ไทยปะทะกัมพูชา

ทบ. โต้กัมพูชา! ยันไทยไม่ใช้สงครามจิตวิทยา

กองทัพบก (ทบ.) ตอบโต้กัมพูชา ยืนยันประเทศไทยไม่เคยใช้ สงครามจิตวิทยา บิดเบือนข้อเท็จจริง ตรงกันข้าม กัมพูชาต่างหากที่บิดเบือนข้อเท็จจริงมาโดยตลอด พร้อมย้ำว่าไทยยึดมั่นและปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงผ่านกลไก GBC–RBC และพร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ต่อประชาคมโลก

จากกรณีที่สำนักงาน Fresh News ของกัมพูชา ได้เผยแพร่ถ้อยแถลงของ นายเพน โบนา รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี/หัวหน้าโฆษกรัฐบาลกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 เกี่ยวกับความคืบหน้าการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงกัมพูชา–ไทย โดยสรุปเป็น 4 ประเด็นหลัก:

  1. ความเป็นเอกภาพอันแน่นแฟ้นของชาวกัมพูชา ทำให้ “สงครามจิตวิทยา” และกลอุบายข้อมูลเท็จที่ฝ่ายไทยพยายามใช้เพื่อบ่อนทำลายขวัญกำลังใจของประชาชน ต้องล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
  2. กัมพูชายังคงเดินหน้าปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงกับไทย ผ่านการประชุม GBC และ RBC ซึ่งมีผลเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง และยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี
  3. การดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงอยู่ภายใต้สายตาของประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ จีน มาเลเซีย รวมถึงคณะทูตและผู้แทนฝ่ายทหารจากต่างประเทศ
  4. ความเป็นหนึ่งเดียวของชาวกัมพูชาทั้งในและนอกประเทศ ที่ร่วมกันชูธงชาติและส่งเสียงสนับสนุนอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน พร้อมชื่นชมกองทัพและกองกำลังติดอาวุธทุกหน่วยที่ปกป้องประเทศอย่างแข็งขัน

ทบ. ยันไทยไม่เคยใช้สงครามจิตวิทยา

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงตอบโต้ประเด็นดังกล่าว โดยยืนยันว่า ประเทศไทยไม่เคยใช้ สงครามจิตวิทยา ต่อกัมพูชา ตรงกันข้ามคือฝ่ายกัมพูชาที่เป็นผู้ใช้วิธีการดังกล่าว ทั้งในรูปแบบการโฆษณาชวนเชื่อและการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเอง ขณะที่ประเทศไทยยึดมั่นเพียงการนำเสนอข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบและพิสูจน์ได้ ไม่เคยใช้วิธีการที่เป็นการบิดเบือนหรือสร้างความเข้าใจผิด ที่สำคัญไทยมีเสรีในการนำเสนอข่าว พร้อมเปิดให้สำนักข่าวทั้งในและต่างประเทศเข้าทำข่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทราบว่าทางกัมพูชาอาจไม่ให้ความสำคัญ โดยดูจากสื่อภายในประเทศกัมพูชาเอง ที่ยังถูกควบคุมและห้ามนำเสนอข่าวข้อเท็จจริงต่อประชาชนกัมพูชา

เกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ไทยได้แสดงความจริงใจและยึดมั่นในทุกข้อตกลงมาโดยตลอด การประชุมผ่านกลไก GBC และ RBC ถือเป็นช่องทางสำคัญที่ไทยยืนยันพร้อมใช้เพื่อแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี แต่ข้อเท็จจริงในพื้นที่แสดงให้เห็นว่ากัมพูชามักเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง เช่น การเคลื่อนไหวของกำลังทหารในพื้นที่อธิปไตยไทย การลอบวางทุ่นระเบิด และการขัดขวางการทำงานของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดยังมีการพยายามบิดเบือนผลการประชุม RBC ในวันที่ 22 ส.ค. 68 ที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายไทยได้ประท้วงไปแล้ว สิ่งเหล่านี้สะท้อนชัดว่ากัมพูชาไม่ได้มีความจริงใจจะปฏิบัติตามที่กล่าวอ้าง

ไทยให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับต่างประเทศ

โฆษกกองทัพบกชี้แจงเพิ่มเติมว่า ไทยเองได้ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการสื่อสารกับต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นองค์การระหว่างประเทศ คณะทูต หรือผู้แทนกองทัพจากนานาชาติ โดยไทยนำเสนอข้อมูลตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดว่าไทยเป็นฝ่ายรุกราน ทั้งนี้ นอกจากฝ่ายไทยจะใช้การสื่อสารด้วยการประท้วงและชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ยังแสดงให้สังคมโลกเห็นถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ต่างๆ ในพื้นที่ ทั้งทุ่นระเบิดที่พบ และพื้นที่พลเรือนที่เสียหาย ที่ไม่สามารถบิดเบือนได้

