ไทยถล่มกัมพูชา

สรุป! สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 9 ธ.ค. 68

ศูนย์แถลงข่าวร่วมสรุปความคืบหน้าภาพรวมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68 ย้ำทุกหน่วยงานจะปฏิบัติการเต็มความสามารถ เพื่อปกป้องประชาชนและอธิปไตยไทย จนกว่าภัยคุกคามพื้นที่ชายแดนจะยุติลง

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชารายงานความคืบหน้าสถานการณ์ในภาพรวม เพื่อให้ประชาชนเเละสื่อมวลชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน เเละเป็นปัจจุบัน ดังนี้:

กระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศ อาทิ BBC, CNN, Reuters, Al Jazeera และ CNA เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุด และแก้ไขความเข้าใจผิดจากข้อมูลบิดเบือนในสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากนั้นกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการทางการทูตอย่างเป็นทางการ ได้แก่ ส่งหนังสือประท้วงถึงกัมพูชา ส่งหนังสือชี้แจงไปยังประเทศสมาชิกอาเซียน หนังสือแจ้งต่อเลขาธิการสหประชาชาติ และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ตลอดจนมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อรัฐบาลและสื่อในประเทศเจ้าบ้านอย่างเชิงรุก เพื่อยืนยันจุดยืนของประเทศไทยที่ยึดมั่นในสันติวิธี กฎหมายระหว่างประเทศ และความถูกต้องของข้อเท็จจริง

กองทัพบก ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมภายหลังจากการแถลงในช่วงเช้า ดังนี้

  1. พื้นที่กองทัพภาคที่ 2 เนื่องจากกองทัพกัมพูชาเปิดฉากโจมตีใส่ฐานที่มั่นของฝ่ายไทยตั้งแต่ช่วงเช้า ด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 โดรนทิ้งระเบิด และโดรนพลีชีพ ในหลายแนวรบ เช่น ช่องบก ช่องอานม้า ปราสาทตาควาย ปราสาทคนา โดยเฉพาะพื้นที่ภูมะเขือ และ ปราสาทตาเมือนธม ที่ฝ่ายกัมพูชามีความพยายามอย่างหนักที่จะยึดคืน ฝ่ายไทยจึงตอบโต้ด้วยอาวุธยิงเล็งตรง อาวุธวิถีโค้งด้วยความพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะรักษาฐานที่มั่น แม้จะมีอุปสรรคจากการใช้อาวุธของฝ่ายกัมพูชา ปัจจุบัน กองกำลังสุรนารียังคงปฏิบัติตามแผนในการต่อต้านการโจมตีของกองทัพกัมพูชาอย่างต่อเนื่องและผลักดันผู้ที่รุกล้ำอธิปไตยให้ออกจากพื้นที่
  2. พื้นที่กองทัพภาคที่ 1 (กองกำลังบูรพา )
    1. เข้าเคลียร์พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นวันที่ 2 และตรวจพบว่าฝ่ายกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ในพื้นที่ จำนวน 2 ทุ่น (สภาพพร้อมใช้งาน) พบระเบิดแสวงเครื่องจำนวน 2 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 ประกอบด้วยกระสุน RPG-2 จำนวน 3 นัด และ ค.60 จำนวน 1 นัด และชุดที่ 2 ประกอบด้วยกระสุน ปรส.82 และ Dynamite (สภาพพร้อมใช้งาน) ซึ่งดำเนินการเก็บกู้เรียบร้อยแล้ว
    2. หน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ได้ปฏิบัติการใช้ปืนใหญ่รถถังยิงทำลายบ่อนกาสิโนในฝั่งกัมพูชา ซึ่งตั้งอยู่ติดแนวชายแดนซึ่งถูกใช้เป็นที่ตั้งของอาวุธยิงสนับสนุน ป้อมปืนกล คลังอาวุธเพื่อโจมตีฝ่ายไทยในพื้นที่ตรงข้ามจุดผ่อนปรนทางการค้า บ้านตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว 

ปัจจุบันในขณะที่กองกำลังบูรพากำลังเข้าปฏิบัติการ ได้พบการโจมตีของทหารกัมพูชาด้วยจรวด BM-21 และอาวุธวิถีโค้ง เช่น ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด อย่างต่อเนื่อง

