำคัญ
  • วางแผนเส้นทางการอพยพไปยังศูนย์พักพิงที่ใกล้ที่สุด
  • แจ้งให้ญาติสนิทมิตรสหายทราบถึงสถานการณ์ และแผนการอพยพของคุณ
  • ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการอพยพ และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ใน พื้นที่ตามแนวชายแดน จ.สระแก้ว อพยพ ในขณะนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านปลอดภัยและผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – แจ้งเตือนประชาชนพื้นที่ตามแนวชายแดน จ.สระแก้ว อพยพไปยังศูนย์พักพิง

ปภ. ส่ง Cell Broadcast เตือนอพยพไปยังศูนย์พักพิง

สถานการณ์ตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เร่งดำเนินการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ผ่านระบบ Cell Broadcast เพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมและ อพยพไปยังศูนย์พักพิง ที่ปลอดภัย

ปภ. ส่ง Cell Broadcast เตือนจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา อพยพไปยังศูนย์พักพิง

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาด้านจังหวัดสุรินทร์ทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากการปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาบริเวณช่องภูผาเหล็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกหนังสือแจ้งเตือนไปยังจังหวัดและอำเภอที่ติดชายแดน 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ให้ดำเนินการอพยพไปยังศูนย์พักพิงเป็นการด่วน

บรรยากาศในจังหวัดสุรินทร์เต็มไปด้วยความเร่งรีบในการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่สีแดง เช่น อำเภอพนมดงรัก อำเภอกาบเชิง และอำเภอบัวเชด โดยมีเพียง ชรบ. เท่านั้นที่ยังคงเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้าน จุดพักพิงชั่วคราวหลายแห่งถูกจัดเตรียมไว้รองรับผู้อพยพไปยังศูนย์พักพิง

นายวิรัตน์ หงษ์ทอง ชาวบ้านตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก เปิดเผยว่า หลังจากได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านให้อพยพออกจากพื้นที่ ตนและครอบครัวได้รีบเก็บข้าวของและเดินทางมายังศูนย์พักพิงในเมืองสุรินทร์ทันที หวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะสงบลงโดยเร็ว เพราะนี่เป็นการอพยพครั้งที่ 3 ของครอบครัวแล้ว

ในอำเภอบัวเชด ประชาชนจำนวนมากพากันไปเติมน้ำมันที่ปั๊มเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพไปยังศูนย์พักพิงที่ทางการจัดเตรียมไว้ รถติดยาวเหยียดแสดงให้เห็นถึงความตื่นตระหนกและความต้องการที่จะอพยพไปยังศูนย์พักพิงโดยเร็วที่สุด

ปภ. แจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast เมื่อเวลา 16.04 น. โดยระบุว่า “ขณะนี้เกิดเหตุสู้รบที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บริเวณ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ขอให้ผู้ที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อ.พนมดงรัก, อ.กาบเชิง, อ.สังขะ และ อ.บัวเชด อพยพออกจากพื้นที่ชายแดนไปยังพื้นที่พักพิงชั่วคราว หรือพื้นที่ปลอดภัยที่ราชการกำหนด หรือติดต่อกำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ และที่ว่าการอำเภอ เพื่อให้นัดหมายและอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ทางราชการกำหนด ทั้งนี้ ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการในพื้นที่อย่างเคร่งครัด สอบถามรายละเอียด โทร 1784” ข้อความนี้เป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

สถานการณ์ชายแดนยังคงไม่แน่นอน การอพยพประชาชนไปยังศูนย์พักพิงเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

ที่มา – ปภ. ส่ง Cell Broadcast เตือนจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา อพยพไปยังศูนย์พักพิง

ผบ.ทบ. ยุติข้อตกลง “กัมพูชา” ป้องการกระทำ

“ผู้บัญชาการทหารบก” ประกาศจุดยืน ลั่นจำเป็นต้องยุติทุกข้อตกลง “กัมพูชา” เพื่อรักษาสิทธิในการป้องกันตนเองจากการถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม

วันที่ 11 พ.ย. 2568 มีรายงานว่า จากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่มีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น ภายหลังเหตุการณ์ที่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด

ล่าสุด พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้แสดงจุดยืนของกองทัพบกว่า “ความจริงได้ปรากฏอย่างชัดเจนแล้วว่า ท่าทีแห่งความเป็นปรปักษ์ยังคงอยู่ กองทัพบกจำเป็นต้องยุติทุกข้อตกลง เพื่อรักษาสิทธิในการป้องกันตนเองจากการถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม”.

ผบ.ทบ. ยุติข้อตกลง “กัมพูชา” ป้องการกระทำ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ทำให้เกิดความกังวลในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การประกาศยุติข้อตกลงต่างๆ กับ “กัมพูชา” ของผู้บัญชาการทหารบกในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศชาติ

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบและการกระทบกระทั่งตามแนวชายแดนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงในภูมิภาค การยุติข้อตกลงเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือทางทหาร และความสัมพันธ์ทางการทูตในระยะสั้น แต่ในระยะยาว อาจนำไปสู่การทบทวนและปรับปรุงความสัมพันธ์ให้มีความชัดเจน และเป็นประโยชน์ร่วมกันมากยิ่งขึ้น

เหตุผลเบื้องหลังการยุติข้อตกลงกับกัมพูชา

มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจยุติข้อตกลงกับ “กัมพูชา” ในครั้งนี้ ปัจจัยเหล่านั้นอาจรวมถึง:

  • การละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่: หากมีการละเมิดข้อตกลงทวิภาคี หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจเป็นเหตุผลให้ต้องทบทวน หรือยุติข้อตกลงนั้น
  • ความเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ความมั่นคง: ความเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน เช่น การเพิ่มขึ้นของกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย หรือการปรากฏตัวของกลุ่มติดอาวุธ อาจเป็นเหตุผลให้ต้องปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัย และยุติข้อตกลงที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
  • การทบทวนผลประโยชน์ร่วมกัน: การทบทวนผลประโยชน์ร่วมกัน และพบว่าข้อตกลงบางอย่างไม่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน อาจนำไปสู่การเจรจาใหม่ หรือการยุติข้อตกลงนั้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการเจรจาอย่างเปิดเผยและจริงใจ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของ ผบ.ทบ. ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แม้ว่าอาจจะต้องเผชิญกับความท้าทายและความไม่แน่นอนในอนาคต การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ และการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

การประกาศ ผบ.ทบ. ยุติข้อตกลง “กัมพูชา” ป้องการกระทำนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมที่จะยืนหยัดเพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของชาติ หวังว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะนำไปสู่การเจรจาและแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนกับประเทศกัมพูชาต่อไป

ที่มา – ผบ.ทบ. ประกาศยุติทุกข้อตกลง “กัมพูชา” พร้อมป้องกันการถูกกระทำที่ไม่เป็นธรรม

แม่ทัพภาคที่ 2 ยัน ปราสาทตาควายเป็นของไทย

แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันหนักแน่น “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย กองทัพมีแผนยึดคืนแน่นอน พร้อมทั้งนำคณะกราบขอพร “หลวงปู่เสน ปัญญาธโร” เพื่อความเป็นสิริมงคล

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.10 น. พล.ท.วีรยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะ เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ไปยังวัดราษฎร์สงเคราะห์ หรือ วัดป่าหนองแซง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี เพื่อเข้ากราบขอพรจากหลวงปู่เสน ปัญญาธโร อายุ 90 ปี นอกจากนี้ ยังได้เข้ารับมอบเครื่องอุปโภคบริโภค อุปกรณ์ และรถแบคโฮ จำนวน 3 คัน เพื่อสนับสนุนการสร้างถนนและรั้วตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น โดยมีลูกศิษย์ของหลวงปู่เสนและชาวบ้านหนองแซงให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น มีการผูกผ้าขาวม้าให้กับแม่ทัพภาคที่ 2 รองแม่ทัพภาคที่ 2 และที่ปรึกษาแม่ทัพภาคที่ 2 ตามประเพณีอีสาน บริเวณประตูทางเข้าฐานองค์พระพุทธไตรโลกนาถศาสดา หรือ หลวงพ่อสมประสงค์ ซึ่งชาวบ้านต่างชื่นชมแม่ทัพภาคที่ 2 ว่าตัวจริงหล่อกว่าในรูปภาพ