โฆษกกองทัพบกขอขอบคุณประชาชนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ได้แสดงออกถึงการยืนหยัดเคียงข้าง และให้การสนับสนุนกองทัพ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ รวมถึงรัฐบาล ในรูปแบบที่เป็นไปตามธรรมชาติ โดยไม่มีลักษณะการแสดงออกในเชิงจัดตั้งขึ้นเพื่อหวังผลในเชิงจิตวิทยาแต่อย่างใด ซึ่งเสียงสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในสังคมไทยเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงพลังความสามัคคีและความรักชาติของคนไทยอย่างชัดเจน

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยยึดหลักความจริงใจและความโปร่งใส การใช้ สงครามจิตวิทยา ไม่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย และการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีเท่านั้นที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขอย่างยั่งยืน

ที่มา – ทบ. ตอกกลับกัมพูชา ยันไทยไม่เคยใช้สงครามจิตวิทยา บิดเบือนข้อเท็จจริง

“มาริษ” ถึงสวีเดน ซื้อ Grippen แจงเหตุไทย-กัมพูชา

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางถึงสวีเดนเพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา โดยย้ำว่าไทยเพียงแค่ป้องกันตนเอง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังสวิตเซอร์แลนด์เพื่อชี้แจงกรณีที่กัมพูชาใช้ทุ่นระเบิด

“มาริษ” ถึงสวีเดน เป็นสักขีพยานซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ในโอกาสเดินทางเยือนราชอาณาจักรสวีเดนอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของ นางมารีอา มัลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน เพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามซื้อเครื่องบินรบ Grippen E/F ของกองทัพอากาศ กับบริษัท Saab ว่า จะใช้โอกาสนี้พูดคุยทำความเข้าใจสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาด้วย เพราะสวีเดนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างมาก

ดังนั้น จะใช้โอกาสนี้ยืนยันว่ามาตรการต่างๆ ที่ประเทศไทยใช้ในการแก้ปัญหากัมพูชาตั้งแต่แรกเริ่ม มุ่งเน้นการใช้การเจรจาสองฝ่ายหรือทวิภาคี หลีกเลี่ยงการใช้กำลัง และแสดงความต้องการแก้ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาโดยสันติและจริงใจ โดยเตรียมหลักฐานเพื่อนำมาชี้แจงให้รับฟังด้วย การที่เราถูกกัมพูชาละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ทำให้เราต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง ตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อให้เขาสบายใจว่าการปฏิบัติการทางทหารของเราสอดคล้องกับนโยบายด้านการต่างประเทศ เราเป็นประเทศที่รักสันติ เราทำทุกอย่างตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ

มาริษ เสงี่ยมพงษ์

ทั้งนี้ ตนมุ่งหน้าเดินสายเพื่อชี้แจงกับทุกประเทศว่า การใช้กำลังทางทหารของเราได้สัดส่วนกับความเป็นจริงและไม่มีเป้าหมายเพื่อทำลายล้าง หลักฐานทุกอย่างยืนยันว่าประเทศไทยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงระหว่างประเทศ และกฎบัตรของสหประชาชาติ

ไทยย้ำ! ใช้ Grippen ป้องกันตนเอง แจงเหตุไทย-กัมพูชา

“อาวุธที่เราใช้ ยืนยันได้ว่าเราทำเพื่อป้องกันตัวเอง ขณะที่กัมพูชาใช้อาวุธเพื่อโจมตีระยะไกล ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นการโจมตีเป้าหมายทางพลเรือน รวมถึงการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การปฏิบัติการสงครามข่าวสาร ใช้ความเห็นสาธารณะ ชวนเชื่อทัศนคติของสังคมให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศยอมรับไม่ได้” นายมาริษกล่าว

การเยือนสวิตเซอร์แลนด์

ขณะเดียวกัน นายมาริษ ยังกล่าวด้วยว่า หลังการเยือนสวีเดนแล้วตนจะเดินทางไปเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โดยมีเป้าหมายหลักไปชี้แจงให้กับประเทศกลุ่มสัญญาอนุภาคีให้เข้าใจสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งกัมพูชาใช้ยุทธศาสตร์ของการใช้วัตถุระเบิดสังหารบุคคล ที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และอนุสัญญาออตตาวา อีกทั้งในโอกาสนี้จะพบกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทุ่นระเบิดสังหาร การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยการโจมตีเป้าหมายพลเรือน ของกัมพูชา รวมทั้งการใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ก็ได้ออกมาพูดชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยอย่างมาก และไม่สนับสนุนให้มีการใช้สงครามข่าวสาร ในการต่อสู้โดยใช้พลเรือนเป็นตัวกระทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน โดยในโอกาสนี้ตนจะได้พบปะกับประธาน ICRC จะได้อธิบาย ทั้ง 2 ประการเหล่านี้ เพราะ ICRC เป็นองค์กรหลักที่ดูกฎหมายระหว่างประเทศ

