โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตข้าราชการ กทม. ประพฤติชั่วร้ายแรง-มีคำสั่งไล่ออก

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตขรก. กทม.

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ “สวาท ห้วยทราย” อดีตข้าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) หลังพบการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างร้ายแรง จนนำไปสู่การถูกไล่ออกจากราชการ เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจข้าราชการให้ยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม

เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับการโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ใจความสำคัญของประกาศดังกล่าวคือ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรพรรดิมาลา ที่นางสวาท ห้วยทราย อดีตข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ตำแหน่งเจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้ชำนาญงาน งานบริการที่จอดยานยนต์ กองรายได้ สำนักการคลัง กรุงเทพมหานคร เคยได้รับพระราชทาน

สาเหตุของการโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ ในครั้งนี้ เนื่องมาจากนางสวาท ห้วยทราย กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้อื่น หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต และกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งขัดต่อมาตรา 85 (1) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และเป็นกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามข้อ 65 (3) ของกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556 ประกอบมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2554

นอกจากนี้ นางสวาท ห้วยทราย ยังถูกสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562 โดยคำสั่งอันถึงที่สุด ซึ่งเป็นเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามข้อ 6 และข้อ 7 (4) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 และนางสวาท ห้วยทราย เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตข้าราชการ กทม. ประพฤติชั่วร้ายแรง-มีคำสั่งไล่ออก

ประกาศดังกล่าวลงวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ผลกระทบและความสำคัญของการโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ

การโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ ในกรณีนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมายต่อผู้ที่ได้รับพระราชทาน การกระทำทุจริตและประพฤติมิชอบของข้าราชการ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ และการโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ ถือเป็นการลงโทษและแสดงให้เห็นว่าการกระทำผิดจะไม่ได้รับการละเว้น

กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ข้าราชการทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของจริยธรรมและคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ การยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต และการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม คือสิ่งที่ข้าราชการพึงกระทำ เพื่อรักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตนเองและองค์กร หากข้าราชการประพฤติมิชอบ ย่อมต้องได้รับโทษตามกฎหมาย และอาจถูกโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ ซึ่งถือเป็นความเสื่อมเสียอย่างยิ่ง

การที่ข้าราชการถูกไล่ออกจากราชการและถูกเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้น ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อตัวข้าราชการผู้นั้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัวและคนรอบข้างอีกด้วย ดังนั้น ข้าราชการทุกคนจึงควรตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง และตั้งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการที่เข้มงวดในการตรวจสอบและลงโทษข้าราชการที่กระทำผิด นอกจากนี้ การสร้างจิตสำนึกและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับจริยธรรมและคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ราชการก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

เราควรเรียนรู้จากกรณีนี้ เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม โดยเริ่มจากตัวเราเองในการเป็นพลเมืองที่ดีและส่งเสริมค่านิยมที่ถูกต้อง การเคารพกฎหมายและการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมที่น่าอยู่

ที่มา – โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตข้าราชการ กทม. ประพฤติชั่วร้ายแรง-มีคำสั่งไล่ออก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: