ไทยกัมพูชา

กองทัพบก ดูแลกำลังพลชายแดนหลังสู้รบ

“กองทัพบก” ส่งทหารเหล่าแพทย์ทีม M-MCATT ดูแลกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบ เสริมสร้างความพร้อมในทุกมิติ

วันที่ 17 ส.ค. 2568 ด้วยความห่วงใยสุขภาพของกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามในพื้นที่สู้รบ โดยเฉพาะในกองทัพภาคที่ 2 พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบหมายให้กรมแพทย์ทหารบก และโรงพยาบาลทหารในพื้นที่ ส่งทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต หรือ M-MCATT (Military Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team) ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพร่างกายและประเมินสภาพจิตใจของกำลังพลในฐานปฏิบัติการต่างๆ ตั้งแต่หลังมีข้อตกลงหยุดยิงที่ผ่านมา เพื่อดูแลและคลายความกังวลใจ รวมทั้งประเมินอาการหรือปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อกำลังพล เพื่อให้สามารถแก้ไขและเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

กองทัพบก ดูแลกำลังพลชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบ

การดำเนินงานของทีม M-MCATT ถือเป็นหนึ่งในมาตรการดูแลกำลังพลด้านการแพทย์ของกองทัพบก ที่ครอบคลุมใน 3 ระยะหลักของการปฏิบัติการทางทหาร ได้แก่

1. ระยะ Pre-deployment : การเตรียมความพร้อมก่อนลงพื้นที่

ก่อนที่กำลังพลจะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ ทีมสายแพทย์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เริ่มจากการตรวจคัดกรองสุขภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกนายมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคระบาดและการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน อีกทั้งยังมีการจัดเตรียมเวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ และชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อให้หน่วยสามารถดูแลรักษาเบื้องต้นได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

2. ระยะ Deployment : การดูแลระหว่างปฏิบัติภารกิจ

หน้าที่ของทหารเหล่าแพทย์ยิ่งทวีความสำคัญ โดยมีการจัดตั้งหน่วยพยาบาลสนามและจุดบริการทางการแพทย์ใกล้พื้นที่ปฏิบัติการ รวมถึงการจัดทีมดูแลสุขภาพจิต (M-MCATT) ที่ทำหน้าที่ค้นหา เฝ้าระวัง และให้การช่วยเหลือกำลังพลที่เผชิญความเครียดหรือมีภาวะเสี่ยงทางจิตใจ มุ่งเน้นทั้งการสังเกตอาการ ประเมินความรุนแรง ให้คำปรึกษาและบำบัดเบื้องต้น ตลอดจนการส่งต่อเพื่อการรักษาที่เหมาะสม นอกเหนือจากการดูแลจาก “กองทัพบก” โดยตรง

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยทั่วไป การเฝ้าระวังโรคระบาด และการจัดระบบส่งกลับผู้บาดเจ็บในกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ลดการสูญเสียกำลังพล อีกทั้งยังมีภารกิจช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนและเสริมสร้างความมั่นคงจากภายใน

3. ระยะ Post-deployment : การดูแลหลังเสร็จสิ้นภารกิจ

การดูแลกำลังพลยังคงดำเนินต่อ โดยเฉพาะในกรณีที่มีกำลังพลบาดเจ็บหรือสูญเสีย ทีม M-MCATT จะเข้าไปดูแลสภาพจิตใจทั้งผู้ป่วยและครอบครัว พร้อมทั้งมีการตรวจสุขภาพซ้ำเพื่อประเมินผลกระทบจากการอยู่ในพื้นที่เสี่ยง และดำเนินการฟื้นฟูทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อป้องกันภาวะเครียดหรือบาดแผลทางใจจากประสบการณ์ภารกิจที่ผ่านมา

สำหรับการทำงาน ทีม M-MCATT จะลงพื้นที่ประเมินกำลังพลในฐานปฏิบัติการต่างๆ โดยผลการประเมินแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเขียว (เสี่ยงต่ำ), กลุ่มเหลือง (เสี่ยงปานกลาง) และกลุ่มแดง (เสี่ยงสูง) ซึ่งหากพบกำลังพลอยู่ในกลุ่มแดง ทีมแพทย์จะส่งตัวเข้าสู่กระบวนการรักษาและเยียวยาสภาพจิตใจในทันที เพื่อฟื้นฟูสุขภาพของกำลังพลให้กลับมาปกติโดยเร็ว

ทั้งนี้ กองทัพบกให้ความสำคัญกับการดูแลสภาพจิตใจของกำลังพลทุกระดับ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของภารกิจ โดยทีม M-MCATT จะลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลกำลังพลผู้เสียสละในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ด้วยความเข้มแข็งรอบด้านอย่างเต็มที่และดีที่สุด การดูแลจาก “กองทัพบก” ในครั้งนี้แสดงให้ถึงความห่วงใยกำลังพลอย่างแท้จริง

ที่มา – “กองทัพบก” ส่งทีมแพทย์ M-MCATT ดูแลกำลังพลชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบ

ชาวบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยเชิญ “ไมเคิล” มาไทย ฉะไร้ประโยชน์

