รมว.กลาโหมสหรัฐฯ รับไม่ได้นายพลอ้วนฉุ

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ รับไม่ได้นายพลอ้วนฉุ ลั่นกองทัพต้องเปลี่ยน-เลิกโวค เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงในวงกว้างทั่วโลก โดยเฉพาะในแวดวงการทหารและการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนต่อหน้าผู้นำทหารระดับสูงหลายร้อยคนจากทั่วโลก

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ รับไม่ได้นายพลอ้วนฉุ ลั่นกองทัพต้องเปลี่ยน-เลิกโวค

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ฐานทัพนาวิกโยธินควอนติโก ในรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา นายเฮกเซธได้กล่าวปราศรัยต่อผู้ฟังจำนวนมาก โดยประกาศยุติวัฒนธรรมโวค (woke) หรือการตื่นตัวทางสังคมที่เขามองว่าเบี่ยงเบนจากภารกิจหลักของกองทัพ เขาย้ำชัดว่ากองทัพสหรัฐฯ ต้องกลับสู่จิตวิญญาณนักรบที่แท้จริง โดยกำหนดมาตรฐานความแข็งแกร่งทางกายภาพในระดับผู้ชายสำหรับเจ้าหน้าที่ทุกคน

หนึ่งในประเด็นที่นายเฮกเซธวิจารณ์อย่างรุนแรงคือรูปลักษณ์ของนายทหารระดับสูง โดยเฉพาะนายพลและพลเรือเอกที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนฉุ เขากล่าวว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ที่จะเห็นผู้นำทหารในลักษณะนี้เดินไปมาในเพนตากอน ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการหลักของกองทัพสหรัฐฯ การวิจารณ์นี้ทำให้บรรยากาศในที่ประชุมตึงเครียด ผู้ฟังนั่งเงียบกริบขณะที่เขาประกาศว่า “ยุคของรูปลักษณ์ที่ไม่เป็นมืออาชีพจบลงแล้ว”

มาตรฐานใหม่เพื่อกองทัพที่แข็งแกร่ง

นอกจากเรื่องรูปลักษณ์แล้ว นายเฮกเซธยังประกาศมาตรฐานการทดสอบสมรรถภาพทางกายที่เข้มงวด โดยกำหนดให้ใช้เกณฑ์ระดับผู้ชายเป็นหลัก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้หญิงบางคนที่ไม่สามารถผ่านได้ แต่เขายืนยันว่ามาตรฐานต้องสม่ำเสมอ เป็นกลางทางเพศ และสูงสุดเพื่อความพร้อมรบ นโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบภายในกระทรวงกลาโหม เพื่อแก้ไขความเสื่อมโทรมที่สะสมมานานหลายทศวรรษ

เขาวิพากษ์วิจารณ์โครงการ DEI (Diversity, Equity, and Inclusion) หรือความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการไม่แบ่งแยก ว่าทำให้ทหารเสียสมาธิไปกับเรื่องภาวะโลกร้อน แนวคิดโวค และความกลัวถูกตราหน้าว่าเป็นผู้นำที่มีพิษ นายเฮกเซธเรียกร้องให้ทหารที่ไม่เห็นด้วยกับวิสัยทัศน์นี้ควรลาออก เพื่อให้กองทัพเต็มไปด้วยผู้นำที่มุ่งมั่นและกล้าหาญ

นอกจากนี้ เขายังพูดถึงการปลดผู้บัญชาการระดับสูงหลายคนในอดีต รวมถึงบุคคลที่เป็นคนผิวดำและผู้หญิง โดยอ้างว่าตัดสินใจตามสัญชาตญาณเพื่อกำจัดผู้ที่ยึดติดกับนโยบายเก่าแก่ และมั่นใจว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงความเป็นผู้นำอีกมากในอนาคต

  • ยุติการไว้หนวดเคราและรูปลักษณ์ไม่เป็นมืออาชีพ
  • ยกเลิกกระบวนการร้องเรียนแบบไม่เปิดเผยชื่อ
  • เน้นการฝึกอบรมและความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง
  • สร้างจิตวิญญาณนักรบที่แท้จริง

การประกาศนโยบายเหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อกองทัพสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณถึงทิศทางนโยบายกลาโหมของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มุ่งเน้นความแข็งแกร่งทางทหารเหนือสิ่งอื่นใด นักวิเคราะห์หลายคนมองว่านี่อาจนำไปสู่การถกเถียงเรื่องเพศสภาพและความหลากหลายในกองทัพ โดยเฉพาะในยุคที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญความท้าทายจากคู่แข่งอย่างจีนและรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจช่วยยกระดับประสิทธิภาพของกองทัพ ทำให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคามในอนาคตได้ดีขึ้น แต่ก็ต้องติดตามผลกระทบต่อกำลังพล โดยเฉพาะผู้หญิงและกลุ่ม少数派ที่อาจรู้สึกถูกกีดกัน

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของรมว.กลาโหมสหรัฐฯ ครั้งนี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับตัวขององค์กรทหารในยุคสมัยใหม่ เพื่อรักษาความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ ข่าวต่างประเทศ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – รมว.กลาโหมสหรัฐฯ รับไม่ได้นายพลอ้วนฉุ ลั่นกองทัพต้องเปลี่ยน-เลิกโวค

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to top