หลังจากนั้น คณะได้เข้ากราบองค์พระประธาน ก่อนเข้ากราบหลวงปู่เสนและสนทนาธรรมประมาณ 15 นาที หลวงปู่เสนได้มอบพระพุทธรูป 3 องค์ และเหรียญปลุกเสกให้แม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อนำไปมอบให้แก่ทหารกล้าตามแนวชายแดน เป็นขวัญและกำลังใจให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง

พล.ท.วีรยุทธ ได้เข็นรถวีลแชร์ให้หลวงปู่เสนไปยังลานด้านหน้าองค์พระพุทธไตรโลกนาถศาสดา ซึ่งลูกศิษย์ทั่วประเทศร่วมกันบริจาคให้หลวงปู่เสน เพื่อมอบให้กับกองทัพภาคที่ 2 นำไปใช้ประโยชน์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งการสนับสนุนนี้มีมาตั้งแต่สมัยที่ประเทศไทยและกัมพูชามีความขัดแย้งเรื่องเขตแดน หรือตั้งแต่สมัยที่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ส่วนรถแบคโฮทั้ง 3 คัน มูลค่าคันละ 1,400,000 บาท จะทำการมอบในวันที่ 6 ธันวาคม 2568 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 91 ปีของหลวงปู่เสน

หลังจากการรับมอบสิ่งของจากหลวงปู่เสน พล.ท.วีรยุทธ ได้กล่าวขอบคุณหลวงปู่เสนและลูกศิษย์ทั่วประเทศที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ปกป้องผืนแผ่นดินไทยที่บรรพบุรุษได้รักษาไว้ให้ลูกหลานได้อยู่อาศัยและทำมาหากิน

หลวงปู่เสนได้ให้พรแก่คณะแม่ทัพภาคที่ 2 และลูกศิษย์ที่มาร่วมทำบุญ ก่อนที่จะร่วมกันถ่ายภาพเป็นที่ระลึก และแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เข็นรถวีลแชร์ให้หลวงปู่เสนกลับไปยังใต้ฐานองค์พระพุทธไตรโลกนาถศาสดา ก่อนที่จะกราบลาและเดินทางกลับนครราชสีมา

พล.ท.วีรยุทธ ยังได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกล่าวว่าหลังจากที่ทั้งสองประเทศได้ทำการขนย้ายอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดนแล้ว ทางกองทัพก็ไม่ได้มีความกังวลใดๆ เนื่องจากได้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ และกองทัพภาคที่ 2 ก็มีความพร้อมเต็มที่ 100% พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ หากทางกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง

นอกจากนี้ พล.ท.วีรยุทธ ยังได้ตอบโต้หนังสือจากกัมพูชาที่กล่าวอ้างว่าฝ่ายไทยเตรียมใช้กำลังเพื่อยึด

แม่ทัพภาคที่ 2 ยัน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย

ยืนยัน ปราสาทตาควายเป็นของไทยแน่นอน

พล.ท.วีรยุทธ ยืนยันว่าไม่มีการใช้กำลังในการยึดคืน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย และทางกองทัพได้เตรียมความพร้อมและวางแผนในการดำเนินการไว้แล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากเป็นยุทธวิธีทางทหารที่เป็นความลับ

สำหรับวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ที่ภาคประชาชนจะเดินทางไปรวมตัวกันเพื่อทวงคืน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย นั้น แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวขอบคุณพี่น้องชาวไทยที่จะเดินทางไปให้กำลังใจทหาร แต่ขอให้ระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากบริเวณชายแดนยังมีโดรนและทุ่นระเบิดจำนวนมาก อีกทั้งทหารกัมพูชาก็ยังไม่ได้เข้าร่วมในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เนื่องจากมีจำนวนมากนับพันลูก ทางกองทัพภาคที่ 2 จึงมีความห่วงใยในความปลอดภัยของทหารและผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด กองทัพยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวัง เพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ การเจรจาและใช้สันติวิธี ยังคงเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหา

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ยัน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย กองทัพมีวิธียึดคืน วางแผนไว้แล้ว

รำลึก “ส.ท.ต่อพงษ์” นักรบช่องอานม้า

กองพันทหารราบที่ 11 จัดพิธีรำลึก ณ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ ครบรอบ 100 วันการจากไปของ “ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง” ทหารกล้าผู้สละชีพเพื่อชาติ ที่ช่องอานม้า

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ท.จักรกฤษณ์ ขุริรัง ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 11 หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี ได้จัดพิธีรำลึกถึง “ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง” ทหารผู้เสียสละชีวิตปกป้องแผ่นดินไทย ครบรอบ 100 วันแห่งการจากไป ณ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ วีรกรรมอันกล้าหาญของ “นักรบช่องอานม้า” จะยังคงอยู่ในความทรงจำตลอดไป โดยมีกำลังพลที่เคยร่วมปฏิบัติภารกิจปกป้องชาติ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พ.ท.จักรกฤษณ์ กล่าวถึง ส.ท.ต่อพงษ์ ว่า “น้องต่อพงษ์ได้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศชาติในพื้นที่ช่องอานม้า การเสียสละของน้องเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนตระหนักดี และพวกเราที่ยังอยู่ จะร่วมกันสานต่อภารกิจในการปกป้องรักษาผืนแผ่นดินไทยให้คงอยู่สืบไป”

ในพิธี มีการยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยแก่ ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง และดวงวิญญาณของทหารกล้าทุกท่านที่ได้พลีชีพเพื่อปกป้องประเทศชาติ

รำลึก “ส.ท.ต่อพงษ์” นักรบช่องอานม้า

การจัดพิธีรำลึกถึงวีรชนผู้กล้าเช่น ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเคารพต่อผู้ที่เสียสละ แต่ยังเป็นการย้ำเตือนถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและกล้าหาญ เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ และเป็นแบบอย่างให้แก่ทหารรุ่นหลังได้ยึดถือปฏิบัติตาม

“ส.ท.ต่อพงษ์” วีรบุรุษช่องอานม้า

เรื่องราวของ “ส.ท.ต่อพงษ์” แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความเสียสละที่ทหารไทยมีต่อประเทศชาติ การที่กองทัพยังคงจัดพิธีรำลึกถึงท่าน ถือเป็นการเชิดชูเกียรติประวัติและคุณงามความดีที่ได้สร้างไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม

ความเสียสละของ ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง และทหารกล้าท่านอื่นๆ จะยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนรักชาติ ภูมิใจในความเป็นไทย และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

ที่มา – ภูมะเขือจัดพิธีรำลึก “ส.ท.ต่อพงษ์” ครบรอบ 100 วันการจากไปของ “นักรบช่องอานม้า”

ชายแดนโคกสูงวันนี้: สถานการณ์ยังสงบ

สถานการณ์บริเวณชายแดน อ.โคกสูง ในวันนี้ยังคงเป็นไปอย่างสงบ กองกำลังบูรพาได้ใช้โดรนในการสำรวจบริเวณชายแดนบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ไม่พบความผิดปกติใดๆ รวมถึงไม่มีทหารกัมพูชาออกมาในลักษณะที่สร้างความกังวลเหมือนเช่นที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาได้ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนทางอากาศ โดยใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่ชายแดน บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชา การลาดตระเวนนี้มีจุดประสงค์เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวและประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในภาพรวม

ผลจากการบินสำรวจในช่วงเช้า พบว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาออกมาแสดงท่าทีใดๆ ที่เป็นการบันทึกภาพหรือรายงานสถานการณ์ฝั่งไทย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กัมพูชายังคงประจำจุดตามปกติบริเวณเพิงพัก เพื่อปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ของตนเอง

