ไทยปะทะกัมพูชา

ทบ. ยัน! ไม่ได้ล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์

กองทัพบก (ทบ.) ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการล็อกเป้าโจมตี “ตึกคาสิโน-สแกมเมอร์” โดยยืนยันว่าทุกพื้นที่ที่ถูกโจมตีนั้น มีหลักฐานชัดเจนว่ามีการใช้เป็นฐานที่ตั้งปฏิบัติการทางทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “จุดบัญชาการโดรน” และคลังอาวุธ ซึ่งถูกใช้ในการโจมตีประเทศไทย

พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2566 ถึงกรณีการโจมตีเป้าหมายที่เป็นคาสิโนและสแกมเมอร์ ว่าทุกเป้าหมายที่กองทัพไทยทำการโจมตีนั้น ล้วนเป็นเป้าหมายทางทหารทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกำลังรบ อาวุธยุทโธปกรณ์ หรืออาวุธยิง กองทัพไม่ได้มุ่งโจมตีไปที่คาสิโนและสแกมเมอร์เพียงอย่างเดียว แต่ทุกสถานที่ที่ถูกโจมตีได้รับการพิสูจน์ทราบอย่างชัดเจนว่าใช้เป็นฐานที่ตั้งปฏิบัติการทางทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจพบบ่อยครั้งคือ จุดควบคุมบัญชาการโดรนที่ใช้ปล่อยโดรนโจมตีเข้ามาในพื้นที่ไทย และยังใช้เป็นคลังอาวุธอีกด้วย

เมื่อตรวจพบการกระทำดังกล่าว กองทัพจะใช้การโจมตีด้วยอาวุธต่างๆ ที่มี รวมถึงการสนับสนุนจากกองทัพอากาศ ซึ่งไม่ได้หมายความว่ากองทัพบกละเลยการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ เพราะยังมีหน่วยงานอื่นที่รับผิดชอบในเรื่องนี้อยู่แล้ว โดยมีกองกำลังป้องกันชายแดนร่วมกับเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนในการดูแลและแก้ไขปัญหาตามแนวชายแดน

ทบ. ยัน! ไม่ได้ล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์

กองทัพบกยังคงย้ำว่าทุกเป้าหมายที่ถูกโจมตี ไม่ว่าจะเป็นคาสิโนหรือแหล่งสแกมเมอร์ ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าสถานที่เหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารต่อประเทศไทย และจุดที่ยังไม่ถูกโจมตีนั้น เป็นเพราะยังไม่มีการพิสูจน์ทราบหรือตรวจพบว่ามีการปฏิบัติการทางทหาร

ทำไม ทบ. ต้องออกมาปฏิเสธเรื่องล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์

การออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการล็อกเป้าโจมตี “ตึกคาสิโน-สแกมเมอร์” ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการยืนยันความโปร่งใสและความถูกต้องตามกฎหมายในการปฏิบัติการทางทหารของกองทัพไทย การโจมตีเป้าหมายใดๆ จะต้องมีหลักฐานและการพิสูจน์ทราบที่ชัดเจนว่าเป้าหมายนั้นเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ และการโจมตีนั้นเป็นไปตามหลักสากล

ประเด็นเรื่อง ทบ. ยัน! ไม่ได้ล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ชายแดน ที่ซึ่งกิจกรรมทางทหารและอาชญากรรมมักเกี่ยวพันกัน การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานความมั่นคง หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

นอกจากนี้ การที่ ทบ. ยัน! ไม่ได้ล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังกลุ่มติดอาวุธและอาชญากรข้ามชาติว่า กองทัพไทยจะไม่ยอมให้มีการใช้พื้นที่ชายแดนเป็นฐานในการก่ออาชญากรรมหรือโจมตีประเทศไทย และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

การที่กองทัพบกออกมา ทบ. ยัน! ไม่ได้ล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์ เป็นเรื่องที่ควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะสะท้อนถึงสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนและความพยายามของกองทัพในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน

ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจในสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศ และการสนับสนุนการทำงานของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของชาติ

ที่มา – ทบ. ปัดล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์ ยันตรวจพบใช้เป็นฐานปฏิบัติทางทหาร

รมว.กลาโหมสั่งดูแลกำลังพลแนวหน้าเต็มที่

“บิ๊กเล็ก” กำชับเหล่าทัพดูแลแนวหน้าเต็มที่ ยันอาหาร-อาวุธต้องพร้อมรบต่อเนื่อง ขอบคุณจุฬาฯ ให้โควตาลูกหลานทหารกล้าเข้าเรียน