จากกรณีที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคยเชิญ “ไมเคิล อัลฟาโร” มาประเทศไทยฟรี เพื่อให้เห็นความจริงอีกด้านเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ภายหลังได้เบรกเรื่องดังกล่าว ล่าสุด ประชาชนชาวบุรีรัมย์ส่วนใหญ่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการเชิญ “ไมเคิล” มาประเทศไทย ฉะไร้ประโยชน์ เพราะมองว่าไม่เกิดประโยชน์ใดๆ

ชาวบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยเชิญ “ไมเคิล” มาไทย ฉะไร้ประโยชน์

นางสำเรียน โยงรัมย์ แม่ค้าขายลูกชิ้นในตัวเมืองบุรีรัมย์ กล่าวว่า เธอไม่ต้องการให้ “ไมเคิล” มาประเทศไทย ฉะไร้ประโยชน์ เพราะไม่แน่ใจว่าเขาจะเข้าข้างประเทศไทยหรือไม่ และอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับต่างประเทศให้ทันต่อสถานการณ์

นายณรงค์เดช ปุลา ชาวอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การเชิญ “ไมเคิล” มาประเทศไทย ฉะไร้ประโยชน์ เพราะขนาดลงพื้นที่ในกัมพูชายังให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ หากรัฐบาลต้องการเชิญสื่อต่างประเทศ ควรเชิญสำนักข่าวที่น่าเชื่อถืออย่าง CNN จะเป็นประโยชน์มากกว่า

ชาวบ้านหวั่น! กลัวอดใจไม่ไหว หาก “ไมเคิล” มาไทย

นายณรงค์เดชยังแสดงความกังวลเรื่องความปลอดภัยของไมเคิล หากเดินทางมายัง 7 จังหวัดตามคำเชิญของรัฐบาล เพราะกลัวว่าชาวบ้านจะอดใจไม่ไหว เนื่องจากก่อนหน้านี้ไมเคิลได้ไลฟ์สดให้ร้ายประเทศไทย อาจนำไปสู่การทำร้ายร่างกายได้

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนชาวบุรีรัมย์ต่อการกระทำของไมเคิล อัลฟาโร ที่เคยให้ข้อมูลที่เป็นลบเกี่ยวกับประเทศไทย การเชิญบุคคลดังกล่าวมายังประเทศไทยจึงถูกมองว่าไม่เป็นประโยชน์และอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น

ความเห็นของประชาชนชาวบุรีรัมย์ยังแสดงให้เห็นถึงความต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเทศไทยและสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ “ไมเคิล อัลฟาโร” ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการเชิญบุคคลต่างชาติเข้ามาในประเทศ โดยเฉพาะบุคคลที่มีความคิดเห็นหรือประวัติที่อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้สื่อมวลชนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารข้อมูลสู่สาธารณชน ต้องมีความระมัดระวังในการนำเสนอข้อมูลที่เป็นจริงและเป็นกลาง เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคม

การแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยของชาวบุรีรัมย์ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประชาชนมีความตื่นตัวและพร้อมที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลควรให้ความใส่ใจ

การตัดสินใจใดๆ ของรัฐบาลควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและความรู้สึกของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความสามัคคีในสังคม

ในท้ายที่สุด การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน

ที่มา – ชาวบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยเชิญ “ไมเคิล” มาประเทศไทย ฉะไร้ประโยชน์ กลัวจะอดใจไม่ไหว

จิรายุ เบรก “ไมเคิล” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย

“จิรายุ” ยืนยันรัฐบาลเตรียมนำสื่อระดับโลกลงพื้นที่กองกำลังสุรนารี จ.สุรินทร์ เบรก “ไมเคิล” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย หลังโป๊ะแตกเป็นแค่ล็อบบี้ยิสต์รับจ๊อบอวยกัมพูชา

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 17 ส.ค. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ยืนยันว่า รัฐบาลเตรียมนำสื่อมวลชนระดับโลกลงพื้นที่กองกำลังสุรนารี จังหวัดสุรินทร์ สัปดาห์หน้านี้ ในจุดที่ไทยถูกอาวุธหนักของกัมพูชาถล่ม อาทิ โรงพยาบาล โรงเรียนและพื้นที่พลเรือน จากนั้น จะเชิญสื่อมวลชนระดับโลกไปยังพื้นที่ที่รวบรวมกับระเบิดที่เจ้าหน้าที่เก็บกู้ได้โดย TMAC ก่อนจะให้ชมการปฏิบัติการทำลายวัตถุระเบิดที่ตกค้างจากการรุกล้ำอธิปไตยไทย

ส่วนกรณีสำนักข่าวของกัมพูชารายงานข่าวของนายไมเคิล อัลฟาโร ชาวสหรัฐฯ ที่ไลฟ์สดชายแดนกัมพูชา-ไทย ด้วยการเซ็ตฉากและกล่าวอ้างว่าตนเองเป็นสื่อมวลชนประจำทำเนียบขาวของประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดี(14 ส.ค. 2568)ที่ผ่านมา และกล่าวหาประเทศไทยด้วยถ้อยคำรุนแรงและใส่ร้ายป้ายสีไทยด้านเดียว