จากการดำเนินการที่ผ่านมา ทำให้ประชาคมโลกได้เข้าใจในความตั้งใจของรัฐบาลไทยว่าเราเป็นประเทศที่รักสันติ จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติการทางทหารไม่ได้ถูกประเทศไหนตำหนิเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนได้เดินสายที่ทุกประเทศเข้าใจว่าการใช้มาตรการทางของเราเป็นการตอบโต้ตามสัดส่วนความเป็นจริง ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทำลายล้างฝ่ายพลเรือน ดังนั้น สิ่งที่ตนเตรียมมาชี้แจงถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทำให้ประชาคมโลกเข้าใจ ถึงแนวทางและท่าทีของประเทศไทย ซึ่งดำเนินการทุกอย่างสอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศกฎหมายระหว่างประเทศ.

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การที่รัฐบาลไทยแสดงความโปร่งใส พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลก ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ที่มา – “มาริษ” ถึงสวีเดน เป็นสักขีพยานซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา

“บิ๊กป้อม” หนุนทบทวน MOU 43-44 เพื่อชาติ

“พล.อ.ประวิตร” เห็นด้วยและสนับสนุน ทบทวน MOU 2543-2544 ยึดผลประโยชน์ชาติและประชาชน พร้อมฝากกำลังใจถึงทหารแนวหน้า ทำเพื่อเกียรติภูมิประเทศ อวยพรให้ปลอดภัย

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตอบคำถามในประเด็นว่าเห็นด้วยหรือไม่กับกรณีที่มีบางพรรคการเมืองออกมาแถลงให้ทบทวนและยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ว่า ตนเองเห็นด้วย อะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ถ้าจะมีการทบทวน MOU 43-44 หรือแม้แต่ยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ที่มีมานานแล้ว เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยไม่เสียประโยชน์

“ผมในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐก็พร้อมสนับสนุน และขอยืนหยัดเอาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด” 

ในตอนท้าย พล.อ.ประวิตร ยังได้ฝากกำลังใจให้น้องๆ ทหารในแนวหน้าทุกคนที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ ในการรักษาอธิปไตยของชาติ จงปลอดภัย และขอให้น้องๆ ทำเพื่อเกียรติภูมิของกองทัพ ประเทศชาติเป็นสำคัญ

“บิ๊กป้อม” หนุนทบทวน MOU 43-44 ยึดผลประโยชน์ชาติ

จากประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายฝ่ายให้ความสนใจเกี่ยวกับการทบทวน MOU 43-44 ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนการทบทวนข้อตกลงดังกล่าว โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ท่าทีดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาประเด็นนี้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน

ทำไมต้องทบทวน MOU 43-44?

MOU 2543 และ MOU 2544 เป็นบันทึกความเข้าใจที่ทำขึ้นในอดีต ซึ่งสถานการณ์และบริบทต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก การทบทวน MOU 43-44 จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลงดังกล่าวยังคงสอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสในการปรับปรุงแก้ไขข้อตกลงให้มีความเป็นธรรมและเอื้อประโยชน์ต่อประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

การตัดสินใจของ พล.อ.ประวิตร ในการสนับสนุนการทบทวน MOU ได้รับการตอบรับจากหลายฝ่ายที่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว เนื่องจากเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ และเป็นการให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นอันดับแรก การดำเนินการนี้อาจนำไปสู่การเจรจาต่อรองใหม่ หรือการปรับปรุงข้อตกลงเดิมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสมดุลมากยิ่งขึ้น

การทบทวน MOU 43-44 ไม่ได้หมายความถึงการยกเลิกข้อตกลงในทันที แต่เป็นการเปิดโอกาสให้มีการพิจารณาถึงผลดีผลเสียอย่างรอบด้าน และทำการปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ การดำเนินการนี้จะต้องอาศัยความรอบคอบ ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย

นอกจากประเด็นเรื่อง MOU แล้ว พล.อ.ประวิตร ยังได้ให้ความสำคัญกับกำลังพลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน โดยได้ฝากกำลังใจและอวยพรให้ทหารทุกนายปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ และขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและมุ่งมั่นเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ การให้กำลังใจทหารเหล่านี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความขอบคุณต่อผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

การแสดงจุดยืนของ พล.อ.ประวิตร ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญ และเป็นการยืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐจะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันดับแรก การดำเนินการหลังจากนี้จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าการทบทวน MOU จะเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

การสนับสนุนให้มีการทบทวน MOU 43-44 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างแท้จริง และเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ที่มา – “บิ๊กป้อม” หนุนทบทวน MOU 43-44 ยึดผลประโยชน์ชาติ ฝากกำลังใจถึงทหารแนวหน้า

กต. ประณามกัมพูชา รุกล้ำ-วางทุ่นระเบิด!