ในส่วนของบรรยากาศฝั่งกัมพูชา โดยเฉพาะหมู่บ้านที่อยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจานเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่มีการเคลื่อนไหวหรือการรวมตัวของประชาชนที่ผิดปกติ ชาวบ้านยังคงดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ

เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพายังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด มีการรายงานความเคลื่อนไหวที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวมของสถานการณ์บริเวณชายแดน อ.โคกสูง ช่วงบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจานนั้น ยังคงอยู่ในสภาวะที่สงบ ไม่พบเหตุการณ์ผิดปกติหรือความเคลื่อนไหวที่ก่อให้เกิดความตึงเครียด

ชายแดน อ.โคกสูง สถานการณ์ยังสงบ

ถึงแม้สถานการณ์ชายแดน อ.โคกสูง ในช่วงนี้จะสงบ แต่กองกำลังบูรพาก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด มีการลาดตระเวนอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ การใช้โดรนในการลาดตระเวนทางอากาศเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนที่กว้างขวาง ทำให้สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวผิดปกติได้รวดเร็วและแม่นยำ

การลาดตระเวนทางอากาศบริเวณชายแดน อ.โคกสูง

การลาดตระเวนทางอากาศด้วยโดรนเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรักษาความปลอดภัยชายแดนที่กองกำลังบูรพาใช้เพื่อประเมินสถานการณ์และรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการปฏิบัติงานทำให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ การปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณชายแดนก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ถึงแม้ในวันนี้จะไม่มีการบันทึกภาพหรือรายงานสถานการณ์ฝั่งไทยเหมือนเช่นที่ผ่านมา แต่การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

  • การลาดตระเวนอย่างต่อเนื่อง
  • การใช้เทคโนโลยีในการเฝ้าระวัง
  • การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ที่ชายแดน อ.โคกสูง อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศ

การที่สถานการณ์ในวันนี้ยังคงสงบเป็นผลมาจากความร่วมมือและการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรประมาทและควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – ชายแดน อ.โคกสูง สถานการณ์ยังสงบ ไม่พบ “ทหารกัมพูชา” ยืนสอดแนม-ถ่ายรูปฝั่งไทย

จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยที่อรัญประเทศ

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 เกิดเหตุการณ์จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน บ้านป่าไร่ใหม่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยเจ้าหน้าที่พบว่ามี 3 รายไม่มีเอกสารการเข้าเมืองที่ถูกต้อง

จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 06.20 น. เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารพราน ร้อย ทพ.1202 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้ว และกำลังจากกองร้อยทหารราบที่ 932 และชุด ชปช.2 กองกำลังบูรพา ทำการจับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน บริเวณอรัญประเทศ 05 – 06 หมู่ 8 บ้านป่าไร่ใหม่ ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

การจับกุมเป็นไปตามคำสั่งของ พ.ต.อ.ภัทรกร ขาวนวล ผกก.สภ.คลองลึก โดยมี พ.ต.ท.พิพัฒน์ โกสินอภิวัฒน์ รอง ผกก.ป.ฯ, พ.ต.ท.สมัชญ์ นาคพน รอง ผกก.สส.ฯ และ พ.ต.ท.จรัญ ใจสันทัด สว.สส.ฯ กำกับดูแลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด

รายละเอียดการจับกุมชาวกัมพูชาที่ลักลอบเข้าไทย

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมประกอบด้วย ร.ท.สุวนัท เขียวตองอ่อน, จ.ส.ท.วัลลภ คชิตา, อส.ทพ.วรวุฒิ ขุมทรัพย์ จาก ร้อย ทพ.1202, พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ตม.จว.สระแก้ว ได้แก่ ร.ต.อ.เกรียงไกร เกษรปัญโญ, ร.ต.สุรภูมิ กองไพรวัลย์, ร.ต.สุรุดิ สอนอิ่มสารตร์, ด.ต.ธีระ สุขแสวง, ด.ต.วริทธิ์ธร คำแฝง, ด.ต.ประสาร บุญโย, ด.ต.ปณัชพงษ์ ตันติเพิ่มพูนผล และ ด.ต.กิตติศักดิ์ วรรณโค ผบ.หมู่ ตม. นอกจากนี้ยังมีกำลังสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย.ร.932 จ.ส.อ.ราชศักดิ์ และ ส.อ.วุฒิพงษ์ จงลือชา รวมทั้ง ร.ต.ยงยุทธ พูลสนอง จากชุด ชปช.2 กกล.บูรพา จากการตรวจสอบพบผู้ต้องหาเป็นชาวกัมพูชาทั้งหมด 7 ราย ได้แก่