  1. ผลกระทบต่อประชาชน เริ่มพบบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา คือ พบร่องรอยลูกจรวด BM-21 ตกใส่บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่บ้านโศกชามป้อมตำบลภูผาหมอก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 1 นัด บ้านเรือนได้รับความเสียหาย เบื้องต้น ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และพบกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายกัมพูชาตกใส่บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่บ้านโคกทหาร หมู่ 5 ตำบลทัพเสด็จ อำเภอตาพระยา โดยยังไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
  2. กองทัพบกขอยืนยันว่าจะปฏิบัติการอย่างเต็มกำลังความสามารถ ภายใต้กฎการใช้กำลังและสิทธิในการป้องกันตนเอง จนกว่าภัยคุกคามในพื้นที่ชายแดนจะยุติลง เพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชนไทยตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรม ยืนยันไม่ได้เป็นฝ่ายริเริ่มความรุนแรง แต่มีหน้าที่ตอบสนองต่อการล่วงละเมิดอธิปไตยอย่างจำเป็นและเหมาะสม

กองทัพเรือ ยังคงดำเนินการทางทหารต่อเป้าหมายทางทหารที่เป็นภัยต่อความมั่นคงบริเวณชายแดนฝั่งทะเล เพื่อหยุดยั้งการคุกคามต่อฝ่ายไทย โดยยืนยันว่า ทุกการปฏิบัติเป็นไปเพื่อการป้องกันอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชน

กองทัพอากาศ ยึดมั่นหลักการปฏิบัติการว่าด้วยการลดความเสียหายต่อพลเรือน การดำเนินการร่วมกับกำลังภาคพื้น การดำเนินการทางทหารเพื่อทำลายเป้าหมายของฝ่ายตรงข้ามที่ต้องกระทำด้วยความระมัดระวังสูงสุด โดยใช้อาวุธที่มีความแม่นยำสูง เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อพลเรือนน้อยที่สุด (Minimal Collateral Damage) อีกทั้งยังยึดมั่นพันธกิจในการคุ้มครองพลเรือนโดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการมุ่งรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนของทั้งสองฝ่ายเป็นหลัก

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ส่วนหลังอย่างเต็มที่ เพิ่มการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยง เช่น ห้างสรรพสินค้า สถานที่ราชการ จุดคมนาคม และระบบสาธารณูปโภค และขอความร่วมมือประชาชน หากพบบุคคลต้องสงสัย หรือวัตถุต้องสงสัย ให้แจ้ง 191 หรือ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง

ประเทศไทยยึดการปฏิบัติตามหลักกฎหมายสากล (International Humanitarian Law) การยึดหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และสิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ ตลอดจนการโจมตีก่อนเมื่อมีภัยคุกคามชัดเจน (Preemptive Strike) ได้แก่ ภัยคุกคามที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้น ต้องใช้กำลังในการกำจัดเป้าหมายเท่านั้น รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงทุกเหล่าทัพให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชน การอพยพ การช่วยเหลือ และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการบริหารจัดการสถานการณ์ด้วยความรอบคอบ ภายใต้หลักมนุษยธรรม

สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68 ที่เกิดขึ้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราเข้าใจสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68: สิ่งที่เราควรรู้

ดังนั้น การรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องเเละเเม่นยำเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68 จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ท่านสามารถตัดสินใจเเละปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสม

สถานการณ์ชายเเดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบันยังคงมีความไม่เเน่นอนอยู่ การติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอเเละการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การให้กำลังใจเเละสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามแนวชายเเดนก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ขอให้ทุกท่านปลอดภัยเเละผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน

ที่มา – ศูนย์แถลงข่าวร่วม สรุปภาพรวมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68

ด่วน! กองทัพภาคที่ 2 อัปเดตสถานการณ์ กัมพูชา

“กองทัพภาคที่ 2” อัปเดตสถานการณ์ชายแดน การสู้รบขยายวงกว้าง รุนแรงด้วยจรวดหลายลำกล้อง “ฝ่ายกัมพูชา” เสียชีวิต 61 ศพ บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อความโดยระบุว่า “ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธันวาคม 2568 (เวลา 17.00 น.) สถานการณ์ตั้งแต่เวลา 09.00 ถึง 17.00 ของวันนี้ ทหารกัมพูชาโจมตีฝ่ายเราอย่างหนัก การสู้รบขยายวงกว้างและมีความรุนแรงด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ประมาณ 125 ครั้ง กระสุนลูกจรวด 5,000 นัด โดรนพลีชีพหรือโดรน FPV จำนวน 33 พื้นที่ ใส่ฐานและที่มั่นของฝ่ายเราในหลายแนวรบ โดยเฉพาะในพื้นที่ช่องอานม้าและช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี, เถียงตาม็อก จังหวัดศรีสะเกษ และช่องคนา ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ฝ่ายเราตอบโต้ด้วยอาวุธอย่างได้สัดส่วน