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ออกแถลงการณ์ประณามกัมพูชาอย่างรุนแรง หลังจากการตรวจสอบพบการรุกล้ำอธิปไตยของไทยและการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซ้ำอีกบริเวณชายแดนสุรินทร์ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ เตรียมเดินหน้าชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

กต. ประณามกัมพูชา หลังไทยพบรุกล้ำ-วางทุ่นระเบิด

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา หน่วยทหารของไทยได้ตรวจพบการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งรุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทย บริเวณทิศตะวันตกของเนิน 350 ในจังหวัดสุรินทร์ หลังจากการขับไล่กองกำลังดังกล่าวออกไป เจ้าหน้าที่ไทยได้เข้าตรวจสอบพื้นที่และพบทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 จำนวน 3 ทุ่น พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน ละเมิดพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Treaty) และข้อตกลงหยุดยิงที่มีอยู่

มาริษเตรียมแจงประชาคมโลก กรณี กต. ประณามกัมพูชา

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นายนิกรเดช เปิดเผยว่า นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดการเดินทางเยือนนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในสัปดาห์นี้ เพื่อเข้าพบและชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเวทีโลก รวมถึงคณะกรรมการการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเรียกร้องให้ประชาคมโลกให้ความสนใจกับปัญหาการละเมิดอธิปไตยและการวางทุ่นระเบิดที่เกิดขึ้น

นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 กองทัพไทยได้ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีก 1 ทุ่น ในบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่เคยพบทหารกัมพูชาดักซุ่มอยู่ เหตุการณ์นี้ยิ่งเน้นย้ำถึงความร้ายแรงของปัญหา

นางสาวชยิกา ยังกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้เรียกร้องให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเก่าที่ยังหลงเหลืออยู่ตามแนวชายแดนมาโดยตลอด แต่ไม่เคยได้รับการตอบสนองอย่างจริงจังจากฝ่ายกัมพูชา ทางการไทยจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจับตาดูว่าคำกล่าวอ้างล่าสุดของกัมพูชาที่จะให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดนั้น จะเป็นเพียงการลดแรงกดดันจากนานาชาติหรือไม่

สถานการณ์การรุกล้ำอธิปไตยและการวางทุ่นระเบิดโดยฝ่ายกัมพูชา เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การดำเนินการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลก ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน การที่ กต. ประณามกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนของประเทศไทยในการปกป้องอธิปไตยและเรียกร้องความเป็นธรรม ส่วนการที่ กต. ประณามกัมพูชา นั้นเหมาะสมแล้วเพราะเป็นการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ

การที่ กต. ประณามกัมพูชา จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้หรือไม่นั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองต่อไป แต่การดำเนินการเชิงรุกของกระทรวงการต่างประเทศในการสื่อสารไปยังประชาคมโลก ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการแก้ไขวิกฤตการณ์นี้

ที่มา – กต. ประณามกัมพูชา หลังไทยพบรุกล้ำ-วางทุ่นระเบิดอีก “มาริษ” ลุยแจงประชาคมโลก

ยายเผยเศร้า พลทหารพิทยุตม์ หวังเรียนต่อ

ครอบครัวสุดเศร้าเตรียมจัดงานศพให้ “พลทหารพิทยุตม์” พลทหารผู้กล้าที่เคยโต้เถียงกับหญิงชาวกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือนธม ยายเผยความเศร้า หลานชายสมัครเป็นทหารเพื่อหวังจะได้เรียนหนังสือต่อ และยังไม่ได้กลับบ้านตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปะทะ

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 จากกรณีการเสียชีวิตของ พลทหารพิทยุตม์ โสดา หรือ “น้องยักษ์” อายุ 20 ปี สังกัด ร.23 พัน 4 ประจำการอยู่ที่ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ พลทหารที่เคยเป็นข่าวโต้เถียงกับหญิงชาวกัมพูชาชื่อ “โมนิก้า” ก่อนเกิดเหตุการณ์สู้รบไม่นาน โดยเสียชีวิตเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (23 ส.ค. 68) ภายในห้องน้ำบริเวณฐานปฏิบัติการฯ ด้วยอาการวูบจากโรคประจำตัว เพื่อนทหารระบุว่า พลทหารพิทยุตม์ มีโรคประจำตัวและเคยอาเจียนเป็นเลือด ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและรับยามารับประทาน ต้นสังกัดให้พักรักษาตัว แต่เจ้าตัวเป็นห่วงเพื่อนร่วมงาน ขอปฏิบัติหน้าที่ดังเดิม