จิรายุสั่งเบรก “ไมเคิล” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย

เบรก “ไมเคิล”เหยียบไทย

“สัปดาห์ที่แล้วอยากเชิญนายไมเคิลฯ ที่กล่าวอ้างว่าเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาวอยากให้มาเห็นของจริงในฝั่งไทยที่โดนเขมรถล่มหนักแค่ไหน เพราะนายไมเคิลฯ ได้ไลฟ์สดพูดโกหกใส่ร้ายป้ายสีไทยไปทั่วโลก และบอกว่าตนเองเป็นสื่อรัฐบาลสหรัฐฯ จะฟ้องประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งผมเห็นว่าหากมาเห็นอีกมุมที่ประเทศไทยโดนกัมพูชาโจมตีทั้งโรงเรียน พื้นที่พลเรือนและโรงพยาบาล ก็เป็นประโยชน์หากเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาวจริง แต่ขณะนี้พบว่านายไมเคิลฯ ไม่ได้เป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาวจริง แถมยังแอบอ้างถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ วันนี้ตนจึงขอบอกว่า “จบข่าว” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทยต่อไป” นายจิรายุกล่าว

ทำไมจิรายุถึงเบรก “ไมเคิล” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย

จากกรณีข่าวดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมนายจิรายุถึงออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวเช่นนี้ สาเหตุหลักคือการที่นายไมเคิล อัลฟาโร ได้ทำการบิดเบือนข้อเท็จจริง และสร้างความเข้าใจผิดให้กับสังคมโลกเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่เข้าใจระหว่างประเทศได้

ด้วยเหตุนี้ การที่นายจิรายุออกมาเบรกไม่ให้นายไมเคิล ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย จึงเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยต่อสถานการณ์และความต้องการที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล และแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของภาครัฐในการจัดการกับข้อมูลที่บิดเบือนและเป็นเท็จ

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลเตรียมนำสื่อมวลชนระดับโลกลงพื้นที่จริง ยังเป็นการเปิดโอกาสให้สื่อต่างชาติได้เห็นความจริงและนำเสนอข้อมูลที่เป็นกลางและถูกต้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน

การดำเนินการต่างๆ เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ การติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจและสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – “จิรายุ”เบรก “ไมเคิล” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย หลังโป๊ะแตกเป็นแค่ล็อบบี้ยิสต์รับจ๊อบอวยกัมพูชา

สหรัฐฯ หวังไทย-กัมพูชา ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง

โฆษกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในไทย ยืนยันรัฐบาลสหรัฐฯ คาดหวังรัฐบาลไทย-กัมพูชา ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง เพื่อยุติความขัดแย้ง ไม่มีความเห็นกรณีบุคคลหรือเอกชนของสหรัฐถูกว่าจ้าง

วันที่ 17 ส.ค. 2568 นายคริส ดี. เฮลม์แคมป์ โฆษกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น กรณีที่ทางการกัมพูชาจ้างว่านายไมเคิล อัลฟาโร ล็อบบี้ยิสต์ ทำข่าวโจมตีประเทศไทยว่า สหรัฐฯ ไม่มีความเห็นต่อการดำเนินการของบุคคลภาคเอกชนใด ๆ รัฐบาลสหรัฐอเมริกายังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงในเจตจำนงที่จะให้การหยุดยิงครั้งนี้ดำรงอยู่ และพัฒนาไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและถาวร ประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรูบิโอ มีความคาดหวังว่ารัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลไทยจะปฏิบัติตามพันธกรณีของตนอย่างครบถ้วน เพื่อยุติความขัดแย้งนี้ นายคริสกล่าวด้วยว่า เรายังคงสนับสนุนรัฐบาลมาเลเซียในการทำงานร่วมอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลไทย เพื่อจัดทำกรอบข้อตกลงการหยุดยิง และดำเนินการตามกลไกการสังเกตการณ์ภายใต้การนำของอาเซียนในทั้งสองฝั่งของพรมแดน

สหรัฐฯ หวังไทย-กัมพูชา ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อนมายาวนาน การที่สหรัฐอเมริกาออกมาแสดงความคาดหวังให้ทั้งสองประเทศปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงนั้น แสดงให้เห็นถึงความกังวลของนานาชาติต่อสถานการณ์ที่อาจบานปลายกลายเป็นความรุนแรงได้

ความคาดหวังของสหรัฐฯ ต่อการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างไทยและกัมพูชา การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้ จะเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี

ผลกระทบของการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง อาจนำไปสู่:

  • การปะทะกันที่รุนแรงขึ้น
  • ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน
  • ความสัมพันธ์ที่แย่ลงระหว่างประเทศ
  • ความไม่มั่นคงในภูมิภาค

ทำไมการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงจึงสำคัญ

การปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงไม่ใช่แค่การหยุดยิงเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี การที่ทั้งสองฝ่ายนั่งลงพูดคุยกันด้วยเหตุผลและเคารพซึ่งกันและกัน จะนำไปสู่ทางออกที่ยั่งยืนกว่าการใช้กำลัง

นอกจากนี้ การปฏิบัติตามข้อตกลงยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ ที่ต้องการเห็นความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรือง การที่ผู้นำให้ความสำคัญกับความต้องการของประชาชน จะสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาในรัฐบาล

การที่สหรัฐฯ ยืนยันว่ารัฐบาลสหรัฐฯ หวังไทยและกัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงนั้น เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่านานาชาติให้ความสำคัญกับสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การที่ทั้งสองประเทศร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติภาพ จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคและทั่วโลก

ประเทศไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนาน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีจะเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและนำไปสู่ความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

การที่รัฐบาลไทยและกัมพูชาปฏิบัติตามพันธกรณีของตนอย่างครบถ้วน เพื่อยุติความขัดแย้งนี้นั้น เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ เพื่อความสงบสุขและสันติภาพที่ยั่งยืน

รัฐบาลสหรัฐฯ หวังไทยและกัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง เพื่อความมั่นคงในภูมิภาคอย่างแท้จริง

ที่มา – โฆษกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในไทย ยืนยันรัฐบาลสหรัฐฯหวังไทย-กัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง

ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 รัฐบาลลุยต่อ

รองโฆษกเพื่อไทย ขอบคุณสภาฯ ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 เตรียมเข้าสู่วุฒิสภา ยัน รัฐบาลลุยนโยบายสำคัญทันที หวังกัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด ย้ำ รัฐบาลยึดชีวิตประชาชนและอธิปไตยต้องมาก่อน

วันที่ 17 สิงหาคม 2568 น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนต้องขอขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 จาก สส.จากพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ที่ร่วมกันผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ผ่านความเห็นชอบในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 เพราะนี่คือการมองเห็นร่วมกันว่าร่างกฎหมายนี้คือหัวใจในการขับเคลื่อนนโยบายที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นไว้กับประชาชน และขอขอบคุณพรรคฝ่ายค้านที่ได้ร่วมให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ตลอดทั้ง 3 วันที่มีการอภิปรายในสภาฯ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่างบประมาณไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของประชาชนทั้งประเทศ

“ดิฉันยืนยันว่างบประมาณปี 2569 ไม่ใช่เพียงตัวเลขในเอกสาร ไม่ใช่ตัวเลขที่ลอยอยู่ในอากาศ แต่คือพลังที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาปากท้อง ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และวางรากฐานอนาคตของประเทศภายใต้ความท้าทายที่เรากำลังเผชิญ พรรคเพื่อไทยยืนยันความมุ่งมั่นที่จะใช้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์ชีวิตของประชาชนจริงๆ”

ทั้งนี้ หลังจากงบประมาณผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณาของวุฒิสภา ตนเชื่อมั่นว่า วุฒิสภาจะเร่งรัดพิจารณา เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลนำงบประมาณไปขับเคลื่อนนโยบายโดยเร็วที่สุด โดยโครงการและนโยบายสำคัญๆ ที่จะใช้งบประมาณปี 2569 ในการขับเคลื่อน ได้แก่

  • นโยบาย 20 บาทตลอดสาย เพื่อทำให้การเดินทางสะดวก รวดเร็ว เข้าถึงได้ง่าย ลดค่าใช้จ่ายประชาชน ทำให้มีเงินเหลือในกระเป๋า
  • โครงการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2569 ราว 2.8 ล้านล้านบาท โดยดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 36 ล้านคน เพื่อสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น ผู้ประกอบการ SMEs และภาคบริการ ผ่านการโปรโมท การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการจัดอีเวนต์ตลอดทั้งปี
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณสุข เพื่อรองรับสังคมสูงวัย เพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ และสร้างระบบการดูแลรักษาสุขภาพของคนไทยให้ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม
  • งบจัดการภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ท้องถิ่นมีความพร้อมบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งเรื้อรัง ที่เป็นปัญหามายาวนาน และส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร

นอกจากนี้ รัฐบาลได้เริ่มมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรแล้วอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

  • โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าว ปีการผลิต 2568/69 จ่ายเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท สูงสุด 10 ไร่ ครอบคลุมทั้งนาปีและนาปรัง เริ่มจ่ายงวดแรกตั้งแต่กันยายนนี้ โดยเงินทั้งหมดจะโอนตรงเข้าบัญชีเกษตรกร ลดความล่าช้าและต้นทุนธุรกรรม
  • การพยุงราคาลำไย รัฐบาลร่วมกับสมาคมโรงอบลำไยอบแห้งภาคเหนือ ตั้งจุดรับซื้อลำไยเกรด AA กิโลกรัมละ 13 บาท จนถึงวันที่ 20 สิงหาคม พร้อมเสนอ ครม. ออกมาตรการช่วยเหลือเสริม จ่ายไร่ละ 1,400 บาท เพื่อทดแทนรายได้

ทั้ง 2 มาตรการนี้มีเป้าหมายเดียวคือ ให้รายได้ถึงมือเกษตรกรอย่างรวดเร็ว และพรรคเพื่อไทยได้กำชับ สส.ของพรรคให้ติดตามสถานการณ์ จุดรับซื้อ และปริมาณการรับซื้ออย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลสะท้อนกลับสู่รัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

“ดิฉันขอย้ำว่าพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิต สำหรับพรรคเพื่อไทย งบประมาณทุกบาทคือความหวัง และต้องถูกใช้เพื่อตอบโจทย์ชีวิตของประชาชน”

ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

ขณะเดียวกัน น.ส.ขัตติยา ยังกล่าวถึงหลังเหตุปะทะตามแนวชายแดนคลี่คลาย รัฐบาลได้ดำเนินการควบคู่ทั้งด้านความมั่นคง ด้านการทูต และการเยียวยาประชาชน โดยยึดหลักสูงสุดว่า ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดน ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด และทุกการดำเนินการจะยึดตามหลักสากลที่ทั่วโลกยอมรับ

ในการประชุม RBC ภาคตะวันออก ฝั่งจันทบุรี-ตราด เมื่อวันที่ 15-16 สิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ยืนยันกรอบปฏิบัติ 13 ข้อ ตามที่ตกลงกันในเวที GBC เมื่อ 7 สิงหาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยประเทศไทยย้ำชัดว่าเราจะแก้ปัญหาโดยสันติวิธี ในกรอบทวิภาคี ภายใต้กติกาสากล พร้อมผลักดันวาระเพิ่มเติม 2 เรื่องสำคัญ คือ

1. การเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อคืนความปลอดภัยให้ชุมชนชายแดน

2. การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งที่ผ่านมาเรายังได้รับความร่วมมือจากกัมพูชาน้อยกว่าที่คาดหวัง

“พรรคเพื่อไทยหวังว่ากัมพูชาจะพิสูจน์ความจริงใจในการหารือรอบถัดไป ด้วยการสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเป็นรูปธรรม และการเร่งปราบปรามสแกมเมอร์ให้เห็นผลชัดเจน”

สำหรับกรณีที่ทหารไทยบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลภายหลังข้อตกลงหยุดยิง รัฐบาลได้ดำเนินการประท้วงทางการทูตอย่างเป็นทางการ และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำบันทึกหลักฐาน ส่งไปยังคณะกลไกภายใต้อนุสัญญาออตตาวาแล้วหลายฉบับ พร้อมทั้งนัดหมายพาคณะทูตประเทศภาคีลงพื้นที่

ส่วนด้านการเยียวยา รัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการต่อเนื่อง ทั้งการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ โดยกระทรวงสาธารณสุขตั้งคลินิกเคลื่อนที่และทีม MCATT ฟื้นฟูจิตใจประชาชน และเปิดสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการช่วยเหลือค่าน้ำ-ค่าไฟสำหรับครัวเรือนและศูนย์พักพิงในพื้นที่ ที่ได้รับการงดเว้นช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

น.ส.ขัตติยา กล่าวต่อในส่วนความเสียหาย กระทรวงมหาดไทย โดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ตั้งศูนย์ตรวจสอบอาคารใน 7 จังหวัดชายแดน เพื่อออกแบบมาตรฐานซ่อมเร่งด่วน ซึ่งขณะนี้ตรวจพบความเสียหายกว่า 300 หลังใน 4 จังหวัดหลัก คือ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี โดยมีการทยอยส่งมอบบ้านพักชั่วคราว (Prefab) ให้ครอบครัวที่บ้านเรือนเสียหายทั้งหลังแล้ว 11 หลัง และจะทยอยส่งมอบเพิ่มเติมตามผลการสำรวจและความพร้อมของพื้นที่.

การที่สภาฯ ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ หวังว่าการพิจารณาในวุฒิสภาจะเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว เพื่อให้งบประมาณถูกนำไปใช้ประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

ความสำคัญของการ ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

การที่ สส. ทุกท่านร่วมกันพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศไปข้างหน้า งบประมาณนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลได้สัญญาไว้กับประชาชน

ที่มา – ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 จ่อเข้าสู่วุฒิสภา รัฐบาลพร้อมลุยนโยบายสำคัญทันที

ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ปกติ เดินหน้าตรวจสอบ

“จิรายุ” เผยชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด เหตุการณ์ปกติ กองทัพยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ ย้ำ ไทยเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 17 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้ง 7 จังหวัดเหตุการณ์ปกติ กองทัพไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ และวางรั้วลวดหนามอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามา

นายจิรายุ ย้ำว่า แม้ในขณะนี้กัมพูชายังคงมีความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงในรูปแบบต่างๆ เช่น การสร้างข่าวปลอม จ้างอินฟลูเอนเซอร์ การจัดฉาก สร้างสถานการณ์ใส่ร้ายประเทศไทย การจ้างวานบุคคลสมมติ จึงขอฝากความห่วงใยไปถึงประชาชนและสื่อมวลชนที่ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้ใช้วิจารณญาณ และตรวจสอบข้อมูลจากส่วนราชการก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อไป

ส่วนกรณี นายไมเคิล อัลฟาโร ล็อบบี้ยิสต์อเมริกัน ที่อ้างตนว่าเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาว ที่ไปรายงานทางโซเชียลมีเดียที่ชายแดนกัมพูชานั้น หากตอบรับมาไทย ยืนยันพร้อมรับรองค่าใช้จ่ายและพาไปไลฟ์สดจุดแรกที่บริเวณทุ่งกับระเบิดทันทีหากนายไมเคิล มาจริง