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหมว่า ที่ประชุมได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลกำลังพลแนวหน้าเต็มที่ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด โดยกำชับทุกเหล่าทัพว่าการส่งกำลังบำรุงต้องไม่ขาด ทั้งอาหารกระสุนและอาวุธ ต้องพร้อมสมบูรณ์เพื่อให้สามารถปฏิบัติการรบได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

สำหรับกำลังพลที่เสียชีวิต รมว.กลาโหมยืนยันว่า จะดูแลครอบครัวและทายาทอย่างดีที่สุด พร้อมปวารณาตนว่าหากมีการพระราชทานเพลิงศพกำลังพลในพื้นที่ภาคกลาง ตนจะเดินทางไปเป็นประธานด้วยตนเองเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว นอกจากนี้ยังได้จัดทำ MOU ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาความรู้ให้กำลังพลทุกระดับ ตั้งแต่พลทหารไปจนถึงระดับผู้บังคับบัญชาให้ผ่านหลักสูตรที่หลากหลาย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยังบอกด้วยว่า ที่สำคัญที่สุดคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มอบโควตาพิเศษให้กับครอบครัวและทายาทของกำลังพลที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้ได้รับสิทธิ์เข้าศึกษาต่อ ซึ่งต้องขอบคุณทางจุฬาลงกรณ์ฯ เป็นอย่างยิ่งที่เห็นความสำคัญของความเสียสละนี้

นอกจากนี้ในส่วนของเทศกาลปีใหม่ได้ฝากให้เหล่าทัพจัดหน่วยบริการประชาชนตามพื้นที่ต่างๆ ดูแลรักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญและพื้นที่จัดงานเคานต์ดาวน์ โดยประสานงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมด และสั่งการให้เพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนพักผ่อนได้อย่างปลอดภัย

รมว.กลาโหมสั่งเหล่าทัพดูแลกำลังพลแนวหน้าเต็มที่

จากสถานการณ์ปัจจุบัน การดูแลกำลังพลแนวหน้าเต็มที่ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด กำลังพลเหล่านี้เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง พวกเขาเหล่านั้นสมควรได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ทั้งในเรื่องของสวัสดิการ กำลังใจ และความเป็นอยู่ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของทหารกล้าเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญของการดูแลกำลังพลแนวหน้าเต็มที่

การดูแลกำลังพลแนวหน้าเต็มที่ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การมอบสวัสดิการและสิ่งของจำเป็นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสร้างขวัญและกำลังใจ การให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง การฝึกฝนทักษะและความสามารถให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ การสร้างความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่ทหาร และการดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง

นอกจากนี้ การดูแลครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ครอบครัวเหล่านี้ต้องได้รับการเยียวยาและช่วยเหลือในทุกๆ ด้าน เพื่อให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข

การดูแลแนวหน้าอย่างเต็มที่ถือเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสนับสนุนและให้กำลังใจทหารกล้าเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคสิ่งของ การให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ หรือเพียงแค่การกล่าวคำขอบคุณและให้กำลังใจ

การใส่ใจดูแลสวัสดิการและขวัญกำลังใจของทหารหาญ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะพวกเขามีหน้าที่สำคัญในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ การที่ทหารมีขวัญและกำลังใจดี จะส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างเข้มแข็ง

ดังนั้น เราทุกคนควรตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลทหารกล้า และร่วมกันสนับสนุนให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลัง เพื่อความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ

การที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มอบโควตาพิเศษให้กับครอบครัวและทายาทของกำลังพลที่เสียชีวิต ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของการตอบแทนความเสียสละของทหารกล้า และเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ขอชื่นชมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เห็นความสำคัญของความเสียสละนี้

ที่มา – รมว.กลาโหมสั่งเหล่าทัพดูแลกำลังพลแนวหน้าเต็มที่ อาวุธอาหารต้องพร้อม

พบร่าง “พลทหารภาณุพัฒน์” แล้ว! รอนำร่างออก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดสุรินทร์ยังคงมีการปะทะกันอยู่บ้าง แต่ไม่ถี่เท่าช่วงก่อนหน้า ขณะที่มีรายงานข่าวล่าสุดว่า พบร่างของ “พลทหารภาณุพัฒน์” แล้ว แต่การนำร่างออกมาต้องกระทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากมีความกังวลว่าอาจเป็นแผนลวงเพื่อโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ชายแดนด้านจังหวัดสุรินทร์ โดยเฉพาะบริเวณชายแดนปราสาทตาควายและเนิน 350 ซึ่งเป็นจุดที่มีการปะทะกันอย่างหนักหน่วงในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เนื่องจากการที่กัมพูชาต้องการยึดคืนพื้นที่ดังกล่าว