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านของพลทหารพิทยุตม์ ใน ต.หนองกง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ พบว่าชาวบ้านกำลังช่วยกันเตรียมงานศพ

นางจัด ประสงทรัพย์ อายุ 70 ปี น้องสาวยายของพลทหารน้อย เล่าว่า หลานชายเป็นคนอาภัพ พ่อแม่แยกทางกัน ไม่ได้เรียนหนังสือ กระทั่งอายุ 18 ปี จึงสมัครเข้าเป็นทหารที่ค่าย ร.23 พัน 4 บุรีรัมย์ ด้วยความหวังว่าจะได้เรียนหนังสือต่อ เมื่อเกิดความตึงเครียดจึงถูกส่งไปประจำแนวชายแดนที่ จ.สุรินทร์ และยังไม่ได้กลับบ้าน ทราบว่าได้พักแล้ว แต่ยังไม่ขอกลับ เพราะอยากอยู่เป็นเพื่อนทหารที่ชายแดน ยอมรับว่าตอนที่หลานไปโต้เถียงกับทหารกัมพูชา ตนเป็นห่วง กลัวเขาจะทำร้าย แต่ก็ดีใจที่หลานมีใจเด็ดเดี่ยว

ด้านนางชวนพิมพ์ พรมพนัส อายุ 60 ปี ประธาน อสม. หมู่ 7 ต.หนองกง อ.นางรอง เล่าว่า ตอนที่น้องไปปะทะคารมกับทหารกัมพูชา ชาวบ้านต่างเอาใจช่วยและปรบมือให้ ตั้งใจว่าถ้าน้องกลับมา จะมอบทิปให้คนละร้อย แต่เสียดายที่น้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

เรื่องราวเศร้าของ พลทหารพิทยุตม์

เรื่องราวของ พลทหารพิทยุตม์ กลายเป็นที่สนใจของสังคมหลังจากคลิปวิดีโอการโต้เถียงกับหญิงชาวกัมพูชาถูกเผยแพร่ออกไป หลายคนชื่นชมในความกล้าหาญและความรักชาติของเขา แต่เบื้องหลังความกล้าหาญนั้นคือความฝันที่อยากจะเรียนต่อให้สูงขึ้น

ความฝันที่ยังไม่ทันเป็นจริงของ พลทหารพิทยุตม์

ยายของพลทหารพิทยุตม์เล่าด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า พลทหารพิทยุตม์ ตั้งใจสมัครเป็นทหารเพราะหวังว่าจะมีโอกาสได้เรียนต่อ เขาเป็นเด็กขยันขันแข็งและมีความรับผิดชอบสูง แม้ว่าชีวิตจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เขาก็ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค

การจากไปของ พลทหารพิทยุตม์ สร้างความเสียใจให้กับครอบครัวและเพื่อนฝูงเป็นอย่างมาก แต่ความกล้าหาญและความเสียสละของเขาจะยังคงอยู่ในความทรงจำของทุกคนตลอดไป

ไว้อาลัย พลทหารพิทยุตม์ ผู้กล้าแห่งตาเมือนธม

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ พลทหารพิทยุตม์ โสดา ผู้เสียสละเพื่อชาติและประชาชน ขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุคติ

เรื่องราวของพลทหารพิทยุตม์สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละและความมุ่งมั่นของคนหนุ่มสาวที่ต้องการสร้างอนาคตที่ดีให้กับตัวเองและครอบครัว แม้ว่าเส้นทางชีวิตของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน แต่ความฝันและความหวังเป็นสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกัน

ที่มา – ยายเผยเศร้า “พลทหารพิทยุตม์” ตั้งใจสมัครเป็นทหาร เพื่อหวังเรียนหนังสือต่อ

สส.เพื่อไทย ประสานเยียวยาชายแดน-ปราบยาเสพติด

สส.เพื่อไทย ยันช่วยประสานเยียวยาเหตุชายแดนไม่ให้ตกหล่น รัฐบาลลุยปราบยาเสพติด

“ชญาภา” ย้ำ สส.เพื่อไทย ช่วยประสานติดตามมาตรการช่วยเยียวยาประชาชนเหตุชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ให้ตกหล่น เผยผลงานรัฐบาลแก้ปัญหายาเสพติดเริ่มเห็นผล