ปัจจุบันยังมีสถานการณ์อยู่ตลอดแนวการวางกำลัง จากผลการปะทะกันอย่างหนักตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายเราได้สูญเสียนักรบกล้าสละชีพเพื่อพิทักษ์ชาติไปจำนวน 4 นาย บาดเจ็บรวม 68 นาย ฝ่ายกัมพูชาเสียชีวิต 61 นาย บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

กองทัพภาคที่ 2 จะดำเนินการทุกมาตรการเพื่อความมั่นคงปลอดภัย และรักษาอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มกำลัง”.

ขอบคุณเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2

กองทัพภาคที่ 2 อัปเดตสถานการณ์ กัมพูชาเสียชีวิต 61 ศพ บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด โดยล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาอัปเดตสถานการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีความรุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น การปะทะครั้งนี้ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายกัมพูชาที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากถึง 61 ศพ และยังมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมากที่ยังไม่สามารถประเมินได้

รายละเอียดสถานการณ์ล่าสุดจากกองทัพภาคที่ 2

จากข้อมูลที่ กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทหารกัมพูชาได้ทำการโจมตีอย่างหนักหน่วง โดยมีการใช้จรวดหลายลำกล้อง BM-21 จำนวนมากถึง 125 ครั้ง และกระสุนลูกจรวดอีกกว่า 5,000 นัด นอกจากนี้ยังมีการใช้โดรนพลีชีพหรือโดรน FPV โจมตีฐานและที่มั่นของฝ่ายไทยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณช่องอานม้าและช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี, เถียงตาม็อก จังหวัดศรีสะเกษ และช่องคนา ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่ แม้ว่าฝ่ายไทยจะมีการตอบโต้ด้วยอาวุธอย่างได้สัดส่วนแล้วก็ตาม การโจมตีอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายกัมพูชาส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของทั้งสองฝ่าย

ความสูญเสียที่เกิดขึ้น:

  • ฝ่ายไทย: เสียชีวิต 4 นาย บาดเจ็บ 68 นาย
  • ฝ่ายกัมพูชา: เสียชีวิต 61 นาย บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะดำเนินการทุกมาตรการเพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยและอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มกำลัง การอัปเดตสถานการณ์อย่างต่อเนื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

การสู้รบที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต การแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทุกฝ่ายจะใช้ความอดทนอดกลั้นและหาทางออกร่วมกัน เพื่อนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” อัปเดตสถานการณ์ กัมพูชาเสียชีวิต 61 ศพ บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

ด่วน! ทหารไทย ยิง SR-4 ตอบโต้กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียด! มีรายงานว่า ทหารไทย ยิงจรวดหลายลำกล้อง SR-4 122 mm. เปิดฉากตอบโต้กลับ ทหารกัมพูชา อย่างดุเดือด

จากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม ล่าสุดมีรายงานความคืบหน้าสำคัญออกมา

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 แฟนเพจเฟซบุ๊ก Army Military Force ได้โพสต์ข้อความด่วนเมื่อเวลา 17.50 น. แจ้งว่า ทหารไทย ได้ทำการตอบโต้ด้วยการระดมยิงจรวดหลายลำกล้องแบบ SR-4 122 mm. เข้าใส่เป้าหมายทางทหารของกัมพูชาอย่างหนักหน่วง

ทหารไทย ยิงจรวดหลายลำกล้อง SR-4 122 mm. เปิดฉากตอบโต้กลับ ทหารกัมพูชา

สถานการณ์บริเวณชายแดนยังคงน่าติดตาม และยังไม่มีรายงานความเสียหายที่แน่ชัดในขณะนี้ การตอบโต้ด้วยอาวุธหนักเช่นจรวดหลายลำกล้อง แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เหตุผลที่ต้องตอบโต้กลับด้วยจรวด SR-4

การตัดสินใจใช้จรวดหลายลำกล้อง SR-4 ในการตอบโต้ สะท้อนให้เห็นถึงการประเมินสถานการณ์ที่ตึงเครียดอย่างมากของฝ่ายทหารไทย จรวด SR-4 เป็นอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง และมักถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการตอบโต้การโจมตีด้วยความรวดเร็วและรุนแรง เพื่อลดความสูญเสียของฝ่ายตนเอง และสร้างความเสียหายให้กับฝ่ายตรงข้ามให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การเลือกใช้อาวุธชนิดนี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความปลอดภัยของประเทศ

อย่างไรก็ตาม การใช้จรวดหลายลำกล้อง SR-4 ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์บานปลายมากยิ่งขึ้น และอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าที่รุนแรงมากขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ ดังนั้น การตัดสินใจใช้จรวด SR-4 จึงเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ และต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่จะตามมาอย่างรอบคอบ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีมายาวนาน การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันของทั้งสองฝ่าย การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก และอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม การเจรจาและหาทางออกทางการทูตเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศและหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น

การตอบโต้ของทหารไทยในครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในระยะยาว

สถานการณ์ล่าสุดนี้ยังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้โดยเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียที่ไม่จำเป็นและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

การรายงานข่าวนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชนเท่านั้น และไม่มีเจตนาที่จะยุยงให้เกิดความขัดแย้งหรือความแตกแยกใดๆ ทั้งสิ้น ขอให้ทุกท่านใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่างใกล้ชิด

การตอบโต้ด้วยอาวุธหนักอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

ที่มา – “ทหารไทย” ยิงจรวดหลายลำกล้อง SR-4 122 mm. เปิดฉากตอบโต้กลับ “ทหารกัมพูชา”

แจ้งเลี่ยง! ถนนโนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก)

ขอแจ้งให้ทราบและวางแผนการเดินทางล่วงหน้า หากคุณมีแผนจะเดินทางบนถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนที่ไม่ปกติ

จากสถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แขวงทางหลวงบุรีรัมย์ได้แจ้งให้ประชาชนเลี่ยงการเดินทางบนถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายกลับสู่สภาวะปกติ เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน

แจ้งเลี่ยงเดินทางถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก)

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ โดยตลอดทั้งวันยังคงได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่ได้อพยพไปยังบ้านญาติและศูนย์อพยพแล้วกว่า 80% ส่วนที่เหลือยังคงเป็นห่วงทรัพย์สินและมีผู้นำชุมชนพร้อมชุด ชรบ. คอยดูแลความปลอดภัย

นายประเสริฐ แต่งพลกรัง ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่าได้จัดเวรยามเฝ้าระวังในแต่ละหมู่บ้าน โดยมีผู้นำชุมชนและชุด ชรบ. คอยดูแลเพื่อให้ลูกบ้านที่อพยพไปแล้วรู้สึกอุ่นใจว่าทรัพย์สินจะไม่สูญหาย และยังดูแลสัตว์เลี้ยงโดยการจัดหาอาหารให้

สำหรับชาวบ้านที่ยังไม่ได้อพยพ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในหลุมหลบภัยของหมู่บ้าน จากการตรวจสอบพบว่ามีไม่เกิน 10 หลังคาเรือนที่ยังคงอยู่ในพื้นที่ ผู้นำชุมชนเข้าใจถึงเหตุผลของแต่ละครอบครัวที่ไม่สามารถอพยพได้ จึงให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกทั้งกลางวันและกลางคืน

นายอิ๊ว จันทร์ประโคน อายุ 62 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหลุมหลบภัย เล่าว่าเขาพักอาศัยอยู่ที่หลุมหลบภัยเป็นคืนที่สองแล้ว เนื่องจากอยู่ใกล้บ้านและเป็นพื้นที่ปลอดภัย สามารถเดินทางไปกลับได้สะดวก เขาและชาวบ้านประมาณ 20 คนจะมาหลบภัยที่นี่ในช่วงกลางคืนหรือช่วงที่สถานการณ์รุนแรง

เมื่อคืนที่ผ่านมาได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังตั้งแต่เที่ยงคืน และดังอีกครั้งในช่วงตีสี่ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงปืนใหญ่ ผู้ที่อยู่ในหลุมหลบภัยจะต้องตื่นขึ้นมาเพื่อตรวจสอบชนิดของปืน แต่โดยส่วนตัวเขามองว่าสถานการณ์เริ่มคุ้นชินแล้วและไม่ค่อยตื่นตระหนก