ต่อมาเวลา 09.00 น. นายจิรายุ เปิดเผยว่า วานนี้ (16 สิงหาคม 2568) รัฐบาลประสบความสำเร็จในการนำคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ผู้แทนด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยได้เห็นข้อเท็จจริงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่เพิ่งถูกฝังโดยฝ่ายกัมพูชา และได้พูดคุยกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เชื่อว่าคณะทูตและผู้แทนจะได้นำข้อมูลที่ได้รับไปรายงานต่อรัฐบาลของตน พร้อมถ่ายทอดความจริงต่อสาธารณชนต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11-14 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยโดยกองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย ร่วมให้การอำนวยความสะดวกแก่คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross: ICRC) ในการลงพื้นที่รับทราบผลกระทบของพลเรือนจากสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยส่วนราชการจังหวัดร่วมให้ข้อมูลและประสานงาน พร้อมอำนวยความสะดวกในการสัมภาษณ์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่อำเภอพนมดงรัก และอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไทยให้ความสำคัญต่อความร่วมมือกับคณะ ICRC ในการขับเคลื่อนกลไกด้านมนุษยธรรมสากล โดยทุกฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่าควรปฏิบัติตามหลักสากลอย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองและบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับการปฏิบัติของ ICRC เป็นไปตามหลักสากล ยึดมั่นในความเป็นกลาง มิได้ตัดสินความถูก-ผิดของคู่ขัดแย้ง แต่เน้นการดำเนินงานด้านมนุษยธรรม โดยเข้ารวบรวมข้อมูลในพื้นที่จริง พร้อมสัมภาษณ์ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แบบส่วนตัวเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง ตามอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ว่าด้วยการคุ้มครองและบรรเทาทุกข์แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้เจ็บป่วย บุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข และผู้นำทางศาสนา จากนั้นจะนำข้อมูลดังกล่าวรายงานให้กับหัวหน้าส่วนราชการของทั้งสองประเทศโดยตรง เพื่อให้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริง โดยจะไม่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นกระบวนการตามมาตรฐานสากลที่ ICRC ยึดถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง

นายจิรายุ เปิดเผยอีกว่า ในวันที่ 18-20 สิงหาคม 2568 กองทัพไทยจะนำคณะสังเกตการณ์ชั่วคราว (The Interim Observer Team – IOT) ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยเช่นกัน เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นไปตามที่ได้ตกลงไว้ในการประชุม GBC ที่ผ่านมา

“ที่ผ่านมาไทยได้เชิญหลายคณะและหลายองค์กรมาลงพื้นที่จริง เพื่อร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ต่อประชาคมโลกถึงความจริงใจของไทยในการทำงานด้านมนุษยธรรม ยืนหยัดปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด พร้อมเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลกว่าประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนทุกคน”

ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ปกติ ไทยเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง

สถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามในการบิดเบือนข้อมูลและสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง การที่รัฐบาลไทยเปิดโอกาสให้คณะทูตานุทูต องค์กรระหว่างประเทศ และสื่อมวลชน เข้ามาสังเกตการณ์และตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ ถือเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ทำไมการตรวจสอบข้อเท็จจริงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจึงสำคัญ?

การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ปกติ ไทยเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้:

  • สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง: เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลและสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
  • ลดความตึงเครียด: การมีข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยลดความตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างประเทศ
  • ส่งเสริมความร่วมมือ: การที่ทั้งสองฝ่ายเปิดใจและร่วมมือกันในการตรวจสอบข้อเท็จจริง จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
  • รักษาสันติภาพ: การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การที่รัฐบาลไทยยังคงยืนยันในหลักการของการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ

อนาคตของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ขึ้นอยู่กับการที่ทั้งสองฝ่ายมีความจริงใจและมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย การเคารพซึ่งกันและกัน และการยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของทั้งสองประเทศ

ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ปกติ ไทยเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ปกติ ไทยเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง

กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด อ้างไทยจัดฉาก

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อกัมพูชาออกมากัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด โดยอ้างว่าเป็นวิดีโอที่จัดทำขึ้นโดยฝ่ายไทยเพื่อใส่ร้ายป้ายสี ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสังคม

กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด อ้างฝ่ายไทยจัดฉาก

สำนักข่าว Khmer Times รายงานว่า สำนักงานปฏิบัติการและช่วยเหลือเหยื่อทุ่นระเบิดแห่งประเทศกัมพูชา (CMAA) ออกมาโต้แย้งว่า คลิปวิดีโอที่กองทัพไทยเผยแพร่ ซึ่งแสดงภาพทหารที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นชาวกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิด เป็นการจัดฉากเพื่อจงใจใส่ร้ายกัมพูชา

นายลอง โกสล โฆษกของ CMAA กล่าวอย่างหนักแน่นว่า กัมพูชาไม่มีนโยบายที่จะวางทุ่นระเบิดใหม่ตามแนวชายแดน และจะไม่กระทำการดังกล่าวอย่างแน่นอน เนื่องจากกัมพูชาเป็นภาคีของอนุสัญญาออตตาวา หรือสนธิสัญญาห้ามทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล “เราขอปฏิเสธวิดีโอปลอมนี้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งมีความพยายามที่จะใส่ร้ายกัมพูชา” เขากล่าว