ในช่วงเช้าตรู่ เวลาประมาณ 06.20 น. กองกำลังของไทยได้เริ่มยิงปืนใหญ่ตอบโต้ไปยังฝั่งกัมพูชาอีกครั้ง แต่ความถี่ในการยิงนั้นลดลงจากช่วงก่อนหน้า ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์ในช่วงสายอย่างใกล้ชิด คาดการณ์ว่าทั้งสองฝ่ายกำลังวางแผนและเตรียมกำลังเพิ่มเติม

ในส่วนของชายแดนอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยเฉพาะบริเวณชายแดนช่องจอม สถานการณ์ยังคงเงียบสงบ ไม่มีการปะทะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อคืนที่ผ่านมา ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ด่าน ซึ่งประจำการอยู่บริเวณตลาดชายแดนช่องจอม ได้สังเกตเห็นโดรนปริศนาจำนวน 5 ลำ บินเข้ามาในพื้นที่ โดยมีไฟกระพริบอย่างชัดเจน ซึ่งคาดว่าเป็นของฝ่ายกัมพูชา และชุด ชรบ.ด่านสามารถบันทึกคลิปวิดีโอไว้ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ศพของทหารไทย 2 นายที่เสียชีวิตจากการสู้รบที่เนิน 350 ได้แก่ จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ชาวอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ และพลทหารภาณุพัฒน์ เสาร์สา สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ชาวอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถนำร่างกลับมาได้

ล่าสุด มีรายงานว่า พบร่างของ “พลทหารภาณุพัฒน์” เสาร์สา แล้ว ในพื้นที่สู้รบบริเวณเนิน 350 หลังจากที่ทหารกัมพูชายึดอาวุธไปได้ การที่ทหารไทยจะเข้าไปนำร่างออกมานั้น ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงที่อาจเป็นกลลวงของทหารกัมพูชา โดยการนำร่างทหารไทยมาวางไว้เพื่อล่อให้เข้ามาโจมตี ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ ส่วนร่างของ จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน ยังคงอยู่ระหว่างการค้นหา

สำหรับผู้อพยพที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจิตอาสาได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือดูแลในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของสภาพจิตใจ เพื่อลดความตึงเครียด

พบร่าง “พลทหารภาณุพัฒน์” แล้ว

การนำร่างพลทหารภาณุพัฒน์ออกมาต้องระวัง

ความคืบหน้าของสถานการณ์ “พลทหารภาณุพัฒน์” และสถานการณ์ชายแดนจะรายงานให้ทราบต่อไป

สถานการณ์ชายแดนที่ยังคงตึงเครียดนี้ แสดงให้เห็นถึงความเสียสละของทหารไทยที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและการจัดการกับสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่

ที่มา – พบร่าง “พลทหารภาณุพัฒน์” แล้ว รอนำร่างออกมา หวั่นเป็นแผนลวงโจมตี

ทหารกัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษ: จริงหรือ?

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน ล่าสุด มีรายงานว่าทหารกัมพูชาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สโดยอ้างว่าเครื่องบินรบของไทยใช้แก๊สพิษโจมตี ทำให้พวกเขาหายใจไม่ออกและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เรื่องราวดังกล่าวสร้างความตึงเครียดและความกังวลให้กับประชาชนทั้งสองฝั่ง

ทหารกัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษจริงหรือ?

นายกุน ยง ทหารกัมพูชาที่อ้างว่าได้รับผลกระทบ ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์สขณะนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยกล่าวอ้างว่าเขามีอาการหายใจติดขัด ภายหลังการปฏิบัติการบินของไทย ทหารและตำรวจหลายรายที่รักษาตัวในโรงพยาบาลเดียวกันก็อ้างว่าประสบปัญหาระบบทางเดินหายใจหลังจากเครื่องบินของไทยโปรยสิ่งที่พวกเขาอ้างว่าเป็นของเหลวมีพิษ ทำให้เกิดคำถามว่า ทหารกัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษ เป็นความจริงหรือไม่

กัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษต่อเนื่อง

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์กล่าวอ้างเกือบทุกวันว่ากองทัพไทยใช้แก๊สพิษในการสู้รบ โดยระบุว่ามีการใช้สารดังกล่าวในพื้นที่ที่นายกุน ยง ประจำการอยู่ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่าการใช้แก๊สถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงไม่ได้ระบุชนิดของแก๊ส ไม่ได้นำเสนอหลักฐาน และไม่ได้ระบุว่าได้ยื่นประท้วงต่อองค์กรระหว่างประเทศหรือไม่