  • นายเล จันลา อายุ 42 ปี
  • นายที ไลฮัว อายุ 25 ปี
  • นายวี เทือน อายุ 31 ปี
  • นายงอน สุพอน อายุ 32 ปี
  • นายชีวัน อายุ 23 ปี
  • นายพอล ทาเวย อายุ 27 ปี
  • นางเมือน จันนา อายุ 27 ปี

จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกจับกุมที่ 1, 2, 6 และ 7 มีเอกสารหนังสือเดินทาง (Border Pass) ส่วนผู้ต้องหาอีก 3 ราย ได้แก่ ผู้ถูกจับกุมที่ 3, 4 และ 5 ไม่มีเอกสารใด ๆ แสดงการเข้าเมืองอย่างถูกต้อง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาว่า “เป็นบุคคลต่างด้าว (กัมพูชา) เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับตามกฎหมาย โดยมีล่ามภาษากัมพูชาช่วยแปลให้เข้าใจสิทธิ์ในการให้การ ปรึกษาทนาย และแจ้งญาติ

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างที่เจ้าหน้าที่ออกตรวจพื้นที่เพื่อป้องกันการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองตามแนวชายแดน พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจึงเข้าตรวจสอบและควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก ดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย เหตุการณ์จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดในการเฝ้าระวังตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย

เหตุการณ์ จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการลักลอบเข้าเมืองที่ยังคงมีอยู่ แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะพยายามอย่างเข้มงวดในการป้องกันและปราบปราม แต่ก็ยังคงมีผู้ที่พยายามเสี่ยงที่จะกระทำผิดกฎหมายอยู่ดี การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเป็นระเบียบเรียบร้อย

ที่มา – จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

กองทัพภาค 1 ยัน! ไม่เปิดด่านไทย-กัมพูชา สระแก้ว

กองทัพภาคที่ 1 ออกมายืนยันชัดเจนว่า ไม่มีการสั่งการให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ตามที่มีกระแสข่าวลือออกมา ทำให้ประชาชนในพื้นที่คลายความกังวลใจ และรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว

จากกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการเตรียมเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 สร้างความสับสนให้กับประชาชนในพื้นที่ ล่าสุดทางกองทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวอย่างเป็นทางการแล้ว

ทางเพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 1 ได้โพสต์ข้อความยืนยันว่า ไม่มีการสั่งการให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในความรับผิดชอบของกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว แต่อย่างใด และยังคงยึดถือปฏิบัติตามนโยบายเดิมในการควบคุมและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด

สถานการณ์ปัจจุบันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ถึงแม้จะมีการยืนยันว่า กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว แต่การค้าขายและการสัญจรระหว่างประเทศยังคงเป็นไปตามกลไกปกติผ่านช่องทางที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีการควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ

  • การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
  • การขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย
  • การค้ามนุษย์
  • การก่ออาชญากรรมข้ามชาติ

เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยตามแนวชายแดน ปกป้องอธิปไตยของชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ประชาชนในพื้นที่ชายแดนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง หากมีข้อสงสัยหรือพบเห็นสิ่งผิดปกติ สามารถแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ได้ทันที

การที่ กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว เป็นการยืนยันว่ามาตรการควบคุมชายแดนยังคงมีความสำคัญในการรักษาความมั่นคงของประเทศ และป้องกันภัยคุกคามต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น การปฏิบัติตามกฎหมายและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน

ดังนั้นขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และร่วมกันเป็นหูเป็นตา เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนต่อไป

ที่มา – กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว ที่หนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” เกี่ยวกับการกำหนดปักหมุดชั่วคราว เพื่อกำหนดเขตแดนที่ชัดเจนขึ้น พร้อมเริ่มสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่อันตรายต้องสงสัยที่เหลือ

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ณ เวลา 17.00 น. ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ดังนี้

สถานการณ์ด้านความมั่นคงชายแดน จ.สระแก้ว ฝ่ายไทย บ.หนองจาน มีมวลชนและกลุ่มสื่อมวลชน ประมาณ 20-35 คน ปักหลักทำกิจกรรมแสดงออกถึงความรักชาติหวงแหนอธิปไตย ไม่พบบุคคลสำคัญในพื้นที่ ส่วน บ.หนองหญ้าแก้ว ประชาชนในพื้นที่ยังใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ส่วนฝั่งตรงข้ามฝ่ายกัมพูชา จนท.ทหาร และตำรวจ ยังคงมีการตรึงกำลังและจัดกำลังเฝ้าระวังสลับเปลี่ยนเวรยามอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์และความเคลื่อนไหวของฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด ในส่วนของมวลชนชาวกัมพูชา ยังคงพบการเคลื่อนไหวในพื้นที่ สถานการณ์ทั่วไปเป็นปกติ

การปฏิบัติการที่สำคัญ สืบเนื่องจากการลงนามข้อตกลงของการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย – กัมพูชา และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป(GBC) ไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว โดยกำหนดให้มีการสำรวจร่วมและการวางหลักเขตชั่วคราวในพื้นที่สำคัญ ระหว่างหลักเขตแดนหมายเลข 42 ถึง 47 นั้น โดยวานนี้ (24 ต.ค.68) กกล.บูรพา โดย ฉก.12 พร้อมด้วย พ.อ.ยุทธพล สุจริต แม่กองสนามสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน บ.หนองจาน และบ.หนองหญ้าแก้ว เกี่ยวกับการกำหนดให้มีการกกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ ถือเป็นการกำหนดเขตแดนที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับฝ่ายไทย ทั้งนี้จะดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อยืนยันพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ภารกิจในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและสร้างพื้นที่ปลอดภัย โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 และกองพันทหารช่างที่ 2 (ช.พัน 2) จัดกำลังร่วมกับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม 1 ได้เริ่มดำเนินการสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่อันตรายต้องสงสัยที่เหลืออยู่ของบ้านหนองหญ้าแก้ว (พื้นที่ E) โดยชุดตรวจค้นและชุดเครื่องจักรกวาดล้างทุ่นระเบิด GCS 200 ผลการปฏิบัติในวันนี้ ได้พื้นที่ปลอดภัย จำนวน 3,268 ตร.ม. ยังไม่มีรายงานการตรวจพบทุ่นระเบิดเพิ่มเติม

สำหรับการจัดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 21 ต.ค.68 ที่ผ่านมา ในการสร้างหลุมหลบภัย จำนวน 3 จุด และบังเกอร์ จำนวน 10 จุด ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 30 และได้เริ่มดำเนินการสร้างบังเกอร์เพิ่มเติมตามแผน อีก 2 จุด โดยเริ่มต้นก่อสร้างในพื้นที่ ต.ป่าไร อ.อรัญประเทศ ปัจจุบันก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 70

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 จะยังคงเดินหน้าในภารกิจการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนได้ทำกิน ตลอดจนเดินหน้าสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” กองทัพบก ตามแผนที่กำหนด พร้อมยืนยันความพร้อมในทุกมิติเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งการดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และภารกิจปกป้องผืนแผ่นดินของไทยอย่างดีที่สุด

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว มีความสำคัญอย่างไร?

การดำเนินการของ กกล.บูรพา ในการเตรียมปักหมุดชั่วคราว ที่บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน การสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การวางหลักเขตแดนชั่วคราวนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน แต่ยังเป็นการยืนยันอธิปไตยของชาติ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนอีกด้วย

ที่มา – กกล.บูรพา ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้านหนองจาน- หนองหญ้าแก้ว เตรียมปักหมุดชั่วคราว

Scroll to top