สื่อกัมพูชาหลายสำนักรายงานตรงกันว่า วิดีโอดังกล่าวถูกตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถืออย่างกว้างขวาง และเชื่อกันว่าเป็นวิดีโอที่จัดทำขึ้น ไม่ใช่เหตุการณ์จริง

อะไรที่ทำให้กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด

ผู้สังเกตการณ์และผู้เชี่ยวชาญหลายรายได้ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมเหตุสมผลหลายประการในวิดีโอ ซึ่งทำให้ความน่าเชื่อถือของวิดีโอลดลงอย่างมาก ประการแรก สภาพแวดล้อมในการถ่ายทำดูไม่สมจริง ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ชายแดนจริง ประการที่สอง พฤติกรรมของบุคคลในวิดีโอขาดความระมัดระวังอย่างที่ควรจะเป็นในปฏิบัติการทางทหารจริง และประการสุดท้าย การจัดการกับอุปกรณ์ที่ปรากฏในวิดีโอแสดงให้เห็นถึงความไม่ชำนาญของผู้ที่ทำการวางทุ่นระเบิด

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยอ้างว่า ทุ่นระเบิดที่เห็นในคลิปคือทุ่นระเบิด PMN-2 แต่ภาพที่ปรากฏกลับดูเหมือนเป็นระเบิดรุ่นอื่น ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลที่นำเสนอ ยิ่งไปกว่านั้น เสียงที่ได้ยินในฉากหลังซึ่งคอยกำกับให้บุคคลในวิดีโอ “ทำให้ดูสมจริง” ยิ่งตอกย้ำว่านี่คือการแสดงที่จัดฉากขึ้นอย่างชัดเจน มากกว่าที่จะเป็นปฏิบัติการจริง

Khmer Times ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า กองทัพไทยเผยแพร่วิดีโอดังกล่าวโดยไม่ระบุแหล่งที่มาที่ชัดเจน แต่วิดีโอดังกล่าวกลับถูกสื่อไทยนำไปขยายผล เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาที่ว่า ทหารกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิดใหม่ตามแนวชายแดน ซึ่ง CMAA ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างแข็งขัน โดยระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง

เมื่อพิจารณาจากความไม่สอดคล้องและความผิดปกติที่ปรากฏในวิดีโอ ทำให้เชื่อได้ว่าวิดีโอดังกล่าวถูกสร้างขึ้นโดยมีเจตนาที่จะโยนความผิดให้กับกองทัพกัมพูชา

Khmer Times ยังอ้างว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการกล่าวหาในลักษณะนี้ ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานว่า ชาวกัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์ถูกว่าจ้างให้สวมเครื่องแบบทหารกัมพูชา ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดในประเทศไทย เช่นที่สงขลา และจัดฉากการยิงหนังสติ๊ก หรือฝึกซ้อมปลอมๆ ก่อนที่จะนำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ โดยอ้างว่าเป็นหลักฐานของกิจกรรมทางทหารของกัมพูชา

นอกจากนี้ สื่อกัมพูชายังอ้างคำพูดของผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตวิดีโอและเทคนิคการจัดฉากที่ไม่เปิดเผยชื่อ ซึ่งระบุว่า วิดีโอล่าสุดนี้มีร่องรอยของการจัดฉากอย่างชัดเจน

สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนที่จะด่วนสรุปหรือเชื่อถือข้อมูลที่เผยแพร่บนสื่อต่างๆ การที่กัมพูชาออกมากัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิดอย่างแข็งขัน สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ดังนั้น การนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง แม่นยำ และปราศจากอคติ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด อ้างฝ่ายไทยจัดฉากหมายใส่ร้าย

แรงงานกัมพูชาเปิดใจ ถูกผลักดันกลับประเทศแต่ไร้งาน

เรื่องราวสุดสะเทือนใจของแรงงานกัมพูชาเปิดใจถึงความยากลำบากหลังถูกผลักดันกลับประเทศ แต่กลับเผชิญกับปัญหาแรงงานกัมพูชาเปิดใจว่าไม่มีงานทำและไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล ทำให้พวกเขาต้องเสี่ยงชีวิตลอบข้ามแดนกลับมายังประเทศไทยอีกครั้งเพื่อหาเลี้ยงชีพ

แรงงานกัมพูชาเปิดใจ ถูกผลักดันกลับประเทศแต่ไร้งาน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 กองกำลังบูรพา ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ และกองร้อยทหารพรานที่ 1202 ได้ทำการจับกุมแรงงานชาวกัมพูชาวัย 19 ปี ขณะลักลอบข้ามแดนเข้ามาในประเทศไทย บริเวณช่องทางธรรมชาติใกล้บ้านป่าไร่ใหม่ ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

จากการสอบสวนผ่านล่าม ทราบว่าแรงงานรายนี้เคยทำงานเป็นลูกจ้างขายปลาในตลาดโรงเกลือ อำเภออรัญประเทศ แต่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เขาถูกกดดันให้เดินทางกลับประเทศตามนโยบายของรัฐบาลกัมพูชาที่ต้องการให้แรงงานคืนสู่ภูมิลำเนา อย่างไรก็ตาม ชีวิตความเป็นอยู่หลังกลับไปยังบ้านเกิดกลับไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่คาดหวัง