ทางด้านสำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าไม่สามารถตรวจสอบหรือยืนยันคำกล่าวอ้างดังกล่าวได้อย่างอิสระ เนื่องจากโฆษกของกระทรวงกลาโหมและรัฐบาลกัมพูชาไม่รับสายโทรศัพท์

ขณะที่โฆษกกองทัพอากาศไทย พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์สว่ากองทัพอากาศไทยไม่เคยใช้อาวุธเคมีแต่อย่างใด และระบุว่ารายงานดังกล่าวเป็นข่าวปลอมที่มุ่งบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของการปฏิบัติการทางทหารของไทย พลอากาศโท จักรกฤษณ์กล่าวว่า “หากเป็นอาวุธเคมีจริง ผู้ที่ได้รับผลกระทบคงไม่ได้มีเพียงอาการหายใจติดขัด แต่อาจเสียชีวิตไปแล้ว”

สถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 40 คน และประชาชนในทั้งสองประเทศต้องอพยพมากกว่า 500,000 คน ถือเป็นการสู้รบที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ การกล่าวอ้างเรื่อง ทหารกัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษ จึงยิ่งเติมเชื้อไฟให้กับความขัดแย้งนี้

ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

การกล่าวอ้างเรื่องการใช้อาวุธเคมีเป็นประเด็นที่ร้ายแรงและต้องได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม หากมีการใช้อาวุธเคมีจริง จะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนและดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ในขณะเดียวกัน การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือเป็นเท็จก็เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะจะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดและความเข้าใจผิดระหว่างประเทศ

  • บทบาทของสื่อ: สื่อมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข้อมูลอย่างถูกต้องและเป็นกลาง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน
  • ความสำคัญของการเจรจา: การเจรจาและการพูดคุยกันด้วยเหตุผลเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ การใช้ความรุนแรงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

ข้อควรระวัง: โปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลก่อนที่จะเชื่อถือ

สุดท้ายนี้ แม้ว่าข้อกล่าวหา ทหารกัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษ ยังคงเป็นข้อถกเถียงที่ยังไม่มีข้อยุติ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อความสงบสุขของประชาชนทั้งสองฝั่ง

ที่มา – ทหารกัมพูชาใช้สื่อต่างชาติเป็นเครื่องมือ อ้างไทยใช้แก๊สพิษ ทำให้ล้มป่วยจนต้องเข้ารพ.

จีนเตรียมส่งทูตพิเศษเยือนไทย-กัมพูชา ลดตึงเครียด

จีนเตรียมส่งทูตพิเศษเยือนไทย-กัมพูชา อีกครั้ง หวังลดความตึงเครียดและฟื้นฟูสันติภาพระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ประกาศว่า จีนจะส่งทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียเดินทางเยือนประเทศไทยและกัมพูชาในวันที่ 18 ธันวาคม เพื่อดำเนินการเจรจาทางการทูตแบบไปกลับ (shuttle diplomacy) โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความตึงเครียดบริเวณชายแดนและช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถกลับมาสู่สันติภาพได้

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่า “ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ดีของทั้งกัมพูชาและไทย จีนมีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนระหว่างสองประเทศ เราได้พยายามอย่างต่อเนื่องที่จะเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจา รวมถึงมีบทบาทในการคลี่คลายความตึงเครียดและบรรเทาสถานการณ์ด้วยวิธีการต่างๆ”

แถลงการณ์ระบุว่า “ทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียจะเดินทางไปกัมพูชาและไทยอีกครั้งในวันที่ 18 ธันวาคม เพื่อดำเนินการไกล่เกลี่ย ผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าเข้าหากัน และฟื้นฟูสันติภาพโดยเร็ว” การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ จีนหวังว่าการเยือนของทูตพิเศษในครั้งนี้จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างทั้งสองฝ่ายความพยายามของจีนในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของจีนในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ใกล้ชิดกับทั้งไทยและกัมพูชา ทำให้จีนสามารถมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างประเทศต่างๆ ในภูมิภาค

จีนเตรียมส่งทูตพิเศษเยือนไทย-กัมพูชา ลดตึงเครียด

การเดินทางเยือนของทูตพิเศษจีนในครั้งนี้ ถือเป็นความพยายามที่จะสานต่อสันติภาพในภูมิภาค ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญ

บทบาทของจีนในการลดความตึงเครียด

จีนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการเจรจาเป็นช่องทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา การส่งทูตพิเศษมาเยือนไทยและกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของจีนในการเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

ความเป็นกลางและความสัมพันธ์อันดีกับทั้งสองฝ่าย ทำให้จีนอยู่ในสถานะที่สามารถเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จีนหวังว่าการหารือในครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน และนำพาความสงบสุขกลับคืนสู่ภูมิภาค

ความสำเร็จของการเจรจาครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคโดยรวม ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย

นอกจากการเจรจาทางการทูตแล้ว จีนยังสามารถให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและความมั่นคงในภูมิภาค เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการค้า และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการไกล่เกลี่ยครั้งนี้ขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมและความเต็มใจของทุกฝ่ายที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ จีนพร้อมที่จะสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการเจรจา แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับประเทศไทยและกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจ และความมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกฝ่าย

การที่จีนเข้ามามีบทบาทในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวไปสู่ความร่วมมือและการพัฒนาที่ยั่งยืน แม้ว่าหนทางข้างหน้าอาจจะยังมีความท้าทาย แต่ด้วยความพยายามร่วมกันของทุกฝ่าย เราสามารถสร้างภูมิภาคที่สงบสุขและเจริญรุ่งเรืองได้

โดยรวมแล้ว การที่จีนเตรียมส่งทูตพิเศษเยือนไทย-กัมพูชา ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างสันติภาพในภูมิภาค การเจรจาและการไกล่เกลี่ยเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหา และจีนมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมกระบวนการเหล่านี้

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะยังไม่แน่นอน แต่ความมุ่งมั่นของจีนในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงความหวังในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มา – จีนเตรียมส่ง ทูตพิเศษเยือนไทย-กัมพูชา หวังลดตึงเครียด-ฟื้นสันติภาพ

พี่จ่าเริง เผย “ผมทำสำเร็จแล้ว” ก่อนเสียชีวิต

พี่สาวของจ่าสิบเอก สำเริง คลังประโคน ทหารผู้เสียสละชีพ เปิดเผยประโยคสุดภูมิใจจากน้องชายผู้กล้าว่า “ผมทำสำเร็จแล้ว” ในการยึดปราสาทตาควาย ก่อนที่จะเสียชีวิตที่เนิน 350 เธอยังเล่าถึงความโหดร้ายของสนามรบจริงที่แตกต่างจากข่าวสารที่ได้รับ

จากสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 มีรายงานยืนยันการเสียชีวิตของทหารไทยเพิ่มอีก 2 นาย บนสมรภูมิเนิน 350 จากการปะทะกับทหารกัมพูชาขณะเข้ายึดคืนพื้นที่อธิปไตยของไทย หนึ่งในนั้นคือ จ่าสิบเอก สำเริง คลังประโคน และพลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา สังกัด ร.23/3 ขณะนี้ยังไม่สามารถนำร่างออกจากพื้นที่ได้เนื่องจากการปะทะยังคงดำเนินต่อไป ทำให้ยอดรวมทหารไทยที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนครั้งนี้เพิ่มขึ้นเป็น 19 นาย

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านของ จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน ทหารกล้าชาวอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่าครอบครัวกำลังเตรียมสถานที่จัดงานศพ บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่และพี่สาวที่ยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียเสาหลักของครอบครัว

นางอุ่น คลังประโคน อายุ 79 ปี มารดาของ พี่จ่าเริง เปิดเผยด้วยน้ำตาว่า ระหว่างการสู้รบ ลูกชายเป็นห่วงความปลอดภัยของแม่ จึงขอให้ไปพักอยู่ที่วัดก่อน และบอกว่าจะกลับมาหาแม่เร็ว ๆ แต่สถานการณ์การรบยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นจนได้รับข่าวร้าย

แม้หัวใจจะแตกสลาย แต่ผู้เป็นแม่กล่าวด้วยความภูมิใจว่า “แม่เสียใจมาก แต่ก็ภูมิใจที่ลูกได้ทำหน้าที่ของทหาร ปกป้องผืนแผ่นดินไทย แม้ในนาทีสุดท้ายของชีวิต”

นางสาวชงโค คลังประโคน อายุ 48 ปี พี่สาวของจ่าเริง กล่าวว่า น้องชายสมัครเป็นทหารด้วยความสมัครใจ โดยตั้งใจอยากรับใช้ชาติในพื้นที่เสี่ยง