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 น.ส.ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด ในฐานะรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงความคืบหน้าการเยียวยาประชาชนจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า สส.พรรคเพื่อไทย ได้ติดตามการช่วยเหลือเยียวยาอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การช่วยเหลือส่งถึงพี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็ว เป็นธรรม ซึ่งต้องยอมรับว่า การช่วยเหลือเยียวยากรณีผลกระทบจากการปะทะชายแดนมีความซับซ้อนและมีรายละเอียดมากกว่าการประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ พรรคเพื่อไทยขอยืนยันว่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการช่วยประสานงานหน่วยงานราชการและติดตามเรื่องให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อไม่ให้มีใครร่วงหล่นจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล

รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น

ส่วนการแก้ไขปัญหายาเสพติด ในช่วงที่ผ่านมา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้มีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบนั้น ผลลัพธ์เบื้องต้นพบว่ามีการดำเนินการจับกุมการลักลอบขนยาไอซ์ล็อตใหญ่ใน 3 พื้นที่คือ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดเลย กว่า 2,100 กิโลกรัม รวมทั้งการดำเนินการจับกุมการลักลอบขนยาบ้าที่จังหวัดแพร่อีกกว่า 2 ล้านเม็ด

น.ส.ชญาภา ระบุต่อไปว่า นี่เป็นเพียงตัวอย่างของการดำเนินการมาตรการเชิงรุกในการปราบปรามยาเสพติด ตามนโยบาย No Drug No Dealers และนโยบาย 8 Quick Win 3 ไร้ทุกข์ 5 สร้างสุข ของรัฐบาลเพื่อไทย นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้มีเพียงแค่การดำเนินการกับผู้ค้ารายใหญ่เพียงเท่านั้น ในหลายจังหวัดได้เริ่มต้นดำเนินการในการนำตัวผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดแล้วหลายหมื่นราย โดยสิ่งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจาก ธวัชบุรีและท่าวังผาโมเดล ซึ่งเริ่มต้นดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี มาจนถึงรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

“ดิฉันเชื่อและมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ปัญหายาเสพติดที่กลับมาเป็นปัญหาเรื้อรังอีกครั้งหลังพ้นยุครัฐบาลไทยรักไทย จะถูกแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยรัฐบาลเพื่อไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่มาจากพรรคเพื่อไทย”

รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อไปว่า วันนี้เราเดินหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาที่กัดกินใจพี่น้องประชาชนมายาวนานอย่างเต็มระบบ และข้าราชการเองต่างก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อที่จะบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชน แม้ตัวเลขการจับกุม การดำเนินการยึดทรัพย์พ่อค้ายาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจะมากมายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่เราจะยังไม่พอใจ และยังไม่ถือว่าเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่สมบูรณ์พอ อย่างที่รัฐมนตรีของเราบอกไว้ว่า “จนกว่าเราจะทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่า ปัญหายาเสพติดดีขึ้นหรือหมดไป” ซึ่งตนเชื่อว่าเรื่องนี้พี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่เริ่มเห็นผลความเปลี่ยนแปลงแล้ว

ในช่วงท้าย น.ส.ชญาภา ระบุว่า “KPI ที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยที่เราต้องการจะไปให้ถึง คือการได้เห็นรอยยิ้มของพี่น้องประชาชน เห็นรอยยิ้มของชาวบ้านในชุมชนต่างๆ เห็นน้ำตาของแม่ที่ได้ลูกกลับคืนมา เห็นความภูมิใจของครอบครัวที่ได้ลูกหลานกลับคืนมาจากยาเสพติด นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องการ สุดท้ายดิฉันยืนยันว่า หากเรายังมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยจะไม่หยุดเดิน”

พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นที่จะ ประสานเยียวยาเหตุชายแดนไม่ให้ตกหล่น รัฐบาลลุยปราบยาเสพติด และสร้างความสุขให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

การดำเนินการของ สส.เพื่อไทย ในการ ประสานเยียวยาเหตุชายแดนไม่ให้ตกหล่น รัฐบาลลุยปราบยาเสพติด และแก้ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ยัน สส.เพื่อไทย ช่วยประสานเยียวยาเหตุชายแดนไม่ให้ตกหล่น รัฐบาลลุยปราบยาเสพติด

รัฐบาลซัดกัมพูชาละเมิดข้อตกลง ลอบวางระเบิด


รัฐบาลซัดกัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ยังคงลอบวางระเบิด-ตะปูเรือใบ

สถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนปกติ แต่รัฐบาลติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พบกัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ยังคงลอบวางระเบิด-ตะปูเรือใบ ยืนยันไทยตอบโต้ทั้งทางการทูตและความมั่นคง