เส้นทางเลี่ยง ถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก)

สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปยัง สระแก้ว, ปราจีนบุรี, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี และตราด สามารถใช้เส้นทางเลี่ยงดังนี้:

  • ใช้ทางหลวงหมายเลข 24 (โชคชัย-เดชอุดม)
  • ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 304 (ปักธงชัย-กบินทร์บุรี)

ทางเลือกนี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัยและเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น โปรดติดตามข่าวสารและประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดเพื่อรับทราบข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์และเส้นทางที่ควรหลีกเลี่ยง

โปรดตรวจสอบสภาพรถและเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไกล หากจำเป็นต้องใช้เส้นทางเลี่ยง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

การหลีกเลี่ยง ถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) ในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ เป็นการตัดสินใจที่รอบคอบ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและผู้ร่วมเดินทาง ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ

ที่มา – แจ้งเลี่ยงเดินทางถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) จากเหตุปะทะแนวชายแดน

ทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดทำลายคลังจรวด BM-21 อุดรมีชัย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา กองทัพอากาศไทยได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งสำคัญ โดยการส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 เข้าทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดทำลายคลังจรวด BM-21 อุดรมีชัย ซึ่งเป็นเป้าหมายทางทหารของกองทัพกัมพูชา

ทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดทำลายคลังจรวด BM-21 อุดรมีชัย

กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ภาพการปฏิบัติการดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเครื่องบินรบ F-16 ที่ทำการทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ แบบ GBU-12 Paveway II เข้าใส่คลังเก็บจรวด BM-21 และอาวุธหนักของกองทัพกัมพูชาในกรุงสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย

ผลจากการโจมตี ส่งผลให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับเป้าหมายทางทหารของกัมพูชา การปฏิบัติการนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมรบของกองทัพอากาศไทยในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

รายละเอียดปฏิบัติการ ทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดทำลายคลังจรวด BM-21 อุดรมีชัย

  • เครื่องบินรบ: F-16
  • อาวุธ: ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU-12 Paveway II
  • เป้าหมาย: คลังเก็บจรวด BM-21 และอาวุธหนัก
  • สถานที่: กรุงสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา
  • วันที่: 9 ธันวาคม 2568

การใช้ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU-12 Paveway II แสดงให้เห็นถึงความแม่นยำในการโจมตี ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อพลเรือนและทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะมีความตึงเครียด แต่กองทัพอากาศไทยได้ปฏิบัติการด้วยความระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่ไม่จำเป็น

เหตุการณ์ทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดทำลายคลังจรวด BM-21 อุดรมีชัย นี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการรักษาความมั่นคงของประเทศ และพร้อมที่จะตอบสนองต่อภัยคุกคามทุกรูปแบบ การปฏิบัติการนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังประเทศเพื่อนบ้านให้ตระหนักถึงขีดความสามารถทางทหารของไทย

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นแนวทางที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ

การพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพอากาศอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงในอนาคต การลงทุนในเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันประเทศ และรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ท่านคิดเห็นอย่างไรกับการปฏิบัติการครั้งนี้? ร่วมแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลย!

ที่มา – ทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ ทำลายคลังเก็บจรวด BM-21 จ.อุดรมีชัย

“เสธ.แมว” ชี้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น

“เสธ.แมว” ชี้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จนปะทุเป็นวิกฤตชายแดน ย้ำไทยต้องจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก ควบคู่ยุทธศาสตร์การรบ

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง พรรคไทยสร้างไทย แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย กัมพูชา ซึ่งกำลังทวีความตึงเครียดขึ้นจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งความเปราะบางทางการเมืองภายในกัมพูชา ปัญหาเศรษฐกิจ และแรงกดดันจากมหาอำนาจที่กำลังจับตาพฤติกรรมของกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา โดย พล.ท. ภราดร ระบุว่า สถานการณ์ล่าสุดเป็นมากกว่าการยิงตอบโต้ระหว่างทหารสองประเทศ แต่มีมิติทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามข่าวสารเข้ามาพัวพันอย่างซับซ้อน