ครั้งสุดท้ายที่น้องชายโทรมาแจ้งว่า “ผมทำสำเร็จแล้ว” ยึดปราสาทตาควายได้แล้ว เป้าหมายต่อไปคือเนิน 350 น้องชายยังเล่าว่าสถานการณ์การรบจริงโหดร้ายกว่าในข่าว แต่ไม่กลัวและจะทำให้ดีที่สุด

ครั้งนี้ถือว่าน้องชายได้ทำหน้าที่สมบูรณ์ที่สุดแล้ว พร้อมกล่าวทั้งน้ำตาว่าอยากให้การสูญเสียครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย “ไม่อยากให้มีศพใครเพิ่มอีก ความสูญเสียแบบนี้ไม่มีอะไรชดเชยได้เลย สภาพจิตใจครอบครัวแย่มาก ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกนายปลอดภัย และผ่านเหตุการณ์นี้ไปให้ได้” นางสาวชงโค กล่าว

พี่จ่าเริง เผย “ผมทำสำเร็จแล้ว”

ความกล้าหาญของพี่จ่าเริง

เรื่องราวของ พี่จ่าเริง เป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงความเสียสละและความกล้าหาญของทหารไทยที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ การสูญเสียครั้งนี้เป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของครอบครัวและประเทศชาติ แต่ความภาคภูมิใจในวีรกรรมของ พี่จ่าเริง จะยังคงอยู่ตลอดไป

การเสียสละของ พี่จ่าเริง ในสมรภูมิชายแดนเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษาความสงบและความมั่นคงของชาติไทย เราควรระลึกถึงคุณงามความดีของเหล่าทหารกล้าที่เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินนี้ และร่วมกันส่งกำลังใจให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสีย

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องกระตุ้นให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียที่ไม่จำเป็น และสร้างสันติสุขที่ยั่งยืนในภูมิภาค

ที่มา – พี่จ่าเริง เผยประโยคสุดภูมิใจ “ผมทำสำเร็จแล้ว” ยึดตาควายได้ ก่อนพลีชีพที่เนิน 350

สถานการณ์ เนิน 350 ปะทะกันหนัก ยังนำร่างออกมาไม่ได้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด กองทัพไทยรายงานว่าการปะทะบริเวณเนิน 350 ปะทะกันหนัก และยังไม่สามารถนำร่างทหารกล้า 2 นายที่เสียชีวิตออกมาได้ พร้อมยืนยันว่าไม่มีทหารไทยถูกจับกุม กระทรวงการต่างประเทศย้ำ 3 ข้อเรียกร้องหยุดยิง หลังนานาชาติแสดงความเป็นห่วง

เนิน 350 ปะทะกันหนัก: สถานการณ์ล่าสุด

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ว่า สถานการณ์ตามแนวชายแดนยังคงมีการปะทะอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงอาวุธหนักเข้ามายังฝั่งไทย โดยเฉพาะบริเวณช่องอานม้า กองทัพไทยได้ทำการตอบโต้และป้องกันการรุกรานได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม กัมพูชายังคงโจมตีบริเวณเนิน 350 ปะทะกันหนัก ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้กับปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรักษ์ จังหวัดสุรินทร์ ทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 2 นาย แต่ยังสามารถรักษาพื้นที่ไว้ได้

ในส่วนของพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว กองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 ได้ทำการตอบโต้การยิงอาวุธหนักจากฝ่ายกัมพูชา และสามารถผลักดันฝ่ายตรงข้ามออกไปได้ นอกจากนี้ แม้ว่าจังหวัดตราดจะยกเลิกเคอร์ฟิวแล้ว แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงยิงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง กองทัพเรือยังคงรับมือกับการรุกรานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความยากลำบากในการยึดคืนเนิน 350

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก อธิบายเพิ่มเติมถึงความยากลำบากในการยึดคืนพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนิน 350 ปะทะกันหนัก เนื่องจากเป็นพื้นที่สูงและฝ่ายกัมพูชาได้ยึดครองและสร้างเป็นที่มั่นที่แข็งแกร่ง การยึดเนิน 350 จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการยึดปราสาทตาควายกลับคืนมา สถานการณ์การสู้รบในบริเวณนั้นยังคงรุนแรงและต่อเนื่อง ส่งผลให้ทหารไทยเสียชีวิต 2 นาย กองทัพภาคที่ 2 กำลังตรวจสอบและพยายามนำร่างของผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่