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) สรุปสถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด ว่าเหตุการณ์โดยรวมเป็นปกติ กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง โดยกองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจพบความเคลื่อนไหวของกัมพูชาในบางพื้นที่ ขณะเดียวกัน รัฐบาลยืนยันว่ามีหลักฐานชัดเจนว่ากัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ยังคงลอบวางระเบิด-ตะปูเรือใบ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม และผลการประชุม GBC เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม รวมถึงสนธิสัญญาออตตาวา

เมื่อวานนี้ (23 สิงหาคม) กองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ที่ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 บริเวณทิศตะวันตกของเนิน 350 อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ที่ทหารกัมพูชาลักลอบเข้ามาวาง เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 พบวัตถุระเบิดเพิ่มเติมได้แก่ กับระเบิด PMN-2 จำนวน 2 ลูก (รวมเป็น 3 ลูก) ลูกระเบิด ค.ด้าน จำนวน 2 ลูก และตะปูเรือใบอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เก็บหลักฐาน และเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดออกจากพื้นที่แล้ว

รัฐบาลจับตา กัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ยังคงลอบวางระเบิด-ตะปูเรือใบ

รัฐบาลยืนยันว่าจะติดตามความเคลื่อนไหวของกัมพูชาอย่างใกล้ชิด และพร้อมตอบโต้ทั้งทางการทูตและความมั่นคงอย่างเหมาะสม รวมถึงจะมีการชี้แจงให้ประชาคมระหว่างประเทศรับรู้ถึงการกระทำของกัมพูชาที่ละเลยและละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ยังคงลอบวางระเบิด-ตะปูเรือใบ ทั้ง 3 ส่วนข้างต้นอย่างแน่นอน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การกระทำของกัมพูชาที่ละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ยังคงลอบวางระเบิด-ตะปูเรือใบ สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน รัฐบาลไทยจำเป็นต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

ที่มา – รัฐบาลซัดกัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ยังคงลอบวางระเบิด-ตะปูเรือใบ

สุดน่ารัก! จดหมายจากเด็กนักเรียน ส่งให้ทหารชายแดน

เรื่องราวสุดประทับใจที่ใครได้อ่านเป็นต้องอมยิ้ม! เมื่อเหล่าเด็กนักเรียนตัวน้อย ส่งจดหมายจากเด็กนักเรียน ส่งให้ “ทหารชายแดน” ปราสาทตาควาย ข้อความสุดน่ารักและให้กำลังใจ จนทำเอาเหล่าผู้พิทักษ์ประเทศชาติต้องน้ำตาซึมด้วยความตื้นตันใจ

จดหมายจากเด็กนักเรียน ส่งให้ “ทหารชายแดน”

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา นายชนกณน อินทนูจิตร นำทีมกลุ่มจิตอาสาเดินทางไปมอบรองเท้านันยางจำนวน 73 คู่ พร้อมด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคและของใช้ที่จำเป็นต่างๆ ให้กับพี่ๆ ทหารพราน 26 ปราสาทตาควาย เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้ทุกท่านปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่

แต่สิ่งที่สร้างความประทับใจยิ่งกว่าสิ่งของใดๆ คือ จดหมายจากเด็กนักเรียน ส่งให้ “ทหารชายแดน” ที่ถูกส่งมาจากน้องๆ โรงเรียนทอสี กรุงเทพมหานคร และโรงเรียนวัดโล่ห์สุธาวาส จังหวัดอ่างทอง ที่ตั้งใจเขียนข้อความส่งกำลังใจมาให้พี่ๆ ทหารพรานได้อ่าน ทำให้พี่ๆ ทหารรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

เนื้อหาในจดหมายเต็มไปด้วยความรัก ความห่วงใย และคำขอบคุณจากเด็กๆ ที่มีต่อทหารที่เสียสละปกป้องประเทศชาติ บางฉบับเขียนด้วยลายมือเล็กๆ ที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบ แต่กลับส่งความรู้สึกออกมาได้อย่างเต็มเปี่ยม บางฉบับมีการวาดภาพประกอบน่ารักๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของเด็กๆ ที่อยากจะส่งกำลังใจให้กับพี่ๆ ทหารอย่างแท้จริง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความห่วงใยที่ประชาชนชาวไทยมีต่อทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละอยู่ตามแนวชายแดน แม้ว่าจะเป็นเพียงกำลังใจเล็กๆ น้อยๆ จากเด็กนักเรียน แต่ก็มีความหมายอย่างยิ่งใหญ่สำหรับทหารที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากและความเสี่ยงภัยต่างๆ ในการปฏิบัติหน้าที่

ทำไมจดหมายจากเด็กนักเรียนถึงมีความหมายต่อทหารชายแดน?