พล.ท. ภราดร ชี้ให้เห็นว่า ต้นตอความตึงเครียดรอบใหม่ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติซึ่งโยงใยเชิงผลประโยชน์กับกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา การที่ไทยเข้มงวดด้านการบังคับใช้กฎหมายและอายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดแรงกดดันต่อผู้นำกัมพูชาจนมีความพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนภายในประเทศ นอกจากนี้ มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีนต่างกังวลต่อบทบาทของเครือข่ายสแกมเมอร์ระดับภูมิภาค จึงผลักดันให้กัมพูชาเร่งสะสางปัญหา ยิ่งทำให้แรงกดดันทางการเมืองภายในทวีคูณจนสะท้อนออกมาในพื้นที่ชายแดน

พล.ท. ภราดร ยังกล่าวถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวของกัมพูชาที่มีการใช้สงครามข่าวสารอย่างเข้มข้น ทั้งการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง รวมถึงการใช้พื้นที่พลเรือนเป็นฐานยิงหรือจุดตั้งอาวุธหนัก ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเสี่ยงต่อประชาชนและละเมิดหลักปฏิบัติสากล ขณะที่ฝ่ายไทยยืนยันว่าปฏิบัติการทุกอย่างเป็นการป้องกันตนเอง และมีการเก็บหลักฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อเสนอต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะในช่วงที่มีการปะทะตามหลายจุดสำคัญริมชายแดนที่กัมพูชามีการใช้อาวุธยิงสนับสนุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

พล.ท. ภราดร ระบุว่า รัฐบาลและกองทัพไทยต้องเป็นเอกภาพร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ปฏิบัติการที่ชัดเจนเพื่อยุติภัยคุกคามให้เร็วที่สุด ทั้งการตอบโต้เฉพาะเป้าหมายทางทหาร การทำลายเส้นทางลำเลียงกำลังและคลังอาวุธ รวมถึงการเตรียมพร้อมป้องกันล่วงหน้าไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม พร้อมย้ำว่ากองทัพจะไม่ประมาทแม้กัมพูชาจะมีข้อจำกัดด้านยุทโธปกรณ์ ในขณะที่ฝ่ายปกครองก็เร่งเตรียมความพร้อมด้านการอพยพและแผนช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่เสี่ยง

พล.ท. ภราดร ย้ำว่าหากไทยต้องการให้วิกฤตครั้งนี้ยุติลงอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจังเพื่อสร้างความโปร่งใส ความสะอาดบริสุทธิ์ในระบบเศรษฐกิจและการเมือง ควบคู่กับการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงที่เด็ดขาดให้สถานการณ์ชายแดนจบลงอย่างแท้จริง พร้อมระบุว่าการมีการเมืองที่สุจริตและไม่ปล่อยให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติฝังตัวอยู่ในภูมิภาค จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ไทยไม่ต้องเผชิญความไม่มั่นคงซ้ำซาก และช่วยสร้างเสถียรภาพระยะยาวทั้งภายในประเทศและในภูมิภาคต่อไป

“เสธ.แมว” ชี้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กำลังตึงเครียดขึ้น ทำให้หลายฝ่ายออกมาแสดงความกังวลและเสนอแนะแนวทางแก้ไข หนึ่งในนั้นคือ พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร หรือ “เสธ.แมว” ที่ออกมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุของวิกฤตและเสนอแนะแนวทางการแก้ไขอย่างตรงจุด

ปัจจัยที่ทำให้ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น

ตามที่ “เสธ.แมว” ได้กล่าวไว้ ปัจจัยที่ทำให้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จนนำไปสู่วิกฤตชายแดนมีหลายประการ ได้แก่

  • ความเปราะบางทางการเมืองภายในกัมพูชา
  • ปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
  • แรงกดดันจากมหาอำนาจที่ต้องการให้กัมพูชาจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลกัมพูชา และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนโดยการสร้างสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดน

นอกจากนี้ “เสธ.แมว” ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาหลายอย่าง และมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา การจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับระบบเศรษฐกิจและการเมืองของทั้งสองประเทศ

การแก้ไข ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การที่ “เสธ.แมว” ออกมาให้ข้อมูลและเสนอแนะแนวทางการแก้ไข ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการหาทางออกให้กับวิกฤตชายแดนในครั้งนี้ และเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ายังมีผู้ที่ห่วงใยและต้องการเห็นสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “เสธ.แมว” ชี้ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จนปะทุเป็นวิกฤตชายแดน แนะฟันเครือข่ายสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก

Scroll to top