พร้อมกันนี้ ได้ปฏิเสธรายงานข่าวเรื่องทหารไทยถูกจับกุม และยืนยันว่าการปฏิบัติการของไทยเป็นการป้องกันตนเองจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา หากกัมพูชายังคงโจมตีเข้ามา ไทยก็จำเป็นต้องป้องกันตนเองและยึดคืนพื้นที่ที่เป็นอธิปไตยของตนเอง

นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนวาระพิเศษในวันที่ 22 ธันวาคม ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยจะได้ชี้แจงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและเน้นย้ำความต้องการสันติภาพและความมั่นคงของไทย

นางมาระตี ยังกล่าวถึง 3 เงื่อนไขการหยุดยิงที่ไทยต้องการจากกัมพูชา ได้แก่ 1) กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อนในฐานะผู้รุกราน 2) การหยุดยิงต้องเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง และ 3) กัมพูชาต้องแสดงความจริงใจในการร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด ทั้งนี้ จุดยืนดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการประชุมอาเซียน แต่เป็นคำตอบสำหรับประเทศสมาชิกที่สอบถามถึงสถานการณ์

สถานการณ์ชายแดนที่เนิน 350 ปะทะกันหนักยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืนเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องการ แต่ความมั่นคงและอธิปไตยของชาติก็ไม่อาจละเลยได้

ที่มา – เนิน 350 ปะทะกันหนัก ยังนำร่าง 2 ทหารพลีชีพออกมาไม่ได้ ยันไม่มีทหารไทยถูกจับกุม

ทบ. เร่งค้นหา-กู้ร่างทหารไทย 2 นาย จากเหตุเข้าตีที่หมายเนิน 350

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กองทัพบก (ทบ.) ได้เร่งดำเนินการค้นหา-กู้ร่างทหารไทย 2 นาย จากเหตุเข้าตีที่หมายเนิน 350 เมื่อคืนที่ผ่านมา โฆษกกองทัพบกได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าล่าสุด และอุปสรรคในการปฏิบัติงาน

ทบ. เร่งค้นหา-กู้ร่างทหารไทย 2 นาย จากเหตุเข้าตีที่หมายเนิน 350

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้แถลงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ว่า ทหารไทยได้เข้าทำการตีเพื่อควบคุมที่หมาย บริเวณเนิน 350 ซึ่งอยู่ใกล้กับปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ การปฏิบัติการดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อกดดัน แต่ได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากฝ่ายตรงข้าม

ภายหลังจากการถอนตัว พบว่ามีกำลังพลสูญหายไป 2 นาย ซึ่งสร้างความเสียใจให้กับผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง ทางกองทัพบกไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ระดมสรรพกำลังเพื่อค้นหา-กู้ร่างทหารไทย 2 นาย จากเหตุเข้าตีที่หมายเนิน 350 โดยทันที

อุปสรรคในการค้นหาและกู้ร่าง

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการค้นหา-กู้ร่างทหารไทย 2 นาย จากเหตุเข้าตีที่หมายเนิน 350 เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย สภาพการมองเห็นที่จำกัด ประกอบกับอุปสรรคจากสภาพภูมิประเทศ ทุ่นระเบิด และการยิงต่อต้าน ทำให้การค้นหาเร่งด่วนในขณะนั้นเป็นไปได้ยาก

ด้วยเหตุนี้ ทางกองทัพบกจึงตัดสินใจที่จะถอนกำลังพลออกมา เพื่อวางแผนและประเมินสถานการณ์ใหม่ ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติการค้นหาและกู้ร่างอีกครั้งในวันนี้ โดยจะมีการระดมการค้นหาทั้งทางพื้นดินและทางอากาศ เพื่อให้สามารถนำกำลังพลทั้งสองนายกลับมาให้ได้โดยเร็วที่สุด

การสูญเสียกำลังพลในครั้งนี้ ถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของกองทัพบก และเป็นเครื่องเตือนใจให้ตระหนักถึงความเสียสละของผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ทางกองทัพบกขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิต และขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือและดูแลอย่างเต็มที่

สถานการณ์บริเวณชายแดนยังคงมีความตึงเครียด และมีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้อีก ทางกองทัพบกจึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย

ความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทยทั้งสองนาย จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย และจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเสียสละเพื่อส่วนรวม พวกเขาคือวีรบุรุษที่แท้จริง

การปฏิบัติการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ทหารหาญต้องเผชิญกับความเสี่ยงและอันตรายนานัปการ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

ที่มา – ทบ. เร่งค้นหา-กู้ร่างทหารไทย 2 นาย จากเหตุเข้าตีที่หมายเนิน 350 เมื่อคืนนี้