ชีวิตที่ไร้งานและไร้การช่วยเหลือ

“อยู่ฝั่งกัมพูชาไม่มีงานทำ รัฐบาลไม่ได้ช่วยอะไรเลย” คือคำพูดที่แรงงานกัมพูชาเปิดใจด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง ชีวิตหลังกลับไปบ้านเกิดเต็มไปด้วยความยากลำบาก เขาไม่มีงานทำ ขาดรายได้ และไม่ได้รับการช่วยเหลือใด ๆ จากรัฐบาลกัมพูชา ทำให้เขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเสี่ยงชีวิตลอบกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้ง เพื่อหาเลี้ยงชีพและครอบครัว

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการขาดแคลนงานและการสนับสนุนจากภาครัฐในประเทศกัมพูชา ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต และบีบบังคับให้ต้องตัดสินใจเสี่ยงอันตรายเพื่อแสวงหาโอกาสในต่างแดน

การลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและมีความเสี่ยงสูง แต่สำหรับแรงงานชาวกัมพูชาเหล่านี้ มันอาจเป็นหนทางเดียวที่พวกเขามองเห็นว่าจะสามารถช่วยให้พวกเขามีชีวิตรอดได้ การที่รัฐบาลกัมพูชาไม่สามารถจัดหางานและให้ความช่วยเหลือที่เพียงพอแก่ประชาชนของตนเองได้ ทำให้เกิดปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐานและการแสวงหาโอกาสในต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เรื่องราวนี้เป็นการเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาปากท้องและการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังและต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อความอยู่รอด นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนแก่ประชาชนของตนเองอย่างจริงจัง เพื่อให้พวกเขาสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นในประเทศของตนเอง

ปัญหาแรงงานกัมพูชาเปิดใจถึงความยากจนและการถูกทอดทิ้ง สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความจำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน

ที่มา – แรงงานกัมพูชาเปิดใจ ถูกผลักดันกลับประเทศแต่ไร้งาน-รัฐบาลไม่ช่วย ต้องลอบเข้าไทยอีกครั้ง

“ทักษิณ” มอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาว

“ทักษิณ ชินวัตร” ส่ง “สมคิด” มอบเงินสด 100,000 บาท ให้ลูกชายชาวลาวที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมมอบบ้านน็อกดาวน์ให้ชาวบ้านที่บ้านเสียหายอีก 2 ชุด เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและการช่วยเหลือของอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, นายวัชรพล เชื้อคง พร้อมคณะ เป็นตัวแทนของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบเงินสด 100,000 บาท ให้กับ นายอ่อนศรี โจรสา อายุ 60 ปี ลูกชายของ นางฮุ่ง โจรสา ชาวลาว ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีปลัดอำเภอน้ำยืนและผู้ใหญ่บ้านร่วมเป็นสักขีพยานในการรับมอบ การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาวครั้งนี้ถือเป็นการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่สำคัญ

“ทักษิณ” มอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาว

นายสมคิด กล่าวว่า วันนี้มาเป็นตัวแทน นายทักษิณ ชินวัตร มอบเงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยานางฮุ่งจำนวน 100,000 บาท กับทายาทของนางฮุ่ง ที่บ้านกุดเชียงมุน ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน นายสมคิดบอกอีกว่า นายทักษิณมีความตั้งใจที่จะดูแลพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด ทั้งเรื่องการเยียวยาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต อีกเรื่องที่จะทำวันนี้คือ การไปมอบบ้านน็อกดาวน์ให้ชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายชุดที่ 2 โดยไม่เกี่ยวกับเงินงบประมาณ 100 ล้านบาท

รายละเอียดการมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาว

  • ผู้รับมอบ: นายอ่อนศรี โจรสา (ลูกชายของนางฮุ่ง โจรสา ผู้เสียชีวิต)
  • จำนวนเงิน: 100,000 บาท
  • สถานที่: บ้านกุดเชียงมุน ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน
  • ผู้มอบ: นายสมคิด เชื้อคง (ตัวแทน นายทักษิณ ชินวัตร)
  • พยาน: ปลัดอำเภอน้ำยืนและผู้ใหญ่บ้าน

การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาวในจังหวัดอุบลราชธานีครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องของนายทักษิณ ชินวัตร ต่อผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน นอกจากเงินช่วยเหลือแล้ว การมอบบ้านน็อกดาวน์เพิ่มเติมยังเป็นการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการดำรงชีวิต การกระทำเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

เหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น ได้สร้างความสูญเสียและความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก การช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาวในครั้งนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นการแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย

การช่วยเหลือของนายทักษิณในครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การมอบเงินช่วยเหลือเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมอบบ้านน็อกดาวน์ให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหายอีกด้วย ซึ่งเป็นการช่วยเหลือในระยะยาวที่สามารถช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขมากยิ่งขึ้น การช่วยเหลือในหลากหลายรูปแบบนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในความต้องการของประชาชน และความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ยากลำบาก การมีน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สามารถช่วยบรรเทาความทุกข์และสร้างกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบได้เป็นอย่างดี

ที่มา – “ทักษิณ” มอบเงิน 1 แสนบาท เยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาว ที่ จ.อุบลราชธานี

Scroll to top