  • เป็นกำลังใจ: จดหมายเหล่านี้เป็นเสมือนยาชูกำลังที่ช่วยเติมพลังใจให้กับทหารที่ต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้าและความเครียดในการปฏิบัติหน้าที่
  • แสดงถึงความห่วงใย: จดหมายแสดงให้เห็นว่ามีคนจำนวนมากที่ห่วงใยและเป็นกำลังใจให้ทหารอยู่เสมอ
  • สร้างความภาคภูมิใจ: จดหมายช่วยให้ทหารรู้สึกภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนเองทำ และตระหนักว่าการเสียสละของพวกเขามีความหมายต่อประเทศชาติ

เรื่องราวของจดหมายจากเด็กนักเรียน ส่งให้ “ทหารชายแดน” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความงดงามของน้ำใจและความสามัคคีของคนไทย ที่พร้อมจะส่งมอบความรักและความห่วงใยให้แก่กันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นใครหรืออยู่ที่ไหนก็ตาม

เรื่องราวนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นคุณค่าของผู้เสียสละเพื่อชาติ และเป็นแรงบันดาลใจให้เราทำความดีเพื่อสังคมต่อไป

ที่มา – สุดน่ารัก จดหมายจากเด็กนักเรียน ส่งให้ “ทหารชายแดน” ทำเหล่าผู้พิทักษ์น้ำตาซึม

ไทยสร้างไทยหนุน ยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก

พรรคไทยสร้างไทยออกแถลงการณ์สนับสนุนให้รัฐสภาไทยใช้อำนาจตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณายกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล และเปิดการเจรจาทวิภาคีเพื่อกำหนดเขตอธิปไตยของไทย โดยยึดหลักสากล ใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 สำหรับพื้นที่ทางบก และยึดราชกิจจานุเบกษา 1 มิถุนายน 2516 อิงอนุสัญญาเจนีวา ทะเลอาณาเขต 29 เมษายน 2501 สำหรับพื้นที่ทางทะเล

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยระบุว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและทหาร พรรค ทสท. ได้พิจารณาสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ฉบับที่ 43 ว่าด้วยแนวเขตทางบก และฉบับที่ 44 ว่าด้วยแนวเขตทางทะเล ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาแล้ว พบว่าประเด็นข้อถกเถียงและความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อผลประโยชน์และอาณาเขตอธิปไตยของชาติทั้งทางบกและทางทะเลนั้น จำเป็นต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ โดยรัฐสภาควรใช้อำนาจตามมาตรา 178 เพื่อยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล ทั้งสองฉบับ

พรรคฯ เสนอให้เปิดการเจรจาในรูปแบบทวิภาคี โดยกำหนดอาณาเขตอธิปไตยของไทยทางบกตามมาตรฐานสากล ด้วยการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ซึ่งแสดงรายละเอียดของสภาพภูมิประเทศที่ชัดเจนและสอดคล้องกับความเป็นจริง สำหรับพื้นที่ทางทะเล ให้ยึดพระบรมราชโองการประกาศกำหนดเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยด้านอ่าวไทย ตามราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2516 ซึ่งอ้างอิงอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง ที่จัดทำขึ้น ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2501

ยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล

พรรคไทยสร้างไทยย้ำว่า การแก้ไขปัญหาแนวเขตแดนระหว่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น ต้องยึดหลักมาตรฐานสากล โดยมีหลักกฎหมายระหว่างประเทศรองรับ และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศที่รักสงบ เคารพกติกา แต่ก็พร้อมตอบโต้ในรูปแบบที่เหมาะสม หากอีกฝ่ายไม่ยึดมั่นในหลักการดังกล่าว

ทำไมต้องยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก และ เขตทางทะเล

การที่พรรคไทยสร้างไทยออกมาเรียกร้องให้มีการยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ การใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 178 เพื่อให้รัฐสภาเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจครั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินการที่โปร่งใสและเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย

นอกจากนี้ การเปิดเจรจาทวิภาคีโดยยึดหลักสากล จะช่วยให้การกำหนดแนวเขตแดนเป็นไปอย่างชัดเจนและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย การใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 สำหรับพื้นที่ทางบก และการอ้างอิงอนุสัญญาเจนีวาสำหรับพื้นที่ทางทะเล จะช่วยลดข้อพิพาทและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การดำเนินการตามแนวทางที่พรรคไทยสร้างไทยเสนอ จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การแก้ไขปัญหาแนวเขตแดนโดยยึดหลักกฎหมายและมาตรฐานสากล จะเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาและความร่วมมือระหว่างประเทศในระยะยาว

การตัดสินใจครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย ดังนั้น รัฐสภาควรพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาแนวเขตแดน จะช่วยให้เราสามารถก้าวข้ามความท้าทายและสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศของเรา

ที่มา – ไทยสร้างไทย หนุน สภาฯ พิจารณายกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล

Scroll to top