ตร.ตรวจเข้มถนน 348 จับผู้นำชุมชนต้องสงสัย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มความเข้มงวดในการตร.ตรวจเข้มถนน 348 บริเวณจังหวัดสระแก้ว หลังทหารใช้กฎอัยการศึกจับกุม “ผู้นำชุมชนโคกสูง” ที่ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับส่งข้อมูลให้กัมพูชา ข่าวนี้สร้างความไม่สบายใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกระแสข่าวที่ว่าผู้นำชุมชนรายดังกล่าวอาจเป็นชาวกัมพูชาที่ถือสัญชาติไทย ซึ่งจุดประกายความสงสัยในกระบวนการออกบัตรประชาชนและการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้นำท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้เพิ่มมาตรการตร.ตรวจเข้มถนน 348 ซึ่งเป็นเส้นทางอรัญประเทศ–โคกสูง–ตาพระยา หลังตรวจพบผู้ต้องสงสัยลักลอบส่งข้อมูลให้กับฝ่ายกัมพูชา โดยผู้ต้องสงสัยรายนี้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำชุมชนในพื้นที่หมู่ 4 ตำบลโคกสูง

แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ต้องสงสัยอยู่ภายใต้การควบคุมตัวของกองกำลังบูรพา โดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกเป็นเวลา 7 วัน เพื่อทำการสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม การจับกุมครั้งนี้ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มกำลังในการตั้งจุดตรวจบนถนน 348 ตรวจสอบรถยนต์ทุกคันที่เข้าออกพื้นที่อย่างละเอียด พร้อมสอบถามเส้นทางและตรวจบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากมาตรการตร.ตรวจเข้มถนน 348 แล้ว ผู้สื่อข่าวยังได้ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ในหมู่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว พบว่ายังมีประชาชนบางส่วนที่ตัดสินใจอาศัยอยู่ในบ้านเรือนของตนเอง แม้สถานการณ์ชายแดนจะยังคงตึงเครียด เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่พวกเขาไม่สามารถทิ้งไว้ได้

นายจีระศักดิ์ อายุ 25 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า ตนทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่เมื่อทราบข่าวเหตุปะทะ จึงรีบเดินทางกลับมาอพยพพ่อแม่และครอบครัวไปยังพื้นที่ปลอดภัย จากนั้นจึงอาสากลับมาเฝ้าบ้านเพียงลำพัง เนื่องจากเป็นห่วงแพะที่เลี้ยงไว้กว่า 25 ตัว ในช่วงที่มีการยิงปะทะอย่างหนัก เขาต้องย้ายแพะออกจากหมู่บ้านไปเลี้ยงไว้กลางทุ่งเพื่อความปลอดภัย

นอกจากความกังวลเรื่องสัตว์เลี้ยงแล้ว ชาวบ้านยังแสดงความเป็นห่วงว่าอาจจะเกิดความไม่สะดวกแก่เจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณแนวหน้า ในขณะที่ผู้สื่อข่าวกำลังสัมภาษณ์อยู่นั้น ยังคงได้ยินเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะๆ

ตร.ตรวจเข้มถนน 348

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชาวบ้านในพื้นที่แสดงความไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมีกระแสข่าวว่าผู้นำชุมชนที่ถูกจับกุมอาจเป็นชาวกัมพูชาที่ถือสัญชาติไทย ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยและคำถามมากมายเกี่ยวกับกระบวนการออกบัตรประชาชนและการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้นำท้องถิ่น

ชาวบ้านรายหนึ่งแสดงความเห็นว่า “เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง หากคนต่างด้าวสามารถเข้ามาเป็นผู้นำชุมชนเหนือหัวคนไทยได้ เรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบให้ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดขึ้นซ้ำอีก” พร้อมทั้งเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐและรัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ความคืบหน้าล่าสุด ตร.ตรวจเข้มถนน 348

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการตามกฎหมายอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของประชาชนในพื้นที่ การตร.ตรวจเข้มถนน 348 ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และการป้องกันการกระทำใดๆ ที่อาจเป็นภัยต่อประเทศชาติ

สถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีความตึงเครียด และการจับกุมผู้นำชุมชนที่ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับ ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการคัดกรองและตรวจสอบคุณสมบัติของผู้นำท้องถิ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทบทวนและปรับปรุงกระบวนการเหล่านี้ให้มีความเข้มงวดและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ตร.ตรวจเข้มถนน 348 หลังทหารใช้กฎอัยการศึก จับ “ผู้นำชุมชน” ต้องสงสัยสายลับกัมพูชา

Scroll to top